ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 ท่านปีศาจอาวุโสปี้ปัว (4)

            ตอนนี้ ผมสีเงินยาวเฟื้อยไร้ที่สิ้นสุดของเขากระเพื่อมตัวแผ่ปกคลุมทั่วผิวทะเลสาบราวกับเกลียวคลื่นสมุทรม้วนตัว!

            มองไกลๆ คล้ายเนินหิมะ มองใกล้ๆ คล้ายริ้วน้ำแข็ง!

            “พลังของท่านเสินจุนช่างงดงามเหลือเกิน!” ริมทะเลสาบด้านในมีเงาร่างดำตะคุ่มอยู่สามคน

            รูปร่างหน้าตา ส่วนสูงและสวมใส่เสื้อคอจีนเหมือนผู้ชายวัยกลางคนที่สวีหยางอี้เห็นก่อนหน้านี้ไม่มีผิด!

            “จงเชื่อมประสาน ค่ายกลคมดาบพิทักษ์...”ชายหนุ่มจีบนิ้วจับยามเพื่อร่ายพลังเวทพลางกัดฟันแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “ดูสิว่า...จะทนได้นานแค่ไหน”

            “ซู่!” ตอนนี้เปลวไฟสุกสว่างปะทุขึ้นที่ปลายนิ้วของหลี่จงหยวนทั้งสิบนิ้ว!

            สว่างเด่นชัดราวกับเป็นโคมไฟท่ามกลางความมืดไม่ว่าอยู่แค่ไหนไหนก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน

            “นี่ ที่รัก เธอเห็นอะไรนั่นไหม?” คู่รักคู่หนึ่งที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานเดินทางมากางเต้นท์บริเวณตีนเขาคู่คนที่เป็นสามีกำลังอุ้มปลอบลูกน้อยที่ร้องงองแงอยู่พร้อมกับหันไปบอกภรรยาอย่างสงสัย “เธอดูนั่น... ผมตาฝาดไปรึเปล่า?”

            ภรรยาคลี่ยิ้มพลางเงยหน้าขึ้น แต่เมื่อสิ่งที่ปราก​เบื้องหน้า ดวงตาก็เหลือกกว้างทันที“ไม่... คุณไม่ได้ตาฝาด บนภูเขาไฟนั่น... มีบางอยากส่องแสงวิบไหวอยู่... ไม่สิหรือว่ากำลังปะทุอยู่”

            “นี่ นั่นคืออะไร?” อีกเต้นท์หนึ่งกลุ่มวัยรุ่นสองสามคนกำลังดื่มเบียร์กันอย่างเมามายพวกเขามองไปบนยอดภูเขาไฟที่ไม่ไกลนัก “อย่าบอกนะว่ากำลังปะทุ?”

            อีกด้านหนึ่งเหล่าโจวกับเหล่าฟางที่จ้องหน้าจออยู่หน้ากล้องกำลังตกใจอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง!

            เจ้าสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ตัวนี้... จุดคบเพลิงขึ้นมาเหรอ?

            ไม่สิ... ดูเหมือนเปลวไฟพวกนั้นจะปะทุขึ้นมาจากร่างกายเขามากกว่า!

            นี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่วะ!

            “ฉะ ฉันคิดว่า...” เหล่าโจวเอามือทาบอกตัวเอง พูดขึ้นเสียงสั่น “นะนี่ฉันกำลังดูสัตว์ ประหลาดอยู่รึเปล่าเนี่ย?”

            “จงเผาไหม้!” ในเวลาเดียวกัน สวีหยางอี้ตะเบ็งเสียงออกมาเปลวไฟที่ปลายนิ้วปะทุขึ้นกลางอากาศในทันที!

            ฟู่!

            ชั่วพริบตา เปลวไฟโหมกระพือขึ้นกลางเป็นวงกว้างเผาไหม้ทุกเส้นใยในบริเวณนั้นทันที!

            นั่นคือ... ม่านข่ายอาคมที่ถูกถักทอขึ้นจากเส้นผมจำนวนมหาศาล!ครั้นถูกไฟเผา ก็เกิดเป็นปรากฏการณ์คล้ายประกายดอกไม้ไฟ!

            ไม่ถึงวินาที ตาข่ายใยแมงมุมที่แผ่ขยายขึ้นกลางอากาศร่วมหลายร้อย...หลายพัน... หรืออาจหลายหมื่นตารางเมตรก็ถูกเผาไหม้ทันที!

            เพลิงเผาไหม้อันรุนแรงย่อมท้องฟ้ายามค่ำคืนและหมู่เมฆเป็นสีแดงฉานทำเอาประกายแสงจากดวงดาวหมองลงทันที!

            “พระเจ้าช่ว!!!” เพียงชั่วพริบตา นักท่องเที่ยวของบึงบงกชจตุทิศก็แตกตื่นขึ้นทันที!

            ตาข่ายสวรรค์!

            ตาข่ายสวรรค์ถูกเผาไหม้!

            เส้นผมสีเงินที่ถูกถักทอขึ้นเป็นตาข่ายครอบคลุมกลางอากาศเป็นบริเวณกว้างนี้แท้จริงแล้วคือม่านอาคมสำหรับตรวจสอบความเคลื่อนไหวบริเวณนี้ทำหน้าที่คล้ายตาข่ายแมงมุม และเมื่อมันถูกเผาไหม้จึงทำให้รับรู้ได้ว่ามันปกคลุมเป็นบริเวณกว้างแค่ไหน!

            หากนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเส้นชนวนปะทัดที่ถูกถักทอเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ปกคลุมท้องฟ้าแล้วเกิดเผาไหม้ขึ้นพร้อมกัน!

            ใครเป็นคนจุดไฟ? ใครเป็นคนกางตาข่ายขนาดนี้ขึ้นมา?

            “กล้อง! เอากล้องมา! โทรศัพท์ก็ได้!”ผู้ชายคนหนึ่งส่งเสียงพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นราวกับถูกรางวัลที่หนึ่งก่อนตะเบ็งเสียงเรียกคนอื่นๆ อยู่หน้าเต้นท์ “แกมาดูนี่! เร็วๆ เข้า! พระเจ้า!ดูนั่น! ดูนั่นสิ! เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าพิศวงขึ้นแล้ว!”

            “นะ นี่มันปรากฏการณ์ธรรมชาติอะไรกัน?” อีกด้านหนึ่งผู้เฒ่าคนหนึ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดชัตเตอร์รั่วๆ อย่างไม่กลัวหน่วยความจำเต็ม“สุดยอด! ช่างมหัศจรรย์จริงๆ! งดงามยิ่งนัก! ฉันกล้าพูดเลยว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในประเทศหวาซย่า...ไม่สิ ในโลกเลยก็ว่าได้!”

            “โห! นั่น มันอะไรกัน? !” “หรือว่านี่จะเป็นวันอวสานของโลก?”“ให้ตายเถอะ... ช่างงดงามเหลือเกิน!” “แทบไม่อยากเชื่อ!”

            ช่วงเวลานี้ มีคนอยู่สองคนที่ไม่ได้รู้สึกตกตะลึงกับความงดงามของมันหากแต่หากพวกเขาได้แค่ยืนมองอย่างอึ้งงันพลังพิศวงอันราวกับเทพเจ้าพิโรธนี้ทำเอาพวกเขาหวาดวูบวาบขึ้นทันที!

            “สะ สะ สะ สัตว์ประหลาด!” น้ำเสียงของเหล่าโจวพร่าแหบ ตัวสั่นทั้งร่างมีเพียงพวกเขาที่รู้ว่า... สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝีมือของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ตัวนี้!

            “สัตว์ประหลาด! สัตว์ประหลาด! เหล่าโจว นี่มันสัตว์ประหลาดตัวเป็นๆ แล้ว!ในโลกนี้มีสัตว์ประหลาดอยู่จริงๆ ด้วย!” เหล่าฟางพูดเสียงหลง 

            “เหล่าโจว! พวกเราต้องเก็นเรื่องนี้ไว้ให้ดีๆ !พวกเราเป็นคนที่เห็นสัตว์ประหลาดตัวนี้กับตาตัวเอง!”

            “พวกเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกนี้มีสัตว์ประหลาดอยู่จริงๆ !”

            เป็นพลังที่รุนแรงจริงๆ... ตอนนี้เขาได้สำแดงพลังนี้ออกอย่างไม่ต้องกักพลังเอาไว้ จนเกิดเป็นทะเลเพลิงขึ้นภายในใจของสวีหยางอี้รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเพราะเขารู้ถึงอานุภาพของท่าบงกชเพลิงทศทิศแล้ว เสียงร้องด้วยความแปลก ตื่นเต้น และสะพรึงที่ดังขึ้นมาจากตีนเขาทำให้เขารู้แล้วว่าพลังเวทมันน่าตื่นตะลึงแค่ไหน!

            นี่เป็นแค่พลังเวทที่ได้มาจากทักษะการควบคุมไฟเท่านั้น... หลังจากนี้ยังมีพลังเวทอีกอย่างน้อยสามท่า!

            แล้วมันจะทรงพลังถึงขั้นไหนกัน?

            แล้วถ้าตัวเองบรรลุขั้นจู้จีในอนาคต และมีพลังเวทอีกเป็นสิบๆ ท่าติดตัวถึงตอนนั้นจะทรงพลังขึ้นอีกแค่ไหน?

            “ไปต่อกันเถอะ!” เขาพยุงหลี่จงหยวนที่ไม่ได้สติและเตรียมตัวกระโดดพุ่งขึ้นไปบนยอดภูเขาไฟ

            แต่วินาทีต่อไป เขาก็หยุดชะงักเหมือนคิดอะไรบางอย่างออก

            เขากำหมัดข้างหนึ่งขึ้นมา ก่อนต่อยเข้าไปที่หน้าผาอย่างเต็มแรงเพื่อให้เกิดเป็นช่องหลุมที่พอจะยัดคนเข้าไปได้ หลังจากยัดตัวหลี่จงหยวนเข้าไป ก็กระโดดขึ้นไปที่ปากปล่องภูเขาไฟทันที

            เมื่อขึ้นมาถึง... ก็ปรากฏผู้ชายลักษณะคล้ายศพรูปร่างหน้าตาเหมือนกันแต่งตัวเหมือนกันทั้งหมดยี่สิบกว่าคนลอยอยู่กลางอากาศจิตสังหารอวลตลบภายใต้แสงจันทร์ยามราตรี

            เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าตบะของพวกมันอยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นเพราะพวกมันลอยตัวอยู่กลางอากาศได้เหมือนขั้นจู้จี!

            “ใยตาข่ายเมื่อกี้คงเป็นแค่มายากลหลอกเด็กสินะ”สวีหยางอี้หักกระดูกข้อนิ้วตัวเองดังกรอบแกรบ “อันนี้สินะ คือท่าไม้ตายของนาย”

            “แกก แกก แกก...” ตอนนั้น ผู้ชายสี่ยิบกว่าคนก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกันบริเวณใบหน้าพวกเขามีปริแตกคล้ายเปลือกไม้ ข้างในไม่มีสมองมีแต่บางอย่างที่ดูคล้ายเครื่องจักรกล!

            “กึก กึก กึก...” เสียงหมุนคล้ายฟันเฟืองขบกันดังขึ้นดาบแหลมคมแวววามค่อยๆ เคลื่อนออกมาจากปากพวกเขา ซึ่งก็ดูเหมือนเครื่องจักรกลจริงๆนั่นแหละ 

            นี่เป็นค่ายกลเวทมนตร์งั้นเหรอ?

            หมัดสองข้างตั้งขึ้นระดับอกอย่างระมัดระวังสวีหยางอี้ตั้งท่ารอรับการโจมตีของหุ่นเชิดยี่สิบกว่าตัวที่มีมีดแหลมยื่นออกมาจากปาก!

            นี่เป็นพลังเวทของอีกฝ่ายงั้นเหรอ?

            แบบนี้สิ ถึงเรียกว่าการปะทะกันของพลังเวท!

            ภายใต้แสงจันทร์ คมดาบยี่สิบกว่าเล่มสะท้อนสู้แสงวาววาบขับแววแห่งความตายออกมาพวกมันทั้งยี่สิบกว่าตัวบิดงอโค้งทำองศาได้มากกว่ามนุษย์ทั่วไป อีกทั้งยังเคลื่อนที่พลิ้วไหวราวกับฝูงปลาแหวกว่ายประหนึ่งอากาศทั้งหมดคือแม่น้ำ พวกมันลอยตัวกลางอากาศทำมุมทแยงขึ้นลงได้ตามต้องการเพื่อสร้างมุมพุ่งเข้าแทงสวีหยางอี้!

            “แกกๆ ๆ ๆ...” เสียงข้อต่อเสียดสีกันดังจอแจราวกับเป็นเสียงพิพากษาของที่แห่งนี้ 

            บัดนี้ คมมีดแหลมคมทั้งยี่สิบกว่าเล่มจ่อมุมทำองศาเตรียมพุ่งเข้าโจมตีสวีหยางอี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

            สวีหยางอี้โคจรพลังปราณทั่วทั้งร่างขึ้นฉับพลันเขาไม่สนใจชีวิตของหลี่จงหยวนเท่าไรนัก เพราะกระทั่งตอนนี้ หลี่จงหยวนคงยังไม่ยอมสยบต่อเขาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แต่หลี่จงหยวนก็ติดตามรับใช้ตัวเองมาสักพักแล้ว ดังนั้น ช่วยชีวิตอีกฝ่ายเท่าที่ตัวเองทำได้ตอนนี้จะเป็นอะไรไป

            “ฆ่า!” หุ่นเชิดทั้งยี่สิบกว่าตัวตะโกนเสียงแหบๆ ออกจากปาก เพียงพริบตาก็พุ่งกรูเข้ามาทางสวีหยางอี้ทันที

            “เงียบ...” เสี้ยววินาทีที่ทั้งสองฝ่ายกำลังปะทะกันอยู่นั้นแว่วเสียงที่แฝงด้วยพลังและมนตร์ขลังเสียงหนึ่งดังมาจากทะเลสาบใจกลางปล่องภูเขาไฟ

            ร่างของสวีหยางอี้ หุ่นเชิดยี่สิบตัว ชายหนุ่มที่อยู่ริมทะเลสาบก็นิ่งค้างทันที

            แสงสีฟ้าเรืองรองนั่นให้ความรู้สึกเหมือนหญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้า นุ่มนวลอ่อนโยน ให้ความสวยงามจนแทบหยุดหายใจ เป็นมวลพลังที่เกินต้านทาน

            “ขอทุกท่านโปรดวางใจ นับตั้งแต่นี้ต่อไปโลกภายนอกจะไม่สามารถรับรู้การเคลื่อนไหวของทุกท่านในที่แห่งนี้ได้”น้ำเสียงที่แฝงด้วยมนตร์ขลังนี้ แยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายบางช่วงก็เหมือนเสียงผู้ชาย บางช่วงก็เหมือนเสียงผู้หญิง

            “นี่มัน...” ดวงตาชายหนุ่มเป็นประกายขึ้นรำไรจากนั้นเขาก็โค้งตัวทำความเคารพ “ขอคาราวะท่านอาวุโสปี้ปัว”

            เส้นผมคล้ายเส้นใยของเขาที่ปกคลุมพื้นที่ด้านในสลายกลายเป็นอณูปราณทันที

            สวีหยางอี้ไม่พูดอะไรเขาได้แต่พิจารณาพลังที่พันธนาการการเคลื่อนไหวเขาอยู่

            พลังแบบนี้... น่าจะเป็นของขั้นจู้จี หรือไม่ก็... สูงกว่านั้น!

            ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของหวาซย่าจะต้องซุกซ่อนขุมพลังที่เหนือกว่าบรรดาลิสต์จัดอันดับทั้งหลายอยู่อีกมากมายเป็นแน่!

            “ตลอดเวลาสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา... เขาลูกนี้ไม่เคยแปดเปื้อนหยาดเลือด...ผู้ที่มาเยือนล้วนเป็นแขกเหรื่อ ตบตีเช่นนี้ให้มันได้อะไร”น้ำเสียงต้องมนตร์สะกดนั่นดังขึ้นอีกระลอก

            แม้น้ำเสียงฟังดูลึกล้ำราวกับต้องมนตร์ แต่กลับไม่เจือแววโกรธเคืองใดๆเมื่อน้ำเสียงสิ้นสุดลง สวีหยางอี้ก็รู้สึกสบายตัวขึ้นทันที

            หุ่นเชิดด้านหน้าเขายี่สิบกว่าตัวทยอยร่วงแหมะลงบนพื้น ตัวสวีหยางอี้ก็กลับมาขยับตัวได้ราวกับถูกปลดพันธนาการออกแล้ว

            ต่อมา ร่างหมดสติของหลี่จงหยวนก็ลอยขึ้นกลางอากาศ และค่อยๆจมลงไปกลางทะเลสาบอย่างเงียบๆ

            “ปีศาจสัตว์เลี้ยงของสหายน่าสนใจดี ไม่นึกว่าจะมาเลื่อนขั้นที่นี่อยู่กับฉันที่นี่สักหนึ่งชั่วยาม เดี๋ยวเขาก็ฟื้นขึ้นมาเอง สหายอย่าได้กังวลไปเลย”

            เลื่อนขั้นงั้นเหรอ?

            สวีหยางอี้มองตามร่างหลี่จงหยวนไปในใจพลางคิดว่าปีศาจคางคกเขาเดียวอย่างหลี่จงหยวนเนี่ยนะ จะมาเลื่อนขั้นตอนนี้?

            จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปีศาจหรืออสูรก็ล้วนมีเชื้อสายสืบทอดมาจากสัตว์เทพทั้งนั้นเพียงแต่ความบริสุทธิ์ของมันที่เจือจางลงผ่านยุคผ่านสมัย ทำให้พลังอ่อนลงไปเรื่อยๆจนบางตัวไม่สามารถปลุกพลังตัวเองได้ไปตลอดกาล

            เขาหยุดคิดเรื่องนี้ลง และเดินเลียบเคียงตามริมทะเลสาบ

            แสงจันทร์ส่องกระทบลงผืนน้ำอันกว้างใหญ่ แสงแพรวพราวงามระยับจับตาชวนให้รู้สึกพิศวง

            สวีหยางอี้ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ ชายหนุ่มเรื่อยๆแต่อีกฝ่ายได้แต่หันหลังให้และเอ่ยเสียงเรียบ “ถอยออกไป”

            สวีหยางอี้ระบายยิ้ม

            เขาเดินเข้าไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนปกติมือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง 

            ชายหนุ่มผินหน้ามาเล็กน้อย ดวงตาเล็กเฉี่ยวราวกับกระบี่เหินน้ำเสียงเย็นชาเจือแววสังหาร “ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียวนายไม่ได้ออกจากเขาเหล่าเฮยซานดีๆ แน่...”

            ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียง รูม่านตาชายหนุ่มหดเกร็งลงฉับพลัน!ภาพท่อนขาฟาดเข้ามาเคล้าเสียงแหวกอากาศคล้ายแส้สะท้อนบนม่านตาเขาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ!

            “หึ ทำเป็นวางท่า ถ้าทำได้ก็ลองดู!” สวีหยางอี้นึกขึ้นในใจ

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน