กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 4 บทที่ 113 หน้าซื่อใจคด

            บทที่ 113หน้าซื่อใจคด

            ในลานบ้านเงียบสงบและสง่างามเสียงนกร้องแว่วหวาน คนรับใช้หลายคนยุ่งอยู่กับการตัดแต่งกิ่งดอกไม้และต้นไม้และกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นลงพื้น

            เสวี่ยหานเฟยยกยิ้มตลอดทางและทักทายคนรับใช้ที่ต่ำต้อยรอยยิ้มนั้นเป็นมิตรมาก คล้ายสายลมที่อ่อนโยนทำให้คนรับใช้รู้สึกอบอุ่นและเร่งทำงานให้มาก

            พวกเขารู้สึกจริงๆว่าคุณชายชุยเสวี่ยผู้นี้สง่างามยิ่งยักสื่อสารกับผู้อื่นด้วยความถ่อมตัวและสุภาพอ่อนโยนเขาไม่มีนิสัยที่ไม่ดีเหมือนชายหนุ่มชนชั้นสูงคนอื่นๆดูสูงส่งมากจนเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ

            สาวใช้บางคนอดไม่ได้ที่จะแอบมองเสวี่ยหานเฟยด้วยความคิดที่ไม่เข้าท่าเมื่อเสวี่ยหานเฟยมองเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กน้อยและคงท่าทางสง่างามไว้ทำให้สาวใช้เหล่านั้นหน้าแดงตื่นตระหนกและใจเต้นแรงทันที

            “คุณชายชุยเสวี่ยเป็นคนที่สมบูรณ์แบบจริงๆนะ มีใครในโลกนี้ที่สามารถเทียบเคียงเขาได้อีกหรือเปล่า?”

            "จิ๊จิ๊ เสี่ยวเถาตกหลุมรักอีกแล้วหรือ? แม้ว่าคุณชายชุยเสวี่ยจะเป็นคนใจดีแต่เขาก็สูงส่งเกินเอื้อม คนรับใช้อย่างพวกเราไม่อาจเข้าถึงได้ล้มเลิกความคิดนี้ซะ ปลูกหญ้าของเจ้าต่อไป!”

            “เฮ้อ ข้าก็แค่พูดเล่นเองข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมแม่นางฉุ่ถึงเย็นชากับคุณชายชุยเสวี่ยนักพวกเขาสองคนเป็นคู่ที่ลงตัวกันมากนี่!”

            “ชู่ว... อย่าเอ็ดไปนายท่านน่าจะใกล้กลับมาแล้ว ถ้าเขาได้ยินเรื่องซุบซิบพวกนี้ ระวังจะถูกลงโทษ”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้สาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวเถาก็รู้สึกเย็นเยียบและหุบปากทันที ไม่กล้าพูดพล่ามอีกต่อไป

            คนรับใช้เหล่านี้รู้ดีว่าฉู่เจิ้นหนานน่ากลัวแค่ไหน หากทำผิดจริง มันคงไม่ง่ายเพียงแค่ถูกตำหนิหรือทุบตีอาจถึงขั้นตัดมือตัดเท้าให้กลายเป็นคนพิการ

            ภายใต้การควบคุมของฉุ่เจิ้นหนานลานอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนาและมีกฎเกณฑ์มากมายดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถบุกรุกเข้ามาได้

            สำหรับเขาฉู่ซินเหยาเป็นเพียงสินค้าที่สำคัญอย่างยิ่งต่อตระกูลและเขาจะไม่มีวันยอมให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ

            ไม่นานหลังจากนั้นเสวี่ยหานเฟยก็ออกจากลานบ้าน ในขณะที่เขากำลังจะก้าวจากจัตุรัสและออกจากประตู มองเห็นชายวัยกลางคนที่มีร่างกายสูงใหญ่คิ้วกระบี่ตึงแข็ง เดินตรงมาหาเขา พาลมโชยพัดแรง บรรยากาศกดดันในทันที

            ใบหน้าของชายคนนี้เคร่งขรึมพร้อมรัศมีที่แข็งแกร่ง คางของเขาเชิดขึ้นราวกับไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดเขาคือหัวหน้าตระกูลฉู่เชื้อสายไป๋หยาง ฉู่เจิ้นหนาน

            เมื่อเห็นฉู่เจิ้นหนานเดินมาหาเสวี่ยหานเฟยก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ยกยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดด้วยความเคารพ “สวัสดีนายท่านฉู่ไม่คิดว่าจะได้พบกันหลังจากที่ผู้น้อยกำลังจะกลับ ช่างบังเอิญเสียจริง”

            “วันนี้ได้พบท่าน รัศมีเปล่งประกายยิ่งใหญ่และองอาจมาก ท่านทำให้ผู้น้อยคนนี้อับอายแล้วจริงๆ”

            เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ฉู่เจิ้นหนานก็ค่อนข้างประทับใจ ใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาก็สงบลงมากคิดว่าเด็กคนนี้พูดเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์โดดเด่นจริงๆ

            ฉู่เจิ้นหนานเผยรอยยิ้มจางๆที่หาได้ยากและตอบว่า “ฮ่าๆ คุณชายเสวี่ยล้อข้าเล่นหรือ? ไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าคิดเรื่องการแต่งงานของเหยาเอ๋อร์จนหัวแทบแตกเหนื่อยจนไม่มีเวลาฝึกฝน กลับเป็นท่านต่างหากพลังปราณในลมหายใจของท่านนั้นยิ่งใหญ่ เกรงว่าจะก้าวหน้าไปไกลมากในขั้นมหาสมุทร”

            เสวี่ยหานเฟยยิ้มอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า“มืได้ๆ ในขั้นมหาสมุทรนี้ข้ายังต้องขอคำแนะนำจากนายท่านฉู่ ท้ายที่สุดแล้วนายท่านฉู่ก็อยู่ในชั้นมหาสมุทรมาหลายปีแล้ว เป็นคู่ต่อสู้ที่อยู่ยงคงกระพันชื่อเสียงโด่งดังดั่งฟ้าร้อง!”

            เมื่อฉู่เจิ้นหนานได้ยินคำชมเชยนี้เขาก็มีความสุขขึ้นมา แลดูภาคภูมิใจ แต่ก็ยังพูดอย่างสุภาพ “ฮ่าๆ ไม่กล้ารับๆสำหรับวิชายุทธ์ ชื่อเสียงนี้ไม่มีอะไรทั้งสิ้นแต่ตระกูลฉู่ของเราอยู่ที่นี่ในเมืองชุยเสวี่ยและกำลังจัดงานแต่งครั้งใหญ่คงต้องรบกวนคุณชายชุยเสวี่ยดูแลเสียแล้ว”

            เสวี่ยหานเฟยยกมือขึ้นประสานทันทีและพูดว่า“แน่นอน ข้าสาบานในฐานะเจ้าเมืองน้อยของเมืองชุยเสวี่ยรับรองว่าทุกคนในตระกูลฉู่จะรู้สึกว่าอยู่ที่นี่เหมือนอยู่บ้าน จะไม่ละเลยเลย”

            “ฮ่าๆเช่นนั้นก็ลำบากคุณชายชุยเสวี่ยแล้ว” ฉู่เจิ้นหนานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม นอกเหนือจากการส่งของขวัญให้ฉู่ซินเหยาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วอีกฝ่ายยังมอบวัตถุวิญญาณจำนวนมากให้เขา ซึ่งมีประโยชน์ในการฝึกฝน เขาพอใจมาก

            และตอนนี้สิ่งที่คุณชายชุยเสวี่ยพูดก็แสดงให้เห็นว่าเขายังมีแผนสำรองในการส่งของขวัญมาจนกว่าฉู่เจิ้นหนานจะพอใจทัศนคติเช่นนี้ พฤติกรรมเช่นนี้ สามารถเอาชนะใจผู้คนได้อย่างง่ายดายแน่นอน

            สำหรับฉู่เจิ้นหนานจิ้งจอกเฒ่าเขารู้ดีอยู่แล้วว่าคำพูดของเสวี่ยหานเฟยหมายถึงอะไร

            “ใช่แล้วไม่ทราบว่าการแต่งงานของซินเหยา นายท่านฉู่คิดเห็นอย่างไร?” เมื่อเห็นรอยยิ้มที่พึงพอใจของฉู่เจิ้นหนาน ฉู่หานเฟยก็รีบถามทันทีความกระตือรือร้นที่มองไม่เห็นปรากฏอยู่ในดวงตาของเขา

            “สำหรับตัวเลือกสามีข้ายังไม่ได้ตัดสินใจแต่คุณชายชุยเสวี่ยเป็นคนที่มีความสามารถ มีใจให้ซินเหยาเราไม่น้อยตระกูลเสวี่ยร่ำรวยและมีอำนาจขนาดนั้น ข้ามองเห็นความจริงใจของท่าน ฮ่าๆคุณชายชุนเสวี่ยไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป”

            ฉู่เจิ้นหนานตอบด้วยรอยยิ้มแม้ว่าดูเหมือนเขาจะโอนอ่อนไปทางตระกูลเสวี่ยแต่เขาก็ยังไม่ได้เปิดเผยความคิดที่แท้จริงใดๆ ออกมา มีเพียงคำพูดที่ดูเรียบเฉย

            แน่นอนว่าเสวี่ยหานเฟยไม่ใช่คนโง่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดอะไรออกมาก็เปลี่ยนเรื่องทันที “ฮ่าๆเช่นนั้นทุกอย่างก็ต้องรบกวนนายท่านฉู่แล้ว ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้วผู้น้อยต้องขอตัวก่อน”

            เสวี่ยหานเฟยเผยรอยยิ้มที่คุ้นเคยและโค้งคำนับจากนั้นก็เดินออกจากลานบ้านด้วยท่วงท่าที่สง่างาม และกลับไปที่รถม้า

            ส่วนฉู่เจิ้นหนานก็ยังคงเงียบเขาหรี่ตาลงเล็กน้อย หันหน้ามองไปทางด้านหลังของคุณชายชุยเสวี่ยยกยิ้มที่มุมปากแล้วเดินเข้าไปในลานบ้านอย่างรวดเร็ว

            ต่างฝ่ายต่างก็กำลังคิดราวกับมีกระดานลูกคิดอยู่ในมือ

            ยามนี้ บนถนนที่พลุกพล่าน รถม้าสีดำทองกำลังเคลื่อนไปยังจวนเสวี่ยเสียงดังอึกอึก ภายในรถม้า มองเห็นคุณชายชุยเสวี่ยที่เปลี่ยนไปจากสภาวะปกติของเขาหุบรอยยิ้มอันอบอุ่นลง ดวงตาหรี่เล็กส่องสว่างด้วยแสงเย็นเยียบในมือที่จับพัดขนนกอัญมณียังคงสั่นอยู่

            ข้างๆ เขามีนายพลคนหนึ่งถือกระบี่ด้วยใบหน้าเคร่งขรึมเมื่อเห็นสีหน้าของคุณชายชุนเสวี่ย จึงถามว่า “คุณชายครั้งนี้แม่นางฉู่ยังไม่รับของขวัญของท่านอีกหรือขอรับ?”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้คุณชายชุยเสวี่ยก็เลิกคิ้วขึ้น เลิกพัดพัดขนนก และตบมันลงบนฝ่ามือทันที

            น้ำเสียงของเขาเย็นชา เยาะเย้ย “หึฉู่ซินเหยาผู้นี้สวยมาก ทรวดทรงก็ดีมากน่าเสียดายที่นางไม่เข้าใจอะไรเลยแถมยังหยิ่งยโสยิ่งนัก!”

            นายพลรู้สึกสับสนเล็กน้อยและถามว่า“ด้วยกำลังของคุณชาย เหตุใดจึงไม่จับนางไว้เล่าขอรับ? เมื่อถึงเวลาข้าวจะสุก ก็ไม่สำคัญแล้วว่านางจะยอมรับหรือไม่”

            “ไม่ได้เด็ดขาด!”คุณชายชุยเสวี่ยส่ายหัว จ้องมองลงไปจากรถม้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ข้าไม่ใช่คนเดียวที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัครเจ้าบ่าวในครั้งนี้ยังมีผู้ชายน่ารำคาญอีกสองสามคนที่ได้รับเช่นกันแม่ว่าคุณชายเช่นข้าจะไม่กลัวเบื้องหลังครอบครัวของพวกเขา แต่ถ้าเรื่องยุ่งขึ้นมาเกรงว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเราด้วย”

            “นอกจากนี้แม้ว่าจิ้งจอกเฒ่าฉู่เจิ้นหนานจะไม่แข็งแกร่งมากนักแต่สายหลักของตระกูลฉู่ที่อยู่เบื้องหลังเขาเป็นกำลังสำคัญในราชวงศ์ปัจจุบันเราไม่อาจรุกรานเขาได้”

            “อีกอย่าง ถ้าข้าที่เป็นคุณชายลงมือเช่นนั้นภาพลักษณ์ที่ทุ่มเทสร้างขึ้นมาอย่างหนักก็จะตกต่ำลง จะได้ไม่คุ้มเสีย”คุณชายชุยเสวี่ยหัวเราะเบาๆ แสร้งทำเป็นสง่างามแล้วเสยผมบนหน้าผาก เขาพูดต่อ“เจ้าก็น่าจะรู้ว่าภาพลักษณ์นั้นสำคัญมาก"

            “ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ”นายพลเองก็ยิ้มอย่างน่ากลัวเช่นกัน

            “ส่วนที่ว่าข้าจะเอาชนะคนงามที่ไม่มีใครเทียบนี้ได้หรือไม่ข้าไม่ได้กังวลเลย มันเป็นแค่เรื่องของเวลา” คุณชายชุยเสวี่ยคลี่พัดขนนกอีกครั้งโบกมือเบาๆ แล้วควบแน่นปราณเป็นผลึกน้ำแข็ง เขามองดูอย่างสบายๆ และพูดว่า“ข้าไม่เชื่อว่าฉู่เจิ้นหนานจะปฏิเสธของหมั้นที่มากมายขนาดนั้นจากตระกูลเรา ฮ่าๆ”

            หลังจากพูดจบเสวี่ยหานเฟยก็หยิบผลึกน้ำแข็งที่สวยงามที่สุด บริสุทธิ์ที่สุดและโปร่งใสที่สุดขึ้นมาด้วยมือซ้าย เล่นกับมันสองสามครั้งจากนั้นก็บดขยี้มันอย่างแรงในทันใด ทำให้เศษน้ำแข็งปลิวไปรอบๆ ในเวลาเดียวกันร่องรอยของน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้าย

            ในลานบ้าน คนรับใช้เดินสวนกันไปมาแต่ฉู่ซินเหยายังคงนั่งอยู่ในศาลากลางทะเลสาบอย่างเหม่อลอยไม่รู้เลยว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

            ในเวลาเดียวกันสาวใช้สองคนที่ยืนขนาบข้างนางด้วยท่าทีที่สูงส่งและมีพลังอันแข็งแกร่งเห็นได้ชัดว่าผู้หญิงสองคนนี้เป็นนักรบวิญญาณและมีทักษะวิชายุทธ์ที่ยอดเยี่ยมพวกนางเป็นผู้คุ้มกันที่ฉู่เจิ้นหนานวางไว้รอบตัวฉู่ซินเหยาและเป็นผู้เฝ้าดูด้วยอีกต่อหนึ่ง

            ไม่ใช่ว่าฉู่ซินเหยาไม่เคยคิดที่จะหลบหนีแต่ตอนนี้นางถูกขังอยู่ในลานที่เหมือนกรงนี้สำหรับนางที่ไม่รู้วิชายุทธ์ก็ไม่อาจจะบินข้ามไปได้

            “นายท่าน”

            ทันใดนั้นก็มีคำทักทายจากสาวใช้ดังขึ้นมาฉู่เจิ้นหนานเดินเข้ามาโดยเชิดหน้าขึ้นสูง เขาเดินเข้าไปในศาลากลางทะเลสาบมองเห็นฉู่ซินเหยาที่นิ่งเฉยก็ขมวดคิ้วทันที

            เขาดุด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เหยาเอ๋อร์เจ้ากำลังจะแต่งงาน ดังนั้นเจ้าควรจะมีความสุขแต่ตอนนี้เจ้ากลับทำตัวไร้ชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน นี่มันช่างไม่สุภาพเสียนี่กระไรหน้าตาตระกูลฉู่ของเราถูกเจ้าเหยียบเล่นสิ้นแล้ว!”

            น้ำเสียงของฉู่เจิ้นหนานดุดันมากเขาตะโกนด้วยพลังปราณอันเข้มข้น ทำให้น้ำในทะเลสาบโดยรอบปั่นป่วนและสาดกระเซ็นแม้แต่สาวใช้ทั้งสองก็แทบจะทนไม่ไหว

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉู่เจิ้นหนานโกรธฉู่ซินเหยาและแม้ว่าเสียงตะโกนดุด่าจะฟังดูดุร้าย แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับฉู่ซินเหยาเท่าใดนัก

            เพราะฉู่เจิ้นหนานคำนึงถึงร่างกายที่เปราะบางของฉู่ซินเหยาจึงควบคุมทิศทางของคลื่นเสียงมีเพียงสาวใช้เท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ทรมาน

            ฉู่ซินเหยาสำคัญมากต่อข้อตกลงการแต่งงานครั้งนี้ฉู่เจิ้นหนานจะปล่อยให้นางทนทุกข์ทรมานได้อย่างไร?

            “ตั้งแต่ต้นจนจบเจ้าคือคนที่อยากแต่งงานแต่ข้าไม่เคยบอกว่าอยากแต่งงาน!” ฉู่ซินเหยาดื้อรั้นมาก นางนั่งบนเก้าอี้หินหันไปจับจ้องฉุ่เจิ้นหนานด้วยสายตาเคียดแค้นอย่างไม่คิดจะยอมแพ้

            ฉู่เจิ้นหนานหรี่ตาลงเล็กน้อยลมหายใจของเขาผันผวน เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มโกรธทันใดนั้นเขาก็โบกมือให้สาวใช้ทั้งสองออกไปจากศาลา

            จากนั้น เขาก็ข่มความโกรธในใจอยู่นานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เหยาเอ๋อร์ แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลฉู่เราแต่ในเมื่อเจ้าเข้าร่วมตระกูลฉู่แล้ว เจ้าก็ควรอุทิศตนเพื่อครอบครัว!”

            “ด้วยความงามที่ไม่มีใครเทียบได้ของเจ้าไม่ช้าก็เร็วเจ้าก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ เพื่ออนาคตของตระกูลเจ้าถูกกำหนดให้ต้องเสียสละ! ถ้าตอนนั้นฉู่ซานเหอไม่หายตัวไปข้าเชื่อว่าเขาก็จะทำแบบเดียวกันแน่!”

            “ไร้สาระ!พ่อบุญธรรมไม่น่ารังเกียจเช่นเจ้า ที่ทรยศต่อตระกูลเพื่อหากำไรใส่ตัว!”ฉู่ซินเหยาตอบโต้ด้วยความโกรธ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

            “เหยาเอ๋อร์ เจ้าไร้เดียงสามากจริงๆ!”ฉู่เจิ้นหนานเยาะเย้ย ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของฉู่ซินเหยา

            เขาหันหลังกลับ ยืนเอามือไพล่หลังจ้องมองที่ทะเลสาบแล้วพูดว่า“ความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลฉู่นั้นขาดพันธมิตรที่เข้มแข็งไปไม่ได้ไม่เช่นนั้นฉู่ซานเหอจะทิ้งตัวหมากที่สวยงามเช่นเจ้าไว้โดยไม่ได้ใช้งานหรือ? อย่ามาล้อเล่นเลย อีกอย่างเจ้าก็ไม่มีคนรัก ข้าไม่รู้จริงๆว่าทำไมเจ้าถึงต่อต้านการแต่งงานขนาดนี้!”

            “ใครบอกว่าข้าไม่มีคนรัก?!!” ฉู่ซินเหยากัดฟันโต้กลับทันที