The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 83 ดั่งโมรีรำแพนหาง

            มิเนอร์วาไม่ได้กังวลมากนักเกี่ยวกับงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขายังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือตำราดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาอย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะพักหลังมานี้ชายหนุ่มเริ่มให้ความสนใจในด้านการนั่งสมาธิสงบจิตมากเป็นพิเศษ แม้แต่ตอนนี้เองก็ยังนั่งหลับตาอย่างสงบเพียงลำพัง ตามองค์ความรู้ที่ได้รับสืบทอดมานั้น การนั่งสงบจิตใจเช่นนี้คือการปรับอารมณ์ให้นิ่ง เพ่งอารมณ์จนจิตประณีตมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก กำหนดลมหายใจอยู่ที่ปลายจมูกและริมฝีปากบน ภายในใจก็กำหนดจิตภาวนา



            ‘ปฐวี… กสิณัง…’



            ปฐวีเมื่อหายใจเข้ารู้ กสิณังเมื่อหายใจออกรู้ จนกระทั่งชัดแจ้งในลักษณะ ว่าสั้นรู้ ยาวรู้ บ้างเบา บ้างหนัก เมื่อจิตใจเริ่มสงบจึงละทิ้งซึ่งปฐวีกสิณัง เพ่งจิตทั้งหมดไปที่ลมหายใจเพียงเท่านั้น เกิดเป็นความปีติสุขอย่างหาได้ยาก สุขนั้นไม่เที่ยงหากก่อเกิดขึ้นได้ ย่อมมีเวลาที่จะสลายได้เป็นธรรมดา ความปีติสุขนี้เองก็เกิดขึ้นได้ไม่นาน ร่างกายของชายหนุ่มที่นั่งหลังตรงก็เริ่มรู้สึกชาเหน็บ เกิดเป็นความทุกข์รูปแบบหนึ่ง แต่ทุกข์รูปแบบนี้ก็ไม่อาจทำลายสมาธิของมิเนอร์วาที่ฝึกมาหลายปีได้



            มิเนอร์วาเลือกที่จะไม่สนใจปล่อยวางซึ่งอารมณ์ กำหนดไว้ซึ่งกองลมที่กระทบภายในกายทั้งปวง เห็นอาการของการกระทบกันระหว่างลมหายใจกับกายหยาบ กายหยาบเริ่มรู้สึกเบาลง ลมหายใจเองก็เบาตาม อาการปวดเมื่อยและสัมผัสรู้ทางกายเองก็เริ่มลดถอยลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นกองลมทั้งปวงสงบก็รับรู้ จิตรู้รูป จึงปล่อยวางรูปขันธ์ลง จนกระทั่งไร้ความรู้สึก จึงปล่อยวางวิญญาณขันธ์ลง ไร้อารมณ์ที่สับสน



            แม้จะยังมีสติรับรู้ได้ซึ่งลมหายใจที่เคยเพ่งอยู่ แต่จิตใจกลับไม่ได้ว่อกแว่กจนเสียสมาธิ เข้าถึงซึ่งความสงบว่างเปล่ายากจะจินตนาการ ทุกสรรพเสียงรอบด้านล้วนหายไป สรรพสิ่งมากมายล้วนจางหายสัมผัสอะไรไม่ได้เลย เป็นสภาพไร้ตัวตนรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับการหยั่งรู้ และทำความเข้าใจซึ่งความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งหลาย ความว่างเปล่าที่อยู่ทางด้านหลังถัดออกไปไม่ไกลเกิดการสั่นสะเทือน ร่างพร่ามัวจำนวน 2 ร่างกำลังควบแน่นรวมตัวเป็นกายวิญญาณ



            เกิดเป็นร่างปฐวีกสิณทั้งสองขึ้นจากความว่างเปล่า หนึ่งโบกมือหมุนควงเปลี่ยนหยดน้ำให้กลายเป็นหินแหลม อีกหนึ่งร่ายรำสร้างก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นหลายสิบก้อนให้ลอยอยู่รอบตัว ก้าวขาหนึ่งก้าวก็เดินไปโผล่ในที่ไกล เป็นทักษะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากทักษะก้าวผ่านกาลเวลา จะเรียกว่าเป็นการก้าวผ่านมิติในระยะใกล้ก็ไม่ผิดนัก อำนาจเหนือธรรมชาติเช่นนี้จึงมีน้อยคนนักที่จะสามารถทำได้ ยกเว้นเสียแต่จะเจอกับเทพหรือปีศาจที่มีพื้นฐานทางด้านมิติเวลา เพราะแม้แต่เทพหรือปีศาจบางตนถ้าได้มาเห็นมิเนอร์วาแสดงฤทธิ์ ย่อมต้องแอบอิจฉาอยู่ในใจไม่มากก็น้อย



            ร่างทั้งสองทดลองก้าวออกไปให้ไกลจากร่างหลักมากที่สุด จนกระทั่งร่างปฐวีกสิณทั้ง 2 สลายหายไปเอง มิเนอร์วาจึงลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ภายในห้วงความคิดกำลังประเมินทักษะใหม่ที่พึ่งฝึกได้มา ร่างทั้ง 2 สลายตัวไปที่ระยะ 1 กิโลเมตร นั่นหมายความว่าระยะรัศมี 1 กิโลเมตรรอบตัวชายหนุ่ม คือขอบเขตอำนาจพลังวิญญาณของมิเนอร์วาในขณะนี้



            หากพ้นจากขอบเขตนี้ไป ต่อให้เป็นเหล่าภูตผีวิญญาณที่โดนผนึกไว้ภายในเงา ก็รักษาไว้ได้เพียงแค่รูปร่าง และจิตวิญญาณเท่านั้น เมื่อโดนทำลายก็จะสลายกลับมาอยู่ภายในเงาของชายหนุ่ม ไม่อาจฟื้นขึ้นมาตรงนั้นทันทีได้เลย เหมือนตอนอยู่ในอาณาเขตรัศมีวิญญาณ ที่ต่อให้โดนทำลายยังไงหากยังมีพลังวิญญาณจากชายหนุ่มคอยมอบให้ พวกมันก็จะฟื้นคืนชีพได้ไม่สิ้นสุดที่ตรงนั้นเลย ไม่ต้องกลับมาหาผู้ผนึกที่อยู่ในที่ไกล ส่วนการย่อแผ่นดินตัดอากาศฝ่ามิตินี้ดูเหมือนจะได้มาเป็นของแถม



            ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้งอย่างสงบ การฝึกปฐวีกสิณนั้นช่วยให้จิตตั้งมั่นเพ่งสมาธิโดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นดิน สิ่งนั้นย่อมเป็นดิน ขัดเกลาสมาธิไม่ให้ว่อกแว่ก แม้จะไม่มีพื้นฐานดินติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ก็มีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งมากพอจะเปลี่ยนน้ำหรืออากาศให้เป็นดินหินได้ เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไปวันถึงคืนวันงานเลี้ยง มิเนอร์วาลืมตาออกจากสมาธิแล้วลุกเดินไปอาบน้ำแต่งตัว เมื่อเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ ก็เรียกลิเบอร์ตี้ อินทรีเกล็ดศิลาคู่ใจให้มารับ เดินทางมุ่งหน้าไปยังงานเลี้ยงพร้อมกับอามูร์ และนาเดีย สตรีสาวจากเผ่าอารัคเน่



            เดินทางเพียงไม่นานก็มองเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ ที่มีรูปปั้นนักรบ 2 คนชูดาบขึ้นสูงเป็นซุ้มประตูทางเข้า ชายหนุ่มเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีท่าทีประหม่าลนลานแม้แต่น้อยให้ได้เห็น ชุดสูทสีดำตัวเก่งช่วยขับเน้นให้ใบหน้างามดูน่าหลงใหล ช่วงอกที่ผึ่งผายและปีกหลังที่กว้างใหญ่ก็แสดงให้เห็นถึงความองอาจในรูปกาย โดยไม่สนสายตารอบด้านที่จ้องมองมา มิเนอร์วาเดินเข้าไปในงานเรื่อยๆ จนกระทั่งพบกับเอ็มม่าที่กำลังยืนสนทนากับแขกคนอื่นในที่ไกล อีกฝ่ายก็สังเกตเห็นมิเนอร์วาเช่นกัน จึงแยกตัวจากกลุ่มคนแล้วเดินมาหาชายหนุ่ม



            “เดินทางไกล ต้องลำบากท่านแล้ว… หวังว่าสวนผกาสวรรค์แห่งนี้จะสามารถดูแลท่านได้อย่างไม่บกพร่อง”



            “เพียงเดิน 100 ก้าวก็มาถึงแล้ว สำหรับข้าไม่นับว่าเป็นการเดินทางไกล ดังนั้นจึงไม่เหน็ดเหนื่อยสักเท่าไหร่ ท่านเห็นสัตว์เลี้ยงของข้าทั้ง 3 ตัวบ้างหรือไม่?”



            “ฮ่าๆ ๆ สมัยข้าอายุเท่าเจ้า พวกเรามักพูดคุยกันกับสหายอย่างอ้อมค้อมช่างน่าเบื่อ ไม่คาดคิดว่าคนหนุ่มสมัยนี้จะมีนิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา ก็ดีเหมือนกันหากท่านต้องการเบาะแส แน่นอนว่าข้านั้นมีคำตอบที่น่าพึงพอใจให้ท่านแน่ แต่วันนี้เป็นงานเลี้ยงของข้า พวกเราคุยไปสนุกไปดีหรือไม่?”



            แน่นอนว่ามิเนอร์วาไม่ได้ตอบปฏิเสธออกไป ยังคงรักษาหน้าตาให้แก่อีกฝ่าย หงายมือหนึ่งทีนาเดียก็ยื่นแก้วเครื่องดื่มให้แก่ชายหนุ่มอย่างชำนาญ ถึงผู้อื่นในงานเลี้ยงจะชมชอบสุรายาดอง หรือไวน์หมักองุ่น แต่มิเนอร์วานั้นต่างไป เขาชอบนมเย็นๆ หรือไม่ก็เครื่องดื่มรสหวานที่เย็นชื่นใจ สุรามักพาให้ผู้คนขาดสติ ทำให้งานใหญ่งานสำคัญล้มเหลวมามากมายหลายเหตุการณ์ บุหรี่ยาสูบเองก็ทำลายปอดจากภายใน บั่นทอนสุขภาพอย่างไม่รู้ตัว



            มิเนอร์วาพลิกมือหนึ่งครั้งแล้วจุดมวนพันลำขึ้นสูบอย่างปลอดโปร่ง พืชสมุนไพรนี่สิของดีขนานแท้ ทำได้แม้แต่การเปลี่ยนศัตรูมาเป็นพรรคพวก พวกเขาอารมณ์ดี พวกเราก็มีความสุข เป็นสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งแรงกดดันในการเจรจา แน่นอนว่าทุกคนล้วนยังสามารถครองสติตัวเองจากอาการเคลิ้มนี้ได้ ไม่ไร้เหตุผลเฉกเช่นคนเมาไม่มีสติ หลังจากพูดคุยกันอีกสักเล็กน้อยเอ็มม่าก็ขอตัวแยกจากไป บุรุษผู้นี้เดินไปยังลานกว้างของงานเลี้ยงแล้วเอ่ยคำทักทายเล็กน้อยกับแขกทุกคน



            เมื่อสิ้นสุดคำทักทาย เหล่าแขกเหรื่อก็พากันเสียงตบมือเกรียวกราวให้กับคำพูดของผู้นำกลุ่มนูเอล เสียงฝ่ามือกระทบกันดังก้องไปทั่วงาน ต้องยอมรับว่าวาทะในการพูดโน้มน้าวของคนผู้นี้นั้นเป็นของจริง เขาสามารถเอ่ยให้คนเคลิ้มตาม และชักจูงผู้คนไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างง่ายดาย แต่เหตุการณ์นั้นย่อมไม่เกิดขึ้นกับมิเนอร์วาที่มีจิตมั่นคง แม้จะมีอาการเคลิ้มจากฤทธิ์ยาของวีด แต่ก็ไม่นับเป็นอะไรได้สำหรับชายหนุ่ม เพราะว่าเคยได้สัมผัสถึงความปีติสุขอันว่างเปล่าที่แท้จริงมาแล้ว



            เอ็มม่าแยกตัวออกมาจากฝูงชนแล้วเดินเข้ามาหามิเนอร์วาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้เขาเดินมาพร้อมกับสตรีผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคุ้นตา เมื่อนางมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มก็พาลให้นึกไปถึงวันนั้นเมื่อเจอกันครั้งแรก นางรู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อยแต่ก็แสร้งทำเป็นหยิ่งผยองให้ขัดตา กระจายความรู้สึกไม่เป็นมิตรให้อย่างเห็นได้ชัด มิเนอร์วาก็พอจะเดาได้บ้างแล้วจึงยกยิ้มให้เอ็มม่า แล้วกล่าวทุบทำลายท่าทางของนางอย่างเปิดเผย



            “ที่นี่มีสตรีมากมายให้ข้าได้เลือกสรร ยิ่งที่เขตอื่นก็มีหลากหลายนาง ท่านกำลังคิดอยากจะผูกมิตรกับข้าด้วยสตรีเพียงผู้เดียวเนี่ยนะ? รูปโฉมก็งดงาม ผิวพรรณก็ดูนุ่มนวลน่าสัมผัสอยู่หรอก แต่ว่าดันผยองร่างดั่งหงสา สตรีเช่นนี้ข้าฉุดคร่าเล่นสนุกมามากเกินพอแล้ว หรือจะบอกว่านางคือเบาะแสที่ท่านจะมอบให้ข้า?”



            “ฮ่าๆ ๆ นับถือๆ คนหนุ่มย่อมมีเรี่ยวแรงให้ใช้อย่างเหลือเฟือ ก็หวังว่าท่านจะมอบความสุขให้แก่นางได้ทุกค่ำคืน คนเป็นบิดาเช่นข้าจะได้สบายใจ ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ข้าก็จะเลือกลงพนันข้างเจ้าก็แล้วกัน จบงานเลี้ยงนี้ข้าจะเล่าให้ฟังทั้งหมดเอง ซิลเวีย ไปดูแลพี่เขาสิลูก…”



            สตรีที่มีนามว่าซิลเวียผู้นี้ ถึงกับสะอึกเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม แม้ความรู้สึกดีเป็นบ้านี้จะยังคงมีอยู่ในอก แต่ท่าทางจองหองยังคงพยายามแสดงออกเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์ที่แท้จริง ที่แฝงเอาไว้ด้วยความกรุ่นโกรธ ดังนั้นนางจึงกล่าวถากถางดูแคลนชายหนุ่มต่อหน้าฝูงชนคนหมู่มาก หวังจะทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอายเพื่อเอาคืน แอสคลีเพียสนั้นจับตามองเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา นิ่งเงียบไม่พูดสิ่งใด รับฟังบทสนทนาจากที่มืดเพื่อจับพิรุธดูอาการ เสียงดนตรีเต้นรำกำลังบรรเลงดังสนั่น จังหวะรัวเร็วนี้ช่างเร้าใจเป็นที่สุด



            “หากจะคุยโวก็ให้มันน้อยๆ หน่อย ลูกคุณหนูอย่างเจ้าเนี่ยนะจะใจกล้าฉุดคร่าสตรี? แม้แต่สตรีที่ตนรักก็ไม่อาจปกป้องได้ เพื่อนรักของข้านางตายด้วยน้ำมือของท่าน หากไม่อาจปกป้องไยต้องสร้างแต่ปัญหาด้วย! อย่าพูดให้ข้าขำไปหน่อยเลย เจ้าจะเคยหลับนอนกับสตรีสักกี่คนกันเชียว ผู้ชายอย่างเจ้ามอบความสุขที่แท้จริงให้หญิงสาวไม่ได้หรอก ข้าไม่ยอมเป็นของเขาแน่ๆ ให้ตายยังไงข้าก็ไม่ยอม!”



            สตรีลูกครึ่งเผ่าดาร์กเอลฟ์คนนี้กระทืบเท้าอย่างฉุนเฉียวไม่พอใจ เมื่อยามครั้งแรกที่เจอกันนั้นนางยังนึกไม่ออกว่าชายหนุ่มนั้นเป็นใคร แต่ภาพใบหน้าที่มากระซิบข้างหูในยามนั้นกลับตราตรึงในจิตใจไม่รู้คลาย ได้แต่เก็บเอาไปคิดจินตนาการอยู่หลายวัน จึงนึกขึ้นมาได้ว่าใบหน้านี้คือคนคนเดียวกันกับบุรุษที่เกรเซียเคยเล่าให้ฟัง จากความหลงใหลจึงมีความกรุ่นโกรธไม่พอใจแฝงตามมา นางจึงแสดงท่าทีต่อต้านออกมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่อยากยอมจำนนง่ายๆ เอ็มม่าเองก็ใบหน้าเปลี่ยนสีนึกอยากจะห้าม ก็ห้ามไม่ทันแล้วเหตุการณ์บานปลายจนยากควบคุมแล้ว



            “หึ! อย่างเจ้าจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับโลกของผู้ใหญ่ เด็กน้อยกะโปโลเช่นเจ้าไปวิ่งไกลๆ ให้ห่างจากตัวข้าจะดีกว่า อย่าได้คิดไปเองว่าเป็นบุตรสาวของเขาแล้วข้าจะไม่กล้าทำสิ่งใด โลกใบนี้ไม่ได้หมุนไปรอบตัวเจ้า หรือรอบตัวข้าอย่างที่เจ้าเข้าใจหรอกนะ แต่มันหมุนเพราะข้าสั่งให้หมุนเจ้าเข้าใจหรือไม่?”



            บรรยากาศคุกคามกระจายตัวออกไปรอบด้านทันทีที่อีกฝ่ายพูดไม่เข้าหู อำนาจสะกดกระจายออกไปทั่วงานเลี้ยง เหล่าผู้คนที่มาร่วมงานต่างขนลุกเกรียวให้กับคำพูดของชายหนุ่ม ความอหังการเย้ยฟ้าท้าทวยเทพเช่นนี้ย่อมทำให้หลายคนรู้สึกถูกปลุกเร้า พวกมันทั้งหลายต่างก็มุ่งสายตามาทางนี้ คนบ้าผู้นี้มีดีสมคำเล่าลือ เขาเป็นคนที่น่าทึ่งเสมอในสายตาผู้คนของวังมรณะสาบสูญ



            “โลกของผู้ใหญ่? หึ! หากว่ากันตามความเป็นจริงแล้วข้าเป็นพี่สาวเจ้าด้วยซ้ำไป อย่าคิดว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้บ้างลับหลังนาง ไม่น่าเชื่อเลยว่าเกรเซียจะชอบผู้ชายพรรค์นี้ลงได้ ทำมาเป็นพูดว่าเคยฉุดคร่าสตรีมามากมาย หึ คนมักมาก! เจ้ามันเลวนัก!”



            “เลว? ... มักมาก? ... ข้าเนี่ยนะ? เฮอะ… ดี! งั้นวันนี้ข้าจะพิสูจน์และทำให้เจ้าเห็นเอง ว่าข้าเป็นคนเลว คนมักมากอย่างที่เจ้าว่ามาจริงหรือไม่!”



            รอบด้านต่างนิ่งค้างตามอารมณ์ชายหนุ่มไม่ทัน เสียงดนตรีจังหวะรัวเร็วนี้ยังคงเล่นไม่จบ บทดนตรียังคงปลุกเร้าอารมณ์คึกคะนองให้แก่ทุกผู้ที่ได้ฟัง รอยอักขระวิญญาณที่สลักอยู่ทั่วผิวกายก็เปล่งแสงเรืองรองออกมา ความว่างเปล่าจากอีกสองทิศก็พร่าเลือน ก่อนที่จะควบแน่นเป็นร่างปฐวีกสิณที่มีรูปร่างเหมือนกับมิเนอร์วา ราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ร่างของชายหนุ่มทั้ง 3 ที่ปรากฏตัวขึ้นมาต่างก็ล้อมซิลเวียเอาไว้จากทั้ง 3 มุม ก้าวเพียงหนึ่งก้าวก็ย่อแผ่นดินมาปรากฏตัวล้อมอยู่ข้างกายของซิลเวียในระยะประชิด



            ว่ากันว่ากลิ่นกายของสตรีนั้นจะแตกต่างไม่เหมือนกัน บ้างก็หอมหวานปานน้ำผึ้ง บ้างก็ชวนดมเช่นบุปผา แต่ก็มีสตรีอยู่หลายนางที่ส่งกลิ่นยั่วยวนปานนกยูงรำแพนหาง มิเนอร์วาสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่พร้อมกับยกแขนขึ้นมา แน่นอนว่าซิลเวียผู้นี้จะไม่ยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว นางพลิกมือหนึ่งทีก็มีธนูวิเศษที่มีคมดั่งวายุกวาดหมุนไปรอบกาย ร่างปฐวีกสิณแม้จะแข็งแกร่ง แต่หากโดนโจมตีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นนี้ แม้แต่หินผาก็ต้องแตกกระจาย เงาร่างคู่นั้นจึงกระจายหายไปทั้งสองร่าง



            ช่างน่าเสียดายที่มิเนอร์วาอ่านเกมออก รอตั้งรับอยู่นานแล้ว ทันทีที่ซิลเวียหมุนกายได้แค่ครึ่งรอบ มิเนอร์วาเองก็หมุนกายหลบตามทิศทางที่นางหมุนมาเผื่อผ่อนแรงปะทะให้เบาลง ยังไม่ทันที่ซิลเวียจะทันได้ตั้งตัวถ่วงสมดุล มิเนอร์วาอ้อมตัวไปอยู่ข้างหลังซิลเวียโดยที่กายยังหมุนอยู่ มือขวาที่เป็นดั่งคีมแกร่ง ก็ได้หนีบจับข้อมือขวาของซิลเวียเอาไม่ทันได้ให้เวลาเพื่อตั้งตัว มือซ้ายก็โอบกอดและเลื้อยไปจับข้อมือซ้ายที่ว่างอยู่



            เป็นดั่งการร่ายรำเกี้ยวพาของโมรีผู้หยิ่งผยอง และฉุนเฉียว ทั้งคู่ต่างมีอารมณ์แต่ละอย่างไม่เหมือนกัน แต่ความหยิ่งผยองและฉุนเฉียวไม่พอใจนี้กลับคล้ายกัน มือจับสองข้อมือเล็กคู่นี้ได้ มิเนอร์วาก็ซุกหน้าไปที่แก้มของนางหนึ่งทีเพื่อตักเตือน จากนั้นชายหนุ่มก็ยกชูสองมือของนางขึ้นสูงเหนือหัว แล้วบิดกายโยกตัวหลบออกมาด้านข้าง โดยที่ยังคงใช้มือข้างหนึ่งบีบจับข้อมือนุ่มทั้งสองข้างของซิลเวียเอาไว้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ดนตรีได้บรรเลงจนจบลง ช่างเป็นการเต้นรำเพียงครู่เดียวที่น่าตราตรึงใจนัก



            แต่เรื่องราวไม่ได้จบง่ายถึงเพียงนั้น ถึงร่างกายจะถูกจองจำ แต่คำพูดวาจากลับกล่าวหาต่างๆ นานา ไม่ยินยอมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบต่อหน้าฝูงชน มิเนอร์วามีอารมณ์ฉุนเฉียวไม่พอใจอยู่นานแล้ว อีกทั้งยังรู้ด้วยว่านางคิดยังไงกับชายหนุ่ม เสียงหัวใจที่เต้นรัวดังในวันนั้นยังคงก้องอยู่ข้างหูของชายหนุ่มในวันนี้ แอสคลีเพียสเอ็งก็ยืนยันเป็นอีกเสียงว่าสตรีนางนี้มีรสนิยมชอบความรุนแรง กลิ่นเฉพาะของสตรีนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในแวดวงการแพทย์ มีบันทึกเอาไว้มากมายเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นทางวิทยาศาสตร์นี้ แต่กลิ่นคือสิ่งที่มองไม่เห็น หากอยากพิสูจน์จึงต้องมาสัมผัสดมเอาเอง



            มิเนอร์วาเองก็เติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว ความอยากและต้องการจึงมีมากเป็นธรรมดา การศึกษานั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรื่องสืบพันธุ์นั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติ ขอเพียงไม่บังคับเอามา หรือทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อน เช่นนั้นย่อมไม่ผิด แม้แต่เทวาก็มีมากที่ชีวาชอบเสพซึ่งสิ่งอันเป็นสุข แล้วมนุษย์ธรรมดาอย่างมิเนอร์วาจะไปทำอะไรได้ เมื่อเหตุการณ์นำพาไปเช่นนี้ เห็นทีต้องสั่งสอนกันเสียหน่อยให้หลาบจำ ซิลเวียยังคงผรุสวาทด่าทอ ไล่ลามไปจนถึงความเป็นไก่อ่อนของชายหนุ่ม ด่ายังไม่ทันจบคำก็ใส่ร้ายไปถึงขนาดและการแข็งตัวของบุรุษเพศ



            “ชิชะ! เห็นทีคงไม่ปล่อยผ่านเลยไปง่ายๆ ไม่ได้แล้วลูกศิษย์ข้า หากครั้งนี้เจ้าไม่พิสูจน์ให้ฝูงชนได้แจ้งชัดในตัวเจ้า อนาคตข้างหน้าต่อให้เจ้าสามารถขยายกิจการได้ แต่จะไม่อาจซื้อความภักดีจากผู้คนได้ พวกเขาจะดูถูกเจ้า เหยียดหยามเจ้าในที่ลับ เจ้ารักนังหนูเกรเซียมากนั้นข้าเข้าใจดี แต่ความรักก็ส่วนความรัก…”



            “การที่เจ้าสยบนังหนูนี่ลงไว้ใต้หว่างขาของเจ้าล้วนไม่เกี่ยวกับความรัก แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกันที่เท่าเทียมของทั้งสองฝ่าย นางชอบเจ้านี่เป็นเรื่องจริงแน่นอน ตัวเจ้าเองก็น่าจะสัมผัสได้ นางพึงพอใจ เจ้ารักษาชื่อเสียงไว้ได้ ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นสุข และในอนาคตเจ้าก็ยังสามารถบงการกลุ่มนูเอลให้ดูแลกิจการที่ทิศทักษิณนี้ได้อย่างสบายใจ หากว่ากันตามตรงเรื่องนี้มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ”



            มิเนอร์วาจ้องมองใบหน้างามที่มีผิวสีน้ำตาลนี้ด้วยรอยยิ้ม อมิกดาลาที่อยู่ในหัวสมอง และส่วนที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ผิดชอบชั่วดีนั้นกำลังปั่นป่วน เกิดเป็นเสียงที่ดังออกมาจากส่วนลึก เป็นน้ำเสียงของมิเนอร์วาเองไม่ผิดแน่ เริ่มจากเสียงเลือนรางดังซ้ำๆ จนกระทั่งได้ยินอย่าชัดเจน เสียงนี้กำลังเอ่ยเล่าถึงประโยชน์ที่ชายหนุ่มจะได้รับ มันพูดยุให้ชายหนุ่มลงมืออย่างเด็ดขาด



            “เจ้าจะกลัวอะไรกับสตรีนางหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าทั่วทั้งเขตแดนนี้จะได้เป็นสักขีพยานในการรุ่งโรจน์ของเจ้าต่อจากนี้ หากนางชอบ เจ้าก็สนองนางเสียก็สิ้นเรื่อง อย่าให้งานใหญ่ต้องมาเสียเพราะสตรีเพียงหนึ่งนาง!”


            *** ก็อดโอ : วันนี้มาดึกเลย ต้องขอโทษด้วยครับ พอดีวีดที่ปลูกไว้ จู่ๆ ก็ใบเฉาเอาลงเสียดื้อๆ วันนี้จะมาแจ้งนะครับ ว่าตอนหน้าจะติดเหรียญ 1 ตอนนะครับ ค่อยปลดออกหลังจบอีเวนท์ เพื่อเข้าร่วมเทศกาลนิยายโทเปียของทางเว็บเด็กดี และเพื่อเป็นการโปรโมทนิยายไปในตัวครับ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและคอยสนับสนุนครับ


            เหล่าผู้มาเยือนจากต่างโลก : ........


            ก็อดโอ : พวกท่านอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่ ข้าสัมผัสได้นะ! ว่าแต่ว่ามิเนอร์วาจะจัดการกับสตรีนางนี้เช่นไรหนอ... มองไปมองมาก็รู้สึกเป็นห่วงครับ ฮิๆ





    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280