17 กรกฎาคมปี 2017 วันนี้เป็วันครบรอบที่พี่เจลเสียชีวิต พวกเราเลยมาไหว้หลุมศพที่สุสาน
“นี่พี่เรย์พี่เจลนี่…เขาเสียเพราะอะไรหรอ”สามรุ่นน้องคนสนิทในชมรมเดียวกันถามขึ้นหลังจากไหว้หลุมศพเสร็จ
“อ่า…เื่นั้นน่ะหรอ”ผมเงยหน้ามองหลุมศพพร้อมกับยกยิ้มเล็กน้อยภาพแฟลชแบ็คเมื่อตอนนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว ั้แ่วันนั้นมันก็ไม่เคยลืมเลยภาพเหตุการณ์นั่นยังคงติดตาผมมาตลอด ยังจำติดตาเสมอไม่เคยลืมมันเลยเชิงเทียนนับสิบที่รายล้อมศพเด็กผู้หญิง กลิ่นเื และร่างกายของลูกพี่ลูกน้องที่บิดเบี้ยว
“หึ สยดสยองชะมัด”ผมพึมพำออกมาเบาๆ
“อะไรสยดสยองหรอพี่”สามหันมาถามด้วยสีหน้าสงสัย งั้น…ถ้าเล่าไปคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อ15 ปีก่อน ตอนเมื่อผมผมยังอายุแค่ 6 ปี่วันปิดเทอมเล็กผมกับครอบครัวได้กลับไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัดเวลาที่ไปถึงเป็่ประมาณ่บ่ายระหว่างที่กำลังนั่งเล่นอยู่ด้วยความเบื่อผมก็กวาดสายตามองรอบๆเพื่อหาอะไรเล่นแก้เบื่อ
จู่ๆสายตาก็ไปหยุดที่บ้านไม่หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางเข้าหน้าบ้านขออธิบายก่อน บ้านญาติของผมด้านหน้าเป็ลานกว้างโล่งไม่มีรั้วกั้นด้านหน้าทางเข้าฝั่งขวามีบ้านไม้ชั้นเดียวตั้งอยู่
“กับข้าวเสร็จพอดีเรย์ เดินไปเรียกพี่เจลมาให้หน่อยสิ”
“ครับ”ผมตอบรับก่อนจะโดดลงจากเก้าอี้ไม้สักตรงไปยังบ้านไม้หลังที่อยู่ตรงทางเข้าพอเดินมาถึงผมก็กวาดสายตาสำรวจรอบๆบ้านบ้านหลังนี้ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็บ้านของป้า เธออยู่กับลูกสาวคนโตส่วนพ่อก็ไปทำงานเป็วิศกรแท่นขุดเจาะน้ำมันนานๆจะกลับมาที
ผมเดินมาหยุดตรงหน้าต่างข้างบ้านก่อนจะปีนขึ้นลังผลไม้แล้วชะโงกเข้าไปที่หน้าต่างแต่ก็ต้องชะงักเพราะสิ่งที่เห็นคือพี่เจลที่กำลังนั่งคุกเข่ามองโต๊ะบูชาขนาดใหญ่ที่อยู่วางติดฝาผนังของบ้านด้วยท่าทีนิ่งสนิท
ประตูหน้าต่างบานอื่นๆก็ถูกปิดสนิทไฟในบ้านก็ไม่ได้เปิด ที่เปิดก็แค่หน้าต่างที่ผมเกาะอยู่เพียงบานเดียวบานที่อยู่ใกล้กับประตูหน้าบ้านเท่านั้น
“คือ…ป้าเพชรให้มาเรียกไปกินข้าวน่ะครับ”พูดจบผมก็ยืนรอดูปฏิกิริยาของอีกคนแสงแดดลอดผ่านหน้าต่างบานเล็กที่้าเผยให้เห็นใบหน้าของเธอพอประมาณพี่เจลค่อยๆหันหน้ามาอย่างช้าๆก่อนจะหยุดให้เห็นเพียงแค่ใบหน้าด้านข้างลูกตาดำค่อยๆเลื่อนมามองผมก่อนจะเบิกตาโพลงเล็กน้อย
นั่นมันอะไรกันความรู้สึกสยดสยองนั่น จู่ๆก็รู้สึกขนลุกขนพอง น้ำลายในคอเหนียวหนืดไปหมด
“ถ-ถ้างั้นผมไปก่อนนะครับ”ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดตอบผมก็รีบกระลงจากลังผลไม้และวิ่งกลับเข้าบ้านทันทีนั่นเหมือนไม่ใช่พี่เจลที่ผมรู้จักถ้าเป็ปกติเธอจะทักทายผมอย่างสนิทสนมแต่คราวนี้กลับไม่ใช่
เธอทั้งดูน่ากลัวน่าขนลุก และเหมือนปีศาจ ไม่ใช่พี่เรย์อย่างที่ผมเคยรู้จักแน่ๆ
ผมนั่งรออาหารที่โต๊ะกินข้าวรวมถึงผู้ใหญ่คนอื่นๆด้วยผมกวาดสายตามองรอบๆ ดูเหมือนพี่เจลจะยังไม่มา “นี่เพชร ไอ้เจลมันไม่มากินข้าวหรอ”
ลุงใหญ่หันไปถามป้าเพชรที่กำลังจัดโต๊ะอาหาร“ฉันก็ให้เ้าเรย์ไปตามแล้วนะ สงสัยจะเหมือนเดิม”ผมคิ้วขมวดฟังพวกผู้ใหญ่เขาคุยกันอย่างไม่เข้าใจ
“อ๊ะ นั่นเจลนี่มาแล้ว” แม่เอ่ยขึ้น ทุกคนต่างพร้อมกันไปมอง ท่ามกลางแสงแดดที่แรงจ้า พี่เจลเดินเท้าเปล่าสาวเท้ามาทางนี้อย่างช้าๆร่างกายโอนเอนตามแรงเดินเหมือนซอมบี้ไม่มีผิด
“วันนี้แปลกนะเนี่ยที่ออกมากินข้าวปกติจะเรียกขนาดไหนก็ไม่ออก”พี่เจลนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามก้มหน้าก้มตาผมปรกหน้าจนไม่เห็นลูกตาเลยสักนิด
จานข้าววางลงตรงหน้าทุกคนเริ่มทานกันผมแอบเหล่ตามองพี่เจลที่อยู่ตรงข้าม เธอเอาแต่นั่งนิ่งท่าเดิมไม่ไหวติงไม่ยอมแตะข้าวเลยสักนิด ผมเอนหัวไปแม่พร้อมกับใช้แขนสะกิดบอก
“แม่ทำไมพี่เจลเขาไม่ยอมกินข้าวอ่ะ”
“นั่นสิ พี่เพชรหนูเจลไม่ยอมกินข้าวเลย” แม่หันไปบอกกับป้าเพชรที่นั่งข้างๆเธอหันไปหาลูกสาวพร้อมกับบอกให้เธอกินข้าว
“เจล กินข้าวสิลูก”ป้าเพชรแตะที่ไหล่ของพี่เจลพร้อมกับดันจานข้าวไปใกล้พี่เจลเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยจนเห็นดวงตาที่ไร้ความรู้สึกราวกับดวงตาของคนตาย
เธอยกมือทั้งสองขึ้นมาก่อนจะใช้มือนั่นโกยข้าวในจานมูมมามจนข้าวในจานหกเลอะเทอะเหมือนไม่ใช่มนุษย์
“เดี๋ยวเจลทำไมกินอย่างนั้นล่ะลูก หกหมดแล้ว”ป้าเพชรกับลุงใหญ่ช่วยกันห้ามเธอแต่ไม่ว่าจะห้ามยังไงเธอก็ไม่ฟังแถมพยายามขัดขืนและจะโกยข้าวต่อ ทำให้คนทั้งโต๊ะถึงกับกินข้าวกันไม่ลง
“เพชรพาลูกกลับบ้านไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะวุ่นวายกว่านี้”คุณยายหันไปบอกกับป้าเพชรที่กำลังวุ่นกับการห้ามพี่เจล “เจล พอได้แล้ว”
ป้าเพชรกับลุงใหญ่ช่วยกันพาพี่เจลออกจากโต๊ะอาหารในตอนนั้นผมทั้งสับสนและกลัวมาก นี่ไม่ใช่พี่เจลที่ผมรู้จักแน่ๆท่าทางของเธอเหมือนสัตว์เดรัจฉานไม่เหมือนมนุษย์เลยสักนิด
“แม่ยัยเจลยังไม่หายอีกหรอ” แม่หันไปถามยายขณะที่ช่วยกันทำความสะอาดโต๊ะอาหาร “อือเพชรมันก็พาไปหาหมอแล้วนะก็ยังเหมือนเดิม”
“ไม่ลองไปให้พระดูล่ะแม่”
“ลองแล้วแต่ก็เหมือนเดิม” ทั้งคู่ต่างพากันถอนหายใจ ในตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พวกผู้ใหญ่พูดหรอกแต่แค่รู้ว่าพี่เจลไม่ปกติ ไม่เหมือนเดิม และก็ไม่มีทางเป็แบบเดิมด้วย
เวลาทุ่มนึงผมนั่งดูทีวีกับคนอื่นๆในบ้านยกเว้นป้าเพชรกับพี่เจลขณะที่กำลังนั่งมองละครในจอทีวีจู่ๆก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากด้านนอกเสียงหวีดแสบแก้วหูดังอยู่เป็ระยะผมตัดสินใจลุกไปดูตรงระเบียงกวาดสายตามองก่อนจะไปหยุดที่บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าทางเข้า
แสงไฟจากในบ้านลอดออกมาทางหน้าต่างพร้อมกับเงาของใครบางคนที่สะท้อนออกมา
ผมเพ่งมองเงานั่นผ่านเงาแสงจากหน้าต่างบ้านท่าทางของมันจากที่ยืนนิ่งเริ่มยกแขนขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับเสียงดนตรีไทยที่หลอนหูเงานั่นเริ่มร่ายรำและกวาดแขนขึ้นลงอย่างช้าๆร่างกายของเงาดำนั่นจากที่ปกติเริ่มบิดเบี้ยวโดยเริ่มจากหัวแล้วค่อยๆไล่ลงไปตามร่างกาย
เสียงกระดูกหักกร็อบแกร็บดังแทรกออกมาจากเสียงเพลงจนท้ายสุดรูปร่างก็บิดเบี้ยวจนไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์ ในตอนนั้นผมใกลัวมากทั้งขาสั่นทั้งน้ำตาไหลล้มอยู่กับพื้นจนทำอะไรไม่ถูก
คำถามที่อยู่ในหัวมันตีกันจนสับสนไปหมด
เสียงสีซอแสบแก้วหูดังขึ้นััได้ว่ามันมาจากทางด้านหลังผมค่อยๆหันไปมองอย่างช้าๆก่อนจะพบกับเงาดำของใครบางคน
ผมพยายามเพ่งมองเข้าไปในความมืดก่อนจะเริ่มชินและเริ่มเห็นหน้าตาของเงาดำนั่นใบหน้าของพี่เจล ดวงตาเบิกโพลงดวงตาดำเล็กจนแทบจะมองไม่เห็นริมฝีปากที่ฉีกยิ้มจนจะถึงหู คอที่เอียงจนแทบจะติดไหล่แขนทั้งสองข้างทำท่าตั้งวงก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยานก้องหูก่อนภาพจะตัด
“เจอตัวแล้วเหยื่อบูชายัญ”
เช้าวันถัดมา่ประมาณ7 โมง ผมรีบตื่นเพื่อมารอใส่บาตรพร้อมกับยายและป้าเพชรส่วนเหตุผลก็เพราะเหตุการณ์เมื่อคืนนั่นแหละพ่อกับแม่เล่าว่าในตอนนั้นผมร้องเสียงดังลั่นด้วยความใก็เลยพากันไปดูแต่พบว่าผมได้สลบไปแล้วพอกวาดสายตามองหาต้นตอที่ทำให้ผมสลบก็ไม่เจออะไรเลย
ผมนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนผมจำได้แม่นว่าสิ่งที่ผมเห็นเป็พี่เจลแน่ๆ และอีกสิ่งที่มั่นใจก็คือพี่เจลที่ผมเห็นนั่น ไม่ใช่คนอย่างแน่นอน
“เรย์ลุกได้แล้วลูก” เสียงของยายเรียกผมให้หลุดออกจากความคิดผมรีบลุกหันไปใส่รองเท้าของตนเอง
“โยมอยู่บ้านหลังนี้ใช่มั้ย” เสียงของพระท่านทำให้ผมต้องเงยหน้ามอง“เอ่อ…บ้านไหนหรอครับ”
“บ้านหลังนั้นน่ะ”หลวงพี่ชี้ไปทางด้านหลังของผม บ้านที่ท่าหมายถึงคงเป็บ้านของป้าเพชรสินะเพราะตอนนี้เรามาใส่บาตรกันที่หน้าบ้านนี้นี่
“ป่าวครับนี่บ้านป้าผม” ผมหันไปตอบหลวงพี่ จู่ๆก็มีลมเย็นพัดโชยมาเบาๆตอนนี้มีเพียงแค่ผมกับหลวงพี่แค่ 2 คนเท่านั้น “ถ้าเป็ไปได้วันนี้ก็อย่าเข้าบ้านนี้นะ”
“ทำไมหรอครับ”
“ลูกสาวของโยมบ้านนี้เขาอาการไม่ดีมาตั้งนานแล้วถ้าอาตมาจำไม่ผิดน่าจะเกือบปีจากที่เป็คนร่าเริงจู่ๆก็กลายเป็คนนิ่งเฉยชอบเก็บตัวไปซะงั้น”
“แล้วหลวงพี่รู้มั้ยครับว่าพี่เจลเป็อะไร”ผมถามออกไปด้วยความอยากรู้
“มันเป็ความเชื่อส่วนบุคคลโยมจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้นะ จากที่อาตมาเห็น เด็กคนนี้เธอได้ตายจากไปแล้วเหลือเพียงร่างกายที่เป็ศพในตอนนี้ได้เป็ที่อยู่ของผีร้ายไปแล้ว”
คำตอบของหลวงพี่ทำเอาผมทั้งช็อคจนพูดไม่ออกผมค่อยๆหันหลังกลับไปมองพี่เจลที่ยังนั่งคุกเข่าเงยหน้ามองแท่นบูชาพระด้วยท่าทีนิ่งสนิท
“อาตมาทำได้แค่เตือนนะถ้าโยมอยากมีชีวิตรอด ก็อย่าเข้าใกล้เธอเป็อันขาด”
“ทำไมล่ะครับหลวงพี่ช่วยไม่ได้หรอครับ หลวงพี่เป็พระนี่”
“เด็กคนนี้เคยไปให้พระกับหมอผีฝีมือดีช่วยแล้วแต่กลับยิ่งแย่ลง ในเมื่อศาสตร์ขาวศาสตร์มืดมันทำอะไรไม่ได้ผู้เป็แม่เลยปล่อยเลยตามเลย ปล่อยให้เวรกรรมจัดการตัวเธอเอง”
เสียงฝีเท้าของหลวงพี่ค่อยๆห่างออกไปจนไม่ได้ยินเสียงและภาพของพี่เจลที่ค่อยๆหันข้างมาอย่างช้าๆก่อนจะฉีกยิ้มอันน่าสยดสยอง
ด้วยความกลัวผมตัดสินใจรีบวิ่งเข้าบ้านใหญ่อย่างไม่คิดชีวิตนี่ไม่ใช่พี่เจล มันคือผีร้ายที่มาเอาชีวิตพี่สาวผมผมนั่งลงบนแคร่ใต้ถุนบ้านหายใจเข้าออกแรงมาก ทำยังไงดี ผมจะทำยังไงดีจะปล่อยให้มันอยู่ในร่างพี่เจลต่อไปแบบนี้น่ะหรอ
“เรย์ไปไหนมาน่ะลูก” เสียงของแม่ทำผมหลุดออกจากภวังค์ผมเงยหน้ามองเธอที่กำลังถือกระเป๋าสะพาย “อ่อ ก็…เดินเล่นอยู่แถวนี้แหละ”
“งั้นหรอ เดี๋ยวแม่กับป้าเพชรจะพายายไปหาหมอหน่อยนะแล้วจะเลยไปทำธุระด้วยพวกขนมอยู่ในตู้กับข้าวนะ ถ้าจะกินก็ไปหยิบกินได้เลย”
พอรู้ว่าแม่จะไม่อยู่ผมก็รีบลุกเพื่อที่จะตามไปด้วยแต่ก็ถูกห้าม“ไปไม่ได้นะ เขาไม่ให้เด็กเข้า”
“แต่ผมไม่อยากอยู่บ้านนี่”
“เรย์ อย่าดื้อสิปกติก็อยู่ได้นี่ แค่วันเดียวเอง” ผมยืนเบะปากมองแม่ป้าเพชรแล้วก็ยายทยอยกันขึ้นรถ ปกติผมก็อยู่คนเดียวได้แหละ แต่นี่มันไม่ปกติไงลุงกับพ่อก็ออกไปตกปลากว่าจะกลับก็เย็น
สุดท้ายคำขอผมก็ไม่เป็ผลได้แต่มองรถยนต์สีขาวเคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา
ผมวิ่งขึ้นบ้านทำการล็อคประตูหน้าต่างทั้งหมดทำให้ภายในบ้านมืดสนิทก่อนจะนั่งลงที่หน้าทีวีโดยที่ไม่ได้เปิดแต่สายตาก็คอยชะเง้อมองมองไปยังนอกระเบียงเป็ระยะ
ผ่านไปครู่นึงจู่ๆก็มีเด็กผู้หญิงในชุดเดรสสีชมพูเดินเข้ามาในเขตบ้านก่อนเธอจะเลี้ยวตรงไปยังหน้าต่างบ้านป้าเพชร
ผมรีบลุกไปยังนอกระเบียงแล้วเพ่งมองพบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือจินนี่ลูกสาวของป้าร้านขายขนมที่อยู่ถัดไปสองหลัง
เธอปีนลังผลไม้เกาะหน้าต่างแล้วพูดคุยกับใครบางคนเมื่อเห็นดังนั้นผมจึงรีบเปิดประตูวิ่งลงไปหาเธอทันทีจะให้จินนี่ไปเจอกับพี่เจลไม่ได้
“จินนี่!!”เธอหันมาพร้อมกับยิ้มทักทายแล้วปีนลงจากลังผลไม้ “อ่าวเรย์ หวัดดีจ๊ะ”
“มาทำอะไรที่นี่หรอ”
“มาหาพี่เจลน่ะไม่ได้มาหาพี่เขาตั้งนาน” จินนี่เธอไม่ได้อยู่ที่บ้านนี้เธอย้ายไปเรียนในตัวเมืองั้แ่ขึ้นป.1 แล้ว “ว่าแต่พี่เจลเขาเป็อะไรหรอ เรียกยังไงก็ไม่ตอบ”
ผมเหลือบมองพี่เจลที่ยังคงนั่งคุกเข่ามองแท่นบูชายันด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนอย่างเคยแล้วหันกลับมามองคนตรงหน้าด้วยควารู้สึกอึดอัด
ตอนนั้นผมคิดแล้วคิดอีกว่าควรจะบอกกับเธอเื่นี้ดีมั้ย แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดต่อจู่ๆพี่เจลก็มายืนตรงหน้าต่างพร้อมกับมองพวกเราด้วยสายตาที่หลุบต่ำ
เราทั้งสองพากันหันไปมองสายตานั่นทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
พี่เจลฉีกยิ้มจนเกือบถึงหูจนดวงตาเกือบปิดก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงยานๆ“จะมาหาพี่ไม่ใช่หรอ เข้ามาก่อนสิ”
เธอพูดเสร็จก็หันหลังเดินกลับไปผมกับจินนี่หันกลับมาพร้อมกับมองหน้ากัน “งั้นเราเข้าไปกันเถอะ”
จินนี่เดินตรงไปที่ประตูหน้าบ้านโดยไม่รอคำตอบผมทำไงดี เธอจะเข้าไปแล้ว ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าต้องควรทำอะไรควรเข้าไปห้ามไม่ให้เธอเข้าไปในบ้านมั้ยแต่พอรู้ตัวอีกทีตัวเองก็เดินตามจินนี่เข้าไปในบ้านแล้ว
พอเข้ามาผมก็เห็นว่าจินนี่เข้าไปนั่งที่เบาะรองนั่งข้างพี่เจลที่ถูกจัดอยู่ที่หน้าหิ้งพระแล้ว
ทั้งคู่นั่งประจันหน้าพูดคุยอย่างกับไม่เคยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ด้วยความหวาดกลัวก่อนจะนั่งลงข้างตัวจินนี่และสะกิดเธออย่างเบาๆ
“จินนี่เราออกไปกันเถอะ” แต่เธอกลับไม่ตอบรับแถมยังคงพูดคุยกับพี่เจลต่อผมสะกิดเธออีกครั้งพร้อมกับเขย่าแขนของเธอแรงขึ้นอีกนิดแต่ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ยังไม่ตอบอยู่ดี
ผมหันไปมองพี่เจลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอยังคงนั่งนิ่งไม่หือไม่อือเลยแม้แต่น้อย ผมเผ้าปรกหน้าไม่เห็นลูกตา
ไม่สิมีแต่จินนี่ที่พูดอยู่คนเดียวเสียมากกว่า
ผมตัดสินใจดึงแขนของจินนี่ให้ลุกขึ้นเธอหันมามองด้วยสีหน้าสงสัย “มีอะไรหรอ”
“กลับกันเถอะนี่ไม่ใช่พี่เจลที่เรารู้จักหรอกนะ”
“หมายความว่าไงนี่ก็พี่เจลไง เนาะ พี่เจล” จินนี่หันไปส่งยิ้มหวานให้อีกคนอย่างไม่ประสีประสา ต่างกลับอีกฝ่ายที่เงยหน้าเผยให้เห็นลูกตาที่เบิกโพลงแต่รอยยิ้มกว้างอันน่าสยดสยองพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งยิ้มเยาะยานๆว่า
“ใช่~ นี่พี่เจลไง~ พี่เจลของพวกเธอ~ ฮิฮิฮิฮิ” เสียงหัวเราะที่แหลมจนเหมือนกับพวกแม่มดดังกึกก้องไปทั่วบ้าน
เสียงอันน่าขนลุกที่ทำเอาผมอยากจะร้องไห้แล้ววิ่งออกไปในทันที
มันน่ากลัวมากใบหน้าที่เปื้อนยิ้มแสยะนั่นกับดวงตาเบิกโพลงที่เหมือนเคยเห็นในมังงะพวกตัวละครที่เป็ผีหรือพวกปีศาจอย่างไงอย่างนั้นเลย
“ไหนๆก็มาแล้ว~มาช่วยพี่หน่อยสิ~”
“ให้ช่วยอะไรหรอคะ”จินนี่ถามกลับเสียงใสพี่เจลลุกขึ้นยืนด้วยพร้อมกับเดินไปหยิบอะไรบางอย่างที่หน้าหิ้วพระก่อนจะนั่งลงตรงกลางบ้านแล้วจุดเทียนหลายเล่มแล้วตั้งเป็วงกลมกลางบ้าน
เริ่มรู้สึกถึงกลิ่นไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นผมหันไปดึงมือของจินนี่ให้ลุกขึ้นแล้วรีบพากันวิ่งหนีตรงไปยังประตูทางออกแต่ยังไม่ทันที่จะก้าวพ้นจู่ๆประตูและหน้าต่างทุกบานก็ไล่ปิดทุกบานจนในบ้านมีแต่ความมืดกับแสงจากเทียน
พวกเราพากันหันไปมองพี่เจลที่ยืนกลางวงกวักมือเรียกพวกเรา
“มานี่สิ มาหาพี่”ผมส่ายหัวรัวๆ ในตอนนั้นรู้สึกได้ว่าถ้าผมไปผมตายแน่ๆ “ไม่เอา ผมไม่ไป”
แต่ดูเหมือนจินนี่จะไม่ได้คิดแบบผมเธอเดินตรงไปหาพี่เจลโดนไม่สนว่าผมจะพูดหรือดึงเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอเดินเข้าไปเรื่อยๆจนไปหยุดยืนตรงหน้าพี่เจลหญิงสาวที่อายุมากกว่ามองเด็กน้อยด้วยสายตาหลุบต่ำแล้วแสยะยิ้ม
มือขาวซีดยื่นมาจับไหล่กับหัวของจินนี่ก่อนจะจับบิดจนหัวของเธอหมุน360 องศา
“จินนี่!!!!!”ร่างเล็กของเธอร่วงลงสู่พื้นต่อหน้า ผมตรงดิ่งเข้าไปหาแต่ยังไม่ทันที่จะถึงตัวพี่เจลก็ก้มลงจับขาของเธอขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวก่อนจะฉีกแขนและขาแยกออกเป็ชิ้นๆ
เืสีแดงฉานพุ่งเต็มพื้นรวมทั้งเศษเนื้อและชิ้นส่วนแขนขาขาทั้งสองของผมทรุดลงกับพื้นไร้แรงยืนหรือแม้แต่จะก้าวเดิน
มือสั่นๆยื่นออกไปตรงหน้าพยายามจะไขว่ขว้าเธอภาพที่เริ่มเบลอจากน้ำตาเห็นแค่เพียงพี่เจลที่ลากจินนี่เข้าไปในวงก่อนจะก้มลงใช้เืของจินนี่เขียนอะไรบางอย่างบนพื้น
พี่เจลหยิบชฎาขึ้นมาสวมใส่กดเปิดเทปแล้วดนตรีไทยก็บรรเลงขึ้นยกแขนขึ้นทั้งสองข้างตั้งท่าเตรียมร่ายรำ
ทันทีที่เนื้อเพลงเริ่มบรรเลงเธอเริ่มร่ายรำด้วยท่าทางที่ผิดแปลก ศรีษะเอียงเกือบ 90 องศา แขนที่ทำท่าตั้งวงอยู่สูงขึ้นกว่าเดิมแขนทั้งสองข้างกวัดแกว่งไปมาไม่เหมือนท่ารำพร้อมกับแสยะยิ้ม
จู่ๆพี่เจลที่กำลังร่ายรำก็กรีดร้องออกมาด้วยความทรมานศรีษะของเธอบิดข้างดังกร็อบแขนและขาหักผิดรูปก่อนที่เธอจะร่วงลงสู่พื้นก่อนจะนอนแน่นิ่งสนิท
ขาพับไปด้านหลังชฎาของเธอหลุดจากศรีษะร่วงลงพื้น ดวงตาเบิกโพลงหันใบหน้าซีดมาทางนี้
ผมได้แต่นอนร้องไห้มองคนสองคนที่ตอนนี้กลายเป็ศพไร้ิญญาที่กองอยู่ตรงพื้น
“พี่เจล!!จินนี่!!! ฮือ!!!!”
เสียงเพลงยังคงดังต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร่างของพี่เจลค่อยๆลุกยืนขึ้นโดยใช้แค่ขาราวกับซอมบี้ และเริ่มร่ายรำอีกครั้งแต่ไม่ใช่ท่าทางเดิม
การร่ายรำของเธอมันแตกต่างทั้งโอนเอนไร้ทิศทาง รุนแรงขึ้น ไร้ความสวยงาม และรอยยิ้มแสยะนั่น
ภาพนั้นผมจำได้อย่างดีมันทั้งน่าขนลุกและน่าสยดสยองแต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้และตะเกียกตะกายพยายามหนีจากที่นี่
เธอยังคงร่ายรำต่อไปอย่างไม่หยุดพร้อมกับเสียงเพลงที่ยังคงบรรเลงต่อเนื่องเทียนทุกเล่มถูกเตะจนล้มระเนระนาดเทียนล้มลงบนตัวของจินนี่ก่อนที่ไฟจะลุกพรึบอย่างรวดเร็ว
ไฟลามเริ่มลามไปรอบๆจนตอนนี้มันลุกไหม้ไปหมดสิ่งที่ผมเห็นในตอนนี้มีแต่เปลวไฟที่โหมระอุและเงาดำที่กำลังร่ายรำในกองเพลิงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
“จินนี่ พี่เจลแค่กๆ”
ขณะนั้นเองจู่ๆก็ได้ยินเสียงโหยหวนดังออกมาจากกองเพลิงร่างมนุษย์ที่ิัเริ่มละลายจนเห็นเนื้อที่อยู่ด้านในเธอเดิดนมายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับพูดเสียงยานอันน่าขนลุก
“การบูชายัญ~ สำเร็จ”
รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาลกวาดสายตามองรอบๆทั้งพ่อแม่ยายก็อยู่ด้วย
“ฟื้นแล้วหรอลูก”ทุกคนวิ่งเข้ามาที่เตียงพร้อมกับกดกริ่งเพื่อเรียกหมอ
“ไม่เป็ไรแล้วครับแต่ให้พักสักหน่อยก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว” คุณหมอตรวจร่างกายผมเสร็จก็ออกไป
จู่ๆนึกถึงเหตุการณ์นั้นจะว่าไปแล้วพี่เจลกับจินนี่ล่ะ ตอนนี้เป็ไง “พี่เจลกับจินนี่ล่ะครับ”ผมถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง พวกเขาได้ยินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
แม่ส่ายหน้าเป็คำตอบงั้นแสดงว่าพวกเธอไม่รอดสินะ
“แม่พี่เจลเขาเป็อะไรหรอ ทำไมเขาเป็แบบนั้น” ทุกคนหลบสายตาเงียบไม่ยอมตอบ“เขาโดนผีสิงใช่มั้ย ผีตัวนั้นเข้าสิงพี่เจลแล้วก็มาเอาจินนี่ไปด้วยใช่มั้ย”
พอผมพูดทุกคนก็ทำสีหน้าใ “ก็คงอย่างนั้น”
“แม่”แม่หันไปพูดกับยายทำท่าทางเหมือนจะห้าม “เอาหน่า สักวันหลานเองก็ต้องรู้อยู่ดีสู้เล่าไปเลยเสียยังดีกว่า”
ยายเล่าว่าเมื่อครึ่งปีก่อนพี่เจลเขาได้ไปเที่ยวเขากับเพื่อนพอกลับมาพี่เจลก็มีอาการแปลกๆ เธอเหม่อลอยไหนจะท่าทางแปลกๆ อย่างเช่นเวลากินอาหารก็จะกินมูมมามแล้วก็ใช้มือกินไม่ก็ชอบนั่งนิ่งๆมองหิ้งพระอย่างไร้จุดหมาย
แม้ทุกคนจะพยายามถามแล้วแต่ก็เหมือนเดิม ป้าพรเลยตัดสินใจพาพี่เจลไปหาหมอทางจิตเวชเพื่อเช็คดูแต่กลับพบว่าทั้งร่างกายและจิตใจของเธอก็เป็ปกติเพราะตอนที่หมอถามอาการเธอพี่เจลก็โต้ตอบเหมือนกับคนปกติไม่เหมือนคนเหม่อลอยหรือมีอาการใดๆแต่พอละสายตาจากหมอเธอก็กลับมาเป็แบบเดิม
ทั้งเหม่อลอยและกินข้าวมูมมาม
ด้วยความเป็ห่วงยายเลยตัดสินใจพาเธอไปหาหลวงพ่อเพื่อให้ช่วยหลวงพ่อบอกว่าเธอโดนผีสิง จำเป็จะต้องทำพิธีไล่ผีแต่พอทำพิธีเสร็จแทนที่จะหายกลับกลายเป็ว่าอาการก็ยังเหมือนเดิม
ป้าพรเลยไปขอความช่วยเหลือกับหมอผีแต่คราวนี้กลับอาการหนักกว่าเดิม
ทั้งกรีดร้องทั้งอาละวาดชอบเปิดดนตรีไทยตอนกลางดึก แถมบางครั้งยังลุกขึ้นมารำอีกด้วยทำเอาคนในบ้านถึงกับหลอนไปเลยทีเดียว
ครอบครัวพยายามหาทางช่วยเธออย่างเต็มที่แต่ไม่ว่าจะทำยังไงเธอก็ไม่หายสักทีพยายามหาต้นตอก็ไม่มีทีท่าว่าจะเจอ
ส่วนเื่ที่พี่เจลพูดว่าเหยื่อบูชายัญยายเล่าว่าน่าจะเป็ของพี่เจลกับเพื่อนไปเอามาตอนที่ไปเที่ยวเห็นบอกว่าเป็ของเขมรสายดำด้วย
เป็รูปปั้นผู้หญิงสีดำท่ายืนขนาดเท่าพระพุทธรูปองค์เล็ก
ยายบอกพี่เจลแล้วว่าให้เอาไปทิ้งแต่เธอก็ไม่ฟัง เธอเลือกเอาไปวางบนหิ้งพระแถมยังไหว้บูชาราวกับว่ามันเป็พระเลย
ป้าพรเลยตัดสินใจเอามันไปทิ้งแต่แทนที่มันจะหายไปกลับกลายเป็ว่ามันกลับมาตั้งอยู่บนหิ้งตามเดิมแถมพี่เจลก็ยังอาละวาดหนักกว่าเดิมอีก
ทุกคนต่างก็เริ่มคิดหนักเพราะไม่ว่าจะทำวิธีไหนเ้ารูปปั้นนั่นก็ไม่หายไปแถมพี่เจลก็ไม่มีทีท่าจะหายเป็ปกติด้วย
จนกระทั่งก่อนวันเกิดเหตุวันที่ผมกับจินนี่เข้าไปในบ้านนั้นยายเล่าว่าคืนนั้นยายฝันว่ามีพระสงฆ์องค์หนึ่งเดินธุดงค์มาที่หน้าบ้านท่านเป็พระรูปงาม อายุยังดูไม่มากคาดว่าน่าจะเป็วัยหนุ่มท่านบอกว่าห้ามให้ใครเข้าไปในบ้านเป็อันขาด ต้องปล่อยให้เธอตายไปตามเวรตามกรรมไม่สามารถช่วยได้แล้ว
และอีกอย่างห้ามให้เด็กเข้าไปใกล้ด้วยเพราะสำหรับผีร้ายตนนั้นเด็กคือเหยื่อบูชายัญชั้นดีที่จะทำให้พลังของมันแกร่งกล้าเลยทีเดียว
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจเื่ราวที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่ามันเป็ผีประเภทไหน มาจากไหน แล้ว้าอะไรแล้วก็ไม่รู้ว่า…ในอนาคตผมจะเป็ยังไงต่อ
บางที...ผมอาจจะเป็เหยื่อของผีนั่นเป็รายต่อไปก็ได้