ตอนที่ 33
“รุ่นพี่คะ ฉันอยากเจอท่านธิดาสวรรค์จริงๆนะคะเนี่ย” ยิ่งได้มาเป็นกรงทองใกล้ๆ จูนก็ยิ่งรู้สึกอยากจะเจอกับคนที่สร้างกรงทองที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งเข้ามาใกล้ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของมันได้ชัดเจนกว่าตอนมองจากระยะไกลมาก แถมพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกำแพงสีทองเหล่านี้ก็น่าสนใจมากด้วย
“ฉันเองก็อยากเจอเหมือนกันค่ะ” ไม่ใช่ว่ามะลิจะไม่เข้าใจหรอก ไม่ว่าใครตอนที่ได้มาเห็นกรงทองใกล้ๆก็มีความรู้สึกนับถือท่านธิดาสวรรค์กันทั้งนั้น แต่น่าเสียดายที่งานของท่านธิดาสวรรค์ยุ่งมากจนไม่ค่อยจะโผล่มาที่หน่วยวิจัยเท่าไหร่
“ฮ้าๆ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับกรงทองท่านธิดาสวรรค์ไม่มาหรอก ขนาดพี่อยู่ที่นี่มาสามปีแล้วยังไม่เห็นแม้แต่รอยร้าวสักจุด ท่าทางท่านธิดาสวรรค์คงไม่ต้องเดินทางมาที่นี่หรอก” ฮันเตอร์หนุ่มร่างกายกำยำผู้ทำหน้าที่คุ้มกันพวกจูนระหว่างเข้ามาตรวจสอบในเขตรอบนอกของกรงทองหัวเราะออกมาอย่างมั่นใจ สำหรับพวกเขาที่ต้องเฝ้าระวังอยู่รอบๆกรงทองตลอดเวลามั่นใจเลยว่ากรงทองไม่มีวันเสียหายแน่ๆ
“หมายความว่าถ้ากรงทองเป็นอะไรขึ้นมา ท่านธิดาสวรรค์ก็จะเดินทางมาสินะ” พอได้ยินที่พี่ฮันเตอร์พูด จูนก็เผลอคิดอะไรแผลงๆออกมาเสียอย่างนั้น…
“แน่นอน ถ้าเกิดเรื่องอะไรกับกรงพวกนี้พวกพี่ต้องรายงานให้ไปทางสมาคมฮันเตอร์ทันทีเพื่อขอให้ท่านธิดาสวรรค์เข้ามาตรวจสอบ แต่กรงทองมันแข็งแกร่งมากต่อให้พวกน้องใช้สกิลโจมตีใส่ก็ไม่สะเทือนหรอก” พี่ฮันเตอร์หัวเราะอย่างร่าเริงโดยไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปจำทำให้เกิดอะไรขึ้น
“ลองโจมตีได้เหรอคะ…” จูนฉีกยิ้มหวานออกมาก่อนจะชี้ไปทางกำแพงสีทองขนาดใหญ่ที่ทั้งสวยงามและไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆมานานหลายปี
“ถ้าอยากลองก็ได้นะ แต่มันแข็งมากระวังบาดเจ็บด้วยล่ะ” พี่ฮันเตอร์เห็นท่าทีอยากรู้อยากลองของจูนก็คิดว่าพวกเธอเพียงแค่อยากจะลองของเล่นๆเท่านั้น แต่ทันทีที่เขาอนุญาตออกไป น้องคนที่ชื่อฝนก็ชักดาบที่ไม่ทราบเอามาจากไหนออกมาเสียอย่างนั้นแถมทำท่าจะโจมตีใส่กำแพงจริงๆอีกต่างหาก
“ถ้าอย่างนั้น ก็ขอทดลองหน่อยนะคะ” พี่ฝนมองกำแพงตรงหน้าก่อนจะเริ่มตั้งสมาธิเพื่อรวบรวมมานาไปที่ปลายดาบ กำแพงนี้สามารถกั้นมอนสเตอร์จากโลกระดับ 2 ได้ย่อมแข็งแกร่งอยู่แล้ว หากใช้แรงที่สามารถฆ่ามอนสเตอร์ของโลกระดับ 2 ได้จะเป็นยังไงนะ…
เปรี้ยง!!
แม้จะไม่เต็มแรง แต่การโจมตีของฝนก็สั่นสะเทือนกรงทองคำอย่างรุนแรงได้แล้ว เพียงแต่ผลที่ออกมานั้นกลับเกินคาดมากกว่าที่ฝนคิดเอาไว้เสียอีก แม้กำแพงทองคำจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงแถมยังเกิดรอยร้าวเพราะดาบของฝนก็ตาม แต่เพียงอึดใจเดียวมานาจำนวนหนึ่งก็ไหลออกมาจากรอยแตกแล้วซ่อมแซมกรงทองให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมเสียแล้ว
“แข็งแรงจริงๆด้วย…” สำหรับกำแพงที่เกิดจากสกิลของคนในโลกระดับ 1 การได้รับคำชมแบบนี้จากพี่ฝนจะถือว่ายอดเยี่ยมมากๆก็คงไม่ผิด แบบนี้พวกมอนสเตอร์จากโลกระดับ 2 ไม่มีทางออกมาได้แน่ๆ
“นะ แน่นอน… กำแพงของท่านธิดาสวรรค์ต้องแข็งแกร่งอยู่แล้ว” แม้ปากจะยังมั่นใจแต่ดวงตาและสีหน้าของพี่ฮันเตอร์ตอนนี้กลับนิ่งค้างไปเสียแล้ว แม้คนที่ไม่ใช่สายต่อสู้อย่างมะลิจะดูไม่ออก แต่สำหรับฮันเตอร์ด้วยกันย่อมมองออกอยู่แล้วว่าการโจมตีเมื่อครู่ของพี่ฝนนั้นรุนแรงกว่าการโจมตีของเหล่าฮันเตอร์ปกติทั่วไปมากแค่ไหน ต่อให้เอาฮันเตอร์ที่เฝ้ากรงทองทั้งหมดมาช่วยกันรุมโจมตียังสร้างความเสียหายให้กับกรงทองแบบนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
“...” ระหว่างที่พี่ฮันเตอร์กับมะลิและจัสมินกำลังอึ้งกับการโจมตีของพี่ฝน จูนที่กำลังมองกำแพงอย่างสนอกสนใจก็กรีดนิ้วของตัวเองจนเลือดของเธอไหลออกมาจากปลายนิ้วเสียอย่างนั้น
กึก…
หยดเลือดที่ไหลออกมาเพียงเล็กน้อยลอยขึ้นมากลางอากาศก่อนจะพุ่งวาบหายเข้าไปในพุ่มไม้ที่ขึ้นรกอยู่ตามข้างทางเสียอย่างนั้น และภายในชั่วอึดใจเดียวร่างของแมงมุมขนาดเท่าปลายนิ้วตัวหนึ่งก็เดินออกมาจากพุ่มไม้ราวกับกำลังต้องมนตร์อะไรบางอย่าง นอกจากมันจะเดินออกมาจากพุ่มไม้อย่างไม่เกรงกลัวผู้คนแล้ว มันยังกระโดดพุ่งตัวเข้าไปหากำแพงสีทองเบื้องหน้ามันอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก
ฉึก!!
หากพวกฮันเตอร์ที่มีหน้าที่เฝ้าคุ้มครองกรงทองได้มาเห็นภาพนี้คงจะนึกว่าตัวเองกำลังหลอนอยู่แน่ๆ เพราะตอนนี้เจ้าแมงมุมตัวน้อยกำลังใช้ขาบางๆอย่างกับเข็มของมันขุดกำแพงทองจนเป็นรูอย่างกับมดกำลังจะสร้างรังเลย เผลอเพียงพริบตาเดียวเจ้าแมงมุมก็ขุดทะลุเข้าไปข้างในได้สำเร็จเสียแล้ว
ฟุบ!
ทันทีที่เข้ามาได้เจ้าแมงมุมก็พุ่งตัวขึ้นไปบนต้นไม้และเดินทางเข้าไปในป่าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เพราะการโจมตีของพี่ฝนเมื่อครู่ทำให้จูนได้รู้ว่ากรงทองคำสามารถฟื้นฟูเองได้จากมานาที่ไหลอยู่ข้างใน เจ้าแมงมุมก็เลยไม่ต้องกังวลเรื่องรูที่มันเจาะเข้ามาเลยสักนิด ตอนนี้มันจึงสามารถทำตามคำสั่งขององค์ราชินีได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเห็นรูที่มันเจาะเข้ามาเลย
พรึบ…
ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่ของเกทคุกทองคำ เหล่ามอนสเตอร์ประเภทนกจำนวนมากกำลังใช้พื้นที่ภายในป่าเป็นที่พักอาศัยอย่างกับโลกส่วนนี้ได้กลายเป็นของพวกมันไปแล้วไม่มีผิด ความเร็วในตอนที่มันโผบินนั้นว่องไวจนสายตาของคนทั่วไปไม่สามารถมองเห็นเวลาพวกมันบินเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงพวกมันจะรวดเร็วแค่ไหนแต่วินาทีที่อินทรี 4 ปีกตัวหนึ่งกำลังบินผ่านต้นไม้ อยู่ๆร่างของมันก็มีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญกระโดดขึ้นมาเสียอย่างนั้น และก่อนที่มันจะรู้ตัว…
ติ๊ง!!
ทันทีที่เสียงจากระบบเริ่มแจ้งเตือนเข้ามาในหัวของจูน จูนก็ทราบได้ทันทีว่าภารกิจที่สั่งเจ้าแมงมุมไปทำได้สำเร็จแล้ว กับเกทที่ไม่สามารถป้องกันการแพร่พันธุ์ของไวรัสซอมบี้ได้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจูนอยู่แล้ว หากต้องการจูนก็สามารถปิดเกทแห่งนี้ลงได้ทันทีตามใจปรารถนา แต่จูนจำเป็นต้องเก็บเกทแห่งนี้เอาไว้ก่อนก็เลยเปลี่ยนอินทรีเป็นซอมบี้เพียงแค่ 12 ตัวเท่านั้น และทันทีที่แพร่เชื้อเสร็จจูนก็สั่งให้พวกมันไปสำรวจรอบๆและรายงานสภาพภายในให้กับจูนก็พอแล้ว
“ที่แท้คุณฝนก็เป็นนักดาบนี่เอง หรือว่าก่อนจะมาทำงานที่นี่คุณฝนจะเป็นฮันเตอร์แรงค์สูงมากเหรอคะ” แอบปล่อยเจ้าแมงมุมเข้าไปในกำแพงของกรงทองสำเร็จ จูนก็เดินกลับมาพบมะลิที่กำลังสนอกสนใจกับทักษะที่พี่ฝนแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้เข้าพอดี
“ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยรับงานเป็นฮันเตอร์มาก่อนจริงๆ” พี่ฝนพยักหน้าตอบรับโดยไม่ได้ปิดบังอะไร ก็งานล่าสุดที่เธอทำก็คือฮันเตอร์จริงๆแม้ช่วงเวลามันจะผ่านมานานมากแล้วโดยเฉพาะเวลาของอีกฝั่งหนึ่ง…
“แต่การโจมตีเมื่อกี้สุดยอดมากเลยนะคะ ก่อนจะมาทำงานที่นี่คุณฝนอยู่แรงค์อะไรเหรอคะ” มะลิดูท่าทางตื่นเต้นมากเพราะกฎหมายที่ใช้ควบคุมเหล่าฮันเตอร์ในชีวิตประจำวันเข้มงวดมาก หากใช้สกิลอันตรายโดยไม่มีเหตุจำเป็นจะถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วจะถูกหน่วยวิรุฬหกจับตัวทันที เพราะแบบนั้นการได้เห็นทักษะการโจมตีของฮันเตอร์แรงค์สูงๆกับตาจึงถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากมาก
“ถ้าเป็นแรงค์ก่อนจะเข้ามาทำงานที่นี่ก็เป็นแรงค์ซีค่ะ” ท่าทีสบายๆของพี่ฝนทำเอาพี่ฮันเตอร์ด้านหลังรีบส่ายหน้ารัวๆทันทีเพราะความไม่อยากเชื่อ ตัวเขาเป็นฮันเตอร์แรงค์ A เชียวนะ แต่การโจมตีเมื่อครู่เขาคงทำไม่ได้แน่ๆ
[ ก็แย่ละ… ใครจะไปเชื่อ! มะลิยัยนี่ต้องโกหกแน่ๆ ]
ท่าทางแม้แต่มะลิเองก็รู้ตัวว่าพลังของพี่ฝนมันไม่ใช่ระดับแรงค์ C ที่เพิ่งได้บัตรปลอมมาแน่ๆ จัสมินที่ลอยอยู่ข้างๆถึงได้ทำปากคว่ำเสียขนาดนั้น
[ หรือว่ายัยฝนจะเป็นคนคุ้มกันส่วนตัวของยัยจูน… ที่ต้องปิดบังฝีมือที่แท้จริงเอาไว้ก็เพื่อทำหน้าที่ผู้คุ้มกันสินะ ]
ถึงจัสมินจะพูดสิ่งที่คิดออกมาเลย แต่มะลิก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมาแม้สิ่งที่เธอคิดจะมีส่วนถูกอยู่เยอะเลย
“ลูกพี่ หัวหน้าทีมวิจัยที่เจ็ดติดต่อมา บอกให้พวกเราพาคนของทีมวิจัยที่เจ็ดกลับไปทันทีเลยครับ” จัสมินยังบ่นไม่ทันเสร็จ อยู่ๆก็มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังมาจากเส้นทางที่พวกจูนกำลังจะเดินไปพอดี ดูเหมือนการมาสำรวจคุกทองคำจะจบลงเร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว
[ ห๊ะ ทำไมเรียกกลับแล้วล่ะ พวกเรายังไปไม่ถึงประตูของกรงทองเลยนะ หรือว่ามีใครก่อเรื่องอีกแล้ว… ]
แม้จัสมินจะไม่ได้พูดเจาะจงใคร แต่จูนก็แอบสะดุ้งนิดหน่อยเหมือนกัน แม้ทุกคนจะไม่เห็นแต่เธอก็แอบสร้างความเสียหายจริงๆนี่นา
“มีเรื่องอะไรถึงได้เรียกกลับเร็วแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องเสียงเมื่อกี้ก็ไม่มีอะไรหรอก พวกเราแค่ทดสอบความแข็งแรงของกรงทองเท่านั้นเอง” สิ่งแรกที่คิดว่าเป็นสาเหตุก็ต้องเป็นการโจมตีของพี่ฝนเมื่อครู่อยู่แล้ว แต่ท่าทางการเรียกกลับครั้งนี้จะไม่ได้เกี่ยวกับเสียงการโจมตีของพี่ฝนแต่อย่างไร
“ไม่ใช่ครับลูกพี่ ในวิทยุบอกว่าตอนนี้มีแขกมาขอพบสมาชิกทีมวิจัยที่ชื่อจูนครับ” เพราะไม่สามารถทำเครื่องมือสื่อสารเข้ามาในเขตรอบนอกของกรงทองได้ เจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ที่นี่เลยต้องใช้อุปกรณ์แบบเก่าเพื่อส่งข้อมูลกัน แต่แขกคนที่มาหาเป็นใครกันล่ะถึงได้ออกคำสั่งให้เรียกตัวพวกจูนกลับได้ทันทีแบบนี้
“ดูเหมือนพวกเราจะต้องกลับกันแล้วล่ะค่ะ เอาไว้ครั้งหน้าค่อยพาพวกเรามาใหม่นะคะรุ่นพี่” คนที่ดูไม่มีท่าทีแปลกใจเลยก็คือจูนกับฝนที่เป็นคนโดนเรียกตัวนี่เอง ท่าทีของพวกเธอราวกับรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะต้องมีแขกมาขอพบ
.
.
.
ท่าทางวันนี้งานของทีมวิจัยที่ 7 จะไม่ได้คืบหน้าเสียเท่าไหร่ เพราะตลอดทั้งวันกลับมีเรื่องให้เหล่าสมาชิกทีมต้องละจากงานและหันไปพูดคุยกันตลอดเวลา ตั้งแต่ช่วงเช้าที่อยู่ก็มีลูกทีมเข้ามาใหม่แบบผิดปกติสุดๆ ไหนจะช่วงสายๆที่สมาชิกใหม่โดนเรียกเข้าไปตักเตือนเรื่องที่ทำชิ้นส่วนตัวอย่างเสียหายอีกต่างหาก และตอนนี้พวกเขาก็ถึงกับนั่งไม่ติดเพราะอยู่ๆก็มีแขกคนสำคัญเดินทางมาถึงห้องทำงานของทีมวิจัยที่ 7 เพื่อจะพบสมาชิกใหม่คนนั้นให้ได้ แถมแขกคนสำคัญที่ว่ายังไม่ยอมเข้าไปรอในห้องของหัวหน้าทีมแต่กลับนั่งรออยู่ตรงโต๊ะประชุมกลางห้องทำงานรวมเสียอย่างนั้น
“ดูเหมือนการเดินทางระหว่างอาคารของทีมวิจัยกับเขตรอบนอกจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นะครับ นี่ก็ผ่านมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วพวกคุณจูนยังไม่มาเลย” ชายหนุ่มผู้สวมใส่หน้ากากอสรพิษปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิดเงยหน้ามองนาฬิกาที่ติดเอาไว้บนผนังระหว่างกำลังนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้หัวโต๊ะ ลำพังแค่ฮันเตอร์ของหน่วยวิรูปักษ์ก็ถือว่าเป็นฮันเตอร์ที่มีประสาทสัมผัสไวมากๆอยู่แล้วแท้ๆ พอคนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องเป็นถึงรองผู้บัญชาการของหน่วยวิรูปักษ์เหล่าสมาชิกทีมวิจัยก็ถึงกับไม่กล้าหายใจแรงเสียด้วยซ้ำเพราะกลัวจะไปรบกวนคุณเกษมเข้า…
“ค่ะ…ทางเราของบไปตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ทางสมาคมก็ตีกลับตลอด หวังว่าท่านรองจะเข้าใจความลำบากของพวกเรามากขึ้นสักหน่อยนะคะ” อย่างน้อยภายในห้องก็ยังมีหัวหน้าโอปอลที่ยังพูดคุยกับท่านรองเกษมได้อย่างไม่กดดัน ท่าทางตัวเธอเองก็ไม่ธรรมดาเสียเท่าไหร่ เพราะนอกจากจะเป็นคนที่สามารถพูดคุยกับคนระดับรองผู้บัญชาการได้อย่างสบายๆแล้ว เธอยังเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจให้รู้ข้อมูลของจูนอีกด้วย
“ขออนุญาตค่ะ…” วินาทีที่เสียงของมะลิดังขึ้น เหล่าสมาชิกทีมวิจัยต่างก็รู้สึกว่าเสียงของมะลิช่างไพเราะมากกว่าปกติเป็นสิบๆเท่า ในเมื่อมะลิกลับมาแล้วนั่นก็หมายความว่าเด็กใหม่ทั้ง 2 คนที่ติดตามเธอไปก็ต้องกลับมาแล้วเช่นกัน
“เจอกันอีกแล้วนะครับคุณจูน ดูเหมือนการส่งคุณมาทำงานที่นี่จะเป็นความคิดที่ถูกต้องจริงๆด้วยนะครับ” ทันทีที่เห็นจูนและฝนเข้ามา เกษมก็ลุกขึ้นไปพูดคุยกับทั้งสองทันทีด้วยดวงตาที่แฝงไปด้วยความยินดี
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งค่ะคุณเกษม พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในน่าจะดีกว่านะคะ” พอเกษมลุกพรวดออกมา เหล่าสมาชิกทีมที่อยู่ใกล้ๆกับประตูก็ท่าเหมือนหัวใจจะวายเสียให้ได้ ขืนยืนคุยกันตรงนี้พวกรุ่นพี่ของเธอต้องกลั้นหายใจตายแน่ๆ
“แน่นอน… ตามบัญชาเลยขอรับ” เกษมหัวเราะเบาๆออกมาก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องของหัวหน้าทีมโอปอลอย่างว่าง่ายท่ามกลางท่าทีตกใจของเหล่าสมาชิกทีมที่อยู่รอบๆ ไม่ใช่แค่รู้จักรองผู้บัญชาการเท่านั้น เด็กใหม่ของพวกเขายังสั่งรองผู้บัญชาการหน้าตาเฉยอีกต่างหาก