เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 47 อาคมประทับจิต—สายสัมพันธ์จิตฟ้า

     ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดคลุมหรูหรา เดินออกมาช้า ๆ จากกลุ่มคนเหล่านั้น เขาคือ คุณชายซ่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ดวงตาเต็มไปด้วยความริษยาและหยิ่งยโส

     

    หลี่หยางเหลือบตามองแล้วถอนหายใจเบา ๆ

    “ไม่คิดจะจบกันง่ายๆสินะ แต่เจ้าถึงขั้นส่งคนมาดักปล้นกลางทาง นี่หรือศักดิ์ศรีของตระกูลซ่ง?”

     

    ใบหน้าของคุณชายซ่งกระตุกเล็กน้อยก่อนแค่นเสียง

    “อย่าอ้างศักดิ์ศรีให้มากความ วันนี้ ข้าจะให้เจ้ารู้ว่าความหยิ่งยโสมันมีราคายังไง!”

     

    เขาโบกมือ

    “จัดการ!”

     

    ทันใดนั้น คนชุดดำทั้งหกก็พุ่งเข้าใส่หลี่หยางพร้อมกัน แต่ชายหนุ่มกลับยืนนิ่ง ราวกับสายลมเย็นไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

     

    ปลายนิ้วของเขาจรดลงเล็กน้อย แสงสว่างแวบหนึ่งแลบออกมา

     

    “แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์”

     

    เสียงเรียกของเขาดังก้องพร้อมคลื่นพลังสีเขียวอมม่วงที่แผ่ออกอย่างรุนแรง

    “คิดว่าข้าจะยอมให้พวกเจ้ารังแกงั้นหรือ”

    ใต้เงาไม้ที่ไร้แสงสว่าง…

    ซู่ ซู่ ซู่…

    เถาวัลย์สีม่วงแก่ พาดพันเลื้อยขึ้นจากพื้นดินโดยรอบ พร้อมกลีบดอกไม้สีดำผุดขึ้นเต็มบนหัว กลิ่นหอมอันแปลกประหลาดแผ่กระจายไปทั่ว

     

     

    “อั่กกก!”

    เสียงร้องโหยหวนดังระงม นักฆ่าหลายคนล้มลงทันทีเมื่อหนามแทงทะลุร่าง บางคนแค่โดนสะกิด กลับทรุดลงเพราะพิษสวรรค์

     

    แม่ทัพบุปผาฯ หมุนตัวกลางอากาศเหมือนกำลังร่ายรำ พร้อมสั่งการเถาวัลย์ใต้ดินให้แทรกขึ้นมาจับศัตรูไว้แน่น

     

    หลี่หยางเดินเข้าหาอย่างสงบ มีดสั้นในมือเปล่งแสงวิญญาณ

    ฉึก!

    เขาปิดฉากศัตรูอย่างไม่ลังเล

     

    “จัดการพวกมันอย่าให้เหลือซาก อย่าให้คนสืบมาจนถึงเราได้”

    สิ้นเสียงของหลี่หยาง เถาวัลย์ที่จับร่างของนักฆ่าเหล่านั้น พร้อมคุณชายตระกูลซ่ง ก็ผลิบานเป็นดอกไม้ห่อหุ้มร่างเหล่านั้นไว้พร้อมดูดกลืนพวกเขาจรไม่เหลือซากไม่เหลือร่องรอยใดใดเหลือเพียงถุงมิติของพวกมัน และ แหวนมิติของคุณชายแซ่ซ่ง

     

    “แหวนมิติ?… สมแล้วที่เป็นคุณชายตระกูลใหญ่” เขาพึมพำ

    หลี่หยางย่อตัวลงเพื่อตรวจสอบสิ่งของที่อาจจะมีค่า — เขาไม่ได้ชิงทรัพย์เพราะโลภ แต่ในสถานการณ์ที่เงินทรัพย์คือกำลัง มันคือการประเมินศัตรูและตุนทรัพยากรให้พร้อมรับศึกข้างหน้า

     

    เขาตรวจค้นข้าวของในถุงมิติหินปราณระดับสูง รวมกัน เกือบ 1000ก้อน และวัตถุดิบอื่นๆ และยังมีแก่นอสูรระดับนักรบหลายสิบก้อน และระดับจอมพลระดับ 1 อีก2ก้อน

    ซูเหม่ยหลานและหญิงชราที่แอบดูอยู่เหนือยอดไม้ไกลออกไป นิ่งอึ้ง

     

    “เขาสามารถควบคุมอสูรที่มีความสามารถระดับพิษขั้นสูงขนาดนี้ได้…”

     

    เสียงท่านยายเอ่ยเบา ๆ แต่ลึกลงไปในน้ำเสียงแฝงด้วยความชื่นชม

     

    ซูเหม่ยหลานตาเบิกเล็กน้อย

    “แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์…ชื่อเหมาะกับนางดี” เธอกระซิบเบา ๆ

     

    หญิงชราหันมามองหลานสาว

    “เจ้าสนใจเขามากสินะ”

     

    หญิงสาวหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยแต่ยังคงสายตาจับจ้องไปที่หลี่หยาง

    “ข้าแค่…ไม่อยากให้คนแบบนี้ถูกมองข้าม เขามีบางอย่าง…ที่แม้แต่ตระกูลใหญ่ก็ยังไม่มี”

     

    ขณะที่เขากำลังจะค้นดูภายในแหวนมิติของคุณชายซ่ง

    ทันใดนั้น—

     

    “หยุดเดี๋ยวนี้ เด็กน้อย!”

     

    เสียงทรงพลังและแฝงความกดดันดังมาจากยอดไม้

     

    หลี่หยางหันควับ มีดสั้นในมือสะบัดขึ้นพร้อมตั้งท่า…

    ร่างหนึ่งปรากฏกลางอากาศก่อนจะลงแตะพื้นเบา ๆ ดั่งใบไม้ปลิว

     

    แม่เฒ่าชิงเหอ—ผู้ที่ซูเหม่ยหลานเรียกว่าท่านยาย

    แม้ดูชราภาพ ผมหงอกขาวเป็นแพ แต่พลังปราณระดับจอมยุทธ์แผ่ออกมาราวขุนเขา

     

    “อย่าแตะต้องแหวนมิติของมัน” นางกล่าวชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาเป็นประกายเย็นชา

     

    หลี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่กลับเก็บมีดลงอย่างสงบ

    “ข้าเพียงต้องการตรวจดูว่ามีของสำคัญที่เกี่ยวกับข้าหรือไม่”

     

    แม่เฒ่าจ้องเขานิ่ง ๆ แล้วถอนหายใจ

     

    แม่เฒ่าชิงเหอมองหลี่หยางอย่างจริงจัง น้ำเสียงเคร่งเครียดขึ้นทันที

     

    “เจ้าไม่รู้หรือ?” นางกล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้ “แหวนมิตินี้ถูกวางอาคมประทับจิตไว้ หากเจ้าฝืนเปิดโดยไม่รู้วิธีลบผนึก—”

     

    นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

     

    “มันจะประทับตราไว้ที่จิตวิญญาณของผู้เปิดทันที… และเมื่อคนของตระกูลซ่งใช้ค่ายกลติดตาม พวกมันจะรู้ทันทีว่าเจ้าเป็นคนสังหาร”

     

    หลี่หยางชะงัก ใบหน้าเคร่งขึ้นทันตา เขาพึมพำกับตนเอง

    “แบบนี้มันก็เหมือนกับการผูกมัดตายตัวเลยสิ…”

     

    ซูเหม่ยหลานมองหน้าเขาอย่างเป็นห่วง

    “ดีแล้วที่ท่านยายมาทัน ไม่งั้นเจ้าคงซวยแน่”

     

    แม่เฒ่าชิงเหอสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนชี้ไปยังแหวน

    “ปล่อยให้ข้าจัดการเรื่องนี้เอง เจ้าอย่าเข้าไปยุ่งอีก”

     

    หลี่หยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ในใจกลับจดจำข้อมูลนี้ไว้ลึก

    —โลกของผู้แข็งแกร่งเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและค่ายกลที่มองไม่เห็น

    แม้ศัตรูจะตายแล้ว…พวกมันก็ยังมีหนทางให้ล้างแค้นได้

     

    “ขอบคุณท่านยาย…ข้าจะระวังให้มากกว่านี้” เขากล่าวเสียงต่ำอย่างจริงใจ

     

    แม่เฒ่าชิงเหอมองเขาอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจ

    “เจ้านี่…ดูเหมือนจะเป็นคนที่นำภัยพิบัติมาสู่หลานข้าจริง ๆ ด้วย”

     

    คำพูดนั้นเหมือนหยอกล้อ แต่นัยน์ตากลับล้ำลึกกว่าที่พูดนัก

    แม่เฒ่าชิงเหอยื่นมือซ้ายออกอย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวยาวของนางขยับร่ายอาคมด้วยความประณีต ลำแสงสีเทาอ่อนสายหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะล้อมรอบแหวนมิติของคุณชายซ่งไว้

     

    “อาคมประทับจิตระดับกลาง…แต่สำหรับข้าแล้วมันยังห่างไกลนัก”

    แม่เฒ่าพึมพำเบา ๆ พลางดีดนิ้ว

     

    เปรี๊ยะ!

    เสียงเบา ๆ ดังขึ้นเหมือนฟองสบู่แตก วงอาคมล่องหนจางหายไป

     

    นางยื่นแหวนกลับให้หลี่หยาง

    “เรียบร้อยแล้ว เจ้าจะเปิดดูได้ตามสบาย”

     

    หลี่หยางรับแหวนมาด้วยความนอบน้อม

    “ขอบพระคุณท่านยายเป็นอย่างสูง”

     

    เขาหลับตาลงชั่วครู่ ใช้พลังจิตแทรกเข้าสู่แหวนมิติ เมื่อสัมผัสพลังวิญญาณด้านในได้ชัดเจน เขาค่อย ๆ ไล่ตรวจสอบของภายในอย่างระมัดระวัง

    — ยารักษาระดับสูง ถุงหินปราณหลายถุงที่เกือบจะว่างเปล่า เครื่องรางป้องกัน และ…

     

    “ผลึกจันทรามืดมิด…”

    เขาพึมพำในใจ ดวงตาสว่างวาบ

     

    ก้อนผลึกสีดำอมม่วงสะท้อนประกายแสงจาง ๆ มีคลื่นพลังจิตลึกลับที่เขาคุ้นเคย มันเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับวิวัฒนาการของ จิ้งจอกจันทร์ทมิฬ โดยสมบูรณ์!

     

    หลี่หยางแทบไม่เชื่อสายตา มือกำแหวนแน่น

    “ในที่สุด…หนึ่งในวัตถุดิบที่ข้าตามหา ก็มาอยู่ตรงหน้า”

     

    เขาเงยหน้ามองซูเหม่ยหลานกับแม่เฒ่าชิงเหอ

    “ข้าเป็นหนี้บุญคุณของท่านทั้งสองจริง ๆ”

     

    ซูเหม่ยหลานแสร้งทำเสียงขึ้นจมูก

    “เจ้าเป็นหนี้ข้าก้อนโตเลยล่ะ ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ แน่”

     

    แม่เฒ่าชิงเหอยิ้มบาง ๆ

    “เพียงเจ้ารู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้มา…ก็ถือว่าเราไม่เสียแรงที่ช่วย”

     

    หลี่หยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น

    ก่อนจะจากกัน แม่เฒ่าซูชิงเหอมองหน้าหลี่หยางด้วยแววตาลึกซึ้ง สีหน้าของนางเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจลี้ลับที่ยากหยั่งถึง

     

    “เจ้าหนุ่ม” นางเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง

    “เพราะเจ้าช่วยหลานสาวข้าจากการถูกเอาเปรียบ และยังแสดงสติปัญญาไม่ด้อย ข้าขอมอบสิ่งหนึ่งให้เป็นการตอบแทน”

     

    ยังไม่ทันให้หลี่หยางกล่าวสิ่งใด ปลายนิ้วของแม่เฒ่าก็ยกขึ้น พลันแตะกลางหว่างคิ้วของเขาอย่างรวดเร็ว

     

    “อาคมประทับจิต—สายสัมพันธ์จิตฟ้า”

    เสียงของนางดังกังวานราวกับสะท้อนจากหุบเหวลึก

     

    ทันใดนั้น หลี่หยางรู้สึกเหมือนมีแสงสีเงินเส้นหนึ่งไหลเข้ามาในทะเลจิตของเขา มันไม่ได้ก่อกวนหรือรุนแรง แต่กลับสงบนิ่งและลึกซึ้งราวกระแสน้ำใสที่หลั่งรินเข้าสู่จิตใจ

     

    เขาเบิกตากว้าง รู้สึกได้ว่าความคิดของตนขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย ประสาทสัมผัสบางอย่างชัดเจนขึ้น ราวกับมีม่านหมอกบางเบาถูกเปิดออก

     

    “นี่คือ…?”

    “อาคมประทับจิต—สายสัมพันธ์จิตฟ้า”

    เป็นหนึ่งในอาคมลับ อาคมนี้สามารถใช้ได้สองวัตถุประสงค์หลัก คือ “ประทับจิต” และ “ตรวจปลดผนึก”

     

    1. ประทับจิต:

    ผู้ใช้สามารถสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณของตนกับสิ่งของ อาทิเช่น แหวนมิติ อาวุธวิเศษ หรือวัตถุพิเศษต่างๆ ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถแอบใช้หรือขโมยของสิ่งนั้นได้ หากไม่มีจิตวิญญาณเดียวกันเข้าถึง ของจะปิดผนึกโดยสมบูรณ์ หรือในบางกรณี อาจแผ่คลื่นทำลายตนเองทันทีเมื่อถูกบุกรุก

     

    2. ตรวจปลดผนึก:

    ในกรณีที่สิ่งของมีอาคมลับหรือกลไกวิญญาณซ่อนอยู่ อาคมนี้สามารถแทรกซึมเข้าไปตรวจสอบความผิดปกติ คล้ายดวงตาวิญญาณที่สามารถมองทะลุผ่านชั้นผนึก พอพบสิ่งผิดปกติแล้ว จึงค่อยใช้พลังวิญญาณของตนไล่ถอดกลไกลงทีละชั้น ทำให้ผู้ใช้สามารถปลอดภัยจากกับดัก อาคมประทับ หรือคำสาปแฝงได้

    “เจ้าจงหมั่นฝึกฝนมันให้ดี มันจะมีประโยชน์กับเจ้า “

     

    นางกล่าวเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความเมตตา

    “ต่อไป หากเจ้าได้ของมีค่าอะไรมาก็ตาม อย่าได้ทะเล่อทะล่าเปิดดูโดยไม่ระวังอีกล่ะ…”

     

    ”พวกเราไปกันเถอะ “ ซูชิงเหอ พา ซูเหม่ยหลาน จากไป

     

    หลี่หยางกล่าวขอบคุณแล้ว รีบกลับตระกูลทันที พรุ่งนี้เป็นวันที่ต้องเข้าแดนลับแล้วว

     

    เมื่อกลับถึงตระกูล หลี่หยางไม่รอช้า รีบตรงเข้าไปยังจวนของหลี่เทียนหยุนทันที — ภายในห้องฝึกปราณซึ่งปิดผนึกพลังงานแน่นหนา กลิ่นอายสายฟ้าอันแหลมคมยังคงแผ่ซ่านอยู่ทั่วบริเวณ

     

    เขาคุกเข่าลงแล้วประคองกล่องไม้ดำสนิทขึ้นเบื้องหน้า “ท่านปู่ ข้าหาได้สิ่งนี้มาให้ท่าน… ผลึกเพลิงอัศนี พลังของมันบริสุทธิ์และรุนแรง น่าจะช่วยเร่งการวิวัฒนาการของพยัคฆ์เพลิงอัศนีได้”

     

    หลี่เทียนหยุนเบิกตากว้างเมื่อเปิดกล่องออก — เปลวเพลิงสายฟ้าสีแดงอมทองค่อยๆ ไหลวนในผลึกนั้น ราวกับมีชีวิต

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า…ดีมาก! เจ้าทำได้ดีหยางเอ๋อ! ของสิ่งนี้หาได้ยากนัก แม้แต่ข้ายังไม่คาดคิดว่าจะได้มันรวดเร็วถึงเพียงนี้!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความยินดี ก่อนจะวางมือบนไหล่ของหลานชายอย่างภาคภูมิใจ

     

    หลี่เทียนหยุนมองหลานชายด้วยสายตาลึกซึ้ง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมว่า

    “เจ้าทุ่มเทเพื่อนำสิ่งนี้มาให้ข้า ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก… แต่เจ้าเองล่ะ ใช้เงินไปมากมายเพียงนี้ แล้วเจ้าได้ของที่เจ้าต้องการหรือไม่?”

     

    หลี่หยางยิ้มนิดๆ ก่อนตอบ

    “ข้าเกือบไม่ได้… แต่ก็ได้มาในที่สุดเช่นกัน โชคดีที่มีคนช่วยไว้”

     

    หลี่หยางเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การประมูล ผลึกจันทรามืดมิด แผนการหลอกคุณชายซ่ง จนถึงการถูกดักกลางทาง และการแอบดูของแม่เฒ่าชิงเหอ

     

    หลี่เทียนหยุนฟังอย่างเงียบงัน จนเมื่อได้ยินถึงตอนท้าย สีหน้าท่านพลันเปลี่ยนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     

    “ยังดีที่แม่เฒ่าคนนั้นช่วยเจ้าไว้ ไม่งั้นแย่แน่…”

     

    เขาเดินไปหยุดที่หน้าต่าง มองออกไปนอกจวนด้วยแววตาไกลลึก แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า

    “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ‘ชิงเหอ’ นั้นเป็นใคร?”

     

    หลี่หยางส่ายหน้า

    หลี่เทียนหยุนชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อ “ชิงเหอ” เขาพึมพำคล้ายกำลังนึกอะไรบางอย่าง ก่อนจะกล่าวด้วยแววตาจริงจังว่า

     

    “หากข้าเดาไม่ผิด… ‘ชิงเหอ’ นางคืออาวุโสระดับสูงของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ นั่นก็คือตระกูลซู”

     

    เขาหันกลับมามองหลี่หยางด้วยสายตาแน่วแน่ “ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ และการที่นางออกหน้าช่วยเจ้า แถมยังสอนประทับอาคมจิตฟ้าให้… ข้าเดาว่าเจ้าคงผูกสายสัมพันธ์บางอย่างกับหลานสาวของนางเข้าแล้วล่ะสิ”

     

    หลี่หยางยิ้มแห้งๆ ไม่ตอบตรงๆ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

     

    หลี่เทียนหยุนหัวเราะเบาๆ “เจ้าหนูนี่นะ… เจ้าอาจยังไม่รู้ ว่าเด็กสาวที่เจ้าช่วยไว้ในตลาด นอกจากจะเป็นหลานของอาวุโสชิงเหอแล้ว ยังอาจเป็นหนึ่งในทายาทสายตรงของตระกูลซูด้วยซ้ำ”

     

    “ตระกูลซูงั้นหรือ… หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่… ซูเหม่ยหลาน เจ้ากล้าหาญและใสซื่อยิ่ง ข้ายังเป็นหนี้เจ้าหนึ่งบุญคุณ”

     

    “สักวัน… เมื่อข้ามีความแข็งแกร่งมากพอ ข้าจะไปเยี่ยมเยียนเจ้าด้วยตัวเอง ไม่ใช่ในฐานะคนแปลกหน้า… แต่ในฐานะบุรุษที่เจ้าจะต้องมองเห็น”

     

    สายตาของเขาแน่วแน่ ราวกับเปลวเพลิงในดวงตาลุกวาบ

     

     


     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน