เขยตำรวจเอวดุ

    บทที่ 13




            “สวัสดีครับคุณแม่”

            “….เมฆ”

            “ว่าไงครับ”

            “พอดี…ที่หน้าบ้านมีเสียงแปลกๆน่ะ”

            “อะไรนะครับ”

            “แม่แอบชำเลืองมองหน้าต่าง เหมือนจะมีโจรเข้าบ้านเลย”

            “แม่อยู่ในห้องก่อนนะครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้!”

            สารวัตรหนุ่มวางสาย จากนั้นจึงรีบยัดลำหนาเข้ากางเกงพร้อมกับรูดซิปด้วยความรวดเร็ว ร่างสูงมุ่งตรงไปยังรถยนต์และขับผ่านถนนไปหาแม่ยายด้วยความเป็นห่วง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บ้านหลังนั้นถูกขโมยขึ้นปล้น ข้าวของบางอย่างมักจะหายเป็นประจำ แต่สำหรับสภานการณ์เช่นนี้ เด่นจันทร์ไม่มีทางเลือกที่จะหาข้ออ้างอื่นเพื่อให้ลูกเขยตำรวจมาหาเธอได้!

                เด่นจันทร์นั่งรออยู่บนโซฟาคนเดียว ท่ามกลางสายฝนเช่นนี้เธออดเป็นห่วงว่าลูกเขยว่าจะเกิดอุบัติเหตุไม่ได้ คำโกหกที่พึ่งจะพูดออกไปมันทำให้จิตใจของแม่ยายรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ เธอกอดเสื้อคลุมเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายในขณะที่อุณหภูมิรอบตัวหนาวเหน็บ เมื่อเห็นไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามายังกระจกหน้าต่าง เด่นจันทร์จึงรีบลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความกระวนกระวาย

            “คุณแม่!”

            “ม….เมฆ”

            “ทำไมลงมาอยู่ข้างล่างล่ะครับ ผมบอกให้อยู่บนห้องไม่ใช่หรอ”

            “เรื่องขโมย....แม่....โกหกเอง”

            เมื่อสารวัตรหนุ่มได้ยินเช่นนั้นเขาก็แน่นิ่งไป สภาพร่างกายตอนนี้เปียกฝนจนดูไม่ได้ เขาเป็นห่วงร่างอวบอิ่มจนรถเกือบวิ่งตกข้างทาง แต่แล้วจู่ๆสาวใหญ่ตรงหน้ากลับพูดขึ้นมาว่าเธอกู่เรื่องเสียอย่างนั้น ทำเอาอารมณ์ขุ่นมัวเกิดขึ้นในใจเล็กๆ

            “ทำไมคุณแม่ทำอย่างนั้นล่ะครับ”

            “ถ้าเกิดว่าแม่ไม่ทำอย่างนี้.....เมฆก็คงไม่มาหาแม่ใช่มั้ย”

            “….เรื่องนั้น”

            “เรื่องที่เมฆเห็นเมื่อตอนเย็น....แม่....แม่อายเหลือเกิน”

            เด่นจันทร์เสียงกระเส่าเหมือนจะร้องไห้ เธอกอดร่างอวบอิ่มพร้อมกับก้มหน้าก้มตาจนทำเอาลูกเขยไม่กล้าโกรธเคือง

            “ตอนนี้เมฆก็คงมองแม่ไม่เหมือนเดิมแล้วใช่มั้ย”

            “ไม่ใช่นะครับ”

            “สามีของแม่เสียไปสิบปี...ตอนนี้แม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอารมณ์กันแน่....มัน....”

            “ผม….ผมเข้าใจครับ”

            ร่างสูงพยายามพูดเพื่อให้ผู้หญิงตรงหน้าไม่ละอายกับสิ่งที่ทำ เพราะเขาเองก็เข้าใจได้ว่ามันยากลำบากมากแค่ไหนที่ต้องอยู่อย่างโดดเดียว ขนาดแฟนสาวของเขาหายหน้าหายตาไปแค่ไม่กี่เดือน ชายหนุ่มยังกระวนกระวายได้ขนาดนั้น 

            แต่ของแม่ยายตั้งสิบปี....เรื่องราวแบบนี้ก็คงเกิดขึ้นได้ เพียงแต่เขาไม่กล้าคิดว่าท่าทางของเธอจะเร้าร้อนมากมายผิดกับลักษณะใสซื่อขนาดนั้น!

            “ขอบใจเมฆนะ....ที่เข้าใจแม่”

            “ครับ แต่ผมขอพูดอะไรอย่างหนึ่งได้มั้ย”

            “ด…ได้สิ”

            “ผมเข้าใจนะครับว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ แต่คุณแม่จะไป....กับคนแปลกหน้าที่เคยเห็นกันครั้งแรกแบบนั้น ผมว่า....”

            “ฮึก…อือออ”

            เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกเขยพูดออกมา เด่นจันทร์ก็ทิ้งตัวลงไปที่โซฟาพร้อมกับร้องไห้โฮ เธออับอายที่ฝ่ายลูกเขยต้องเป็นผู้มาสั่งสอนเช่นนี้ ความกระสันและความคันไม่รู้จบสิ้นมันทำให้สาวใหญ่หน้ามืดตามัวจนหลงระเริงเพลิงสวาทแทบกู่ไม่กลับ

            “ผม…ผมหมายถึง มันอันตรายน่ะครับ”

            “แม่….แม่แค่อยากผ่านพ้นช่วงนี้ไปก็เท่านั้น เมฆเข้าใจแม่นะ”

            “ผมเข้าใจครับ ที่พูดมาเมื่อกี้ผมแค่เป็นห่วง”

            ร่างเปียกฝนเดินเข้ามานั่งกับแม่ยายที่โซฟา ในขณะที่เสียงฝนตกกระหน่ำไม่มีท่าทีว่าจะหยุด สารวัตรหนุ่มเอื้อมมือไปสัมผัสที่หัวไหล่ของแม่ยายเบาๆเพื่อปลอบโยนเธอ แต่หารู้ไม่ว่าทุกครั้งที่มีการสัมผัสตัวนั้นมันทำให้ร่องสวาทที่คันคายของเด่นจันทร์ร้อนรุ่มแค่ไหน แม้จะได้ปลดปล่อยกับหนุ่มส่งของไปหลายครั้ง แต่ความสุขที่แท้จริงก็ยังไม่เกิดขึ้นเพราะถูกลูกเขยขัดขวางเสียก่อน

            “ถ้าเมฆเป็นห่วงแม่ขนาดนั้น...”

            “…..”

            “เมฆช่วยแม่ได้มั้ย”

            “ช…ช่วยอะไรครับ”

            ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อหันไปมองชายหนุ่มข้างกาย อากาศเย็นยะเยือกและแสงไฟสลัวมันเร่งเร้าบรรยากาศให้ทั้งคู่สมสู่กันอย่างยิ่ง เส้นกั้นระหว่างศีลธรรมความผิดชอบชั่วดีเริ่มถูกปืนป่ายทีละนิด เมฆจ้องมองการเคลื่อนไหวของแม่ยายตาไม่กระพริบ มารู้ตัวเองอีกทีเด่นจันทร์ก็ยืนตระหง่านอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว!






    คล้ายกับเรื่องเขยตำรวจเอวดุ ที่คุณอ่าน