บนลานประลอง เย่เจียงเฉินและซุนเสียงยืนประจันหน้ากัน ราวกับพายุที่กำลังจะปะทะกัน
“ยอมแพ้ก่อนที่จะเจ็บตัวก็ยังไม่สายนะ เป้าหมายของฉันคือไป๋อวี้หลง ไม่ใช่นาย”
“ในการแข่งนี้ไม่มีเส้นทางลัด หากเป้าหมายนายคือไป๋อวี้หลง นายก็ต้องเอาชนะฉันให้ได้ก่อน”
“ดูเหมือนว่าหลังจากที่เลื่อนมาเป็นักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง นายจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเยอะเลยนะ” ซุนเสียงกระชับหอกในมือ “แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ”
“ไม่อยู่แล้ว…”
สัญญาณเริ่มการต่อสู้ดังขึ้น ซุนเสียงเคลื่อนตัวไปด้านหน้า ปลายหอกยาวพุ่งเข้าใส่เย่เจียงเฉินด้วยความเร็วที่แทบจะมองตามไม่ทัน เสียงหวีดหวิวของหอกแหวกอากาศ ราวกับคมดาบที่กรีดลงบนผ้าไหม
เย่เจียงเฉินบิดร่างหลบอย่างฉิวเฉียด หอกยาวเฉียดใบหน้าเขาไปเพียงเสี้ยวลม กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากหอกนั้นเย็นะเืถึงกระดูกสันหลัง เขาตอบโต้ด้วยย่างก้าวอัสนี พุ่งตัวออกข้างราวกับเงา คมดาบวาดผ่านอากาศ เข้าปะทะกับหอกของซุนเสียง
หอกยาวในมือซุ้นเสียงเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ปัดป้องการโจมตีของเย่เจียงเฉินได้อย่างง่ายดาย ปลายหอกตวัดกลับมาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว บีบให้เย่เจียงเฉินต้องถอยร่นอย่างรวดเร็ว
"คิดว่าจะเข้าประชิดตัวฉันได้เหรอ ฝันไปเถอะ ระยะหอกคืออาณาเขตของฉัน!" ซุนเสียงตวาด พร้อมกับใช้ปลายหอกแทงใส่ไม่ยั้ง เย่เจียงเฉินต้องอาศัยสัญชาตญาณและสมาธิอันแน่วแน่ในการหลบหลีกและปัดป้อง หากไม่มีทิศทางที่เจ็นคำนวนล่วงหน้า ป่านนี้ร่างของเขาคงถูกทะลวงพรุนเป็รังผึ้งไปแล้ว
เหงื่อเริ่มผุดพรายบนใบหน้าของเย่เจียงเฉิน แรงกดดันมหาศาลราวกับูเาที่ทับถมลงบนบ่า ระยะที่เสียเปรียบทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่จนตรอก ราวกับหนูที่ถูกต้อนเข้าสู่กับดัก
้าอัฒจันทร์ กลุ่มคนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด จ้องมองการต่อสู้ด้วยความกระวนกระวายใจ กวนเหม่ยหลิง ผู้เป็แม่ของเย่เจียงเฉิน จับมือลูกสาวคนเดียวแน่น ทุกครั้งที่เห็นบุตรชายตั้งรับการโจมตีอันหนักหน่วง หัวใจของเธอแทบจะะเิออกมาด้วยความกังวล เย่ชิงหลัวเองก็จดจ่ออยู่กับการต่อสู้ตรงหน้าโดยไม่กระพริบตา
"พี่จะชนะไหมคะ?" เสียงเล็กๆ ของเย่ชิงหลัวเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
เย่ลั่วเฉิน ลูบศีรษะลูกสาวด้วยความเอ็นดู "พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พี่ชายของลูกเป็คนที่เข้มแข็งมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องส่งกำลังใจให้เขาผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ไปให้ได้"
ในสนามประลอง เย่เจียงเฉินเกือบพลาดท่าให้กับหอกของซุนเสียงหลายครั้ง ปลายหอกที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง มักจะเปลี่ยนวิถีในเสี้ยววินาที ทำให้การป้องกันยากเย็นกว่าเดิม ซุนเสียงผู้นี้สามารถพลิกแพลงท่วงท่าได้อย่างลื่นไหล ดึงเอาข้อได้เปรียบของหอกยาวมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ราวกับหอกนั้นเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย
"หอกเพลิงสะบั้น!"
ซุนเสียงตวาดก้อง พลังปราณสีแดงเข้มรวมตัวกันที่ปลายหอก หอกยาวตวัดเป็วงโค้งขนาดใหญ่ พุ่งเข้าใส่เย่เจียงเฉินราวกับัเพลิง
เจียงเฉินรีบใช้ย่างก้าวอัสนีหลบฉากออกมา เปลวไฟร้อนระอุเฉียดผ่านใบหน้าไปเพียงเสี้ยววินาที ทว่าคลื่นความร้อนก็ยังทำให้ผิวของเขาเกิดรอยไหม้
"ใช้ได้นี่! นายเป็เพียงไม่กี่คนที่หลบท่านี้ของฉันได้" ซุนเสียงเอ่ยชม แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบอย่างชัดเจน
"นายยังไม่ได้สู้เต็มที่ใช่ไหม หรือว่าจะออมแรงไว้สู้กับไป๋อวี้หลง?" เย่เจียงเฉินถามหยั่งเชิงอีกฝ่าย
"ดูออกด้วยหรือ ไม่เลวๆ ดูเหมือนฉันต้องมองนายใหม่แล้ว" แววตาของซุนเสียงเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"ั้แ่เริ่มสู้นายยังโจมตีฉันไม่โดนเลยสักครั้ง แน่ใจนะว่าจะไม่งัดไม้เด็ดออกมาใช้?"
ซุนเสียงทำหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ "ก็จริง ถ้าขืนเป็อย่างนี้ต่อไป พวกเราคงหมดแรงกันทั้งคู่ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ"
สิ้นคำ ซุนเสียงก็ใช้เท้าดันพื้น พุ่งตัวเข้าหาเย่เจียงเฉินด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง หอกเพลิงที่ลุกโชน กระหน่ำแทงเข้าใส่ราวกับสายฝนเพลิงที่โหมกระหน่ำ
เย่เจียงเฉินรู้ดีว่าซุนเสียงตั้งใจที่จะออมแรงไว้ใน่ต้น แต่ไม่คิดว่าความเร็วและความแข็งแกร่งของเขาจะสูงถึงขนาดนี้ แม้จะมีเจ็นช่วยคำนวณทิศทางและระยะทางของการโจมตี แต่ร่างกายของเขาก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์
"ฉึก!"
หอกเพลิงของซุนเสียงแทงเข้าที่ไหล่ซ้ายของเย่เจียงเฉิน ความเ็ปราวกับถูกเหล็กร้อนทิ่มแทงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หากไม่มีม่านพลังป้องกันที่เขาเปิดใช้อยู่ แขนซ้ายของเขาคงกลายเป็รูไปแล้ว
[ตรวจพบความเสียหาย กำลังดึงเอาพลังปราณมาใช้เพื่อฟื้นฟูอาการาเ็]
สิ้นเสียงของเจ็น ความเ็ปที่ไหล่ซ้ายของเย่เจียงเฉินก็เริ่มทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
นี่ฉันไม่ได้โกงการแข่งใช่ไหม เย่เจียงเฉินคิด ความสามารถในการรักษาอาการาเ็ เป็เื่ที่เขาไม่กล้าทดสอบด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่าพลังการฟื้นตัวของเจ็นน่ากลัวขนาดไหน
หลังจากปล่อยกระบวนท่า ซุนเสียงเริ่มมีท่าทีเหนื่อยล้า เย่เจียงเฉินพยายามทะลวงการป้องกันดุจป้อมปราการ เขาสังเกตหอกที่พุ่งเข้ามาได้ดีกว่าในตอนแรก
“ทั้งที่โดนโจมตีไปแล้วแท้ๆ แต่ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่นายเป็สัตว์ประหลาดรึไง” ซุนเสียงกลายเป็ฝ่ายที่ถูกกดดันแทน
เย่เจียงเฉินปัดหอก ทำให้ซุนเสียงเกิดช่องโหว่เขาใช้ฝ่ามือกยกขาวเล็งไปที่ซุนเสียง แต่ก็ถูกอีกฝ่ายเดาทางได้
“คิดจะใช้ลูกไม้เดิมหรือไง” ซุนเสียงดูการแข่งขันอยู่ตลอด แน่นอนว่ากลยุทธ์แค่นี้ไม่มีทางทำอะไรเขาได้
ซุนเสียงเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือที่พุ่งเข้ามา เขาพยายามทิ้งระยะห่างอีกครั้ง แต่ก็ถูกเย่เจียงโจมตีโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว
"ดาบทะลวงนภา!"
เย่เจียงเฉินคำราม เขาบีบอัดพลังปราณทั้งหมดในร่างไปที่ปลายดาบ มันถูกบีบให้เล็กลงเพื่อเพิ่มระยะทำลายล้าง พลังปราณทั้งหมดปะทุขึ้นในคราวเดียว ลำแสงสีขาวพุ่งออกไปเป็เส้นตรงด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
ลำแสงสีขาวที่บีบอัดพลังปราณจนถึงขีดสุด พุ่งเข้าใส่ปลายหอกเพลิงของซุนเสียงจนเกิดประกายไฟ
"เปรี้ยง!!!”
เสียงปะทะดังก้องกังวานไปทั่วลานประลอง แรงปะทะมหาศาลทำให้หอกยาวของซุนเสียงกระเด็นหลุดจากมือ
"อะไรกัน!" ซุนเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
ลำแสงดาบของเย่เจียงเฉินยังคงพุ่งต่อไปด้วยความเร็วที่ไม่ลดลง มันราวกับหอกแสงที่ไร้ซึ่งความปราณี ลำแสงสีขาวพุ่งเข้าใส่ร่างของซุนเสียงเต็มแรง แรงปะทะทำให้ซุนเสียงถึงกับกระอักเืออกมา แม้เกราะพลังงานจะช่วยลดทอนความเสียหาย แต่เขารู้สึกราวกับกระดูกซี่โครงแตกหักไปหลายซี่
กรรมการรีบเข้ามาขวางทั้งสอง ก่อนที่จะเกิดการาเ็ไปมากกว่านี้ เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือดังกึกก้องสนั่นลั่นลานประลอง
"ผู้ชนะคือ...เย่เจียงเฉิน!"
ขณะที่เย่เจียงเฉินกำลังเดินลงจากสนามประลอง กลุ่มอาจารย์และศิษย์จากสถาบันซินหยวนที่ยืนลุ้นจนตัวโก่งอยู่ขอบสนามก็ส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งกรูเข้ามาหาเย่เจียงเฉินด้วยความตื่นเต้น "เย่เจียงเฉิน นายมันโคตรสุดยอดไปเลย!"
อีกทางด้านหนึ่ง ในห้องรับรองพิเศษ ผู้เฒ่าหลิวแห่งสำนักเทียนเจี้ยนถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความตกตะลึง ใครจะคาดคิดว่านักสู้ฝึกหัดขั้นกลางอย่างเย่เจียงเฉิน จะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะซุนเสียงได้
"หวังว่าผู้าุโหลิวคงไม่ลืมเดิมพันของเรานะ" มู่หานซวงเผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ผู้เฒ่าหลิว
"หึ คนอย่างฉันย่อมรักษาสัญญาอยู่แล้ว" ผู้เฒ่าหลิวตอบเสียงแข็ง แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ
"แต่ที่เธอเดิมพันก็แค่กับสำนักเทียนเจี้ยนนะ พวกเราไม่เกี่ยวสักหน่อย" เฟิงเย่ ตัวแทนจากสำนักเหยียนหลงกล่าวทีเล่นทีจริง พร้อมกับหัวเราะเบาๆ
หลังจากจบคำพูดของเฟิงเย่บรรยากาศภายในห้องก็พลันแปรเปลี่ยนไป ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงปะทุขึ้น มู่หานซวงหันขวับมามองเฟิงเย่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร ราวกับพายุฝนฟ้าคะนองกำลังก่อตัว
"หมอนี่แค่ล้อเล่น อย่าใส่ใจเลย" ซ่งเทียนรีบเข้ามาห้าม พร้อมกับส่งสายตาปรามไปยังเฟิงเย่
หลังจากที่เย่เจียงเฉินเอาชนะซุนเสียงได้อย่างน่าทึ่งและกลับมาพักเพื่อรอชมการประลองรอบถัดไป อาจารย์คนหนึ่งก็เดินตรงมาหาเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"เย่เจียงเฉิน เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทางเราได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว มีหลักฐานว่าเสี่ยวเหม่ยมีส่วนเกี่ยวข้องจริง อย่างไรก็ตามทางสถาบันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็อย่างยิ่ง และได้ตัดสินใจปลดเสี่ยวเหม่ยออกจากการเป็นักเรียนของสถาบันแล้ว"อาจารย์คนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
“แล้วตอนนี้เธออยู่ไหนครับ” เย่เจียงเฉินยังคงกังวลว่าเสี่ยวเหม่ยจะยังตามรังควานเขาไม่เลิก
"เราได้รับข่าวมาว่า ตระกูลโจวได้เข้ามาจัดการเื่ของเสี่ยวเหม่ย พวกเขากดดันให้เธอรับผิดชอบเื่ของโจวซือหาว จนเธอต้องย้ายหนีไปอยู่เมืองอื่น"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่เจียงเฉินรู้สึกราวกับได้ปลดภาระหนักอึ้งออกจากอก เขาได้แต่หวังว่าในอนาคตเขาจะไม่ได้เจอเธออีก
"ขอบคุณครับอาจารย์" เย่เจียงเฉินกล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ
หลังจากอาจารย์จากไป เย่เจียงเฉินก็ถอนหายใจออกมา ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้เริ่มถาโถมเข้ามา แต่ในใจของเขากลับรู้สึกสงบลงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ปัญหาหนึ่งที่คอยรบกวนจิตใจของเขามาโดยตลอดได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกดดันคงมีเพียงการต่อสู้ในรอบชิงชนะเลิศเท่านั้น