เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 108 ล้ำอาณาเขต

    ในระดับแก่นมนุษย์  สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหนึ่งนั้นมีอยู่ทั่วทุกที่  และยังมีสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสองอยู่ประปราย  แต่สำหรับสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสามนั้นมิอาจพบเห็นได้เลย


    สัตว์อสูรเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน  ในตอนนี้หลงเฉินอยู่ในพื้นที่ที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่อย่างบางตา  ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเปลี่ยนสถานที่และมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่หลิงซีบอก  ขณะที่กำลังเดินทาง  หลงเฉินไม่พบกลุ่มผู้แข่งขันกลุ่มใดเลย


    “มิติห้วงนภาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่ามรกต  ในระดับแก่นมนุษย์ไม่น่าจะมีคนจากเหล่าอื่นเข้ามาได้  มันเป็นพื้นที่กว้างใหญ่และมีเพียงกลุ่มแปดกลุ่มที่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ แต่น่าแปลกที่กลับไม่เห็นเลยสักกลุ่ม”


    “แสดงว่าพวกเขายังหาสัตว์อสูรกร่อนจิตไม่พบแน่ ๆ  มิเช่นนั้นการแข่งขันมิติห้วงนภาคงจบไปก่อนหน้านี้แล้ว  และคงมีคนจากเหล่าอื่นเข้ามาในห้วงมิติแห่งนี้ด้วย  ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ต้องพบเห็นคนจากเหล่าอื่น ๆ บ้าง”


    มิติห้วงนภามีขนาดเท่ากับเมืองหลิงอู่  และหลงเฉินก็อยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ของเมืองหลิงอู่เท่านั้น  หลังจากเดินไปได้ราวครึ่งวัน หลงเฉินก็มาถึงเนินทรายที่แห้งแล้ง ป่าไม้และพืชพรรณที่นี่ล้วนบางตา และมีเพียงกระบองเพชรไม่กี่ต้นที่เติบโตอยู่ในบริเวณนี้ซึ่งขาดแคลนน้ำอย่างยิ่ง


    “ที่นี่คือมิติห้วงนภาแต่กลับมีทั้งป่าและทะเลทราย”


    หลงเฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชม  หลังจากสำรวจทะเลทรายมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าบริเวณโดยรอบเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ


    “เสี่ยวซี ที่นี่ไม่น่าจะมีสัตว์อสูรอยู่สินะ?  หรือต่อให้มีก็ไม่น่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสาม”


    “เดินต่อไปอีกหน่อยเถอะ  เราอาจจะเจออะไรบ้าง”


    เมื่อหลิงซีร้องขอ  หลงเฉินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินต่อไปข้างหน้า  ไม่นานหลังจากนั้น  พื้นทรายที่อยู่เบื้องหน้าก็ทรุดตัวลงทันที  หลิงซีบอกให้เขารีบหยุดโดยเร็ว


    “มีอะไรรึ?”


    มีความตื่นเต้นเคลือบแฝงอยู่ในน้ำเสียงของนางขณะกระซิบ


    “ลึกลงไปในพื้นทรายตรงนั้นมีสัตว์อสูรกำลังคืบคลานอยู่  มันน่าจะกำลังอาบแดดและฝึกวิชาไปพร้อม ๆ กัน”


    หลงเฉินก้าวไปข้างหน้าและหลังจากเดินไปได้พักใหญ่  เขาก็หมอบราบลงกับพื้นและจ้องมองไปยังบริเวณที่พื้นทรายยุบตัวลง  ทันใดนั้นแววตาของเขาก็เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น


    “นั่นมัน... สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสาม สิงห์ทองเพลิงอัคคี?”


    สัตว์อสูรที่อยู่ข้างล่างดูคล้ายสิงโตขนาดใหญ่  สิงห์ทองเพลิงอัคคีมีความยาวประมาณสามสิบเชียะ  และหากมันยืนขึ้นก็น่าจะสูงพอ ๆ กับบ้านหลังหนึ่งทีเดียว ขนของมันมีสีทอง และมีแผงคอหนาแน่นทำให้ดูสง่างามอย่างมาก  สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวก็คือเปลวไฟสีแดงสลัวบนขนของมันและดวงตาทั้งสองข้างซึ่งมีขนาดเท่ากับโคมไฟ 


    ‘มันคือสิงห์ทองเพลิงอัคคีจริง ๆ ด้วย! ท่ามกลางเหล่าสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสาม สิงห์ทองเพลิงอัคคีเป็นตัวที่ทรงพลังมากทีเดียว’ หลงเฉินคาดเดา


    ‘สัตว์อสูรตัวนี้อยู่ระดับเดียวกับเฟิงอู่เทียน  เห็นทีข้าต้องใช้เจ้าทดสอบความทนทานของ [กายาเพลิงอัสนี] ของข้าเสียหน่อยแล้ว!’


    เมื่อตัดสินใจได้ จิตวิญญาณต่อสู้ของเขาก็ปะทุขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด  ขณะที่จัดการกับสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสอง เขาไม่จำเป็นต้องใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร]  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างสิงห์ทองเพลิงอัคคี เขาจำต้องอยู่ในร่างที่ทรงพลังมากที่สุด


    เกล็ดมังกรสมบูรณ์แบบและหนามแหลมปรากฏบนร่างกาย  ในเมื่อตอนนี้เขากลายเป็นนักรบเพลิงอัสนีแล้ว สายฟ้าและเปลวเพลิงสีแดงจึงส่องประกายทั่วร่างพร้อมกับพลังน่าสะพรึงกลัวที่ปะทุออกมา


    ลวดลายของผลึกแก้วเพลิงอัสนีคือช่องทางที่พลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงในร่างกายเชื่อมโยงกับพลังของตัวเขาเอง


    ‘พลังของข้าในตอนนี้ทรงพลังกว่าเดิมมาก  ด้วยความทนทานของร่างกายนี้ ข้าสามารถรับมือกับผู้ที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น  ปราณมังกรของข้ายังมีพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงแฝงอยู่อีกด้วย...”


    หลงเฉินมั่นใจว่าเขาสามารถรับมือกับสิงห์ทองเพลิงอัคคีตัวนี้ได้  หลังจากที่เขาแปลงร่างวิญญาณมังกรเสร็จสิ้นและรักษาระยะห่างจากสิงห์ทองเพลิงอัคคี  แต่ในที่สุดมันก็รู้ตัวว่าเขาอยู่ตรงนั้น! มันกำลังจะพักผ่อนแต่เมื่อสังเกตเห็นสหายตัวน้อยที่บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของตนเอง  มันก็แสดงท่าทางดุร้ายในทันที


    ในบริเวณแห่งนี้มันคือราชา  เมื่อคิดว่าสิ่งมีชีวิตเล็กกระจ้อยร่อยบังอาจรุกล้ำเข้ามา  มันจึงรีบลุกขึ้นและยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลงเฉินพร้อมกับจับจ้องมาที่เขา  เปลวเพลิงลุกโชนออกมาจากร่างของมัน  แม้ว่าหลงเฉินจะตัวเล็ก  แต่มีคุณสมบัติแปลกประหลาดบางอย่างในร่างกายของเขาที่ทำให้สัตว์อสูรตัวนี้รู้สึกหวาดกลัว


    สิงโตมักจะเป็นราชาหรือเจ้าป่าเสมอ  ทว่าหลงเฉินก็มีคลื่นพลังและความสามารถที่มากกว่า


    โฮก!


    ด้วยเสียงร้องคำรามอย่างกราดเกรี้ยว สิงห์ทองเพลิงอัคคีคืบคลานไปตามพื้น จู่ ๆ ความเร็วของมันก็เพิ่มมากขึ้น  ความกระหายเลือดรุนแรงหมายหัวไปที่หลงเฉินซึ่งพุ่งตรงเข้ามา  ขณะที่ร่างหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกร่างเป็นสัตว์อสูรตัวมหึมา สองร่างที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างมากปะทะกันกลางอากาศ  เปลวเพลิงอันรุนแรงนั้นราวกับพายุโหมกระหน่ำที่พัดเข้าใส่หลงเฉิน!


    “ในเมื่อตอนนี้ข้ามี [กายาเพลิงอัสนี] แล้ว เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเปลวเพลิงเพียงเท่านี้รึ?”


    หลงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูกขณะพุ่งตัวเข้าไปในทะเลเพลิงตรงหน้า การโจมตีที่รุนแรงพุ่งเข้าใส่สิงห์ทองเพลิงอัคคี!  ด้วย [กายาเพลิงอัสนี] ผนวกกับพลังปราณมังกร  หลงเฉินก็ปลดปล่อยการโจมตีออกมาอย่างฉับพลัน


    “[ผนึกมังกรลึกล้ำ]!”


    ทันใดนั้นเอง ภาพอันเลือนรางของมังกรบรรพกาลก็ปรากฏขึ้นมาและจู่โจมสิงห์ทองเพลิงอัคคีทันที  เมื่อเห็นว่าหลงเฉินพุ่งตัวเข้ามาในเปลวเพลิงของมัน  สิงห์ทองก็รู้สึกตกใจอย่างมาก  แต่ก็ไม่มากพอให้มันรู้สึกหวาดกลัว  อย่างไรก็ตาม การโจมตีของหลงเฉิน [ผนึกมังกรลึกล้ำ] ทำให้มันรู้สึกผวาไม่น้อย


    ผนึกมังกรลึกล้ำนั้นมีสายฟ้าสีแดงคุกรุ่นอยู่ภายใน และเปลวเพลิงสีแดงก็โหมกระหน่ำอยู่รอบตัวมังกรบรรพกาล  แม้แต่สิงห์ทองเพลิงอัคคีก็มิอาจชะล่าใจเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!


    กรร...!!


    มันคำรามเสียงดัง  จากนั้นสิงห์ทองก็อ้าปากกว้าง ลูกไฟที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวสามเชียะก็ระเบิดออกมาราวกับพายุโหมกระหน่ำและพุ่งเข้าใส่ผนึกมังกรลึกล้ำของหลงเฉิน!


    ครืนนน…


    ผนึกมังกรลึกล้ำปะทะเข้ากับลูกไฟขนาดใหญ่ การปะทะกันครั้งนี้ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่ส่งให้กรวดทรายปลิวว่อนไปทั่ว  ฝุ่นควันปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า


    “แค่ลูกไฟของมันก็สามารถทำลายผนึกมังกรลึกล้ำของข้าได้เชียวรึ? เป็นอย่างที่คิดเอาไว้เลย  เจ้าตัวนี้รับมือไม่ง่ายเลยสักนิด!”


    ในแง่ของปริมาณ  หลงเฉินมีพลังปราณน้อยกว่าพลังอสูรของสิงห์ทองเพลิงอัคคี  อย่างไรก็ตาม  เขายังเหนือกว่าในเรื่องของความสามารถซึ่งทำให้พลังการต่อสู้นั้นเสมอกัน  หลงเฉินตระหนักได้ว่าสิงห์ทองเพลิงอัคคีเป็นคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังที่สุดที่เขาเคยพานพบ


    ‘สัตว์อสูรพวกนี้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะยุทธ์ผ่านการต่อสู้มากมาย  เพียงแค่การโจมตีง่าย ๆ ก็เปี่ยมไปด้วยทักษะยุทธ์อันลึกล้ำ  และลูกไฟขนาดใหญ่ของสิงห์ทองเพลิงอัคคีคงเป็นทักษะพิเศษที่มันเชี่ยวชาญ!’


    ผนึกมังกรลึกล้ำที่มีพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงถูกทำลายอย่างง่ายดาย  หลงเฉินมิได้รู้สึกย่อท้อ หากแต่พุ่งตัวเข้าใส่สิงห์ทองราวกับพายุคลั่งอีกครั้ง!


    ในแง่ของความเร็ว  สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ นี้ดูเหมือนจะว่องไวกว่าสิงห์ทองอยู่หลายเท่านัก  มันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์นี้เช่นกันและรีบพ่นลูกไฟออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า  ลูกไฟนับสิบลูกที่พุ่งมายังทิศทางของหลงเฉิน


    หลงเฉินตกใจและรีบใช้เคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว]  ร่างกายที่ว่องไวของเขากลายเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวขณะหลบหลีกลูกไฟไปทางด้านข้าง  ความร้อนจากเปลวไฟทำให้เขาได้รับบาดเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีผลมากนัก


    ทว่าหลงเฉินไม่สามารถหลบลูกไฟลูกสุดท้ายได้  เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากใช้ผนึกมังกรลึกล้ำตรงนั้นอีกครั้ง!


    ครืนนน…


    ลูกไฟสีแดงระเบิดขึ้น หลงเฉินปัดควันให้พ้นทางและทะลวงเข้าใส่สิงห์ทองเพลิงอัคคีราวกับลูกธนู  สัตว์อสูรมีร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างมาก  หากเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนและบ่มเพาะร่างกายแล้ว ร่างกายของสัตว์อสูรเหล่านี้มีความทนทานยิ่งกว่า  สิงห์ทองเกรี้ยวกราดที่หลงเฉินเข้ามาใกล้ตัว  มันจึงตะปบกรงเล็บที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้ามาทางหลงเฉิน


    หลงเฉินยังไม่ยอมแพ้ อย่างไรก็ตาม  หลังจากปะทะกับลูกไฟสีแดงเขาต้องพบกับการโจมตีจากกรงเล็บที่ตามมาในทันที ทำให้เขารู้สึกลำบากเล็กน้อย


    “[กายาเพลิงอัสนี] ของข้าไม่กลัวเจ้าหรอก!”


    หมัดและกรงเล็บปะทะเข้าด้วยกันจนเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงจนทั้งมนุษย์และสัตว์ร้ายผงะถอยไป  สิ่งที่ทำให้สิงห์ทองประหลาดใจคือหลงเฉินที่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ แต่กลับสามารถปัดป้องกรงเล็บที่ทรงพลังของมันได้ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายเพียงอย่างเดียว


    ความเกรี้ยวกราดของสิงห์ทองเพลิงอัคคีเพิ่มมากขึ้น  กรร... ร่างมหึมาของมันพุ่งเข้าใส่หลงเฉิน!


    “เจ้านี่ช่างตุ้ยนุ้ยและงุ่มง่าม และยังจะอยากต่อสู้ประชิดตัวกับข้าอีกงั้นรึ?”


    หลงเฉินหัวเราะอย่างเหน็บแนมพลางใช้เคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] กระโดดไปใต้ร่างของคู่ต่อสู้  ร่างที่ลุกเป็นไฟของสิงห์ทองทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวนัก


    ‘หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้ามีคุณสมบัติเป็นไฟ  และปราณของข้าก็มีพลังของเปลวเพลิง  ข้าสงสัยนักว่าการโจมตีนี้จะรุนแรงสักเพียงใด?’


    เมื่อคิดได้ดังนั้น หลงเฉินก็หลบการโจมตีที่ดุดันของคู่ต่อสู้และเตรียมพร้อมที่จะใช้หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า


    ‘ข้าคงทำให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมน่าดูขณะสู้กับมัน  ดูเหมือนว่าจะได้เวลาโจมตีครั้งสุดท้ายแล้ว!’


    เมื่อได้ต่อสู้กับสิงห์ทองเพลิงอัคคี  หลงเฉินถึงจะสามารถบอกได้ว่า [กายาเพลิงอัสนี] นั้นแข็งแกร่งเพียงใด แน่นอนว่ารวมถึงพลังสายฟ้าและเปลวเพลิงในพลังปราณของเขาด้วยเช่นกัน  คงต้องจดจำเอาไว้ว่าร่างกายและพลังอสูรของสิงห์ทองเพลิงอัคคีนั้นร้ายกาจอย่างมากแม้แต่ในหมู่สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสามด้วยกันเอง


    ในแง่ของร่างกายและพลังปราณนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเทียบเท่าสิงห์ทองได้ในเมื่อเขาเพิ่งบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ ดูเหมือนว่าลูกไฟสีแดงเหล่านี้จะยังไม่สิ้นสุด  และผลของโจมตีก็ทำให้ขี้เถ้าลอยไปทุกหนทุกแห่งจนเกือบจะส่งผลต่อทัศนวิสัยของหลงเฉิน  เขาอยู่ใกล้ร่างของสิงห์ทองเพลิงอัคคีเพื่อป้องกันไม่ให้มันโจมตีได้อีก


    “ได้เวลาจบเรื่องเสียที  เจ้าสิงห์ทองเพลิงอัคคี!”


    ครั้งนี้หลงเฉินกระโดดออกมาจากใต้ร่างของมัน  สิงห์ทองเพลิงอัคคีพุ่งเป้ามาที่ตัวเขา  ทันใดนั้นเอง ลูกไฟเจ็ดถึงแปดลูกก็ปรากฏขึ้น  ในเวลานี้ร่างของหลงเฉินถูกแผดเผาไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงเข้ม  และที่หมัดของเขา  ลูกไฟสีแดงก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว  เมื่อสิงห์ทองปล่อยลูกไฟของมันออกมาหลงเฉินก็เหวี่ยงหมัดไปข้างหน้าพร้อมกับร้องตะโกน


    “[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] --- เพลิงสวรรค์มอดไหม้!”


    รอยประทับของหมัดก่อร่างขึ้นจากเปลวไฟ  และยังมีใบหน้าของมนุษย์อยู่ตรงใจกลางหมัดนั้น  หมัดเพลิงขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ลูกไฟของสิงห์ทองเพลิงอัคคีจนลูกไฟแหลกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะพุ่งเข้าชนศีรษะของสิงห์ทองเข้าอย่างจัง

    ตูม...!! 


    *******************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน