ในระดับแก่นมนุษย์ สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหนึ่งนั้นมีอยู่ทั่วทุกที่ และยังมีสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสองอยู่ประปราย แต่สำหรับสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสามนั้นมิอาจพบเห็นได้เลย
สัตว์อสูรเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน ในตอนนี้หลงเฉินอยู่ในพื้นที่ที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่อย่างบางตา ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเปลี่ยนสถานที่และมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่หลิงซีบอก ขณะที่กำลังเดินทาง หลงเฉินไม่พบกลุ่มผู้แข่งขันกลุ่มใดเลย
“มิติห้วงนภาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่ามรกต ในระดับแก่นมนุษย์ไม่น่าจะมีคนจากเหล่าอื่นเข้ามาได้ มันเป็นพื้นที่กว้างใหญ่และมีเพียงกลุ่มแปดกลุ่มที่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ แต่น่าแปลกที่กลับไม่เห็นเลยสักกลุ่ม”
“แสดงว่าพวกเขายังหาสัตว์อสูรกร่อนจิตไม่พบแน่ ๆ มิเช่นนั้นการแข่งขันมิติห้วงนภาคงจบไปก่อนหน้านี้แล้ว และคงมีคนจากเหล่าอื่นเข้ามาในห้วงมิติแห่งนี้ด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ต้องพบเห็นคนจากเหล่าอื่น ๆ บ้าง”
มิติห้วงนภามีขนาดเท่ากับเมืองหลิงอู่ และหลงเฉินก็อยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ของเมืองหลิงอู่เท่านั้น หลังจากเดินไปได้ราวครึ่งวัน หลงเฉินก็มาถึงเนินทรายที่แห้งแล้ง ป่าไม้และพืชพรรณที่นี่ล้วนบางตา และมีเพียงกระบองเพชรไม่กี่ต้นที่เติบโตอยู่ในบริเวณนี้ซึ่งขาดแคลนน้ำอย่างยิ่ง
“ที่นี่คือมิติห้วงนภาแต่กลับมีทั้งป่าและทะเลทราย”
หลงเฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชม หลังจากสำรวจทะเลทรายมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าบริเวณโดยรอบเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ
“เสี่ยวซี ที่นี่ไม่น่าจะมีสัตว์อสูรอยู่สินะ? หรือต่อให้มีก็ไม่น่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสาม”
“เดินต่อไปอีกหน่อยเถอะ เราอาจจะเจออะไรบ้าง”
เมื่อหลิงซีร้องขอ หลงเฉินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินต่อไปข้างหน้า ไม่นานหลังจากนั้น พื้นทรายที่อยู่เบื้องหน้าก็ทรุดตัวลงทันที หลิงซีบอกให้เขารีบหยุดโดยเร็ว
“มีอะไรรึ?”
มีความตื่นเต้นเคลือบแฝงอยู่ในน้ำเสียงของนางขณะกระซิบ
“ลึกลงไปในพื้นทรายตรงนั้นมีสัตว์อสูรกำลังคืบคลานอยู่ มันน่าจะกำลังอาบแดดและฝึกวิชาไปพร้อม ๆ กัน”
หลงเฉินก้าวไปข้างหน้าและหลังจากเดินไปได้พักใหญ่ เขาก็หมอบราบลงกับพื้นและจ้องมองไปยังบริเวณที่พื้นทรายยุบตัวลง ทันใดนั้นแววตาของเขาก็เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“นั่นมัน... สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสาม สิงห์ทองเพลิงอัคคี?”
สัตว์อสูรที่อยู่ข้างล่างดูคล้ายสิงโตขนาดใหญ่ สิงห์ทองเพลิงอัคคีมีความยาวประมาณสามสิบเชียะ และหากมันยืนขึ้นก็น่าจะสูงพอ ๆ กับบ้านหลังหนึ่งทีเดียว ขนของมันมีสีทอง และมีแผงคอหนาแน่นทำให้ดูสง่างามอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวก็คือเปลวไฟสีแดงสลัวบนขนของมันและดวงตาทั้งสองข้างซึ่งมีขนาดเท่ากับโคมไฟ
‘มันคือสิงห์ทองเพลิงอัคคีจริง ๆ ด้วย! ท่ามกลางเหล่าสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสาม สิงห์ทองเพลิงอัคคีเป็นตัวที่ทรงพลังมากทีเดียว’ หลงเฉินคาดเดา
‘สัตว์อสูรตัวนี้อยู่ระดับเดียวกับเฟิงอู่เทียน เห็นทีข้าต้องใช้เจ้าทดสอบความทนทานของ [กายาเพลิงอัสนี] ของข้าเสียหน่อยแล้ว!’
เมื่อตัดสินใจได้ จิตวิญญาณต่อสู้ของเขาก็ปะทุขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ขณะที่จัดการกับสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสอง เขาไม่จำเป็นต้องใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างสิงห์ทองเพลิงอัคคี เขาจำต้องอยู่ในร่างที่ทรงพลังมากที่สุด
เกล็ดมังกรสมบูรณ์แบบและหนามแหลมปรากฏบนร่างกาย ในเมื่อตอนนี้เขากลายเป็นนักรบเพลิงอัสนีแล้ว สายฟ้าและเปลวเพลิงสีแดงจึงส่องประกายทั่วร่างพร้อมกับพลังน่าสะพรึงกลัวที่ปะทุออกมา
ลวดลายของผลึกแก้วเพลิงอัสนีคือช่องทางที่พลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงในร่างกายเชื่อมโยงกับพลังของตัวเขาเอง
‘พลังของข้าในตอนนี้ทรงพลังกว่าเดิมมาก ด้วยความทนทานของร่างกายนี้ ข้าสามารถรับมือกับผู้ที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ปราณมังกรของข้ายังมีพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงแฝงอยู่อีกด้วย...”
หลงเฉินมั่นใจว่าเขาสามารถรับมือกับสิงห์ทองเพลิงอัคคีตัวนี้ได้ หลังจากที่เขาแปลงร่างวิญญาณมังกรเสร็จสิ้นและรักษาระยะห่างจากสิงห์ทองเพลิงอัคคี แต่ในที่สุดมันก็รู้ตัวว่าเขาอยู่ตรงนั้น! มันกำลังจะพักผ่อนแต่เมื่อสังเกตเห็นสหายตัวน้อยที่บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของตนเอง มันก็แสดงท่าทางดุร้ายในทันที
ในบริเวณแห่งนี้มันคือราชา เมื่อคิดว่าสิ่งมีชีวิตเล็กกระจ้อยร่อยบังอาจรุกล้ำเข้ามา มันจึงรีบลุกขึ้นและยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลงเฉินพร้อมกับจับจ้องมาที่เขา เปลวเพลิงลุกโชนออกมาจากร่างของมัน แม้ว่าหลงเฉินจะตัวเล็ก แต่มีคุณสมบัติแปลกประหลาดบางอย่างในร่างกายของเขาที่ทำให้สัตว์อสูรตัวนี้รู้สึกหวาดกลัว
สิงโตมักจะเป็นราชาหรือเจ้าป่าเสมอ ทว่าหลงเฉินก็มีคลื่นพลังและความสามารถที่มากกว่า
โฮก!
ด้วยเสียงร้องคำรามอย่างกราดเกรี้ยว สิงห์ทองเพลิงอัคคีคืบคลานไปตามพื้น จู่ ๆ ความเร็วของมันก็เพิ่มมากขึ้น ความกระหายเลือดรุนแรงหมายหัวไปที่หลงเฉินซึ่งพุ่งตรงเข้ามา ขณะที่ร่างหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกร่างเป็นสัตว์อสูรตัวมหึมา สองร่างที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างมากปะทะกันกลางอากาศ เปลวเพลิงอันรุนแรงนั้นราวกับพายุโหมกระหน่ำที่พัดเข้าใส่หลงเฉิน!
“ในเมื่อตอนนี้ข้ามี [กายาเพลิงอัสนี] แล้ว เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเปลวเพลิงเพียงเท่านี้รึ?”
หลงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูกขณะพุ่งตัวเข้าไปในทะเลเพลิงตรงหน้า การโจมตีที่รุนแรงพุ่งเข้าใส่สิงห์ทองเพลิงอัคคี! ด้วย [กายาเพลิงอัสนี] ผนวกกับพลังปราณมังกร หลงเฉินก็ปลดปล่อยการโจมตีออกมาอย่างฉับพลัน
“[ผนึกมังกรลึกล้ำ]!”
ทันใดนั้นเอง ภาพอันเลือนรางของมังกรบรรพกาลก็ปรากฏขึ้นมาและจู่โจมสิงห์ทองเพลิงอัคคีทันที เมื่อเห็นว่าหลงเฉินพุ่งตัวเข้ามาในเปลวเพลิงของมัน สิงห์ทองก็รู้สึกตกใจอย่างมาก แต่ก็ไม่มากพอให้มันรู้สึกหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม การโจมตีของหลงเฉิน [ผนึกมังกรลึกล้ำ] ทำให้มันรู้สึกผวาไม่น้อย
ผนึกมังกรลึกล้ำนั้นมีสายฟ้าสีแดงคุกรุ่นอยู่ภายใน และเปลวเพลิงสีแดงก็โหมกระหน่ำอยู่รอบตัวมังกรบรรพกาล แม้แต่สิงห์ทองเพลิงอัคคีก็มิอาจชะล่าใจเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!
กรร...!!
มันคำรามเสียงดัง จากนั้นสิงห์ทองก็อ้าปากกว้าง ลูกไฟที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวสามเชียะก็ระเบิดออกมาราวกับพายุโหมกระหน่ำและพุ่งเข้าใส่ผนึกมังกรลึกล้ำของหลงเฉิน!
ครืนนน…
ผนึกมังกรลึกล้ำปะทะเข้ากับลูกไฟขนาดใหญ่ การปะทะกันครั้งนี้ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่ส่งให้กรวดทรายปลิวว่อนไปทั่ว ฝุ่นควันปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า
“แค่ลูกไฟของมันก็สามารถทำลายผนึกมังกรลึกล้ำของข้าได้เชียวรึ? เป็นอย่างที่คิดเอาไว้เลย เจ้าตัวนี้รับมือไม่ง่ายเลยสักนิด!”
ในแง่ของปริมาณ หลงเฉินมีพลังปราณน้อยกว่าพลังอสูรของสิงห์ทองเพลิงอัคคี อย่างไรก็ตาม เขายังเหนือกว่าในเรื่องของความสามารถซึ่งทำให้พลังการต่อสู้นั้นเสมอกัน หลงเฉินตระหนักได้ว่าสิงห์ทองเพลิงอัคคีเป็นคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังที่สุดที่เขาเคยพานพบ
‘สัตว์อสูรพวกนี้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะยุทธ์ผ่านการต่อสู้มากมาย เพียงแค่การโจมตีง่าย ๆ ก็เปี่ยมไปด้วยทักษะยุทธ์อันลึกล้ำ และลูกไฟขนาดใหญ่ของสิงห์ทองเพลิงอัคคีคงเป็นทักษะพิเศษที่มันเชี่ยวชาญ!’
ผนึกมังกรลึกล้ำที่มีพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงถูกทำลายอย่างง่ายดาย หลงเฉินมิได้รู้สึกย่อท้อ หากแต่พุ่งตัวเข้าใส่สิงห์ทองราวกับพายุคลั่งอีกครั้ง!
ในแง่ของความเร็ว สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ นี้ดูเหมือนจะว่องไวกว่าสิงห์ทองอยู่หลายเท่านัก มันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์นี้เช่นกันและรีบพ่นลูกไฟออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ลูกไฟนับสิบลูกที่พุ่งมายังทิศทางของหลงเฉิน
หลงเฉินตกใจและรีบใช้เคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] ร่างกายที่ว่องไวของเขากลายเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวขณะหลบหลีกลูกไฟไปทางด้านข้าง ความร้อนจากเปลวไฟทำให้เขาได้รับบาดเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีผลมากนัก
ทว่าหลงเฉินไม่สามารถหลบลูกไฟลูกสุดท้ายได้ เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากใช้ผนึกมังกรลึกล้ำตรงนั้นอีกครั้ง!
ครืนนน…
ลูกไฟสีแดงระเบิดขึ้น หลงเฉินปัดควันให้พ้นทางและทะลวงเข้าใส่สิงห์ทองเพลิงอัคคีราวกับลูกธนู สัตว์อสูรมีร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างมาก หากเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนและบ่มเพาะร่างกายแล้ว ร่างกายของสัตว์อสูรเหล่านี้มีความทนทานยิ่งกว่า สิงห์ทองเกรี้ยวกราดที่หลงเฉินเข้ามาใกล้ตัว มันจึงตะปบกรงเล็บที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้ามาทางหลงเฉิน
หลงเฉินยังไม่ยอมแพ้ อย่างไรก็ตาม หลังจากปะทะกับลูกไฟสีแดงเขาต้องพบกับการโจมตีจากกรงเล็บที่ตามมาในทันที ทำให้เขารู้สึกลำบากเล็กน้อย
“[กายาเพลิงอัสนี] ของข้าไม่กลัวเจ้าหรอก!”
หมัดและกรงเล็บปะทะเข้าด้วยกันจนเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงจนทั้งมนุษย์และสัตว์ร้ายผงะถอยไป สิ่งที่ทำให้สิงห์ทองประหลาดใจคือหลงเฉินที่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ แต่กลับสามารถปัดป้องกรงเล็บที่ทรงพลังของมันได้ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายเพียงอย่างเดียว
ความเกรี้ยวกราดของสิงห์ทองเพลิงอัคคีเพิ่มมากขึ้น กรร... ร่างมหึมาของมันพุ่งเข้าใส่หลงเฉิน!
“เจ้านี่ช่างตุ้ยนุ้ยและงุ่มง่าม และยังจะอยากต่อสู้ประชิดตัวกับข้าอีกงั้นรึ?”
หลงเฉินหัวเราะอย่างเหน็บแนมพลางใช้เคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] กระโดดไปใต้ร่างของคู่ต่อสู้ ร่างที่ลุกเป็นไฟของสิงห์ทองทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวนัก
‘หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้ามีคุณสมบัติเป็นไฟ และปราณของข้าก็มีพลังของเปลวเพลิง ข้าสงสัยนักว่าการโจมตีนี้จะรุนแรงสักเพียงใด?’
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลงเฉินก็หลบการโจมตีที่ดุดันของคู่ต่อสู้และเตรียมพร้อมที่จะใช้หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า
‘ข้าคงทำให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมน่าดูขณะสู้กับมัน ดูเหมือนว่าจะได้เวลาโจมตีครั้งสุดท้ายแล้ว!’
เมื่อได้ต่อสู้กับสิงห์ทองเพลิงอัคคี หลงเฉินถึงจะสามารถบอกได้ว่า [กายาเพลิงอัสนี] นั้นแข็งแกร่งเพียงใด แน่นอนว่ารวมถึงพลังสายฟ้าและเปลวเพลิงในพลังปราณของเขาด้วยเช่นกัน คงต้องจดจำเอาไว้ว่าร่างกายและพลังอสูรของสิงห์ทองเพลิงอัคคีนั้นร้ายกาจอย่างมากแม้แต่ในหมู่สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสามด้วยกันเอง
ในแง่ของร่างกายและพลังปราณนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเทียบเท่าสิงห์ทองได้ในเมื่อเขาเพิ่งบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ ดูเหมือนว่าลูกไฟสีแดงเหล่านี้จะยังไม่สิ้นสุด และผลของโจมตีก็ทำให้ขี้เถ้าลอยไปทุกหนทุกแห่งจนเกือบจะส่งผลต่อทัศนวิสัยของหลงเฉิน เขาอยู่ใกล้ร่างของสิงห์ทองเพลิงอัคคีเพื่อป้องกันไม่ให้มันโจมตีได้อีก
“ได้เวลาจบเรื่องเสียที เจ้าสิงห์ทองเพลิงอัคคี!”
ครั้งนี้หลงเฉินกระโดดออกมาจากใต้ร่างของมัน สิงห์ทองเพลิงอัคคีพุ่งเป้ามาที่ตัวเขา ทันใดนั้นเอง ลูกไฟเจ็ดถึงแปดลูกก็ปรากฏขึ้น ในเวลานี้ร่างของหลงเฉินถูกแผดเผาไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงเข้ม และที่หมัดของเขา ลูกไฟสีแดงก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสิงห์ทองปล่อยลูกไฟของมันออกมาหลงเฉินก็เหวี่ยงหมัดไปข้างหน้าพร้อมกับร้องตะโกน
“[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] --- เพลิงสวรรค์มอดไหม้!”
รอยประทับของหมัดก่อร่างขึ้นจากเปลวไฟ และยังมีใบหน้าของมนุษย์อยู่ตรงใจกลางหมัดนั้น หมัดเพลิงขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ลูกไฟของสิงห์ทองเพลิงอัคคีจนลูกไฟแหลกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะพุ่งเข้าชนศีรษะของสิงห์ทองเข้าอย่างจัง
ตูม...!!
*******************