ในยุคชุนชิวจั้นกั๋ว หรือยุคแห่งความแตกแยก ฉู่อ๋องมีรับสั่งให้สองสามีภรรยานามกั้นเจียงและโม่เย๋หลอมยอดกระบี่ออกมาหนึ่งคู่ ภายหลังฉู่อ๋องเกิดไม่พอใจ จึงได้ใช้กระบี่คู่นี้สังหารสองสามีภรรยากั้นเจียงและโม่เย๋ผู้ที่สร้างมันขึ้นมา
ให้ตายเถอะ เหตุใดจักรพรรดิในอดีตจึงโหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมได้ถึงเพียงนี้!
หลี่เฉิงเฟิงเหยียดแขน เริ่มแกว่งกระบี่ทั้งสองเล่มอย่างช้า ๆ
สุดท้ายหลี่เฉิงเฟิงก็ได้เลือกกระบี่กั้นเจียง และนำกระบี่โม่เย๋เก็บคืนใส่ระบบไว้
“เยี่ยมเลย ข้าเลือกเจ้า!”
หลี่เฉิงถือกระบี่ตรงไปยังกอไผ่ซึ่งอยู่ทางด้านข้าง
เพียงฟาดใบมีดออกไป เสียง ‘ฉิ้ง’ ก็ดังขึ้น ไม้ไผ่แข็ง ๆ ที่อยู่ตรงหน้า บัดนี้แยกออกอย่างง่ายดายราวกับหั่นเต้าหู้
“เอ๋!? คมขนาดนี้เชียว?”
มิน่าล่ะถึงได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสิบยอดกระบี่ในตำนาน อานุภาพรุนแรงเกิดต้านทาน!
“ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง”
ดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงจึงเริ่มใช้กระบี่ของตนเองตัดไม้ไผ่ออกมา
ถ้าหลี่จิ้งบังเอิญมาเห็นภาพนี้เข้า เขาอาจจะอาเจียนออกมาเป็นเลือดเลยก็ได้
ในฐานะเทพสงครามแห่งต้าถัง หลี่จิ้งผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังมีความชื่นชอบอาวุธสงครามในตำนานเสียยิ่งกว่าใคร
แต่ผู้คนเล่าลือกันว่าสิบยอดกระบี่ในตำนานได้หายสาบสูญไปหมดแล้ว
ดังนั้นถ้าหลี่เฉิงเฟิงนำกระบี่คู่กั้นเจียงโม่เย๋ออกมาให้หลี่จิ้งเห็น หลี่จิ้งคงจะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
เนื่องจากหลี่เฉิงเฟิงเป็นผู้ครอบครองพลังผู้พิชิต น้ำหนักของกระบี่กั้นเจียงจึงเบาราวกับหลี่เฉิงเฟิงไม่ได้ถืออะไรเอาไว้ในมือ
นอกจากนี้เพราะมีความเชี่ยวชาญกลศาสตร์ช่างไม้ หลี่เฉิงเฟิงจึงควบคุมแรงและสามารถตัดไม้ไผ่ออกมาได้อย่างสวยงามและเท่ากันทุกอัน
“ฉับ ฉับ ฉับ”
ใช้เวลาเพียงไม่นาน ไม้ไผ่แต่ละท่อนก็ถูกตัดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยฝีมือของหลี่เฉิงเฟิงแต่เพียงผู้เดียว
หวูกงกงที่อยู่ทางด้านข้างได้แต่ยืนอึ้ง
เขาไม่รู้ว่าองค์ชายหลี่เฉิงเฟิงไปเอากระบี่สีแดงเล่มนั้นออกมาจากไหน มิหนำซ้ำองค์ชายยังใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถตัดไม้ไผ่สีเขียวเนื้อแข็งเหล่านั้น มาวางซ้อนกันไว้ตรงหน้าได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์
“เอาล่ะ! จัดการไม้ไผ่เสร็จแล้ว ขั้นต่อไปคือนำไม้ไผ่ไปทำปีกบิน!”
รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลี่เฉิงเฟิง
ตอนเด็ก ๆ ใครก็ฝันอยากจะบินได้ทั้งนั้นล่ะนะ
แต่ฝันอย่างไรก็คือฝัน ไม่เคยเป็นความจริง…
แต่ฝันของหลี่เฉิงเฟิงผู้นี้จะกลายเป็นจริงในอีกไม่ช้าแล้วเฟ้ย!
หลี่เฉิงเฟิงเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก เขายกไม้ไผ่กองใหญ่กลับเข้าไปในห้องโถงของจวนเจิ้นอ๋อง
“หวูกงกง ข้าร้อน!”
“พ่ะย่ะค่ะองค์ชายแปด บ่าวเข้าใจแล้ว!”
หลี่เฉิงเฟิงพูดแค่คำเดียว หวูกงกงก็สามารถเข้าใจหลี่เฉิงเฟิงได้ในทันที เขากุลีกุจอไปยกพัดลมไฟฟ้ามาตั้ง เพื่อเป่าลมคลายร้อนให้กับนายน้อย
เมื่อได้ลมเย็น ๆ จากพัดลม อารมณ์ของหลี่เฉิงเฟิงก็ดีขึ้นทันตาเห็น
หลี่เฉิงเฟิงนั่งอยู่ในห้องโถง ตากลมเย็น ๆ พลางประดิษฐ์สิ่งของตามความทรงจำของตนเอง เขาลงมือประดิษฐ์ ‘ปีกไม้ไผ่’ อย่างคล่องแคล่ว!
“องค์ชายแปด กำลังทำสิ่งใดอยู่พ่ะย่ะค่ะ?”
หวูกงกงถามหลี่เฉิงเฟิงด้วยความฉงน
หลี่เฉิงเฟิงตอบ “ไม่ได้ทำอะไร กำลังประดิษฐ์ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาน่ะ!”
“องค์ชายแปดมีความสามารถเหลือเกิน! อยากให้บ่าวช่วยตรงไหนไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่ต้องหรอก เจ้านั่งปั่นไฟเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว!”
“พ่ะย่ะค่ะองค์ชายแปด!”
หวูกงกงพยักหน้าและโค้งคำนับให้นายน้อยของตน
เวลาผ่านไปหนึ่งวัน ในที่สุดหลี่เฉิงเฟิงก็สามารถสร้าง ‘ปีกไม้ไผ่’ ขึ้นมาได้
เนื่องจากทุกชิ้นส่วนของมันทำมาจากไม้ไผ่ น้ำหนักของปีกชิ้นนี้จึงค่อนข้างเบา
นอกจากนี้หลี่เฉิงเฟิงยังติดอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัยหกขวบ น้ำหนักตัวของเด็กนั้นไม่มาก หลี่เฉิงเฟิงจึงมั่นใจพอสมควรว่าปีกนี้จะพาเขาทะยานฟ้าไปได้
“เสร็จเรียบร้อย ได้เวลาทดสอบการบิน!”
หลี่เฉิงเฟิงยกปีกไม้ไผ่ที่ตนเองประดิษฐ์ขึ้นออกไปยังลานว่างในจวนเจิ้นอ๋อง
เขาวางปีกไม้ไผ่ไว้บนหลัง ใช้มือทั้งสองข้างกำห่วงบนปีกอย่างแนบแน่น
ดูไปดูมา หลี่เฉิงเฟิงเหมือนมีปีกคู่งามงอกออกมาจากหลังไม่มีผิด
“องค์ชายแปด! จะทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ?”
หวูกงกงที่อยู่ด้านหลังร้องถามด้วยความตกใจ
หลี่เฉิงเฟิงยิ้มร่า “เอ๋! เรื่องง่าย ๆ แค่นี้เจ้ามองไม่ออกหรือ? ฝ่าบาทห้ามไม่ให้เรา ‘เดิน’ ออกจากจวนเจิ้นอ๋องใช่ไหม? อย่างนั้นเราจะ ‘บิน’ ออกไปแทน!”
“หา? องค์ชายแปด อย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา องค์ชายตกลงมาจากฟ้าแล้วจะทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ !?”
“ไม่ต้องห่วง เรามีแผนอยู่แล้ว!”
หลี่เฉิงเฟิงโบกมือหย็อย ๆ เขาขยับปีกไม้ไผ่ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อจะทะยานไปบนฟ้าให้ได้
แต่เท้าของหลี่เฉิงเฟิงลอยสูงจากพื้นได้เพียงไม่กี่วินาที ร่างกายของเขาก็หล่นตุ๊บลงมาทันที
“บ้าเอ๊ย! ล้มเหลวงั้นเรอะ?”
“ไม่มีทาง?”
“ไม่สิ! ถ้าอยากบินอยู่ในอากาศได้อย่างมั่นคง เราต้องอาศัยกระแสลมเป็นตัวช่วย! ขั้นแรกต้องหนีจากแรงโน้มถ่วงให้ได้ก่อน ขั้นตอนนี้ยากที่สุด! ถ้าลอยอยู่บนฟ้าได้สำเร็จ กระแสลมจะช่วยส่งเราเอง จากนั้นทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว!”
หลังจากใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ หลี่เฉิงเฟิงหันหน้าไปหากำแพงสูงตระหง่านซึ่งตั้งอยู่ระหว่างวังหลวงและจวนเจิ้นอ๋อง เหมือนเขาจะมีความคิดดี ๆ แล้ว
หลี่เฉิงเฟิงมุ่งหน้าไปทางกำแพงสูงในทันที
หวูกงกงวิ่งตามหลังเขาไปติด ๆ แค่เห็นสายตาขององค์ชายแปด หวูกงกงก็รู้ในทันทีว่าองค์ชายแปดคิดจะทำอะไร!
“องค์ชายแปด อย่าทำให้บ่าวกลัวเช่นนี้สิ กลับมาเถอะองค์ชายแปด องค์ชายแป๊ดดด!”
หวูกงกงวิ่งเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
แต่ถึงอย่างนั้นองค์ชายน้อยของเขา แม้จะเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ แต่กลับมีความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
พริบตาเดียว หวูกงกงก็ถูกทิ้งห่างจนไม่เห็นฝุ่น
สาวใช้ทั้งสองเสี่ยวหลานและอาไฉ เมื่อเห็นนายน้อยของตนเองกำลังจะปีนกำแพง พวกนางรีบเข้าไปหยุดเขาไว้ในทันที
เสี่ยวหลานเป็นเด็กสาวตัวเล็ก ๆ หน้าตาสวยงาม มีบุคลิกที่อ่อนโยน
อาไฉเป็นสาวน้อยที่ค่อนข้างเย็นชา แต่นางก็มีความจงรักภักดีต่อหลี่เฉิงเฟิงอย่างสุดหัวใจ
เพราะสาวใช้ทั้งสองรู้ดี หากไม่มีเรื่องสุดวิสัยเกิดขึ้น ไม่ว่าอย่างไรพวกนางก็จะได้เป็นสาวใช้ในจวนเจิ้นอ๋องตลอดชีวิต
แต่เวลานี้องค์ชายแปดยังเด็กนัก ไม่เข้าใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ
ถ้าองค์ชายแปดเติบโตขึ้น พวกนางก็มีโอกาสจะได้เป็นฟูเหรินของจวนเจิ้นอ๋องเช่นเดียวกัน ดังนั้นชีวิตขององค์ชายแปดจึงสำคัญมาก
เสี่ยวหลานรีบห้ามหลี่เฉิงเฟิง “องค์ชายแปด ขึ้นไปทำอะไรเพคะ? รีบลงมาเถิด!”
“องค์ชายแปดเพคะ บนกำแพงอันตรายมาก จะขึ้นไปไม่ได้นะเพคะ!”
อาไฉร้องตามไป
หลี่เฉิงเฟิงกำลังปีนกำแพงขึ้นไป แม้กำแพงนี้จะเรียบแต่มันก็มีช่องว่างอยู่ หลี่เฉิงเฟิงจึงอาศัยช่องเหล่านั้น ปีนไต่กำแพงขึ้นไปอย่างง่ายดาย
หลี่เฉิงเฟิงหันไปตอบสาวใช้ทั้งสองคน “พวกเจ้าไม่ต้องห่วงข้า กลับไปทำงานของพวกเจ้าเถอะ ไม่ต้องห่วงข้าเลย!”
“อ๊ายหยา องค์ชายแปดของบ่าว ขึ้นไปทำไม ขึ้นไปทำไม!”
หวูกงกงวิ่งตามมาด้วยความร้อนใจ
เขารู้เป้าหมายของหลี่เฉิงเฟิงว่าต้องการจะบินออกจากจวนเจิ้นอ๋อง แต่กำแพงวังนั้นสูงเจ็ดถึงแปดหมี่
หากหลี่เฉิงเฟิงทำพลาด ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น ถ้าไม่ตายองค์ชายผู้นี้ก็เลี้ยงไม่โตแล้ว!
หลี่เฉิงเฟิงกลับทำหูทวนลม “เลิกกังวลเสียทีหวูกงกง ถ้ายังโวยวายอยู่เราจะเอาเจ้าไปตัดหัว! เราจะเปลี่ยนกงกง เราไม่อยากให้เจ้ามารับใช้เราแล้ว!”
“เรื่องนี้... ไม่ได้นะองค์ชายแปด! นี่เป็นความเป็นความตายขององค์ชายเอง บ่าวจะไม่โวยวายได้อย่างไร!”
“ข้ารู้แล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า! พวกเจ้าหยุดโวยวายเสียที น่าหงุดหงิดชะมัด!”
หลี่เฉิงเฟิงที่กำลังปีนกำแพงค่อย ๆ ปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
แม้ยามนี้จะมีเพียงลมอุ่น ๆ ประจำฤดูพัดมา แต่มันก็ทำให้หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกเย็นอยู่บ้าง
พระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า แสงสีแดงที่สาดส่องลงมายังวังหลวงช่างงดงาม
ทิวทัศน์ตรงหน้างามราวกับภาพวาด เป็นความงามที่หลี่เฉิงเฟิงยากจะลืมเลือน