ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 140 ดวงตาทั้งสี่สอดประสาน เงียบงันไร้วาจา

            เมื่อเย่จื่อมู่เอ่ยจบอย่างสุขุมแสร้งทำเป็นยืดเอวบิดคออย่างเบื่อหน่าย แล้วนอนลงอย่างสบายๆ

            การกระทำรวดเดียวใจไม่ตื่นตระหนก ร่างกายไม่สั่น ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

            ในตอนท้ายเขามีรอยยิ้มน่ามอง บุ้ยปากไปที่มู่จื่อหลิงเพื่อส่งสัญญาณให้นางดำเนินการต่อ

            ดวงตาของมู่จื่อหลิงหรี่ลงเล็กน้อยมองไปที่เขาอย่างสงสัย รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ และพึมพำกับตัวเอง

            พ่อค้าหน้าเลือดคนนี้คงไม่ได้สมองกลับกระมัง? พวกเขามาเพื่อขโมยไม่ใช่เพื่อเล่น เหตุใดชายผู้นี้จึงสบายใจได้เล่า

            เป็นไปได้หรือไม่ที่ยามปกติเขาทำสิ่งเลวร้ายมามากตอนนี้มันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว? ท่าทางสบายๆ นี้น่าตกใจเกินไปหรือไม่?

            หากเย่จื่อมู่รู้ว่ามู่จื่อหลิงกำลังคิดอะไรอยู่ในขณะนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกนางว่ายายเด็กใจร้ายหรือไม่

            ที่นี่คือวังหลวงเขาย่อมรู้ดีว่าการคุ้มกันนั้นแน่นหนาและอันตรายอย่างยิ่ง

            ถ้าเขามาคนเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่พายายหนูผู้นี้มาด้วย ทำให้เขาต้องคอยตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา!

            เหตุผลที่เขาทำตัวสบายๆก็ไม่ใช่เพราะเขากังวลว่ายายหนูคนนี้จะประหม่าเนื่องจากนางกำลังทำสิ่งเลวร้ายเช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของนาง ดังนั้นเขาจึงทำเป็นไม่สนใจ

            แม้ว่าเขาจะนอนอยู่ที่นี่ดวงตาของเขากำลังมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนที่อ้างว้าง แต่เขาก็ฟังอยู่ทุกทิศทุกทางตรวจจับการเคลื่อนไหวรอบตัวอยู่เสมอ ไม่กล้าที่จะผ่อนคลายสักนิด

            เมื่อเห็นว่าเย่จื่อมู่นอนลงอีกครั้งและกำลังไขว่ห้างสั่นขา มุมปากของมู่จื่อหลิงก็กระตุกไม่ได้คิดมากอีกต่อไป ก้มศีรษะมองการกระทำของเสี่ยวไตกูในตำหนักทุกฝีก้าว

            ในขณะที่มู่จื่อหลิงหันศีรษะไปนางก็ไม่ได้สังเกตว่า เย่จื่อมู่ที่นอนลงไปชันกายขึ้นมาทันที

            คราวนี้เย่จื่อมู่ไม่ส่งเสียงความเคลื่อนไหวอีกแม้แต่น้อย

            ดวงตาเฉียบคมของเขามองไปยังทิศทางหนึ่งไกลๆราวกับว่าเขารู้ทุกอย่างแล้ว เกิดรอยยิ้มที่น่าสนใจอยู่ที่มุมปากของเขา

            ดูเหมือน...จะมาแล้วจริงๆ!

            ในเมื่อมาแล้วตอนนี้เขาก็หมดเรื่องแล้ว ก่อนที่คนๆ นั้นจะมา เขาต้องจากไปโดยเร็ว

            ค่ำคืนที่ยาวนานไม่อาจสูญเปล่าไป เขาควรจะกลับไปนอน

            สุดท้ายเย่จื่อมู่ก็เหลือบไปที่มู่จื่อหลิงที่คู้ตัวอยู่อย่างระมัดระวังส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้

            สาวน้อยคนนี้ไว้ใจเขามากเพียงนี้ไม่กลัวว่าจะทิ้งเธอไว้อีกหรือ?

            เอาเถิดยามนี้เขาต้องปล่อยนางไว้จริงๆ แล้ว

            หวังว่าครั้งหน้าที่เราเจอกันยายหนูคนนี้จะพูดดีๆ อย่าได้พ่นไฟใส่เขาทันทีที่พบหน้ากัน อย่าได้กระทืบเท้าตรงหน้าเขา

            ต้องบอกว่า เย่จื่อมู่ ทำ 'สิ่งเลวร้าย' โดยไม่หน้าแดงหรือหอบไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย และรู้สึกดีกับตัวเองอีกด้วย

            เย่จื่อมู่ดีดปลายเท้าแผ่วเบาและทั้งร่างก็ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ร่างนั้นก็หายไปในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่โดยทันที...

            ไม่นานหลังจากที่เย่จื่อมู่จากไปเงาร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนหลังคา

            เงาร่างสูงส่งนั้นค่อยๆร่อนลงบนหลังคา ยืนอยู่ข้างหลังมู่จื่อหลิงอย่างเงียบๆ ทุกการเคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียงราวกับดวงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงที่ม้วนงอกลายเป็นลำแสงที่เจิดจ้าที่สุดในคืนที่มืดมิด

            เห็นเพียงเขาสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะไร้สิ่งปนเปื้อน ชายเสื้อคลุมขยับไหวโดยไม่มีลม เสื้อคลุมพลิ้วโบก ไม่ธรรมดาสามัญปราดเปรียวดังเซียน

            ดวงตาของเขาลึกราวกับสระน้ำที่เย็นยะเยือกใบหน้างดงามและสมบูรณ์แบบราวกับงานแกะสลัก แม้ในคืนที่มืดมิดก็ไม่สามารถปกปิดความสูงส่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้สรรพชีวิตกลับตาลปัตร

            ในเวลานี้ ดวงตาของเขาเย็นชาคมปลาบ เหน็บหนาวราวกับเหยี่ยวในทุ่งหญ้าที่ไร้ขอบเขตจ้องมองไปที่สตรีที่ขดตัวแนบกับกระเบื้อง

            ในขณะนี้ มู่จื่อหลิงหย่อนเสี่ยวไตกูลงไปอย่างระมัดระวังโดยไม่สังเกตเห็นความแปลกประหลาดที่อยู่เบื้องหลัง

            เชือกที่เธอผูกไว้กับเสี่ยวไตกูนั้นยาวมากไม่ถึงครู่หนึ่ง เสี่ยวไตกูก็ร่อนลงพื้นตำหนักอย่างราบรื่น ลากร่างเล็กๆ ที่เงอะงะ ค่อยๆ ไต่ไปที่ด้านข้างของฮองเฮาทีละก้าว

            มู่จื่อหลิงฉวยโอกาสจากช่องว่างยังคงจับสังเกตความเคลื่อนไหวในตำหนักอย่างจริงจัง

            ขณะที่มือปล่อยให้เสี่ยวไตกูเคลื่อนไหวอย่างอิสระก็กระซิบถามเย่จื่อมู่ "พ่อค้าหน้าเลือดเจ้าบอกว่าเจ้าร้ายกาจ ช่วยสอนข้าขี่ม้าได้หรือไม่?”

            ไม่รอคำตอบมู่จื่อหลิงก็พึมพำกับตัวเองอีกครั้ง “ไม่เรียนขี่ม้าดีกว่าวรยุทธ์เจ้าดีเพียงนั้น เจ้าสอนวิชาตัวเบาให้ข้าก็พอ ต่อไปเมื่อต้องเดินไกลๆข้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก”

            มู่จื่อหลิงผู้น่าสงสารตราบจนบัดนี้ยังคงไม่รู้ว่าเย่จื่อมู่จากไปโดยไม่ร่ำลาอีกแล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย และเธอกำลังจะเผชิญกับพายุที่บ้าคลั่งรุนแรง

            เสียงของมู่จื่อหลิงเบายิ่งนักนางไม่ได้พูดกับตัวเอง เพราะทุกคำทุกประโยคที่นางพูดในตอนนี้ดังไปถึงหูของชายที่ยืนอยู่ข้างหลังนางอย่างชัดเจน

            ทุกคำที่เธอพูดเป็นเหมือนคลื่นน้ำในบ่อน้ำที่ค่อยๆจับตัวเป็นน้ำแข็ง

            ทุกคำพูดราวกับชนวนที่นำไปสู่ความโกรธที่มองไม่เห็นอย่างรวดเร็ว

            หลังจากรอเป็นเวลานาน มู่จื่อหลิงเห็นว่าเย่จื่อมู่ไม่ส่งเสียงจึงถามเสียงเบา "พ่อค้าหน้าเลือด เป็นอย่างไรบ้าง? วางใจได้มิได้เรียนเปล่าๆ ข้าจะให้ค่าเรียนเจ้า!"

            ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอมองขึ้นไปรอบๆ อย่างงงงวยแต่ไม่ได้หันศีรษะไปมองข้างหลัง

            เธอหดคอ ตัวสั่นขึ้นมาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "พ่อค้าหน้าเลือด ยามนี้ดูเหมือนไม่มีลม แต่เจ้ารู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างกะทันหันบ้างหรือไม่!"

            อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตอบมู่จื่อหลิงก็ยังเป็นความเงียบ

            ในเวลานี้เอง มู่จื่อหลิงรู้สึกว่าผิดปกติผิดปกติอย่างยิ่ง

            นางขมวดคิ้วเล็กน้อยและจู่ๆ ลางสังหรณ์ที่เลวร้ายก็ปรากฏขึ้นในหัวใจลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ!

            เพราะเธอรับรู้ได้ว่ามีสายตาจับจ้องอยู่ข้างหลังนางอย่างรุนแรงทำให้เธอรู้สึกตัวสั่นโดยปราศจากความรู้สึกหนาว

            มู่จื่อหลิงชันตัวขึ้นทันทีหันศีรษะไปมองอย่างรวดเร็ว “พ่อ...”

            ทันทีที่ส่งเสียงเสียงของมู่จื่อหลิงก็ชะงักลงทันที

            ในชั่วขณะที่หันกายกลับมามู่จื่อหลิงก็เห็นคนผู้หนึ่ง และเธอก็ค่อยๆ มองไล่ขึ้นไปตามร่างสูง

            คนคนนี้คือคนที่เธอพยายามไล่ออกไปจากก้นบึ้งของหัวใจมาตลอดหลายวันนี้

            หลงเซี่ยวอวี่!

            ในตอนนี้ ไม่ว่านางจะเหลือเชื่อแค่ไหนก็คงไม่โง่เขลาคิดว่าตนกำลังฝันอีก

            ดวงตาของมู่จื่อหลิงกวาดไปทั่วความว่างเปล่ารอบด้านในใจกระจ่างขึ้นมาทันใด

            ในชั่วพริบตา ในใจนางก็มีเพลิงโทสะ!

            พ่อค้าหน้าเลือดไม่น่าเชื่อถือเกินไปแล้ว

            ในเวลานี้ถ้าไม่ก่นด่าเย่จื่อมู่เป็นพันเป็นหมื่นรอบ คงยากที่จะระบายความโกรธในใจ

            เจ้าเย่จื่อมู่สมควรตายนั่นรู้ว่าหลงเซี่ยวอวี่มาแล้วก็จากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

            น่าชิงชังน่าชิงชังเกินไปแล้ว!

            ช่างเป็นการพึ่งพาภูเขาภูเขาถล่มพึ่งคนคนก็หนีจริงๆ!

            มู่จื่อหลิงยังคงนั่งอยู่ในท่าคุกเข่านางเงยหน้าอย่างเรียบเฉย สบสายตาของหลงเซี่ยวอวี่ใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดนั้นสงบนิ่ง แต่หัวใจกลับเหมือนคลื่นที่ปั่นป่วนซัดโหม

            ใบหน้าของหลงเซี่ยวอวี่ในยามนี้ดูมืดครึ้มดวงตาเย็นเยียบดำขลับราวกับน้ำหมึก สายตาเด็ดขาดที่คมปลาบราวกับใบมีดน้ำแข็งและน่าสะพรึงกลัวนั้นเหมือนกำลังเสียดแทงผู้คนทำให้ผู้ที่ถูกแทงทะลุนั้นหวาดกลัว ในใจสั่นสะท้าน

            ชั่วขณะหนึ่ง รอบๆดูเหมือนจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเหมยที่เย็นเยียบด้วยความรู้สึกกดข่มและทรงอำนาจอันแรงกล้า

            ไอที่กดดันอย่างหนักหน่วงแทบจะทำให้คนหายใจไม่ออก

            เขา...กำลังโกรธ!

            นี่เป็นครั้งแรกที่มู่จื่อหลิงเห็นหลงเซี่ยวอวี่เป็นแบบนี้แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะโกรธ จะดุดันต่อนาง แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวเท่ายามนี้

            หวาดกลัว!

            มันคงเป็นเรื่องโกหกถ้านางบอกว่าไม่กลัวเลย

            เป็นครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับเขาแบบนี้นางย่อมหวาดกลัว!

            มู่จื่อหลิงพยายามระงับอารมณ์ที่ไม่สงบในใจสบเข้ากับดวงตาที่เย็นชามืดมนของหลงเซี่ยวอวี่อยู่นาน

            กลัว จะมีประโยชน์อะไร?

            ในฐานะฉีหวางเฟยเช่นนางควรจะชินกับความเย็นชาเฉยเมย และโหดเหี้ยมของเขาตั้งนานแล้วเขาก็เป็นแบบนี้กับทุกคนมิใช่หรือ...ยกเว้นคนผู้นั้น

            ดวงตาของมู่จื่อหลิงเฉยเมยกระจ่างใส ปราศจากความกลัว ไม่มีความรู้สึกผิดหรือขาดความมั่นใจแม้แต่น้อย

            บางทีทันทีที่เธอเดินออกจากจวนฉีอ๋องก็คิดได้อยู่แล้วว่ากุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยจะไปรายงาน

            นางกลับคาดไม่ถึงว่าความสามารถของกุ่ยหยิ่งและกุ่ยเม่ยจะแข็งแกร่งเช่นนี้รวดเร็วปานนั้น และนางไม่ได้คาดว่าหลงเซี่ยวอวี่จะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่อย่างกะทันหัน

            นางคิดไว้ว่าหลงเซี่ยวอวี่จะโกรธแต่ในยามนี้ เขาน่ากลัวกว่าที่นางคาดไว้หลายเท่า

            แต่ ตอนนี้เขาโกรธ เพียงเพราะนางไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขาและวิ่งออกมา

            แต่เขาโกรธแล้วอย่างไรเล่า?

            ต่อให้มีอีกครั้งนางก็ยังคงคิดทุกวิถีทางเพื่อออกมา

            เขาไม่อ้าปากเธอก็ไม่ส่งเสียง!

            สายตาทั้งสี่สอดประสานเงียบงันไร้คำพูดต่อกันและกัน!

            การเคลื่อนไหวรอบกายจับตัวแข็งด้วยเหตุนี้

            บนหลังคาของตำหนักคุนหนิงมีเงาร่างสองร่างขาวดำหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย เหมือนกับรูปปั้นที่แน่นิ่ง

            อากาศที่จับตัวเป็นน้ำแข็งความเงียบสงัด กลับเหมือนความเงียบก่อนการมาเยือนของพายุ

            ในท้ายที่สุดมู่จื่อหลิงก็ยอมแพ้ก่อน นางหลุบตาลงเงียบๆ ยามนี้ยังคงอยู่ในวังหลวง ก่อนที่หลงเซี่ยวอวี่จะทำอย่างไรกับนางนางต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน

            มู่จื่อหลิงหันกลับมาโดยตรงมุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ แต่เหมือนประชดประชัน และค่อยๆ หมอบลงมองเข้าไปในห้อง

            ในเวลานี้ เสี่ยวไตกูก็ส่งกู่ควบคุมใจเข้าไปในปากฮองเฮาได้สำเร็จแล้วดวงตามันกำลังมองขึ้นไปบนหลังคา รอให้นายน้อยดึงมันขึ้นไป

            มู่จื่อหลิงดึงเชือกที่ผูกไว้กับขาของเสี่ยวไตกูขึ้นมา และแก้เชือกเล็กๆ ที่ขาของมัน

            เสี่ยวไตกูทำภารกิจใหญ่สำเร็จกำลังจะขอความดีความชอบจากเจ้านาย

            แต่มันเห็นชายอันตรายอยู่ข้างหลังนายน้อยเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวที่หยิบมันขึ้นมาเหวี่ยงในคราที่แล้ว

            เสี่ยวไตกูอึ้งไปในพลัน สอดเข้าไปในแขนเสื้อของมู่จื่อหลิงซ่อนตัวไว้ลึกๆ ทันที

            มู่จื่อหลิงที่หันหลังให้หลงเซี่ยวอวี่เงยใบหน้าที่ถูกความมืดปกคลุม ถอนหายใจช้าๆ กำลังจะลุกขึ้นยืน

            อย่างไรก็ตามก่อนที่นางจะลุกขึ้นยืน หลงเซี่ยวอวี่ก้าวไปข้างหน้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าหิ้วเข็มขัดสีดำของมู่จื่อหลิงขึ้นจากด้านหลังทันที ยกร่างของนางขึ้นมา

            ก่อนที่มู่จื่อหลิงจะรู้ตัวเสียงของลมที่พัดเข้ามาในหูของนาง พัดแรงจนนางเจ็บแก้วหูเข็มขัดรัดรอบท้องเธอทำให้อึดอัดอย่างยิ่ง!

            ในชั่วขณะหนึ่งมู่จื่อหลิงก็รู้สึกว่าร่างกายตนเองเบาหวิวอ่อนปวกเปียก ร่างกายอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสมบูรณ์ราวกับว่าวิญญาณทั้งหมดของเธอกำลังจะถูกถอดออกจากร่าง

            ความเร็วของวิชาตัวเบาที่หลงเซี่ยวอวี่แสดงออกมานั้นว่องไวเป็นที่สุดผ่านไปราวกับภูตผีในคืนที่มืดมิด เท้าแทบจะไม่แตะพื้น ทุกๆ สถานที่ที่ผ่านไปเหลือเพียงเส้นเงาสายหนึ่งที่ไม่ชัดเจน

            ระหว่างทางถึงแม้ว่ามู่จื่อหลิงจะอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง แต่ต่อให้ท้องจะอึดอัดแค่ไหนอยากจะอาเจียนแค่ไหน นางก็กัดฟันแน่น ไม่ส่งเสียงสักคำ

            ไม่นานหลังจากนั้น เงาร่างของพวกเขาก็ร่อนลงด้านนอกตำหนักอวี่หาน

            ทันทีที่ร่อนลง มู่จื่อหลิงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป......

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367