ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นเดียว ใบหน้าเคร่งขรึมดุจศิลาสลัก เขากำหมัดแน่นจนข้อขึ้นขาว ในฐานะแม่ทัพผู้เจนจบในกลศึกและการเมือง เขาย่อมตระหนักถึงความร้ายแรงของ
“แผนการกบฏ” ได้ลึกซึ้งกว่าผู้ใด มันไม่ใช่แค่การแย่งชิงอำนาจ แต่หมายถึงการนองเลือด การทรยศหักหลัง และความมั่นคงของทั้งแผ่นดิน! แม้คำกล่าวของจ้าวเหวินหยวนจะยังไร้ซึ่งหลักฐานที่จับต้องได้ แต่เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ลอบสังหารจ้าวมู่เฉินอย่างอุกอาจครั้งแล้วครั้งเล่า และชื่อเสียงด้านความทะเยอทะยานขององค์ชายใหญ่หลี่ซวนแล้ว มันก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เขาไม่อาจมองข้ามได้
ความเงียบอันน่าอึดอัดดำเนินไปเพียงชั่วอึดใจ ท่านผู้บัญชาการก็เป็นฝ่ายทำลายมันลง เขามองตรงไปยังจ้าวเหวินหยวนด้วยแววตาที่หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว “ท่านรองฯ จ้าว” เขากล่าวเสียงเรียบแต่ทรงพลัง
“เรื่องที่ท่านแจ้งมานี้ ใหญ่หลวงนัก และกระทบต่อความมั่นคงของราชวงศ์โดยตรง แม้จะยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน แต่ข้าเชื่อในความสัตย์ซื่อของท่าน และเชื่อว่าท่านคงไม่นำเรื่องที่อาจเป็นภัยต่อทั้งสองตระกูลมากล่าวอ้างโดยไร้มูล”
เขาหยุดเล็กน้อย มองไปยังองค์หญิงชิงเหอผู้เป็นฮูหยิน ซึ่งก็พยักพระพักตร์น้อยๆ เป็นเชิงเห็นด้วย
“ดังนั้น” เฉินซูเหลียงกล่าวต่อ
“ในเมื่อคุณชายจ้าวมู่เฉินตกอยู่ในอันตรายถึงเพียงนี้ และอาจกุมความลับสำคัญไว้ สกุลเฉินเราย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย!” เขาลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ รัศมีความเป็นผู้นำแผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขาม “ท่านพ่อของข้าที่ชายแดน ย่อมต้องคุ้มครองคุณชายจ้าวให้ปลอดภัยดีที่สุด!”
แล้วเขาก็หันไปทางประตู ตะโกนเรียกบ่าวรับใช้คนสนิท “หลี่กงกง! เข้ามา!” ขันทีรับใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่ารอรับคำสั่ง
“ไปตามอาลักษณ์มา! เตรียมพู่กัน กระดาษ และหมึกฝนแล้ว ด่วนที่สุด!”
ไม่นานนัก อาลักษณ์ผู้หนึ่งก็รีบเข้ามาพร้อมเครื่องเขียนครบครัน ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงเดินตรงไปยังโต๊ะเขียนหนังสืออีกตัวหนึ่งในห้องนั้นทันที เขาลงมือเขียนสาส์นด้วยตนเอง ลายพู่กันหนักแน่น เด็ดขาด แต่ก็แฝงความระมัดระวังในทุกตัวอักษร เนื้อความในสาส์นนั้น เขามิได้กล่าวถึง “แผนการกบฏ” หรือเอ่ยพระนาม “องค์ชายใหญ่” โดยตรง
เพื่อป้องกันมิให้ความลับสุดยอดนี้รั่วไหลหากเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง แต่เขาใช้คำเปรียบเปรยถึง “ภัยมืดจากอำนาจชั่วร้ายในราชสำนัก” และ “ผู้ไม่ประสงค์ดีระดับสูง” ที่กำลังปองร้ายคุณชายจ้าวมู่เฉิน ผู้ซึ่งเป็น “แขกคนสำคัญ” ของท่านพ่อ และกำชับให้ท่านพ่อ “เพิ่มการอารักขาคุณชายจ้าวอย่างแน่นหนาที่สุด เตรียมพร้อมรับมือการลอบสังหารที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และให้ถือว่าเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด มีความสำคัญระดับคอขาดบาดตาย”
เมื่อเขียนเสร็จ เขาประทับตราประจำตัวลงบนสาส์นอย่างหนักแน่น ก่อนจะม้วนสาส์นนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่อย่างดี ผนึกครั่งอย่างรัดกุม แล้วยื่นส่งให้หลี่กงกง “นำสาส์นนี้ไปมอบให้แก่หัวหน้าหน่วยม้าเร็วที่ข้าไว้วางใจที่สุด สั่งให้เขาคัดเลือก ม้าเร็วฝีเท้าดีที่สุด ที่สามารถเดินทางได้ทั้งวันทั้งคืน นำสาส์นนี้ไปส่งให้ถึงมือท่านพ่อข้าที่ค่ายบัญชาการชายแดนโดยเร็วที่สุด! ห้ามหยุดพักระหว่างทางเป็นอันขาด! บอกเขาว่า เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าชีวิต!”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านผู้บัญชาการ!” หลี่กงกงรับกระบอกสาส์นมาด้วยสองมือ ก่อนจะรีบถอยออกไปปฏิบัติการตามคำสั่งทันที
จ้าวเหวินหยวน มองตามการกระทำอันเด็ดขาด และรวดเร็วของผู้บัญชาการเฉินด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา ทั้งความซาบซึ้งในน้ำใจ ความโล่งอกที่อย่างน้อยก็ได้มีผู้ร่วมแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ และความหวังที่ริบหรี่ว่าบุตรชายของเขาอาจจะรอดพ้นจากภัยร้ายได้ เขาก้มศีรษะลง คารวะผู้บัญชาการเฉิน และองค์หญิงชิงเหออย่างสุดซึ้งอีกครั้ง
“ขอบพระคุณ... ขอบพระคุณท่านผู้บัญชาการและองค์หญิงอย่างหาที่สุดมิได้...” น้ำเสียงของเขาแหบเครือด้วยความตื้นตัน
องค์หญิงชิงเหอแย้มพระสรวลบางๆ “ท่านรองฯ จ้าว อย่าได้กังวลไปเลย ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินย่อมต้องดูแลมู่เอ๋อร์เป็นอย่างดี บัดนี้เราต้องช่วยกันคิดหาทางคลี่คลายเรื่องนี้อย่างรอบคอบที่สุด”
ในขณะนั้นเอง ที่นอกตำหนักเหอผิง เสียงฝีเท้าม้าตัวหนึ่งก็ควบทะยานออกไปจากเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ฝ่าความมืดของรัตติกาลที่ยังไม่จางหายดี มุ่งหน้าสู่ชายแดนอันห่างไกล พร้อมกับสาส์นลับที่กุมชะตากรรมของหลายชีวิตไว้... ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบ ความหวัง และความกังวลที่ยังคงอบอวลอยู่ในห้องรับรองแห่งนั้น
…..
ณ ตำหนักส่วนพระองค์อันโอ่อ่าขององค์ชายใหญ่หลี่ซวน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตึงเครียด เงาร่างขององครักษ์คนสนิทคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์ รายงานข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาสดๆ ร้อนๆ
“กราบทูลองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ สายของเราที่เฝ้าดูจวนสกุลจ้าว รายงานว่ารองเจ้ากรมฯ จ้าวเหวินหยวน ได้ไปยังตำหนักเหอผิงเมื่อช่วงบ่าย และเพิ่งจะกลับออกมาเมื่อครู่ใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายใหญ่ซึ่งกำลังนั่งพิจารณาแผนที่การทหารบนโต๊ะทรงงาน เงยพระพักตร์ขึ้นเล็กน้อย ดวงเนตรคมปลาบ “ตำหนักเหอผิงรึ? ไปพบท่านอาเขยและท่านอาหญิง... น่าสนใจ” พระองค์พึมพำ “แล้วมีสิ่งใดผิดปกติอีกหรือไม่?”
“มีพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คนสนิทรายงานต่อ
“ขณะที่จ้าวเหวินหยวนอยู่ในตำหนักเหอผิง สายของเราที่เฝ้าสังเกตการณ์ตำหนักเหอผิง สืบได้ว่ามีม้าเร็วผู้หนึ่ง ถูกส่งออกจากตำหนักเหอผิงอย่างเร่งด่วนที่สุดเมื่อยามค่ำที่ผ่านมา มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงไปทางชายแดนทิศตะวันตกพ่ะย่ะค่ะ!”
คิ้วเข้มขององค์ชายใหญ่ขมวดเข้าหากันทันที “ม้าเร็วจากตำหนักเหอผิง... มุ่งหน้าชายแดนทิศตะวันตก?” พระองค์ทวนคำ ความสงสัย และระแวงฉายชัดในแววเนตร ‘หรือว่าเรื่องของจ้าวมู่เฉินจะเกี่ยวข้องกับบิดาของท่านอาเขยเฉินซูเหลียง... แม่ทัพเฒ่าเฉินเหยาจินผู้นั้น?’
ครู่ต่อมา องค์ชายใหญ่จึงมีรับสั่งให้เชิญที่ปรึกษาคนสำคัญทั้งสองของพระองค์เข้าพบโดยด่วน
ไม่นานนัก บุรุษสองคนก็ก้าวเข้ามาในห้องทรงงาน คนหนึ่งคือ บัณฑิตเฒ่าแซ่สวี ผู้มีผมสีดอกเลา แต่แววตายังคงเฉียบคมและเต็มไปด้วยประสบการณ์ อีกคนหนึ่งคือ บัณฑิตวัยกลางคนแซ่หาน ท่าทางสุขุมเยือกเย็น ทั้งสองคนนี้ล้วนเคยเป็น บัณฑิตศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาชุนชิว อันเลื่องชื่อ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นแหล่งรวมผู้มากปัญญาของเหล่า อดีตเชื้อพระวงศ์หรือตระกูลขุนนางเก่าแก่ ที่อาจจะไม่พอใจในราชวงศ์ปัจจุบันนัก พวกเขาจึงเป็นที่ปรึกษาที่องค์ชายใหญ่ให้ความไว้วางใจในเรื่องกลยุทธ์ และการเมืองมาโดยตลอด
“คารวะองค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสองประสานมือถวายบังคม “ท่านอาจารย์ทั้งสอง มิต้องมากพิธี” องค์ชายใหญ่ผายพระหัตถ์ “ข้ามีเรื่องสำคัญเร่งด่วนจะปรึกษา”
พระองค์เล่าเรื่องที่จ้าวเหวินหยวนไปตำหนักเหอผิง และการส่งม้าเร็วออกจากตำหนักในคืนเดียวกันนั้นให้ที่ปรึกษาทั้งสองฟัง ก่อนจะตรัสถาม
“พวกท่านคิดเห็นเป็นอย่างไรกับเรื่องนี้? สาส์นด่วนฉบับนั้น... จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของจ้าวมู่เฉินหรือไม่? และจะส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่ของเราอย่างไร?”
บัณฑิตเฒ่าสวีลูบเคราขาวของตนอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ การส่งม้าเร็วในยามวิกาลเช่นนี้ย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และการที่จ้าวเหวินหยวนเพิ่งไปเยือนตำหนักเหอผิงมาก่อนหน้า ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะเกี่ยวข้องกัน หรืออาจจะเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องบุตรชายของเขารอดชีวิตที่ชายแดน”
บัณฑิตวัยกลางคนแซ่หานเสริมขึ้น
“แต่ไม่ว่าข่าวที่ออกไปนั้นจะเกี่ยวข้องกับแผนการขององค์ชายโดยตรงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของสกุลจ้าวกับสกุลเฉินก็ตามที ในเมื่อยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชัดเจน ก็ยังไม่สามารถเอาผิดหรือกล่าวโทษองค์ชายได้อยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ”
“ถูกต้อง” บัณฑิตเฒ่าสวีกล่าวสนับสนุน
“ดีไม่ดี ผลร้ายอาจจะตกอยู่ที่คนสกุลจ้าวเอง ที่อาจจะกำลังกล่าวหาหรือใส่ความเชื้อพระวงศ์อย่างไร้มูลความจริง หรือพยายาม ยุยงให้เกิดความแตกแยกและความหวาดระแวงขึ้นในหมู่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ของต้าถัง ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง”
คำแนะนำของที่ปรึกษาทั้งสองนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือให้องค์ชายใหญ่วางพระทัย ยังไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ ที่อาจจะสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวพระองค์ การเคลื่อนไหวใดๆ ของฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเพียงลมปาก
องค์ชายใหญ่หลี่ซวนผงกศีรษะช้าๆ รับฟังความคิดเห็นของที่ปรึกษาทั้งสอง พระพักตร์ดูเหมือนจะคลายความกังวลลงเล็กน้อย "พวกท่านกล่าวได้มีเหตุผล"
แม้ภายในพระทัยจะยังคงไม่เห็นด้วยทั้งหมด และยังคงรู้สึกว่าเรื่องของจ้าวมู่เฉินเป็นเสี้ยนหนามที่ต้องรีบกำจัด แต่พระองค์ก็ทราบดีว่า ต้องให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของกุนซือทั้งสองนี้ เพราะในอนาคตยังต้องอาศัยสติปัญญาและฝีมือของผู้มีประสบการณ์เช่นพวกเขาในการทำงานใหญ่ ที่กำลังจะมาถึง
“เช่นนั้นก็เอาตามที่พวกท่านว่า” องค์ชายใหญ่ตรัสสรุป
“ให้คนของเราคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของตำหนักเหอผิงและจวนสกุลจ้าวต่อไปอย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งใดผิดปกติให้รีบมารายงานข้าทันที ส่วนเรื่องจ้าวมู่เฉินนั้น... ข้าได้สั่งการไปแล้ว คงอีกไม่นานเกินรอ”