ร้านหลบมุมคาเฟ่: เปิดร้านอาหารเชื่อมต่างโลกกลางกรุงเทพฯ

    ตอนที่ 38: ความขัดแย้งที่เริ่มก่อตัวและเงาในป่าเอลฟ์

    กลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟคั่วบดสายพันธุ์ดีฝั่งโลกมนุษย์โชยประสานเข้ากับกลิ่นหวานหอมละมุนของใบเตยสดที่กำลังเดือดปุดอยู่ในหม้อต้มหลังเคาน์เตอร์ครัว

     

    ไอความร้อนสีขาวนวลลอยม้วนตัวเป็นเกลียวอย่างแผ่วเบา นำพากลิ่นอายความอบอุ่นอบอวลจากน้ำตาลมนตราสูตรพิเศษแผ่กระจายไปทั่วทุกซอกมุมของร้านหลบมุมคาเฟ่

     

    *ซ่า...*

     

    เสียงกระแสน้ำร้อนจัดที่นนท์บรรจงรินผ่านถุงกรองชาผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะเนิบช้า

     

    น้ำชาไทยสีส้มเข้มข้นไหลผ่านผ้ากรองลงสู่เหยือกแก้วใส สะท้อนประกายแสงแดดอ่อนยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่อย่างงดงาม

     

    บ่ายวันนี้ สภาพอากาศภายนอกตรอกเปลี่ยวแถวสามย่านยังคงมีแสงแดดแผดเผาจนถนนคอนกรีตร้อนระอุและคลาคล่ำไปด้วยละอองความร้อนของกรุงเทพมหานคร

     

    ทว่า ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูไม้เก่าสีน้ำตาลเข้มของคาเฟ่เข้ามา ความเย็นสบายที่พอเหมาะพอดีและไอกลิ่นอบอุ่นกลับโอบอุ้มสภาพจิตใจของทุกคนไว้ทันที

     

    *กริ๊ง...*

     

    เสียงกระดิ่งทองเหลืองโบราณเหนือประตูสั่นไหวและส่งเสียงร้องทักทายอย่างแผ่วเบาตลอดทั้งบ่าย

     

    นับตั้งแต่ที่ระบบประกาศความสำเร็จเควสต์หลักและปลดล็อกพื้นที่โถงสมุดบนชั้นสองอย่างเป็นทางการ บรรยากาศของร้านก็คึกคักขึ้นเป็นทวีคูณ

     

    จากภายนอกที่ดูเหมือนตึกแถวทรุดโทรมขนาดเล็ก แต่พื้นที่ชั้นสองด้านในกลับเป็นโถงขนาดใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าจะจินตนาการได้

     

    ชั้นหนังสือไม้โอ๊คโบราณสีเข้มสูงจรดเพดานหลายสิบตัวอัดแน่นไปด้วยบันทึกอักขระมนตรา แผนที่มิติ และคัมภีร์วิศวกรรมจักรกลโบราณ

     

    ตะเกียงพลังงานมานาเรืองแสงสีส้มสลัวลอยละล่องประดับประดาอยู่กลางอากาศอย่างเป็นระเบียบ คอยให้แสงสว่างที่อบอุ่นและเงียบสงบแก่ผู้มาเยือน

     

    คริสตัลเวทมนตร์ขนาดเล็กสีฟ้าใสที่ฝังตามเสาไม้แผ่ประกายแสงระยิบระยับจางๆ ขับเน้นกลิ่นอายกระดาษเก่าและหมึกสมุนไพรให้ดูน่าค้นหา

     

    พื้นที่โซฟาบุนวมหนานุ่มสีเขียวป่าไม้และโต๊ะกาแฟไม้โอ๊คถูกจับจองโดยลูกค้าต่างมิติหลากเผ่าพันธุ์อย่างกลมกลืน

     

    กลุ่มเอลฟ์หนุ่มสาวในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีใบไม้แห้งพากันนั่งล้อมรอบโต๊ะไม้กึ่งขัดสมาธิ พลางใช้หลอดดูดแก้วชาไทยโบราณใส่นมเต้าหู้เย็นอย่างรื่นรมย์

     

    พุดดิ้งเต้าหู้นมสดเนื้อเด้งนุ่มเด้งดึ๋งที่ก้นแก้วผสานกับรสชาติชาไทยสีส้มพาสเทลหวานมันละมุน ทำให้ใบหูเรียวยาวของพวกเขาขยับสั่นระริกด้วยความเคลิบเคลิ้ม

     

    ถัดไปไม่ไกล นักเดินทางไซบอร์กครึ่งจักรกลจากดินแดนรกร้างจักรกล (Cyberpunk Scrap) สองคนก็นั่งเอนตัวอยู่บนโซฟาหนานุ่มด้วยท่าทีผ่อนคลาย

     

    เลนส์กล้องของดวงตาซีกขวาเรืองแสงสีส้มสลับฟ้าอ่อนขณะปรับโฟกัสอ่านข้อมูลในหน้าจอเสมือนจริง พลางใช้มือโลหะหนาเตอะหยิบขนมปังอบเนยสดราดนมข้นหวานมนตราชิ้นหนาเข้าปาก

     

    *กรวบ!*

     

    รสสัมผัสกรอบนอกนุ่มในของขนมปังปิ้งฉ่ำเนยที่ย่างผ่านเตาอั้งโล่มนตราส่งเสียงดังเบาๆ ในความเงียบสงบ

     

    ความหวานกลมกล่อมล้ำลึกที่แฝงพลังน้ำตาลมนตราซึมซาบเข้าสู่ระบบของร่างกาย ขจัดสภาวะข้อต่อฝืดและอารมณ์ตึงเครียดของไซบอร์กไปจนสิ้น

     

    "รับขนมปังปิ้งสังขยาใบเตยเพิ่มอีกสักจานไหมคะคุณลีน่า?"

     

    เอลวิน่าส่งเสียงทักทายลูกค้าช่างเครื่องไซบอร์กสาวที่นั่งอยู่อีกมุมห้องด้วยรอยยิ้มสดใส

     

    พนักงานเสิร์ฟเอลฟ์สาวสวมเครื่องแบบสีพาสเทลและผ้าโพกผมปักลายไม้เท้าเวทมนตร์ก้าวเดินด้วยความคล่องแคล่วว่องไว

     

    ถาดไม้ขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยถ้วยขนมและเครื่องดื่มลอยละล่องตามหลังเธอมาอย่างราบรื่นด้วยกระแสลมอ่อนๆ ที่เธอควบคุมไว้ด้วยความชำนาญ

     

    *ฟู่...*

     

    สายลมมนตราแผ่วเบาพัดพาเอากลิ่นหอมกรุ่นของกะทิและใบเตยคั้นสดลอยฟุ้งไปทั่วชั้นหนังสือ

     

    มีจังหวะหนึ่งที่เธอเดินสะดุดขอบพรมจนตัวเอียงวูบ แต่มือบางรีบตวัดควบคุมเวทมนตร์ลมช่วยพยุงถาดเสิร์ฟไม้ไม่ให้ล้มคว่ำได้อย่างปลอดภัยทันท่วงที

     

    "เกือบไปแล้วค่ะ..."

     

    เอลวิน่าถอนหายใจยาวพลางแลบลิ้นเล็กน้อยอย่างเขินอาย เรียกเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดูจากลูกค้าในโถงสมุดได้เป็นอย่างดี

     

    ขณะที่ชั้นสองอบอวลไปด้วยภาพความสุขและบรรยากาศแสน Cozy ของคาเฟ่ต่างมิติ

     

    ในมุมสลัวที่เงียบสงบที่สุด บนโซฟาตัวใหญ่หนานุ่มสีเขียวเข้ม กลับมีร่างระหงร่างหนึ่งเอนกายพักผ่อนอยู่อย่างเงียบเชียบ

     

    "ลี่เหม่ย" หญิงสาวเผ่าจิ้งจอกเก้าหางผู้เลอโฉม สมาชิกคนสำคัญที่เพิ่งเดินทางมาหลบมุมอาศัยอยู่ในคาเฟ่แห่งนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน

     

    เธอนอนหลับตาพริ้มส่งเสียงหายใจสม่ำเสมอเป็นจังหวะนุ่มนวล ปล่อยให้ความสงบปลอดภัยไร้คมดาบชะล้างความอ่อนล้า

     

    ใบหน้าสวยชดช้อยราวรูปสลักหมดจดดูนิ่งสงบ แพขนตายาวเรียวงอนทาบทับเปลือกตาที่ปิดสนิทอย่างแสนรัก

     

    หางสีแดงเพลิงหนานุ่มฟูฟ่องดั่งเปลวไฟอุ่นทั้งเก้าหางขยับไหวโอบล้อมรอบกายเธอไว้คล้ายฟูกหนานุ่มที่ป้องกันความหนาวเย็น

     

    ข้างกายของลี่เหม่ยมีแก้วชาเต้าหู้เย็นที่พร่องไปกว่าครึ่งและจานขนมปังราดนมข้นหวานมนตราที่เหลือเพียงเศษก้อนขนมปังวางอยู่คู่กัน

     

    ความอบอุ่นลึกซึ้งจากรสชาติอาหารหวานของนนท์ดูเหมือนจะเป็นยาสะกดอารมณ์ระแวดระวังของสัตว์อสูรระดับสูงให้ทอดถอนจิตใจลงสู่ความหลับสนิท

     

    นนท์ยืนพิงประตูกระจกครัวฝั่งชั้นล่างมองภาพเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า

     

    การที่เขาสามารถชำระหนี้สินตึกแถวและก้าวพ้นวิกฤตปลดล็อกชั้นสองมาได้สำเร็จ ทำให้เขามีพลังใจที่จะดูแลความปลอดภัยของบ้านหลังนี้ต่อไป

     

    *กริ๊ง...*

     

    เสียงกระดิ่งลมเหนือประตูไม้เก่าแก่สั่นไหวดังขึ้นกังวานในความเงียบอีกครั้ง

     

    ทว่า ผู้ที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในคราวนี้กลับไม่ใช่ลูกค้าทั่วไปที่ประสงค์จะหาที่นั่งพักผ่อน

     

    คาเอล นักล่าเอลฟ์ขาประจำของร้านก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสะกดอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

     

    ผ้าคลุมสีใบไม้แห้งของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดินสีดำและน้ำยางไม้สีเขียวเข้มคล้ายผ่านการเดินทางฝ่าฟันป่าดึกดำบรรพ์มาอย่างเร่งรีบ

     

    ดวงตาเรียวคมของเอลฟ์หนุ่มหรี่ลงกวาดมองไปรอบๆ ชั้นล่างอย่างระแวดระวัง ก่อนจะตรงดิ่งมายังตำแหน่งเคาน์เตอร์เครื่องดื่มที่นนท์ยืนอยู่

     

    *ตึก... ตึก...*

     

    ฝีเท้าของคาเอลเร่งร้อนจนนนท์สัมผัสได้ถึงกระแสความกังวลที่แผ่ออกมา

     

    "คุณคาเอล? มีเรื่องด่วนอะไรงั้นเหรอครับ?" นนท์ถามเสียงเบาพลางยื่นแก้วน้ำเกสรดอกไม้ป่าอุ่นๆ ส่งให้เพื่อคลายอารมณ์ตึงเครียด

     

    คาเอลรับแก้วน้ำไปดื่มรวดเดียวพลางถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์และเอ่ยเสียงกระซิบ

     

    "เจ้าของร้าน... ข้ามีเรื่องร้ายแรงเกี่ยวกับการค้าฝั่งป่าเอลฟ์มาแจ้งเตือนเจ้า"

     

    "เรื่องอาหารฟื้นฟูชีพจรมานาของพวกเราหรือครับ?" นนท์เลิกคิ้วถามอย่างคาดเดา

     

    คาเอลพยักหน้าช้าๆ แววตาเคร่งขรึม

     

    "ใช่ ยอดขายใบชาเวทมนตร์และยารักษาชีพจรมานาของ 'สมาคมการค้าใหญ่แห่งป่าเอลฟ์' (Elven Trading Guild) ดิ่งฮวบลงจนแทบกลายเป็นศูนย์"

     

    "ชาวเอลฟ์ป่าและเหล่านักล่าอสูรเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะพวกทหารลาดตระเวนแนวหน้า ต่างหันหลังให้ร้านค้าของสมาคมอย่างสิ้นเชิง"

     

    "พวกเขาทั้งหมดหันมาสั่งซื้อน้ำขิงต้มสดและซุปสมุนไพรมนตราอุ่นเครื่องของร้านหลบมุมคาเฟ่แห่งนี้ไปตุนไว้แทน"

     

    คาเอลขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปมพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้

     

    "ยารักษาชีพจรมานาของสมาคมผูกขาดการค้ามานานแสนนาน ราคาของมันแพงลิบลิ่วราวกับทองคำ แต่กลับมีฤทธิ์ขมฝาดและใช้เวลาดูดซึมนานหลายชั่วโมง"

     

    "แต่เครื่องดื่มและอาหารของเจ้า นอกจากรสชาติจะอร่อยเลิศเลอและให้ไอร้อนอุ่นลึกซึ้งแล้ว สรรพคุณในการฟื้นฟูมานายังเห็นผลดีเยี่ยมในไม่กี่นาที"

     

    นนท์พยักหน้ารับฟังเงียบๆ เขาเข้าใจถึงจุดแข็งของอาหารที่ปรุงจากเตาอั้งโล่มนตราและวัตถุดิบที่ระบบปรับแต่งมาอย่างดี

     

    ทว่า การแข่งขันทางการค้าข้ามมิติที่ส่งผลต่อรายได้หลักของสมาคมย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

     

    "แล้วทางผู้นำสมาคมการค้าเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างครับ?" นนท์ถามเสียงขรึม

     

    "พวกมันโกรธจัดและเริ่มส่งสายลับสะกดรอยตามพวกเราแล้ว" คาเอลตอบเสียงต่ำ

     

    "พวกนักล่าที่ถือห่ออาหารหรือกระบอกน้ำซุปของร้านนี้เดินทางกลับต่างโลกจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ"

     

    "เป้าหมายของพวกมันคือการดักเค้นข้อมูลพิกัดและหาวิธีควบคุม 'ประตูลูกผสม' เพื่อจะบุกยึดครองเทคโนโลยีการปรุงอาหารและเส้นทางเชื่อมมิตินี้ไว้เอง"

     

    *ฟึ่บ!*

     

    คาเอลหยิบเหรียญเงินเวทมนตร์ขึ้นมาวางชำระค่าเครื่องดื่มชิ้นเก่า ก่อนจะกำหมัดแน่น

     

    "หากพวกมันพบพิกัดที่แท้จริง... พวกมันอาจจะจ้างกลุ่มนักล่าค่าหัวหรือส่งทหารติดอาวุธบุกเข้ามาที่ประตูนี้เพื่อทำลายหรือยึดครองคาเฟ่ของเจ้า"

     

    นนท์มองเหรียญเงินตรงหน้า แววตาหลังเลนส์แว่นทรงกลมฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง

     

    เขารู้สึกซาบซึ้งใจที่คาเอลยอมเสี่ยงนำความลับมาบอก แต่ท่าทางของเขากลับไม่มีความตื่นตระหนกแต่อย่างใด

     

    "ขอบคุณมากนะครับคุณคาเอลที่อุตส่าห์เสี่ยงเตือนภัยร้ายนี้ให้ผมฟัง"

    นนท์เอ่ยรอยยิ้มอบอุ่นทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวลุ่มลึก

     

    "แต่ไม่เป็นไรครับ ร้านนี้ได้รับการปกป้องโดยระบบที่มั่นคงและกฎเหล็กที่ไม่มีใครละเมิดได้"

     

    "เขตแดนห้ามใช้ความรุนแรง (Absolute Peace Zone) จะแปรสภาพพลังทำลายล้างและเวทมนตร์โจมตีของทุกคนให้เหลือศูนย์ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูร้าน"

     

    "และระบบป้องกันภัยระดับสองที่ติดตั้งเคลือบอยู่รอบขอบหน้าต่างและประตู ก็พร้อมดีดสะท้อนคนที่มีเจตนาร้ายด้วยสายฟ้าฟาดสีครามให้ปลิวกลับมิติเดิมในพริบตา"

     

    นนท์ยืดตัวตรง มองสบตาประสานกับนักล่าเอลฟ์อย่างหนักแน่น

     

    คาเอลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผงกหัวเบาๆ อย่างคลายกังวลลงบ้าง

     

    "เจ้ามีความมั่นใจดี เจ้าของร้าน... แต่ข้าอยากเตือนให้เจ้าระวังตัวตอนที่ก้าวพ้นจากอาณาเขตปลอดภัยนี้ไว้ด้วย"

     

    "สมาคมการค้าใหญ่ไม่ได้ใช้เพียงแค่กำลังทหาร แต่เล่ห์เหลี่ยมทางการค้าและการลอบกัดนอกอาณาเขตเป็นสิ่งที่พวกมันถนัดนัก"

     

    "ถ้าพวกมันหาสมุนไพรไม่ได้หรือปิดกั้นไม่ให้ลูกค้าเอลฟ์เดินทางมายังประตูมิติ... ร้านของเจ้าอาจจะประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและลูกค้าต่างโลกได้"

     

    "ขอบคุณที่บอกนะครับคุณคาเอล ผมจะวางแผนรับมือเรื่องวัตถุดิบสำรองและไม่ประมาทเวลาออกไปนอกร้านแน่นอนครับ" นนท์รับปากคำมั่น

     

    หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารจนคาเอลลากลับต่างโลกไปพร้อมกับซุปสมุนไพรมนตราอุ่นเครื่องสองกระบอก นนท์ก็เดินกลับเข้าครัวด้วยจิตใจที่ตื่นตัว

     

    เงาของกลุ่มขั้วอำนาจในป่าเอลฟ์เริ่มขยายตัวและคืบคลานเข้ามาใกล้ร้านหลบมุมคาเฟ่มากขึ้นทุกขณะ

     

    แต่ทว่า เขาก็ไม่ได้คิดจะปิดกั้นโอกาสหรือหันหลังหนีความตั้งใจเดิมของปู่เอก

     

    ที่นี่คือบ้าน คือจุดเชื่อมโยงความสุข และเขาจะปกป้องมันไว้ด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่มี

     

    ตกค่ำยามที่ดวงตะวันสีแดงดวงใหญ่ลับขอบฟ้ากรุงเทพฯ และปิดการให้บริการลูกค้าต่างมิติคนสุดท้าย

     

    นนท์และเอลวิน่าช่วยกันปิดประตูลูกผสมเชื่อมมิติและลงกลอนหน้าต่างบานใหญ่ริมทิศตะวันออกลงอย่างเรียบร้อย

     

    *ปัง...*

     

    บานประตูและหน้าต่างปิดสลักลงอย่างแน่นหนาพร้อมม่านพลังความปลอดภัยระดับ 2 สว่างวาบโปร่งใสเคลือบปิดรอบขอบหน้าต่างในความมืด

     

    นนท์เดินกลับมาที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ชั้นล่าง ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้พลางปาดเหงื่อบางเบาจากใบหน้า

     

    เอลวิน่าเดินลงมาจากบันไดหลังจากทำความสะอาดจัดของชั้นสองเสร็จด้วยสีหน้าร่าเริงแจ่มใส

     

    "วันนี้ยอดขายชั้นสองถล่มทลายเลยนะคะพี่นนท์ แขกทุกคนชมว่าชาไทยใส่นมเต้าหู้เย็นรสชาติละมุนลิ้นมากเลยค่ะ!" เอลวิน่าเอ่ยปากเล่าอย่างมีความสุข

     

    "ขอบคุณที่ตั้งใจช่วยเสิร์ฟนะเอลวิน่า ลมเวทมนตร์ของเธอช่วยประคองถาดอาหารได้ยอดเยี่ยมมากเลย" นนท์เอ่ยปากชื่นชมพนักงานสาวคนเก่ง

     

    ขณะนั้นเอง หน้าจอโฮโลแกรมกึ่งโปร่งแสงสีฟ้าครามของระบบก็เด้งปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้านนท์

     

    *ติ้ง!*

     

    [ระบบประมวลผลสรุปยอดบัญชีร้านค้าและผลประกอบการค้าขายเสร็จสิ้น]

    [ยอดขายและบริการสะสมระหว่างวันฝั่งมนุษย์และต่างโลก: +3,000 บาท]

    [ได้รับค่าประสบการณ์ร้านค้าสะสม: +250 EXP]

     

    [ค่าประสบการณ์สะสมปัจจุบัน: 820 / 1,800 EXP เลเวล 15]

    [แต้มมิติสะสมคงเดิม: 250 แต้ม]

    [ยอดเงินสดสกุลบาทสะสมปัจจุบัน: 38,000 บาท (สะสมเพิ่มจากเดิม 35,000 บาท)]

     

    ละอองแสงเวทมนตร์สีทองคำสว่างไสวร่วงหล่นลงมาจากหน้าจอระบบอย่างนุ่มนวล สลายเข้าสู่ร่างกายของนนท์และเอลวิน่าในทันใด

     

    กระแสมานาอุ่นซ่านไหลเวียนเข้ามาชำระล้างความปวดเมื่อยล้าและฟื้นฟูสภาพร่างกายของทั้งสองคนให้เบาสบายและสดชื่นขึ้นในพริบตา

     

    "สะสมประสบการณ์ได้ตั้งแปดร้อยยี่สิบแต้มแล้วเหรอเนี่ย..." นนท์พึมพำเบาๆ มองตัวเลขสลับกับยอดเงินสดสะสมสามหมื่นแปดพันบาทในหน้าจออย่างพอใจ

     

    เงินเก็บก้อนนี้จะช่วยให้เขาขยายการทดลองปรุงเมนูใหม่ๆ และจัดหาวัตถุดิบระดับสูงได้คล่องตัวขึ้น

     

    ทว่า คำเตือนของคาเอลเกี่ยวกับความขัดแย้งของสมาคมการค้าใหญ่แห่งป่าเอลฟ์ยังคงดังก้องอยู่ในความคิดของเขา

     

    เงาอันมืดมนของกลุ่มผู้ล่าต่างโลกและแผนการสืบหาประตูลูกผสมกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง

     

    แต่นนท์เชื่อมั่นว่า ความอบอุ่น กลิ่นอาย และรสชาติอาหารของร้านหลบมุมคาเฟ่แห่งนี้ จะสามารถหลอมละลายความแค้นและก้าวข้ามพายุความขัดแย้งในวันข้างหน้าได้แน่นอน

     

    เขายกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ปิดหน้าต่างโฮโลแกรมลง ก่อนจะหันไปสบตาเอลวิน่า

     

    "วันนี้พวกเราเหนื่อยกันมามากแล้ว ไปพักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้คงมีเรื่องสนุกๆ และท้าทายให้ทำอีกเยอะเลย"

     

    "ค่ะพี่นนท์! ราตรีสวัสดิ์นะคะ!" เอลวิน่าโบกมือลาด้วยความร่าเริง ก่อนก้าวขึ้นบันไดมุ่งหน้าสู่ห้องนอนชั้นสามของเธอ

     

    นนท์ค่อยๆ ปิดไฟดวงสุดท้ายของร้านหลบมุมคาเฟ่ลง ความมืดสลัวและบรรยากาศแสนอบอุ่นพัดโชยกลิ่นไออุ่นของเตามนตราที่ยังคุกรุ่นอยู่เงียบๆ

     

    สายสัมพันธ์และการบุกเบิกจะยังดำเนินต่อไปกลางซอยเปลี่ยวแห่งกรุงเทพมหานคร...

     

    ---

    คล้ายกับเรื่องร้านหลบมุมคาเฟ่: เปิดร้านอาหารเชื่อมต่างโลกกลางกรุงเทพฯ ที่คุณอ่าน