บทที่ 7 ภัยคุกคามปริศนา พาร์ท 3
สักแห่งในมาโทรเดีย
“แค่เ้านั่นคนเดียวก็เพียงพอที่จะไล่ต้อนพวกเ้าทั้งสามคนได้แล้วเหรอ??”ชายหนุ่มอายุประมาณ 20 ออกปากถามคนทั้งสามคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขาในปัจจุบัน
สองในนั้นคือชายหนุ่มที่แปลงร่างเป็ตั๊กแตนและหญิงสาวที่เปลี่ยนร่างเป็เสือนั่นเอง หากสังเกตุให้ดีในปัจจุบันแขนของหญิงสาวที่ถูกดาลัสตัดขาดไปตอนนี้นั้นมันงอกกลับมาและดูเหมือนไม่เคยถูกตัดออกไปเลยแม้แต่น้อยไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็และดูนุ่มละมุนราวกับแขนของทารกส่วนอีกคนเขาเป็ชายชราหัวล้านมีหนวดเขาประปรายอยู่ตามใบหน้าของเขาราวกับว่าโกนไม่เสร็จ
“ร่างกายของมันค่อนข้างจะแปลกประหลาดมันแข็งแกร่งทนทานและรักษาตัวเองได้..การโจมตีของพวกเรายากที่จะจัดการกับมัน”หญิงสาวอธิบาย
“แล้วเ้าคิดว่าไงล่ะ..เราพอมีแววมั้ย”ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็ผู้นำของกลุ่มหันไปถามหันไปถามมนุษย์ตั๊กแตนแทน
“แน่นอน..หากพิจารณาว่านั่นคือนักล่าอันดับหนึ่งก็หมายความว่าไม่มีใครเก่งกว่าเขาแล้วในสมาคมนักล่าจริงอยู่ที่เราอาจจะจัดการมันไม่ได้และการต่อสู้ระยะยาวจะทำให้เราเสียเปรียบเพราะร่างกายของมันที่รักษาตัวเองได้แต่ถ้าเราเบนความสนใจและถ่วงเวลาเขาได้นานพอคนอื่นๆของสมาคมก็คงถูกฆ่าตายทั้งหมดก่อนและการจะฆ่าเขาที่เหลือตัวคนเดียวก็คงจะไม่ใช่เื่ยากเกินไป..ปัญหาคือตอนนี้พวกเราถูกเปิดโปงแล้วและข้าเกรงว่าพวกมันจะดึงอำนาจภายนอกเข้ามาช่วยเหลือและเตรียมการรับมือกับเราถ้าเป็เช่นนั้นหากเราจะบุกเข้าไปมันก็คงเป็หายนะ..”ชายหนุ่มตั๊กแตนวิเคราะห์
“ถ้างั้นพวกเราก็ต้องชิงลงมือก่อนที่พวกมันจะเรียกกำลังเสริมมาก็สิ้นเื่..”ชายหัวล้านกล่าว เขาคือคนที่ไปสังเกตุการณ์ดาลัสแต่กลับถูกดาลัสตรวจพบจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนนั่นจึงทำให้เขาค่อนข้างใจร้อนเพราะความโกรธ
“ไม่ได้!!.. อย่างที่ไป๋อี้พูดนั่นแหละ แผนการพวกเรายังอีกยาวไกล ถ้าเรารีบยึดมาโทรเดียตอนนี้เราจะเป็เป้านิ่งให้จักรพรรดิฟ้าจัดการอย่าลืมว่าเรายังต้องรอกว่าอีกห้าปี และข้าไม่คิดว่าเราจะสามารถต้านจักรพรรดิฟ้าได้ถึงห้าปีเราคงไม่สามารถต้านจักรพรรดิฟ้าได้แม้แต่วันเดียว”ชายหนุ่มที่เป็หัวหน้ากล่าว
“เราต้องรอให้พวกเขาเรียกกำลังภายนอกเข้ามาแล้วจึงค่อยๆเริ่มสร้างความแตกแยกจากภายในจากนั้นเราก็ทำทีเป็เข้าร่วมกับจักรพรรดิฟ้าก็ยังไม่สาย ยังไงจักรพรรดิฟ้าก็คงไม่มาปกครองที่นี่ด้วยตัวเองและก็คงไม่ส่งพวกเสนาธิการคนสำคัญมาที่นี่อยู่แล้วดังนั้นคงไม่เกินกำลังที่เราจะจัดการ” ชายหนุ่มตั๊กแตนที่ชื่อไป๋อี้กล่าวอีกครั้ง
“นั่นเป็ความคิดที่ดี”ชายหนุ่มที่เป็หัวหน้าเห็นด้วย “ข้าจะเรียกคนที่มีฝีมือด้านงานแฝงตัวเข้ามาหลังจากนี้พวกเราก็คงต้องอยู่กันเงียบๆ”
“แล้วจะทำยังไงกับพวกลูกหลานัพวกนั้นจะสร้างเื่ใหญ่โตจนแผนพวกเราอาจจะเสียไปด้วยก็ได้”ไป๋อี้กล่าว
“คิดว่าเ้าพวกนั้นน่าจะพยายามลงมือตอนวิทยาลัยนักล่าทำการสอบเราแค่คอยสังเกตการณ์ก็น่าจะพอ เพราะเ้าพวกนั้นอ่อนแอเกินกว่าที่ทางสมาคมนักล่าจะต้องพึ่งพาจักรพรรดิฟ้าอยู่แล้วแต่ความปั่นป่วนที่พวกมันก่อจะเป็ผลดีให้กับพวกเราในระยะยาวแน่นอน ฉันหวังแบบนั้น”ชายหนุ่มกล่าว ”หวังว่าท่านจะสมหวัง”ไป๋อี้พูด จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ชายชราหัวล้านก็เลือกที่จะดำดินเพื่อออกจากที่แห่งนี้
*****************
คฤหาสน์ตระกูลนิวาเรีย
“เป็อย่างที่ข่าวลือว่าเอาไว้ผู้นำตระกูลนิวาเรียช่างน่ากลัวจริงๆ” อาคอนกล่าวหลังจากที่เขาได้พบผู้นำตระกูลนิวาเรีย
ตระกูลนิวาเรียนั้นเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของมาโทรเดียตระกูลนิวาเรียไต่เต้าจากการเป็ตระกูลการค้าแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในมาโทรเดียด้วยความมั่งคั่งและเส้นสายมากมายที่ตระกูลรวบรวมมาทำให้พวกเขารอดพ้นและสามารถยืนหยัดผ่านยุคมืดของมาโทรเดียได้
เนื่องจากตระกูลนิวาเรียเป็ตระกูลการค้าจึงมีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการทำให้ตระกูลนิวาเรียเป็ตระกูลหลักในการบริหารจัดการสมาคมนักล่าพวกเขาเชี่ยวชาญในด้านการสร้างแรงจูงใจที่จะดึงดูดผู้มีฝีมือเพื่อให้เข้าร่วมกับสมาคมและเก่งในเื่การบริหารผลประโยชน์ดังนั้นจึงทำให้สมาคมนักล่าที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวะโอย่างไรก็ตามใครจะเชื่อว่าผู้นำที่เด็ดขาดและฉลาดล้ำของตระกูลนี้จะเป็หญิงที่อยู่เบื้องหน้าของอาคอนในปัจจุบัน
“ท่านเป็หัวหน้าตระกูลั้แ่อายุเท่าไหร่กัน..12..หรือ.13 นั่นน้อยมากเลยนะสำหรับพวกที่มีธรรมเนียมปฏิบัติแบบโบราณเช่นพวกตระกูลใหญ่” อาคอนกล่าวอีกครั้งหญิงที่อยู่ตรงหน้าอาคอนนั้นเธอดูอายุน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำนั่นทำให้อาคอนอดประหลาดใจไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถที่น่าทึ่งของเธอในการนำพาตระกูล
เธอยกกาน้ำชาแล้วรินใส่ถ้วยใบเล็กๆตรงหน้าสองใบและยกหนึ่งใบให้กับอาคอน“ข้าคืออันนา นิวาเรีย ผู้นำตระกูลนิวาเรียคนที่ 14 ท่านคงรู้อยู่แล้วจากที่ท่านได้กล่าวมาแต่ข้าชอบที่จะทำอะไรให้มันชัดเจนและข้าถูกขอให้เป็ผู้นำตระกูลตอนอายุ 11 ขวบปี ซึ่งข้าก็เป็เรื่อยมาได้ 7 ปีแล้ว”เธอยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบก่อนที่จะพูดต่อ “ชาดี..ท่านสามารถลอง..นี่เป็ชาที่นำเข้ามาจากซินเดรียแม้ว่ามันจะเป็ของดีและรสชาติดี แต่ข้าก็ไม่ได้รู้สึกดีเท่าใดนัก ข้าอยากจะลองปลูกชาเองสักครั้งเหมือนกัน..”
อาคอนจ้องมองที่เธอสักพักเธอมีบุคลิกที่นิ่งและดูสูงส่งอย่างไม่น่าเชื่อ ผมของเธอเป็สีบลอนยาวในโทนใกล้เคียงกับสีขาวใบหน้าของเธอสวยและส่องประกายจนคนที่ได้เห็นยากจะลืม ..น้ำเสียงของเธอแม้จะพูดอย่างเรียบเฉยแต่มันก็ฟังดูสูงส่งและงดงามเธอเป็หญิงงามที่หาได้ยากแน่นอนในมาโทรเดีย แต่สิ่งที่ทำให้อาคอนสนใจในตัวเธอไม่ใช่สิ่งนั้นแต่มันเป็คำพูดบางคำของเธอต่างหาก
เธอพูดว่าเธอ’ถูกขอ’ให้เป็ผู้นำตระกูลซึ่งนั่นมันประหลาดมาก ประหลาดเกินไปด้วยซ้ำสำหรับตระกูลผู้ดีที่ถูกส่งต่อกันมาอย่างยาวนานเป็สิบรุ่น
อาคอนนั่งลงตรงข้ามกับเธอและลองจิบชาที่เธอรินให้รสชาติมันดีแน่นอน เมื่อดื่มเข้าไปเขาโล่งสบาย ยากที่จะหาความรู้สึกที่ไม่ดีกับชาถ้วยนี้ได้
อันนาลุกขึ้นและเติมชาลงในถ้วยของอาคอนอีกครั้งก่อนที่เธอจะพูดบางอย่าง“เมื่อก่อนท่านอัคนีเคยอยู่ในตระกูลของเรา อย่างน้อยก็พักนึง ท่านบอกข้าว่าหายนะกำลังพุ่งเข้าหามาโทรเดียและท่านยินดีที่จะสร้างมันเพิ่มข้าเข้าใจแค่บางส่วน ..หายนะที่เขาสร้างเพิ่มนั่นก็พอจะเดาได้ แต่ข้าสับสนมาตลอดว่าอะไรคือหายนะที่มาถึงข้าไม่แน่ใจและได้แต่คิดว่าน่าจะเป็ตัวเขาเองนั่นแหละแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แล้วในตอนนี้..”เธอกลับไปนั่งที่ของเธอก่อนจะพูดต่อ “เขาเป็คนแปลกๆน่ากลัว น่าเคารพ และมีเสน่ห์ ข้าพบกับเขาตอนที่ข้าอายุ 13 ในตอนนั้นแม้ข้าจะเป็ผู้นำตระกูลแล้วแต่ข้าก็เป็เพียงเด็กสาวที่อยากรู้อยากเห็นและอยากเข้าใจสิ่งต่างๆบนโลกข้าชอบการเดินทาง ไปนู่นมานี่จนกระทั่งไปเก็บเขาได้ที่ป่าแห่งหนึ่งเขาอยู่กับเราสองเดือนและสร้างสิ่งที่สำคัญให้กับตระกูลนิวาเรียหลายอย่าง หนึ่งอย่างที่ข้าคิดว่ามันเป็ความสำเร็จของเขาคือตัวข้าในปัจจุบัน ข้าเรียนรู้หลายอย่างจากเขาภายในเวลาไม่กี่เดือนที่เขาอยู่ในตระกูลของเรา”
เธอยังคงเล่าเื่ของเธอกับชายที่เธอเรียกว่าท่านอัคนีต่อไปก่อนที่เธอจะสังเกตที่อาคอนและหยุดพูดเพราะเธอรับรู้ได้ว่าอาคอนสงสัย
“แล้วทำไมท่านอัคนีคนนั้นถึงออกไปจากตระกูลของท่านไม่ใช่ว่าตระกูลนิวาเรียเป็หนึ่งในตระกูลที่เสนอผลประโยชน์ที่ดีให้กับผู้ที่ตนมองว่าเป็ประโยชน์อยู่แล้วเหรอ”อาคอนกล่าว น้ำเสียงของเขาไม่ได้เป็น้ำเสียงขี้เล่นเหมือนตอนที่เขาคุยกับเธอในตอนแรกมันมีความเคารพปนอยู่ในน้ำเสียงของเขาเล็กน้อย
“เรามองว่าเขาเป็ประโยชน์มั้ย??แน่นอนทำไมจะไม่ล่ะ ปัญหาก็คือเขาดันเป็ตัวตนที่เกินเอื้อมสำหรับเรา นั่นทำให้เราไม่สามารถรั้งคนแบบเขาไว้ได้...เขาออกไปจากตระกูลของเราเพื่อสร้างหายนะให้กับมาโทรเดียเพิ่มอย่างที่เขาเคยบอกเราหลังจากที่ออกไปจากตระกูลเราเขาก็มอบงานวิจัยให้กับทายาทันั่นทำให้ฉันเริ่มกังวลในตอนนั้นว่าหายนะที่เขาพูดถึงคือสิ่งใดกันแน่เพราะดูเหมือนสิ่งที่เขาพูดมาจะเป็เื่จริงซะส่วนใหญ่ เราพยายามประเมินระดับของเขาเพราะทุกคนบอกว่าฉันประเมินชายคนนี้สูงเกินไป...เื่ต่อจากนี้ท่านก็พอจะเดาได้”
อาคอนสูดหายใจเข้าเต็มปอดแววตาของเขาเปลี่ยนไปเป็จริงจังอย่างไม่น่าเชื่อออร่าอันตรายถูกปล่อยออกมารอบตัวเขาอย่างรุนแรงเขานั่งฟังเื่ของชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าอัคนีโดยไม่เอะใจเลยสักนิดว่านั่นคือคนที่เขาหวาดระแวงมาตลอดmad alchemist อย่างไรก็ตามไม่นานมันก็สงบลง
“น่าแปลกที่เด็กสาวอย่างท่านจะเคารพคนเช่นนั้น”อาคอนกล่าว
“แน่นอนทำไมจะไม่ล่ะ เขายังไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้เราเลยแม้แต่ครั้งเดียวแถมข้ายังได้ประโยชน์มากมายจากเขา” อันนากล่าว
“การเลี้ยงกลุ่มอาชญากรไม่ถือเป็การสร้างปัญหาสำหรับท่าน??”
“ชัดเจนว่าไม่สำหรับกลุ่มการค้าเช่นเรา เรามองเห็นประโยชน์มากกว่าโทษในสิ่งที่เขาทำเมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้ กลุ่มการค้าเช่นเราจะได้ประโยชน์ เราสามารถกำหนดราคาข้าวของหรืออาหารต่างๆเพราะผู้คนนั้นหวาดระแวงและกลัวจนไม่กล้าที่จะเอาตัวออกไปเสี่ยงที่นอกอาณาจักรทำให้เราเป็คนผูกขาดสินค้า ความสำคัญของสมาคมนักล่าก็เพิ่มมากขึ้นหลักจากที่เกิดภัยคุกคามทำให้เราระดมทุนกับตระกูลหรือคนที่ร่ำรวยคนอื่นๆได้ง่ายขึ้น สิ่งที่คนอื่นๆกังวลไม่ใช่หายนะที่เขาบอกว่าจะเพิ่มให้กับมาโทรเดียแต่เป็สิ่งที่เขาบอกว่าใกล้เข้ามานั่นต่างหาก และตอนนี้เราเห็นเงามันลางๆแล้ว”อันนาอธิบายถึงแิของเธอและการตัดสินใจอื่นๆของพวกสี่ตระกูลใหญ่
อาคอนพยักหน้ารับเป็เชิงเข้าใจและเห็นด้วยกับแนวทางการจัดการสมาคมของเธอเขาไม่ได้มองว่ามันเป็เื่ดีแต่เขาเข้าใจโลกมากพอที่จะประเมินและชั่งน้ำหนักความถูก้าตัดสินใจของพวกเขาเป็สิ่งที่ถูกในมุมมองของอาคอนเช่นกันแต่ความถูกต้องนั้นไม่ใช่ความชอบธรรม และอาคอนเองก็ไม่ใช่บุคลที่ชอบธรรมเช่นนั้น
“แล้วเหตุผลที่ท่านต้องเรียกข้ามาถึงที่นี่ล่ะ”
“เราเชิญท่านมาที่นี่เพราะเรารู้ทุกสิ่งที่ท่านทำความจริงจะบอกว่ามีเพียงข้าที่รู้และเข้าใจสิ่งที่ท่านทำมากกว่าเพราะคนอื่นนั้นไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจคนเช่นท่าน ข้ารู้ว่าท่านไล่เก็บตัวหมากที่ท่านอัคนีเหลือทิ้งไว้เพื่อที่จะเล่นเกมนี้อย่างไรก็ตามในตอนแรกข้าไม่มั่นใจว่าท่านมีความสามารถพอที่จะเล่นเกมดังกล่าวจนถึงตอนที่ท่านกระจายบางสิ่งเพื่อเพิ่มแต้มต่อหมากในมือข้าจึงรู้ว่าบางทีท่านอาจจะเหมาะที่จะเล่นเกมนี้มากกว่าข้าเสียอีกข้าเป็อีกคนที่เดินหน้าเก็บหมากที่เขาวางไว้เช่นกันและการถือทุกอย่างไว้กับตัวเองมันก็เหมือนกับการมีหมากตัวเดียวที่เป็ทั้งคิงส์ควีนส์ บิชอป ไนท์ และรุค แม้หมากตัวนั้นจะเก่งขนาดไหนแต่หมากเพียงตัวเดียวก็ทำอะไรไม่ได้มากนักหรอก” เธอยังคงยกชาของเธอขึ้นจิบทีละน้อย “และไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการมีคิงส์สองตัวอยู่ฝั่งเดียวกันอีกแล้วแม้เราอาจจะไม่ได้เป็พันธมิตรกันก็ตาม”
“ท่านนั่นใจแค่ไหนว่าmad alchemist เป็ศัตรูกับคนกลุ่มนี้??”
“มากพอ... เขาเป็ชนเผ่าอสูร ส่วนคนที่สู้กับท่านดาลัสนั้นเป็คนจากแดนตะวันออกไกล มีคนของข้าที่รู้ข้อมูลทางด้านนี้”
“ข้าต้องทำอะไร”
“ท่านเป็หนึ่งในคนที่เดินหมากฉะนั้นข้าจะไม่บอกหรือสั่งท่านว่าท่านต้องทำอะไรอย่างไรก็ตามตอนนี้ข้าต้องเดินหมากของข้า และข้าอยากจะทราบว่าท่าน ท่านคาลี่ย์หรือท่านดาลัส พอจะงัดข้อกับคนที่ถูกส่งมาจากมาจากซินเดรียได้ขนาดไหน”
“อย่างนี้นี่เองเพราะท่านรู้ว่าแผนของพวกมันเป็แผนระยะยาวมันจะไม่เร่งลงมือเร็วๆนี้แน่ท่านก็เลยคิดจะลากคนของซินเดรียมาเพื่อที่จะทำให้มันกระวนกระวายจนต้องทำอะไรบางอย่างพวกมันน่าจะทำให้เรากับซินเดรียแตกคอกันและเราก็จะคอยหาพวกมันในตอนนั้นแต่ท่านมีแผนยังไงกับความขัดแย้งกับซินเดรีย” อาคอนจี้ไปที่ประเด็นปัญหาหลักเพราะมาโทรเดียจะไม่สามารถรับมือกับจักรพรรดิฟ้าได้หากเกิดปัญหาระหว่างมาโทรเดียและซินเดรีย
“ข้าจะเชิญคนของจักรพรรดิขาวมา..” ซินเดรียมีจักรพรรดิแห่งท้องฟ้าสองคน“จักรพรรดิทมิฬ”และ”จักรพรรดิขาว” อาคอนเข้าใจแผนของเธอคร่าวๆแล้วในปัจจุบัน รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาในขณะที่เขาตอบคำถามของเธอ
“แค่คนของจักรพรรดิขาวไม่น่าจะเป็ปัญหาสำหรับข้า”