ตอนที่เจ็ดสิบเจ็ด อาหรับราตรี 10
ท่ามกลางความเงียบของอาหรับราตรีที่แม้เข็มตกก็ยังได้ยินเสียงหัวใจเต้นของผมและการเปลี่ยนสีไปมาของจินนี่
จนในที่สุดจินนี่ก็เอ่ยปากพูด
ไม่เคย-ไม่เคยมีใครจะทำเช่นนั้นมาก่อน
จินนี่ที่ร่าเริงเสียงดังได้กล่าวราวกับเสียงกระซิบกับตนเอง
ผมพยักหน้ารับต่อคำกล่าวของจินนี่และพยายามจะเข้าใจความหมายของเขา
“แปลกใจหรือที่จะมีคนขอพรให้กับเจ้าบ้าง?”
จินนี่ทำร่างกายพองลมและเหี่ยวแฟบไปในพริบตา
มันยากที่จะคิดว่า..จะมีใครขอพรเพื่อปล่อยข้าเป็นอิสระ
จินนี่กล่าวอย่างคนที่อยากจะมีความหวังอีกครั้งเมื่อเห็นในสิ่งที่ต้องการที่สุดแต่ยากที่จะเชื่อว่าได้มันมา
“ข้าสามารถพูดได้ว่าตนเองนั้นคือคนโลภและร้ายกาจไม่ต่างกับคนทั่วไปที่เจ้าเคยให้พรบางทีอาจจะยังร้ายกาจกว่าเสียอีกแต่ทว่า...”
ผมถอนหายใจ
“ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังถึงนิทานของเด็กคนหนึ่ง”
ผมทำตามรูปแบบของแดนอาหรับราตรีที่ต้องเล่านิทานให้ฟังถึงจะเข้าใจกัน
“เด็กคนนั้นเวลามีของเล่นอะไรเขาพยายามจะเลือกของที่เสียหายของกิน ทานขนมที่ดูไม่อร่อยที่สภาพไม่สมบูรณ์แตกหักไม่สวยงาม”
ผมพยายามรวบรวมคำกล่าวต่อจินนี่ถึงอดีตของผมเอ๊ยเด็กคนนั้น
“เพราะเด็กคนนั้นเชื่อว่าหากเขามีของที่ดีเกินไปจะมีคนอื่นที่พรากของนั้นไปจากเขา เขาพอใจที่จะมีของที่มีบ้าวงแม้จะไม่ได้มากกกว่าที่จะเจ็บปวดกับการพรากจาก”
สายลมราตรีพัดผ่านเมื่อผมเงียบไปสักพักจนกระทั่งจินนี่กล่าววาจา
แล้วเด็กคนนั้นเป็นอย่างไรต่อไป?
จินนี่ฟังอย่างตั้งใจและสนใจกับเรื่องราวที่ผมเล่า
ผมถอนหายใจ
“เด็กคนนั้นได้ค้นพบว่าต่อให้เขาพยายามเลือกของที่ไม่ดีข้าวของที่เขามีก็จะถูกแย่งไปและทำลายทิ้งเสมอ”
ผมกล่าวจากต่อจินนี่ถึงเรื่องราวของเด็กคนนั้น
“เพราะมีคนบางคนที่ตนเองมีทุกสิ่งที่ต้องการแล้วก็พยายามจะแย่งชิงของจากคนที่ยากไร้คนที่มีน้ำทั้งทะเลสาบ ไม่พอใจคนจนที่มีน้ำดื่มเพียงสองแก้วและยิ่งทำร้ายคนที่พยายามจะมีน้ำเพียงสักแก้วหนึ่ง”
ผมหันไปกล่าวต่อจินนี่น้ำตาไหลนองหน้า
“นั่นคือบทเรียนของเด็กคนนั้นเพื่อนข้าข้าสาบานไว้ต่อตนเองว่าต่อให้ข้าจะโลภแค่ไหนในอนาคตแต่ข้าจะไม่ระรานไปถึงคนที่ต้องการน้ำเพียงแก้วหนึ่ง”
จินนี่เงียบไปสักพักก่อนที่จะกล่าวว่า
เจ้าพูดผิดเรื่องเด็กคนนั้นเป็นตัวเจ้าเองนะเพื่อนเกลอของข้าเอ๋ย