สนามประลองทั้งสิบประกอบไปด้วย
หลินเซียนโหล่ว ไป๋เหรินซี มู่อวิ๋น จ้าวหวู่กง กงลู่เป่ย อวี้เหวินโจว จากตำหนักหมื่นวิถี
หานเว่ยกวนและฟู่เหยียน จากวิหารดาราทมิฬ
ทั่วป๋าคุน จากสำนักดาบสังหาร
ลี่เจา จากนิกายฮุนจี๋
สิบรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ได้ลงจากเวทีพร้อมกับเดินไปยังห้องพักผ่อน เนื่องจากพวกเขาเพิ่งจะผ่านการต่อสู้เสร็จนั่นเอง
ทั้งสิบคนนี้มีสองคนเท่านั้นที่เป็นสตรี ได้แก่ลี่เจาและไป๋เหรินซี
ซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาว่างราวๆครึ่งชั่วยามเพื่อให้รุ่นเยาว์เหล่านั้นเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ในรอบที่สอง และทางกรรมการจะทำการจับฉลากเพื่อที่จะหาคู่ประลองให้กับรุ่นเยาว์
จับฉลากก็ง่ายมากเพราะสนามประลองทุกแห่งมีหมายเลขที่ซ่อนเอาไว้ ซึ่งจะเอาหมายเลขหนึ่งเจอกับหมายเลขสอง หมายเลขสามเจอกับหมายเลขสี่ หมายเลขห้าเจอกับหมายเลขหก หมายเลขเจ็ดเจอกับหมายเลขแปด หมายเลขเก้าเจอกับหมายเลขสิบ
ซึ่งคนที่ได้หมายเลขสิบจะเป็นคนที่ดวงดีที่สุดเพราะเขาไม่จำเป็นต้องสู้หนึ่งรอบ
หลังจากที่ได้สามคนสุดท้ายแล้ว ทั้งสามจะต้องสู้กันทั้งหมดเพื่อที่จะหาอันดับหนึ่งสองและสามตามลำดับ
ไม่นานทุกๆคนก็รู้เลขของตัวเองแล้ว
หลินเซียนโหล่วหมายเลขหนึ่ง
ลี่เจาหมายเลขสอง
มู่อวิ๋นหมายเลขสาม
หานเว่ยกวนหมายเลขสี่
กงลู่เป่ยหมายเลขห้า
อวี้เหวินโจวหมายเลขหก
ทั่วป๋าคุนหมายเลขเจ็ด
จ้าวหวู่กงหมายเลขแปด
ฟู่เหยียนหมายเลขเก้า
ไป๋เหรินซีหมายเลขสิบ
ต้องยอมรับว่าดวงของไป๋เหรินซีนั้นโชคดีมากที่นางได้หมายเลขสิบ
ภายในห้องส่วนตัวของจักรพรรดิเยว่เทียนซาน
“ เป็นอย่างไรบ้างท่านราชครู? ” จักรพรรดิเยว่เทียนซานถามขึ้น
“ เป็นคุณชายหยวนจริงๆขอรับ ” ราชครูเหยียนกล่าว
จักรพรรดิเยว่เทียนซานพยักหน้ารับเบาๆ เนื่องจากเขาเป็นคนสั่งให้หอเทียนอี้ตรวจสอบว่าชายสวมหน้ากากคือผู้ใด แน่นอนว่าเขาก็คิดเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นคุณชายหยวนอย่างแน่นอน เพราะการที่จะมีผู้ติดตามที่เป็นถึงตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นสูงได้นั้นจะต้องไม่ใช่คนธรรมดา และมีเพียงคนเดียวที่พระองค์คิดออกนั่นก็คือคุณชายหยวน
“ แล้วพระองค์คิดอย่างไรกับองค์ชายใหญ่? ” ราชครูเหยียนถามขึ้น เพราะตอนนี้คุณชายหยวนได้อยู่กับองค์ชายใหญ่ระยะหนึ่งแล้วและไม่รู้ว่าทั้งสองกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ ถ้าหากคุณชายหยวนช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ขึ้นมาเกรงว่าทางจักรพรรดิเยว่เทียนซานก็คงทำอะไรไม่ได้
จักรพรรดิเยว่เทียนซานส่ายหน้าและถอนหายใจออกมาเบาๆ จะให้เขาทำอะไรได้เพียงแค่ความแข็งแกร่งของคุณชายหยวนเพียงคนเดียวก็สามารถกดดันอาณาจักรแสงจันทร์ของเขาได้แล้ว
“ เรื่องนั้นก็ต้องดูว่าคุณชายหยวนคิดเห็นเช่นไร ” จักรพรรดิเยว่เทียนซานได้แต่ถอนหายใจ
ราชครูเหยียนเองก็เข้าใจความรู้สึกของจักรพรรดิเยว่เทียนซาน เพราะต่อให้เป็นเขา เขาก็คงทำได้เพียงแค่นั่งถอนหายใจเช่นกัน
ห่างออกไปไม่ไกล ณ ห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง
ภายในห้องมีชายหนุ่มสองคนกำลังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ พี่รอง ท่านต้องรีบทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่ได้ตำแหน่งรัชทายาทไปแน่ ” ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกลางๆสวมชุดสีเทาลวดลายมังกรกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาคือองค์ชายสี่แห่งอาณาจักรแสงจันทร์ นามว่าเยว่เป่ยซุน
เยว่เป่ยซุนเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ปรารถนาตำแหน่งรัชทายาท แต่เมื่อเขาได้รับข่าวที่ชายสวมหน้ากากเชิญพี่ใหญ่เข้าไปในห้องส่วนตัว เขาก็รับรู้แล้วว่าสถานการณ์มันวิกฤตแล้ว เพราะถ้าหากพี่ใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากชายสวมหน้ากาก เขาก็จะยิ่งเข้าใกล้ตำแหน่งรัชทายาทมากกว่าเดิม
ส่วนพี่รองที่เยว่เป่ยซุนพูดคุยด้วยก็คือเยว่อวิ๋นเหอ
เยว่อวิ๋นเหอ องค์ชายรองแห่งอาณาจักรแสงจันทร์ อายุของเขาน้อยกว่าเยว่หลงอี้สองปี เขาเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีสิทธิ์ในการเข้าชิงตำแหน่งรัชทยาท ส่วนผู้ติดตามของเขาก็แข็งแกร่งพอๆกับผู้ติดตามของเยว่หลงอี้
“ เจ้าจะร้อนรนไปทำไม ตอนนี้พวกเราก็แค่รอดูสถานการณ์ไปก่อน ถ้าหากพี่ใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากเฉียงกั่วจริงๆ เห็นทีข้าก็คงต้องทำลายเขาทิ้ง ” เยว่อวิ๋นเหอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ พี่รอง พี่รองสามารถทำลายเฉียงกั่วได้งั้นหรือ? ” เยว่เป่ยซุนตกใจ
“ ข้าไม่สามารถทำได้ก็จริง แต่ข้าก็สามารถจ้างวานผู้อื่นได้นิ เจ้าก็อยู่เฉยๆในช่วงเวลานี้ซะไม่อย่างนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน ” เยว่อวิ๋นเหอหัวเราะออมาอย่างชั่วร้าย
เยว่เป่ยซุนมองไปที่เยว่อวิ๋นเหอด้วยความจริงจังก่อนที่เขาจะฉีกยิ้มออกมา
“ ไม่เป็นปัญหาพี่รอง ” เยว่เป่ยซุนเหยียดยิ้มออกมาก่อนที่จะเลิกสนใจเยว่อวิ๋นเหอจากนั้นเขาก็มองไปยังสนามประลองด้วยความสนใจแทน
หยวนหมิงเย่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากลายเป็นจุดสนใจของผู้อื่นแล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือนี้คือสิ่งที่หยวนหมิงเย่ตั้งใจเอาไว้ เขาต้องการกระตุ้นให้เหล่าองค์ชายรับรู้ถึงวิกฤตของตัวเอง
“ คุณชายหยวน ดูเหมือนว่าไป๋เหรินซีจะโชคดีที่ได้รับหมายเลขสิบนะ ” เยว่หลงอี้ยิ้มออกมา
“ แน่นอนโชคก็เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งเช่นกัน ” หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับ เพราะการที่ได้รับหมายเลขเก้าและหมายเลขสิบนั้นเพียงแค่ชนะหนึ่งครั้งพวกเขาก็จะเข้าสู่รอบสามคนสุดท้ายทันที
การพูดคุยของทั้งสองคือเรื่องทั่วไป พวกเขาไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจรัชทายาทเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับเป็นเพื่อนที่สนิทกันมานานหลายปี อีกอย่างการชื่นชอบของทั้งสองก็ยังคล้ายๆกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอักษร รวมไปถึงการชมดวงดาวยามค่ำคืน
ไม่นานการประลองสิบคนสุดท้ายก็เริ่มต้นขึ้น
คู่แรกหลานเซียวโหล่ว ปะทะ ลี่เจา
ผลปรากฏว่าเป็นหลานเซียวโหล่วเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งการต่อสู้ที่ทุกคนคิดว่าจะต้องรุนแรงและอลังการกลับจบลงเพียงแค่การโจมตีไม่กี่ครั้ง
คู่ที่สองมู่อวิ๋น ปะทะ หานเว่ยกวน ผลลัพธ์คือ มู่อวิ๋น เป็นฝ่ายชนะ
คู่ที่สามกงลู่เป่ย ปะทะ อวี้เหวินโจว ผลลัพธ์คือ อวี้เหวินโจว เป็นฝ่ายชนะ
คู่ที่สี่ทั่วป๋าคุน ปะทะ จ้าวหลู่กง ผลลัพธ์คือ ทั่วป๋าคุน เป็นฝ่ายชนะ
คู่ที่ห้าฟู่เหยียน ปะทะ ไป๋เหรินซี ผลลัพธ์คือ ไป๋เหรินซี เป็นฝ่ายชนะ
รอบที่สามจะให้ทุกๆคนพักผ่อนสองเค่อ
ในรอบที่สามการต่อสู้เต็มไปด้วยความดุเดือด ผลสุดท้ายก็เป็นหลินเซียวโหล่วเอาชนะมู่อวิ๋น และ อวี้เหวินโจวที่เอาชนะทั่วป๋าคุนไปได้
ในที่สุดรอบสามคนสุดท้ายก็มาถึง
สามคนสุดท้ายได้แก่ หลินเซียวโหล่ว อวี้เหวินโจว ไป๋เหรินซี
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม การชุมนุมแสงจันทร์ก็จบลง โดยที่หลินเซียวโหล่วได้รับอันดับหนึ่ง อวี้เหวินโจวอันดับสอง ไป๋เหรินซีได้รับอันดับที่สาม
เมื่อจบงานประลอง จักรพรรดิเยว่เทียนซานก็ได้กล่าวจบงานและเขาจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ขึ้นและต้องการให้รุ่นเยาว์ทั้งสิบคนเข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ก็มีการมอบของขวัญสิบอันดับแรกให้กับพวกเขาด้วย
“ คุณชายหยวน คุณชายหยวนต้องการเข้าร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ไหมขอรับ? ” เยว่หลงอี้ถามขึ้น
หยวนหมิงเย่ส่ายหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ฉันไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงอะไรแบบนี้ ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ ” เยว่หลงอี้เข้าใจ
หลังจากที่งานชุมนุมจบลง หยวนหมิงเย่ก็กลับไปพร้อมกับเฉียงกั่วและเหม่ยเจียง
ในระหว่างทาง หยวนหมิงเย่สัมผัสได้ว่ามีคนลอบติดตามมาอยู่หลายคน เขาคาดว่าคงเป็นกองกำลังชั้นยอดที่ส่งออกมาสืบความลับนี้
“ นายน้อยให้ข้าจัดการกับคนเหล่านั้นเลยไหมขอรับ? ” เฉียงกั่วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หยวนหมิงเย่ส่ายหน้าและบอกว่าให้พวกมันตามมา
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงภัตตาคารสุ่ยเย่ ทั้งสามก็เดินเข้าไปในภัตตาคารสุ่ยเย่
เมื่อมาถึงภัตตาคารสุ่ยเย่ คนที่ลอบติดตามมาก็มองหน้ากัน พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าไปในภัตตาคารสุ่ยเย่ เพราะกลัวว่าจะไปบุกรุกภัตตาคารสุ่ยเย่ และทำให้เกิดการต่อสู้กับเฉียงกั่ว อีกอย่างต่อให้พวกเขารวมกำลังกันพวกเขาก็ไม่สามารถต่อสู้กับเฉียงกั่วได้อยู่ดี เนื่องจากความแข็งแกร่งของพวกเขาห่างกันมากเกินไป
หยวนหมิงเย่นั่งอยู่ที่ห้องอาหารที่ดีที่สุดภายในภัตตาคารสุ่ยเย่
ไม่นานอาหารที่หรูหราจำนวนมากก็ถูกนำมาเสิร์ฟเป็นจำนวนมาก
หยวนหมิงเย่กินอาหารเหล่านั้นอย่างสบายใจ
จนกระทั้งหยวนหมิงเย่กินอาหารเสร็จเรียบร้อย
“ เหม่ยเจียง ส่งคนไปคุ้มกันเหรินซีด้วย และต้องมีความแข็งแกร่งไม่ต่ำกว่าระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นกลาง ” หยวนหมิงเย่กล่าว
“ นายน้อยเอาแบบนี้ดีไหม ข้าจะไปเป็นผู้คุ้มกันให้กับคุณหนูไป๋เอง ” เหม่ยเจียงกล่าวขึ้น
หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะพยักหน้ารับ ด้วยความแข็งแกร่งของเหม่ยเจียง ต่อให้เป็นอาณาจักรสวรรค์ขั้นกลางก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“ อย่างนั้นข้าต้องรบกวนเจ้าแล้วเหม่ยเจียง ถ้าหากมีปัญหาอะไรก็สามารถใช้งานหอเฟิงเซียงได้ทั้งหมด รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆก็สามารถเบิกได้ที่หอเฟิงเซียง ” หยวนหมิงเย่กล่าว
“ รับคำสั่งนายน้อย ” เหม่ยเจียงโค้งคำนับ
“ แล้วนายน้อยจะให้ใครมารับใช้นายน้อยเจ้าคะ? ” เหม่ยเจียงถามขึ้น
หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ก็ชุนหานนั้นแหละ อีกอย่างเขาก็อยู่กับข้ามานานแล้ว ส่วนความแข็งแกร่งของเขาก็เท่าๆกับเจ้า อีกอย่างด้วยความแข็งแกร่งของข้าก็ไม่ต้องมีคนมาคอยคุ้มกันแล้วข้าเพียงแค่ให้มีคนมาจัดการธุระให้กับข้าก็เท่านั้น ”
“ เข้าใจแล้วคะนายน้อย ” เหม่ยเจียงพยักหน้ารับ
“ แล้วตระกูลมู่นายน้อยจะให้ดำเนินการเลยไหมเจ้าคะ? ” เหม่ยเจียงถามขึ้น
หลังจากที่ตระกูลมู่รู้ว่าอาจารย์ของไป๋เหรินซีอย่างลู่อิงเจี๋ยได้เข้าสู่ระดับอาณาจักรสวรรค์แล้ว พวกเขาก็รีบให้มู่อวิ๋นตามจีบไป๋เหรินซีมากยิ่งขึ้น ถึงขั้นส่งคนไปตระกูลไป๋เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงเรื่องงานหมั่นหมายกันแล้ว
หยวนหมิงเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ก็ดูท่าทีจากค่ำคืนนี้แล้วกัน ถ้าหากพวกเขาทำตัวดีก็ปล่อยไปแต่ถ้าหากก่อปัญหาขึ้นมาก็กำจัดทิ้งซะ ”
เนื่องจากหยวนหมิงเย่มีความคิดที่จะเข้าร่วมกับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่เขาจะเข้าร่วมในฐานะหยวนหมิงเย่ คนที่ไม่มีใครรู้จักและไม่มีเบื้องหลังอะไรเลย
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปจนถึงช่วงเย็น
หยวนหมิงเย่และเหม่ยเจียงใช้ทักษะระดับสูงในการหายตัวไปจากการตรวจสอบของคนที่อยู่รอบๆ
หลังจากที่มาถึงจวนแล้ว พวกเขาก็อาบน้ำและแต่งตัวทันที ก่อนที่จะออกจากจวนเพื่อเดินทางไปยังพระราชวังที่จัดงานเลี้ยง
ส่วนบัตรเชิญที่หยวนหมิงเย่จะใช้เข้าร่วมงานก็คือป้ายประจำตัวของราชครูเหยียนเซิ่น
ณ ตำหนักหมื่นวิถี
ภายในตำหนักของลู่อิงเจี๋ย ตอนนี้ไป๋เหรินซีกำลังแต่งหน้าและหาเครื่องประดับในการเข้าร่วมงานเลี้ยงในช่วงค่ำคืนนี้
ในขณะที่ไป๋เหรินซีกำลังแต่งตัวอยู่
“ เหรินซี เจ้าแต่งตัวเสร็จหรือยัง? ” ลู่อิงเจี๋ยตะโกนขึ้นจากด้านนอกห้องส่วนตัวของไป๋เหรินซี
“ อาจารย์ข้าเสร็จแล้ว ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับเดินออกมาจากห้องของตน
“ สวยมากเหรินซี ” ลู่อิงเจี๋ยที่เห็นไป๋เหรินซีเดินออกมา นางก็อดชื่นชมไม่ได้ แม้ว่านางจะเป็นผู้หญิงแต่นางก็ยังต้องยอมรับเลยว่าไป๋เหรินซีนั้นงดงามจริงๆ
“ แล้วเจ้าจะให้ใครไปกับเจ้าด้วยไหม? ” ลู่อิงเจี๋ยถามขึ้น เพราะรุ่นเยาว์ทั้งสิบคนสามารถนำผู้ติดตามเข้าไปในงานเลี้ยงได้คนละสองคน
ไป๋เหรินซีส่ายหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ไม่ต้องหรอกอาจารย์ อีกอย่างข้าก็แค่ไปร่วมงานเลี้ยงเฉยๆเท่านั้น ”
“ เช่นนั้นก็ดี งั้นพวกเราควรเตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว เพราะกว่าที่พวกเราจะไปถึงก็ต้องใช้เวลาประมาณสามเค่อ ” ลู่อิงเจี๋ยกล่าวขึ้น
ในขณะที่ศิษย์อาจารย์สองคนเดินลงจากยอดเขา ทั้งสองก็พบว่าที่ด้านล่างมีคนจำนวนหนึ่งยืนอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือมู่อวิ๋น
เมื่อมู่อวิ๋นเห็นไป๋เหรินซีและลู่อิงเจี๋ยลงมาจากยอดเขาแล้ว เขาก็รีบเดินเข้าไปหาทันที
“ คาระวะผู้อาวุโสลู่ พอดีว่าข้าได้เตรียมรถม้าเอาไว้รอศิษย์น้องไป๋และผู้อาวุโสลู่แล้ว ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสลู่จะเดินทางไปพร้อมกับข้าได้หรือไม่? ” มู่อวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม