The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่83 ความหึงหวงของเด็กสาวราชวงศ์

                "มันเป็นไปได้ยังไงกัน..ที่เอลิเซ่จะไม่รู้จักฉัน..”

                เรเวลเดินเข้าไปจับไหล่ของเซซิเลียทันที

                “เธอ..ไม่ได้โกหกฉันใช่มั้ย!?”

                “คะ..ค่ะ..ฉันพูดจริงๆนะคะ..คือว่าฉันไม่ได้กลิ่นไอความโกหกออกมาจากจิตใจของคนๆนั้นเลย”

                “แต่ว่าเอลิเซ่ก็ร้องไห้ไม่ใช่หรอ!?…ถ้าเอลิเซ่ไม่รู้จักฉันจริงๆ..ปฎิกิริยาของเธอคงไม่ใช่แบบนั้นหรอก”

                “คือว่า..เอาตรงๆนะคะ…แม้แต่ตอนคุณเอลิเซ่ร้องไห้..ตัวฉันก็ไม่ได้กลิ่นไอความเศร้าออกมาจากจิตใจของเธอเหมือนกันค่ะ…ไม่สิ..คงต้องบอกว่าจิตใจของคนๆนั้นมันดูว่างเปล่า..ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว..ไม่ต่างจากหุ่นกระบอกในโรงละครเลยค่ะ”

                “มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกันนน!!”

                “นี่ถอยออกไปจากเซซิเลียเดี๋ยวนี่นะ”

                เซเลน่าเดินเข้ามาแล้วผลักเรเวลออกไปทันที

                “เรเวลนายสงบสติอารมณ์หน่อยสิ”

                รูอันเดินเข้ามาแล้วจับตัวเรเวลไว้ 

                "ถ้าหากอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นไม่ได้โกหก..งั้นก็หมายความว่าเรเวลโกหกงั้นหรอ?” ชีน่าพูดลอยๆขึ้นมา

                “ไม่ค่ะ!” เซซิเลียรีบปฎิเสธทันที

                “เรื่องมันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงในเมื่ออีกคนบอกรู้จัก ส่วนอีกคนบอกไม่รู้จัก โดยที่ทั้งคู่ไม่มีใครโกหกสักคน..แน่ใจหรอว่าเธอไม่ได้เข้าข้างไอหมอนี่น่ะ..เซซิเลีย” เซเลน่ากล่าวแล้วชี้นิ้วไปทางเรเวล

                “ฉันพูดเรื่องจริงนะคะ…ฉันไม่ได้กลิ่นไอของความโกหกออกมาจากทั้งเรเวลและคุณเอลิเซ่แม้แต่น้อย..แต่ถ้าจะให้ฉันเลือกที่จะเชื่อใครสักคนนึง..ฉันจะขอเลือกที่จะเชื่อในตัวเรเวลดีกว่าค่ะ”

               “เธอนี่มันบ้าไปแล้วรึไง!..” เซเลน่าตะคอกใส่เซซิเลียทันที

              “เป็นไปได้มั้ยว่า…ท่านเอลิเซ่จะโดนลบความทรงจำ..” รูอันพูดขึ้นมาลอยๆแบบนั้น

                "..."

                ทุกคนเงียบกริบแล้วหันมามองที่เขาทันที

                “อะ..เอ่อ..ผมพูดลอยๆนะ..มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้..แบบว่าตอนเด็กๆผมอ่านนิทานแนวนี้บ่อยอะ..ฮ่ะๆ”

                 รูอันหัวเราะพร้อมกับเกาหัวตัวเอง

                ‘โป๊กก!’

                “โอ้ยย..เจ็บ”

                “จริงจังหน่อยสิยะ!” 

                ชีน่าเขกหัวรูอันพร้อมกับกล่าวเตือนแบบนั้น

                “ไม่ค่ะ..เรื่องนั้นมันเป็นไปได้” เซซิเลียยืนกรานแบบนั้นทันที

                “เอ๋!!!!?…” ทุกคนในที่นี้ตกใจกันหมดจนร้องด้วยเสียงเดียวกัน

                “คือถ้าหากความทรงจำเดิมถูกลบ..ก็มีแนวโน้มที่บุคลิกและจิตใจดั้งเดิมถูกลบไปด้วย..แต่ถึงอย่างงั้นก็จะมีบุคลิกและจิตใจใหม่เข้ามาแทนที่..แต่ในกรณีของคุณเอลิเซ่..ที่ฉันสัมผัสไม่ได้ถึงจิตใจของเธอเลย..ฉันคิดว่าอาจไม่ได้ถูกลบความทรงจำ..แต่ว่าอาจจะถูกผนึกความทรงจำซะมากกว่า” เซซิเลียลงความเห็นแบบนั้น

                “ผะ..ผะ..ผนึกงั้นหรอ” ลูน่ากล่าวด้วยความตกใจ

                “มันยิ่งบ้าไปใหญ่เลยไม่ใช่รึไง..แล้วใครมันจะไปผนึกความทรงจำของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้ล่ะ..หรือต่อให้ทำได้..แล้วจะทำไปเพื่ออะไรกัน”  เซเลน่าตะโกนโวยวายเสียงดัง..แต่ถึงอย่างงั้นคำพูดของเธอก็มีเหตุผล

                “คือว่าเรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้..เพราะฉันเองก็ทำได้แค่เดาเหมือนกัน..ขอโทษนะคะ..ที่ฉันทำตัวเป็นประโยชน์ให้คุณไม่ได้..”  

                เซซิเลียหันมามองเรเวลแล้วเริ่มทำหน้าเศร้าขึ้นมา

                “ช่างมันเถอะเซซิเลีย...ฉันไม่ได้สนใจเรื่องเอลิเซ่แล้วล่ะ..”  

                                       …………………………….

                14:30น. ณ หอประชุมโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์

                “ยังไงก็ขอให้พวกคุณทั้งหลาย..พยายามเรียนให้จบแล้วเข้าหน่วยอัศวินเวทย์มนต์ให้ได้นะคะ..เพราะงานนี้นอกจากจะได้ปกป้องกำแพงไร้ที่สิ้นสุดแล้ว..ยังมีโอกาสที่จะได้เห็นดินแดนปริศนามิสแลนด์นั่นด้วย..และบางทีตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์หรือจักรพรรดิเวทย์มนต์รุ่นถัดไปก็อาจเป็นหนึ่งในพวกคุณก็ได้”

                เอลิเซ่กล่าวปราศรัยบนเวที…พร้อมกับมองไปข้างหน้า

                “นี่อัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนี้อายุน้อยจังเลยนะ..”

                “ก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง..คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราเองก็จะได้มีความหวังกับเขาบ้าง”

                “อา..แต่เธอคนนั้นก็สวยจังเลยน้าา..ฉันเองก็อยากได้เธอเป็นแฟนจัง”

                นักเรียนหลายคนซุบซิบกันในหอประชุม..โดยไม่ค่อยมีใครตั้งใจฟังเรื่องที่เอลิเซ่พูดสักเท่าไหร่...แต่ก็มีบางคนที่ตั้งใจฟังเธอเหมือนกัน(มั้งนะ)

                 "หนอยยย...ไอหน้าถั่วมันอยู่ไหนกันแน่นะ.." เซเลน่ากำหมัดแน่นมองไปยังเอลิเซ่พร้อมกับนึกถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้เวทย์แรงโน้มถ่วง

                  "..." เซซิเลียยืนนิ่งเงียบมองเอลิเซ่ด้วยความสงบและรักษามารยาท...แต่ในใจกลับแค้นเคืองและไม่พอใจเอลิเซ่เป็นอย่างมากที่มาจูบเรเวลต่อหน้าเธอ

                 "อา..เป็นอัศวินศักดิสิทธิ์นี่ดีจังเลยนะ..อยากทำอะไรก็ทำได้" ความจริงลูน่าก็ไม่ค่อยปลื้มเอลิเซ่สักเท่าไหร่...แต่เธอก็แอบสมน้ำหน้าเซซิเลียในใจเหมือนกัน         

                 "เห้ออ...นี่พี่กำลังพูดแดกดันใครกันแน่คะเนี่ย" ชีน่ามองลูน่าด้วยสีหน้าเอือมระอา            

                “นี่เรเวล..นายไม่คิดจะสืบเรื่องท่านเอลิเซ่จริงๆหรอ?” รูอันกระซิบข้างหูถามเรเวล

                “หา?…จะมีอะไรต้องให้สืบอีกล่ะ”

                “ก็เรื่องความทรงจำของเธอไง…”

                “…” เรเวลไม่ได้ตอบอะไร

                ตอนนั้นเอง..เอลิเซ่หันสายตามามองทางเรเวลเล็กน้อย..จนเรเวลได้สบตากับเธอวูบนึง

                “สูญเสียความทรงจำงั้นหรอ?”

                เหอะ..ตอนที่เธอปฎิเสธฉันตอนนั้น..ก็ยังจำชื่อฉันได้อยู่เลยไม่ใช่รึไง…แล้วจะว่าไปไอคนที่ชื่อเคิร์ช..และขุนนางคนอื่นๆที่เคยรุมแกล้งฉัน..ตอนนี้มันหายไปไหนกันหมดล่ะนิ..?

                ถ้าหากพวกนั้นสอบเข้าโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์ได้…ก็น่าจะมีสักคนที่จำหน้าฉันได้บ้างนี่นา  

                “ว่าไงล่ะเรเวล..นายจะตัดใจจากเรื่องนี้จริงๆงั้นหรอ..”

                “ฉันไม่สนใจหรอก..เพราะว่าฉันจะเดินตามเส้นทางของฉัน…ต่อให้เอลิเซ่สูญเสียความทรงจำจริงๆ..แล้วพวกเราช่วยฟื้นความทรงจำให้เธอได้…ถามว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้นบ้างล่ะ”

                “เรื่องนั้นมันก็..” 

                “ช่างมันเถอะเราอย่าคุยเรื่องนี้อีกเลยนะรูอัน"

                สุดท้ายแล้วเอลิเซ่ก็ยังคงเป็นเอลิเซ่นั่นแหละ  

                                      ……………………………….

                21:00 น.  ณ ปราสาทแคทเทอรีน

                เรเวลกับเซซิเลียนั่งคุยกับไอรีนอยู่บนโซฟาหรูในห้องรับแขกของปราสาทราชวงศ์

               เรเวลกับเซซิเลียนั่งข้างกัน..ส่วนไอรีนนั่งอยู่ทิศตรงข้าม

                บริเวณโดยรอบมีเมดยืนเฝ้าอยู่ด้วยท่าที่นอบน้อมจำนวน5คน

                “วันนี้เป็นวันล้างคำสาปให้คนจำนวนมากครั้งสุดท้ายแล้วสินะครับ?”

                เรเวลที่เพิ่งล้างคำสาปร่วมกับเซบัสเตียนเสร็จ..กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ

               “ที่จริงก็ยังไม่หมดสักทีเดียวหรอกค่ะ…เพราะตอนนี้พวกขุนนางแต่ละเขตก็พยายามหาผู้ถูกคำสาปที่ยังตกค้างอยู่ แต่คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะหาเจอจนหมด..ซึ่งระหว่างนั้นก็เป็นช่วงที่พวกคุณต้องไปสำรวจดันเจี้ยนพอดี” 

                “นับว่าช่วงเวลาลงล็อคกันพอดีเลยสินะ..ยังไงก็ขอบคุณแล้วกันครับ”

                “ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ..เพราะนี่เป็นสิ่งที่ราชวงศ์อย่างพวกดิฉันควรทำอยู่แล้ว”

                “..”  

                เรเวลรู้สึกทึ่ง..ตาค้าง..และมองไปที่หน้าไอรีนทันที

                ‘ราชวงศ์ก็รู้จักคิดเรื่องพวกนี้เป็นเหมือนกันแหะ..เอาเถอะ..ก็อย่างที่เซซิเลียบอกนั่นแหละ..การเหมารวมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง’                       

               เด็กหนุ่มคิดแบบนั้นในใจ…พร้อมกับจิบน้ำชาต่อไป

                “ชานี้หอมและรสชาติกลมกล่อมมากเลยนะครับ”            

                “เป็นชาอย่างดีที่ปลูกในเขตที่ราบสูงเบอร์คูลี่ค่ะ” 

                เมดผู้หญิงแสนสวยข้างๆคนหนึ่งตอบเรเวลทันที

                “เบอร์คูลี่..เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องชา,กาแฟ,และเหล้าที่หมักจากผลไม้น่ะหรอครับ”

                “ค่ะ..ท่านเรเวลรู้เยอะเหมือนกันนะคะเนี่ย”

                “พอดีเคยอ่านเจอในหนังสือน่ะครับ..แหะๆ”

                ไอรีนมองเรเวลกับเมดคุยกัน..หลังจากนั้นหันไปมองเซซิเลียทันที 

                ท่าทีของเซซิเลียดูแปลกตั้งแต่กลับมาแล้ว… เพราะถ้าเป็นตามปกติ…ตัวเธอคงจะเข้าไปเกาะแขนเรเวลแล้วคลอเคลียไม่ยอมปล่อย..แต่วันนี้เธอกลับเว้นระยะห่างแล้วทำหน้าเศร้าอย่างเห็นได้ชัด…แถมตั้งแต่กลับมาก็ยังไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว

                “เซซิเลียเป็นอะไรงั้นหรอ?...ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจปรึกษาแม่ได้นะ”

                “ปะ..เปล่า..ไม่มีอะไรค่ะ..หนูสบายดี” เซซิเลียพูดคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

                “หืม?…มีอะไรหรอเซซิเลีย..เธอยังถึงคิดเรื่องเมื่อตอนกลางวันอีกงั้นหรอ..”
                 เรเวลหันกลับมาถามเซซิเลียทันทีราวกับเดาใจเธอออก

                “มะ..ไม่มีอะไรจริงๆนะคะ”

                เซซิเลียหลบหน้าเรเวลเล็กน้อย

                “เห้ออ..ปิดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกน่า..เธอยังคิดมากเรื่องเอลิเซ่ใช่มั้ยล่ะ..เรื่องนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรแล้วล่ะ..”

                “คุณไม่คิด…แต่ฉันคิดนี่คะะะะ!!”

                เซซิเลียตะโกนเสียงดังใส่หูเรเวลทันที..ราวกับเก็บกดมานาน

                “วะ…เหวอออ..อะไรกันเนี่ยย”

                เรเวลสะดุ้งกระโดดออกจากโซฟาในพริบตา

                “จะ..ใจเย็นๆก่อนนะเซซิเลีย”

                เรเวลมองเซซิเลียที่โกรธจนน้ำตาคลอ

                “ใครมันจะไปรับได้กันล่ะค่ะ…ในเมื่อคนรักตัวเองโดนผู้หญิงคนอื่นเข้ามาแย่งจูบไปเฉยๆแบบนี้..แถมผู้หญิงคนนั้นยังเป็นคนรักเก่าของคุณด้วย"

                “ดะ..เดี๋ยวก่อนนะเซซิเลีย..ฉันกับเอลิเซ่ไม่ใช่คนรักเก่ากันสักหน่อยนะ...เพราะพวกเราไม่เคยคบกันเป็นแฟนเลย..."

                เข้าใจหน่อยสิฟะ..ยัยบ๊อง..ถ้าเอลิเซ่ตอบตกลงฉันตั้งแต่ตอนนั้น..คิดว่าฉันจะหนีออกมาจากคฤหาสถ์โฮเอนไฮม์รึไง...อีกอย่างเอลิเซ่ยังเป็นคนไล่ฉันออกมาเองด้วยนะ

                เรเวลคิดในใจแบบนั้น..แต่เนื่องจากเซซิเลียอ่านจิตใจของเอลิเซ่ไม่ได้...จึงทำให้เธอสรุปทุกอย่างไปตามความคิดและอารมณ์ของตัวเองตามประสาของผู้หญิง

                “ถ้าไม่ใช่คนรักเก่ากัน..แล้วทำไมเธอคนนั้นต้องเข้ามาจูบคุณด้วยล่ะ..เพราะมันไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เขามอบจูบให้ผู้ชายคนอื่นไปทั่วหรอกนะคะ”

                “เรื่องนั้นฉันจะไปรู้หรอ…เธอไปถามเอลิเซ่เองสิ”

                เมื่อเซซิเลียได้ยินคำนั้น..ทำให้เซซิเลียโกรธเรเวลหนักกว่าเดิม

                “วันนี้คุณพูดคำว่าเอลิเซ่มาหลายรอบแล้วนะคะ..คุณไม่เบื่อบ้างหรอ”

                “หา!?...ก็ถ้าไม่เรียกว่าเอลิเซ่..แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ..ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์รึไง?..คุณราชวงศ์"

                “ฮึก..หือฮืออๆๆๆๆ…แแแง” 

                เซซิเลียร้องไห้ทันทีตามประสาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

                “ดะ…เดี๋ยวเซซิเลีย..เธอจะร้องไห้ทำไม..”  

                เรเวลลุกลี้ลุกลน..พยายามเดินเข้าไปปลอบ

                “ไม่รู้แล้วค่ะ…เกลียดเรเวลที่สุดเลยยย…..แแแง”

                เซซิเลียเอามือซ้ายปิดตาร้องไห้..แล้ววิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนตัวเองในปราสาทอันกว้างใหญ่ทันที

                “หะ..เห้ยย..เดี๋ยวก่อน…อะไรฟะกันเนี่ยย”

                เรเวลบ่นพึมพัมพร้อมกับขยี้หัวตัวเอง

                “ท่านเซซิเลียคะ..” 

                เมดทั้งหมดรีบวิ่งตามเซซิเลียไป

                “…”

                ไอรีนมองลูกสาวตัวเองที่วิ่งไป..พร้อมกับทึ่งเป็นอย่างมาก

                “ไม่ได้เห็นเซซิเลียร้องไห้มานานมากเลยนะคะเนี่ย”

                บรรยากาศในห้องโถงรับแขกอันกว้างใหญ่เหลือเพียงแค่เรเวลกับไอรีนอยู่2คน

                ‘ฮูกกก’

                เสียงนกฮูกดังออกมาจากนอกหน้าต่างยามค่ำคืน

                “ขอโทษนะครับท่านไอรีน..ผมนี่มันคือคนไม่ได้เรื่องจริงๆครับ”

                เรเวลนั่งลงแล้วปล่อยหลังพิงบนโซฟา..พร้อมกับถอนหายใจ

                "ช่างมันเถอะค่ะ”

                ไอรีนนั่งมองเรเวลอยู่แบบนั้น..จนเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง

                                          ……………………………

                21:30 น. ณ ห้องรับแขกปราสาทแคทเทอรีน

                ‘เห้ออ..นี่มันเรื่องวุ่นวายอะไรกันเนี่ยยย…คนผิดก็คือเอลิเซ่ไม่ใช่รึไง..ทำไมเซซิเลียต้องมาโกรธผมด้วยล่ะ..ไม่เข้าใจเลยจริงๆ’

                เด็กหนุ่มนอนหลับตาพิงโซฟาอยู่แบบนั้น…ถ้าเป็นขุนนางทั่วไปการทำแบบนี้คงถือว่าเสียมารยาทต่อไอรีนไปแล้ว..แต่เนื่องจากตัวเขาก็ได้คุยกับไอรีนอยู่หลายครั้ง..จนในบางครั้งก็รู็สึกเป็นกันเองกับเธอขึ้นมา..อีกอย่างไอรีนก็ไม่ถือสาอะไรด้วย

                ‘อีก2วันก็จะสำรวจดันเจี้ยนแล้ว..ทำไมต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้ด้วยนะ..ไหนบอกว่าควรเป็นวันพักไง…นี่มันวันมหาโลกาวินาศชัดๆ’

                ตัวผมหลับตา..บ่นรำพึงรำพันในใจตัวเองอยู่แบบนั้น..ตอนนั้นเองรู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนมาหวีผมให้

                “หืม?…”

                ตัวผมค่อยๆลืมตาขึ้นมา…มองเห็นหญิงสาวแสนสวยคนหนึ่งที่หน้าคล้ายเซซิเลีย

               “เอ๋!?…ท่านไอรีน”

                “นิ่งๆหน่อยสิ..ฉันกำลังหวีผมให้เธออยู่นะ..หนุ่มน้อย”

                ไอรีนในยามปกติ..หากไม่ได้คุยเรื่องที่เป็นทางการ..ก็จะใช้คำพูดแบบเป็นกันเองกับเรเวล

                “อะ..เอ่อ..ขอบคุณครับ..แต่ว่าท่านมาหวีผมให้แบบนี้มันจะดีหรอครับ?"

                 อีกอย่างผู้ชายนี่ผมสั้นจะตาย..ต้องมานั่งหวีผมเป็นงานอดิเรกแบบผู้หญิงด้วยหรอ??

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ..ตัวฉันเองก็เคยหวีผมให้เซซิเลียบ่อยๆ..ตอนสมัยเธอเด็กๆล่ะนะ” 

                “งั้นหรอครับ…แต่ผมไม่ใช่เซซิเลียนิ..แล้วผมก็ไม่ใช่ลูกท่านด้วยนะ..”

                “..”

                ไอรีนไม่ได้ตอบอะไร..แต่ก็ยังหวีผมให้เรเวลต่อ

                “สีผมของเรเวลนี่ประหลาดจังเลยนะ…ผมสีขาวราวกับหิมะแบบนี้..หาไม่ได้ในอาณาจักรนี้เลย”

                “หรอครับ..แล้วผมควรจะดีใจมั้ยละนิ..”

                “ไม่รู้สินะ…ว่าแต่..ช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้แม่ฟังหน่อยได้มั้ย?.."

                “เอ๋?..แม่”           

                “อ้ะ..โทษที..พอดีฉันมองว่าเธอเป็นเหมือนลูกฉันคนหนึ่งน่ะ..คงไม่ถือสาสินะ” ไอรีนหัวเราะเล็กน้อย

                “ผิดถนัดเลยแหละครับ..เพราะผมไม่เคยมีแม่มาก่อน…แล้วอยู่ดีๆท่านเรียกแทนตัวเองว่าแม่แบบนี้ก็ต้องรู้สึกแปลกๆอยู่แล้วแหละ”

                “อา..ตอนนี้ถ้ายังไม่ชิน..จะยังไม่เรียกก็ได้นะ..แต่ถ้าวันนึงเธอแต่งงานกับเซซิเลีย..วันนั้นเธอต้องเรียกฉันว่าท่านแม่นะ..เข้าใจมั้ยหนุ่มน้อย..”  

                “วันนั้นจะมาถึงรึป่าวก็ยังไม่รู้เลยครับ…บางทีเซซิเลียอาจจะโกรธผมจนขอบอกเลิกไปก่อนก็ได้”

                “ไม่เป็นแบบนั้นอยู่แล้วแหละจ้ะ..ฉันเลี้ยงลูกตัวเองมาย่อมรู้ดีว่านิสัยของลูกตัวเองเป็นยังไง…ถึงจะมีช่วงที่เธองอนเวลาโกรธบ้าง..แต่ถ้าเธอชอบอะไรสักอย่างแล้ว..เธอจะเป็นพวกยึดติดแบบกัดไปปล่อยเลยล่ะ”  

                ไอรีนกล่าวพร้อมกับยิ้มให้เรเวล

                “งะ..งั้นหรอครับ”

                เรเวลเงยหน้าขึ้นมองไอรีน

                “หวีผมเสร็จแล้วจ๊ะ…”

                “ขอบคุณครับ”

                “เธอเนี่ยนะ…หัดรู้จักหวีผมหรือแต่งตัวเท่ๆซะบ้างสิ..เป็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีแท้ๆ..แต่ไม่รู้จักดูแลตัวเองตัวเองเลยนะ”

                “ถ้าการทำแบบนั้นช่วยให้เป็นจักรพรรดิเวทย์มนต์ได้ไวขึ้น..ก็น่าสนเหมือนกันนะครับ”

                ที่จริงฉันก็หวีผมทุกเช้านะเฟ้ยย…แต่ไม่ได้หวีแล้วจัดทรงละเอียดขนาดนี้..เอาแค่ผมไม่ยุ่งเป็นรังนกก็พอแล้วมั้ง...ส่วนชุดที่ใส่อยู่นี่..ก็ไปซื้อกับเซซิเลียเลยไม่ใช่หรออ..(แม้ว่าผมจะเป็นคนเลือกเอง99%ก็เถอะ)

                “เห้อออ…ช่างเถอะค่ะ”

                ไอรีนถอนหายใจให้กระต่ายน้อยจอมหัวแข็ง

                ‘อืม..แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะ…เพราะถ้าหากหล่อมากๆเดี๋ยวมีผู้หญิงมารุมล้อมเยอะเกินไปแบบลูมิเอลจะน่าปวดหัวเอาได้..ฉะนั้นแบบนี้แหละดีแล้ว..' 

                ไอรีนคิดในใจแล้วขยี้ผมเรเวลให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

                “เอ๋..อะไรกันครับเนี่ยย!?"

                ไอรีนเดินไปนั่นโซฟาฝั่งตรงข้ามทันที

               “ถ้าไม่รังเกียจ..ช่วยเล่าเรื่องวันนี้ให้ฉันฟังได้มั้ยจ๊ะ..อย่างน้อยฉันก็อยากรู้ว่าลูกสาวตัวเองไม่สบายใจเรื่องอะไร” 

               “ผมว่าแค่ฟังจากบทสนทนาท่านเองก็น่าจะพอเดาได้แล้วนะครับ…แต่ก็ได้ครับ..ถ้าอยากจะรู้แบบละเอียดๆผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเอง”

                ผมเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้..รวมทั้งเรื่องในอดีตระหว่างผมกับเอลิเซ่ไปจนหมดเปลือก

                .

                .

                “ที่แท้ก็แค่ปัญหาความรักว้าวุ่นในวัยรุ่นแค่นั้นเอง..><” 

                ไอรีนมองเรเวลพร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย

                ‘วัยรุ่นงั้นหรอ!?…ท่านไอรีนก็ยังสาวอยู่เลยไม่ใช่รึไง…อีกอย่าง..’

                “เอ่อ..ท่านไอรีนครับ..สิ่งที่ผมเจอในวัยเด็กนี่มันไม่ขำเลยนะครับ..”

                “เข้าใจแล้วล่ะ..เธอคงผ่านอะไรมาเยอะสินะ..ว่าแต่เรเวลเป็นคนของอาณาจักรอื่นงั้นหรอ?”

                “เอ๋..ก็คนของอาณาจักรนี้แหละครับ..ทำไมหรอครับ?” 

                “งั้นท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นก็เป็นคนของอาณาจักรอื่นงั้นสินะ”

                “ดะ..เดี๋ยวๆ..เอลิเซ่เองก็เป็นคนของอาณาจักรนี้นะครับ”

                “เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ..เพราะอาณาจักรเบลฟาร์ส..ในเมืองหลวงไม่มีตระกูลขุนนางที่มีชื่อตระกูลว่า โฮเอนไฮม์ อยู่เลยค่ะ”

                “ระ…เรื่องนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไงกันครับ..”

                เอลิเซ่ ฟอน โฮเอนไฮม์ …. ชื่อนี้ไม่ว่ายังไงเราก็จำไม่ผิดนี่นา 

                “ถ้าเป็นตระกูลขุนนางเล็กๆนอกเมืองก็อาจจะพอเป็นไปได้นะคะ…แต่เนื่องจากมีคำว่า 'ฟอน' อยู่ด้วย แสดงว่าเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูง..ถ้าไม่ใช่มาเกรฟ..ก็วิสเคาน์นี่แหละค่ะ..แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่า ตำแหน่งมาเกรฟ ถือว่าใหญ่มากระดับที่ปกครองหนึ่งในภูมิภาคทั้ง4เลย..ส่วนตำแหน่งวิสเคาน์ก็เป็นถึงระดับเจ้าเมือง..ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลโฮเอนไฮม์จะอยู่ในอาณาจักรนี้ค่ะ..เพราะตัวฉันไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้เลยจริงๆ”

                “แต่ว่าผมกับเอลิเซ่โตมาที่อาณาจักรเบลฟาร์สนะครับ..แถมยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงด้วย..ระ…ระ..หรือว่า”

                ตอนนั้นเองเรเวลตกใจสุดขีด…จนเหงื่อไหลพรากออกมาท่วมตัว

                'บะ..บะบ้าน่า..อย่าบอกนะว่า..คนที่ถูกลบความทรงจำไม่ได้มีแค่เอลิเซ่...แต่ยังมีคนอื่นด้วยงั้นหรอ'

                “ถ้าหากเธอไม่เชื่อ..ฉันจะเอาสมุดรายชื่อตระกูลขุนนางในอาณาจักรนี้ให้ดูก็ได้นะคะ”

                “ครับ”

                ผมเดินตามท่านไอรีนไปยังห้องทำงานห้องหนึ่งในปราสาททันที 

                เมื่อมาถึงและเปิดประตูเข้าไป..ท่านไอรีนก็หยิบสมุดเล่มใหญ่เล่มหนึ่งออกมาจากชั้นหนังสือขนาดมหึมา

                *********************************

                ‘รายชื่อตระกูลขุนนางอาณาจักรเบลฟาร์ส’

                     ‘อัพเดทล่าสุด วันที่ 18/03/341’

                **********************************

                หนังสือเป็นปกแข็งสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยลวดลายตราประจำอาณาจักร

                ท่านไอรีนเปิดหนังสือขึ้นมา..โดยค้นหาตระกูลขุนนางที่มีคำว่า ‘ฟอน’

                “ตระกูลของท่านเอลิเซ่อยู่ในเมืองหลวงใช่มั้ยคะ?”

                เนื่องจากตอนนี้เอลิเซ่เป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์แล้ว..เวลาไอรีนจะใช้คำพูด..ก็ต้องเรียกเอลิเซ่ด้วยคำว่า 'ท่าน' นำหน้าแม้ว่าตัวเธอจะเป็นถึงราชวงศ์ก็ตาม…ส่วนเซซิเลียที่ไม่ยอมเรียกเอลิเซ่ว่า ‘ท่าน’ นั่นเป็นเพราะความหึงหวงส่วนตัว

                “ครับ เอลิเซ่ ฟอน โฮเอนไฮม์ ครับ  แม่ของเธอชื่อว่า ฟอร์จูน่า ฟอน โฮเอนไฮม์ ส่วนพ่อของเธอชื่อว่า กาเรต ฟอน โฮเอนไฮม์ ”       

                เรเวลพูดชื่อครอบครัวของเอลิเซ่แบบละเอียดพร้อมกับกวาดตาค้นหาไปพร้อมกับไอรีน ..แต่เนื่องจากตระกูลวิสเคาน์ในเมืองหลวงมีแค่ตระกูลเดียวจึงใช้เวลาหาไม่นาน

                "เมืองหลวงตระกูลวิสเคาน์ไม่ใช่เจ้าเมือง..แต่มีหน้าที่คล้ายเจ้าเมือง..คือดูแลหน่วยงานราชการต่างๆในเมืองหลวงและทำหน้าที่ประสานงานกับเมืองอื่นๆ..นี่ไงคะ..คือตระกูลวิสเคาน์ในเมืองหลวงของอาณาจักรนี้"

                ไอรีนชี้ไปที่รายชื่อหนึ่งในสมุด

                เมืองหลวง: ตำแหน่ง วิสเคาน์ → เซเรฟ ฟอน เจอเนเรอร์

                “ตระกูล 'เจอเนเรอร์' งั้นหรอ..!?”

                “ค่ะ” ไอรีนพยักหน้ายืนยัน

                ‘บ้าน่า..เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ยยยย’

                “เป็นไปได้มั้ยค่ะ..ที่ตัวเรเวลอาจถูกพ่อค้าเก็บมาเลี้ยง…แต่แอบอ้างว่าเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูง”

                “เรื่องนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลยครับ…ก็ในเมื่อตอนสอบเข้ามีการประกาศรายชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์3คน หนึ่งในนั้นก็มีเอลิเซ่อยู่ด้วย ซึ่งพิธีกรก็ประกาศชัดเจนว่า ‘เอลิเซ่ ฟอน โฮเอนไฮม์’ ชัดๆ”

                “เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันแล้วค่ะ…เพราะว่าอาณาจักรเบลฟาร์สมีคนที่ได้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ 1 คน และจักรพรรดิเวทย์มนต์1 คน…ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่มีตระกูลโฮเอนไฮม์เลย..ตัวฉันจึงคิดว่าท่านเอลิเซ่น่าจะเป็นคนของอาณาจักรอื่น”

                “เอ๋!?..อาณาจักรนี้มีคนที่ได้เป็นจักรพรรดิเวทย์มนต์ด้วยหรอครับ”

                “ค่ะ..แต่มันก็เอามาใช้อวดไม่ได้หรอกนะคะ..เพราะเมื่อได้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์หรือจักรพรรดิเวทย์มนต์แล้ว จะถือว่าเป็นคนกลางระหว่างอาณาจักรทันที ซึ่งพวกเขาจะไม่ขึ้นตรงต่ออาณาจักรใดๆ และแน่นอนว่าใช้เป็นกองกำลังรบเวลาเกิดสงครามระหว่างอาณาจักรไม่ได้ด้วย”

                “แต่เรื่องเป็นกลาง…ก็เป็นกลางตั้งแต่เข้าหน่วยอัศวินเวทย์มนต์แล้วนิครับ”

                “อันนั้นก็ใช่ค่ะ..แต่จริงๆแล้วมันมีมากกว่านั้นอีก เพราะ ว่ากันว่ากองทัพนับหมื่นแสน..ก็สู้อัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงคนเดียวไม่ได้..เนื่องจากระดับพลังเวทย์และความสามารถของพวกเขาหากเอาจริง..สามารถทำลายอาณาจักรทั้งอาณาจักรได้แบบสบายๆเลย…และไม่ต้องพูดถึงจักรพรรดิเวทย์มนต์ที่มีระดับพลังเหนือกว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก..ฉะนั้นไม่ว่ายังไงการวางตัวของพวกเขาจะต้องเป็นกลางอย่างถึงที่สุดค่ะ”

               “หากเอลิเซ่เอาจริง..จะสามารถทำลายอาณาจักรนี้ได้เลยหรอ”

                เรเวลรู้สึกทึ่งและตกใจในพลังของเธอเป็นอย่างมาก

                “ใช่แล้วค่ะ”

                “แต่ถึงอย่างงั้นผมก็ยังยืนยันคำเดิมนะครับ..ว่าเอลิเซ่ยังเป็นคนของอาณาจักรนี้”   

                เด็กหนุ่มกัดฟัน..แล้วกำหมัดแน่น    

                “เรื่องนั้นก็แล้วแต่เธอเถอะนะ..เรเวล..ฉันแค่ให้ข้อมูลเท่าที่ฉันให้ได้เท่านั้นแหละ”  

                ไอรีนดึงเรเวลเข้ามากอดทันที

                “แล้วก็นะ..อย่าลืมไปคืนดีกับเซซิเลียซะล่ะ..หนุ่มน้อย”

                “ครับ”

                                              …………………………………………

                                              #1 วันก่อนสำรวจดันเจี้ยน #

                “โถ่เว้ยยย…ใครจะไปยอมเชื่อกันล่ะ”

                ‘ไฟเยอร์แอเรียล’

                เรเวลตื่นแต่เช้าใช้แอเรียลบินออกจากปราสาทแคทเทอรีนทันที

                “ฉันจะพิสูจน์ให้ดูเอง..ว่าที่ฉันพูดมันเป็นเรื่องจริง”

                เรเวลบินมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ของตระกูลโฮเอนไฮม์

                แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ10ปีแล้ว..แต่ตำแหน่งของคฤหาสน์นั้นตัวเขายังจำได้แม่น

                “ฮึบบ…”

                ‘ฟู่ววววววววววววววววววววววววว’

                เปลวเพลิงลุกท่วมขา..เรเวลเร่งพลังเวทย์ถึงขีดสุด…มุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งความทรงจำด้วยความรวดเร็ว