"มันเป็นไปได้ยังไงกัน..ที่เอลิเซ่จะไม่รู้จักฉัน..”
เรเวลเดินเข้าไปจับไหล่ของเซซิเลียทันที
“เธอ..ไม่ได้โกหกฉันใช่มั้ย!?”
“คะ..ค่ะ..ฉันพูดจริงๆนะคะ..คือว่าฉันไม่ได้กลิ่นไอความโกหกออกมาจากจิตใจของคนๆนั้นเลย”
“แต่ว่าเอลิเซ่ก็ร้องไห้ไม่ใช่หรอ!?…ถ้าเอลิเซ่ไม่รู้จักฉันจริงๆ..ปฎิกิริยาของเธอคงไม่ใช่แบบนั้นหรอก”
“คือว่า..เอาตรงๆนะคะ…แม้แต่ตอนคุณเอลิเซ่ร้องไห้..ตัวฉันก็ไม่ได้กลิ่นไอความเศร้าออกมาจากจิตใจของเธอเหมือนกันค่ะ…ไม่สิ..คงต้องบอกว่าจิตใจของคนๆนั้นมันดูว่างเปล่า..ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว..ไม่ต่างจากหุ่นกระบอกในโรงละครเลยค่ะ”
“มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกันนน!!”
“นี่ถอยออกไปจากเซซิเลียเดี๋ยวนี่นะ”
เซเลน่าเดินเข้ามาแล้วผลักเรเวลออกไปทันที
“เรเวลนายสงบสติอารมณ์หน่อยสิ”
รูอันเดินเข้ามาแล้วจับตัวเรเวลไว้
"ถ้าหากอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นไม่ได้โกหก..งั้นก็หมายความว่าเรเวลโกหกงั้นหรอ?” ชีน่าพูดลอยๆขึ้นมา
“ไม่ค่ะ!” เซซิเลียรีบปฎิเสธทันที
“เรื่องมันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงในเมื่ออีกคนบอกรู้จัก ส่วนอีกคนบอกไม่รู้จัก โดยที่ทั้งคู่ไม่มีใครโกหกสักคน..แน่ใจหรอว่าเธอไม่ได้เข้าข้างไอหมอนี่น่ะ..เซซิเลีย” เซเลน่ากล่าวแล้วชี้นิ้วไปทางเรเวล
“ฉันพูดเรื่องจริงนะคะ…ฉันไม่ได้กลิ่นไอของความโกหกออกมาจากทั้งเรเวลและคุณเอลิเซ่แม้แต่น้อย..แต่ถ้าจะให้ฉันเลือกที่จะเชื่อใครสักคนนึง..ฉันจะขอเลือกที่จะเชื่อในตัวเรเวลดีกว่าค่ะ”
“เธอนี่มันบ้าไปแล้วรึไง!..” เซเลน่าตะคอกใส่เซซิเลียทันที
“เป็นไปได้มั้ยว่า…ท่านเอลิเซ่จะโดนลบความทรงจำ..” รูอันพูดขึ้นมาลอยๆแบบนั้น
"..."
ทุกคนเงียบกริบแล้วหันมามองที่เขาทันที
“อะ..เอ่อ..ผมพูดลอยๆนะ..มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้..แบบว่าตอนเด็กๆผมอ่านนิทานแนวนี้บ่อยอะ..ฮ่ะๆ”
รูอันหัวเราะพร้อมกับเกาหัวตัวเอง
‘โป๊กก!’
“โอ้ยย..เจ็บ”
“จริงจังหน่อยสิยะ!”
ชีน่าเขกหัวรูอันพร้อมกับกล่าวเตือนแบบนั้น
“ไม่ค่ะ..เรื่องนั้นมันเป็นไปได้” เซซิเลียยืนกรานแบบนั้นทันที
“เอ๋!!!!?…” ทุกคนในที่นี้ตกใจกันหมดจนร้องด้วยเสียงเดียวกัน
“คือถ้าหากความทรงจำเดิมถูกลบ..ก็มีแนวโน้มที่บุคลิกและจิตใจดั้งเดิมถูกลบไปด้วย..แต่ถึงอย่างงั้นก็จะมีบุคลิกและจิตใจใหม่เข้ามาแทนที่..แต่ในกรณีของคุณเอลิเซ่..ที่ฉันสัมผัสไม่ได้ถึงจิตใจของเธอเลย..ฉันคิดว่าอาจไม่ได้ถูกลบความทรงจำ..แต่ว่าอาจจะถูกผนึกความทรงจำซะมากกว่า” เซซิเลียลงความเห็นแบบนั้น
“ผะ..ผะ..ผนึกงั้นหรอ” ลูน่ากล่าวด้วยความตกใจ
“มันยิ่งบ้าไปใหญ่เลยไม่ใช่รึไง..แล้วใครมันจะไปผนึกความทรงจำของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้ล่ะ..หรือต่อให้ทำได้..แล้วจะทำไปเพื่ออะไรกัน” เซเลน่าตะโกนโวยวายเสียงดัง..แต่ถึงอย่างงั้นคำพูดของเธอก็มีเหตุผล
“คือว่าเรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้..เพราะฉันเองก็ทำได้แค่เดาเหมือนกัน..ขอโทษนะคะ..ที่ฉันทำตัวเป็นประโยชน์ให้คุณไม่ได้..”
เซซิเลียหันมามองเรเวลแล้วเริ่มทำหน้าเศร้าขึ้นมา
“ช่างมันเถอะเซซิเลีย...ฉันไม่ได้สนใจเรื่องเอลิเซ่แล้วล่ะ..”
…………………………….
14:30น. ณ หอประชุมโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์
“ยังไงก็ขอให้พวกคุณทั้งหลาย..พยายามเรียนให้จบแล้วเข้าหน่วยอัศวินเวทย์มนต์ให้ได้นะคะ..เพราะงานนี้นอกจากจะได้ปกป้องกำแพงไร้ที่สิ้นสุดแล้ว..ยังมีโอกาสที่จะได้เห็นดินแดนปริศนามิสแลนด์นั่นด้วย..และบางทีตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์หรือจักรพรรดิเวทย์มนต์รุ่นถัดไปก็อาจเป็นหนึ่งในพวกคุณก็ได้”
เอลิเซ่กล่าวปราศรัยบนเวที…พร้อมกับมองไปข้างหน้า
“นี่อัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนี้อายุน้อยจังเลยนะ..”
“ก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง..คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราเองก็จะได้มีความหวังกับเขาบ้าง”
“อา..แต่เธอคนนั้นก็สวยจังเลยน้าา..ฉันเองก็อยากได้เธอเป็นแฟนจัง”
นักเรียนหลายคนซุบซิบกันในหอประชุม..โดยไม่ค่อยมีใครตั้งใจฟังเรื่องที่เอลิเซ่พูดสักเท่าไหร่...แต่ก็มีบางคนที่ตั้งใจฟังเธอเหมือนกัน(มั้งนะ)
"หนอยยย...ไอหน้าถั่วมันอยู่ไหนกันแน่นะ.." เซเลน่ากำหมัดแน่นมองไปยังเอลิเซ่พร้อมกับนึกถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้เวทย์แรงโน้มถ่วง
"..." เซซิเลียยืนนิ่งเงียบมองเอลิเซ่ด้วยความสงบและรักษามารยาท...แต่ในใจกลับแค้นเคืองและไม่พอใจเอลิเซ่เป็นอย่างมากที่มาจูบเรเวลต่อหน้าเธอ
"อา..เป็นอัศวินศักดิสิทธิ์นี่ดีจังเลยนะ..อยากทำอะไรก็ทำได้" ความจริงลูน่าก็ไม่ค่อยปลื้มเอลิเซ่สักเท่าไหร่...แต่เธอก็แอบสมน้ำหน้าเซซิเลียในใจเหมือนกัน
"เห้ออ...นี่พี่กำลังพูดแดกดันใครกันแน่คะเนี่ย" ชีน่ามองลูน่าด้วยสีหน้าเอือมระอา
“นี่เรเวล..นายไม่คิดจะสืบเรื่องท่านเอลิเซ่จริงๆหรอ?” รูอันกระซิบข้างหูถามเรเวล
“หา?…จะมีอะไรต้องให้สืบอีกล่ะ”
“ก็เรื่องความทรงจำของเธอไง…”
“…” เรเวลไม่ได้ตอบอะไร
ตอนนั้นเอง..เอลิเซ่หันสายตามามองทางเรเวลเล็กน้อย..จนเรเวลได้สบตากับเธอวูบนึง
“สูญเสียความทรงจำงั้นหรอ?”
เหอะ..ตอนที่เธอปฎิเสธฉันตอนนั้น..ก็ยังจำชื่อฉันได้อยู่เลยไม่ใช่รึไง…แล้วจะว่าไปไอคนที่ชื่อเคิร์ช..และขุนนางคนอื่นๆที่เคยรุมแกล้งฉัน..ตอนนี้มันหายไปไหนกันหมดล่ะนิ..?
ถ้าหากพวกนั้นสอบเข้าโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์ได้…ก็น่าจะมีสักคนที่จำหน้าฉันได้บ้างนี่นา
“ว่าไงล่ะเรเวล..นายจะตัดใจจากเรื่องนี้จริงๆงั้นหรอ..”
“ฉันไม่สนใจหรอก..เพราะว่าฉันจะเดินตามเส้นทางของฉัน…ต่อให้เอลิเซ่สูญเสียความทรงจำจริงๆ..แล้วพวกเราช่วยฟื้นความทรงจำให้เธอได้…ถามว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้นบ้างล่ะ”
“เรื่องนั้นมันก็..”
“ช่างมันเถอะเราอย่าคุยเรื่องนี้อีกเลยนะรูอัน"
สุดท้ายแล้วเอลิเซ่ก็ยังคงเป็นเอลิเซ่นั่นแหละ
……………………………….
21:00 น. ณ ปราสาทแคทเทอรีน
เรเวลกับเซซิเลียนั่งคุยกับไอรีนอยู่บนโซฟาหรูในห้องรับแขกของปราสาทราชวงศ์
เรเวลกับเซซิเลียนั่งข้างกัน..ส่วนไอรีนนั่งอยู่ทิศตรงข้าม
บริเวณโดยรอบมีเมดยืนเฝ้าอยู่ด้วยท่าที่นอบน้อมจำนวน5คน
“วันนี้เป็นวันล้างคำสาปให้คนจำนวนมากครั้งสุดท้ายแล้วสินะครับ?”
เรเวลที่เพิ่งล้างคำสาปร่วมกับเซบัสเตียนเสร็จ..กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ
“ที่จริงก็ยังไม่หมดสักทีเดียวหรอกค่ะ…เพราะตอนนี้พวกขุนนางแต่ละเขตก็พยายามหาผู้ถูกคำสาปที่ยังตกค้างอยู่ แต่คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะหาเจอจนหมด..ซึ่งระหว่างนั้นก็เป็นช่วงที่พวกคุณต้องไปสำรวจดันเจี้ยนพอดี”
“นับว่าช่วงเวลาลงล็อคกันพอดีเลยสินะ..ยังไงก็ขอบคุณแล้วกันครับ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ..เพราะนี่เป็นสิ่งที่ราชวงศ์อย่างพวกดิฉันควรทำอยู่แล้ว”
“..”
เรเวลรู้สึกทึ่ง..ตาค้าง..และมองไปที่หน้าไอรีนทันที
‘ราชวงศ์ก็รู้จักคิดเรื่องพวกนี้เป็นเหมือนกันแหะ..เอาเถอะ..ก็อย่างที่เซซิเลียบอกนั่นแหละ..การเหมารวมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง’
เด็กหนุ่มคิดแบบนั้นในใจ…พร้อมกับจิบน้ำชาต่อไป
“ชานี้หอมและรสชาติกลมกล่อมมากเลยนะครับ”
“เป็นชาอย่างดีที่ปลูกในเขตที่ราบสูงเบอร์คูลี่ค่ะ”
เมดผู้หญิงแสนสวยข้างๆคนหนึ่งตอบเรเวลทันที
“เบอร์คูลี่..เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องชา,กาแฟ,และเหล้าที่หมักจากผลไม้น่ะหรอครับ”
“ค่ะ..ท่านเรเวลรู้เยอะเหมือนกันนะคะเนี่ย”
“พอดีเคยอ่านเจอในหนังสือน่ะครับ..แหะๆ”
ไอรีนมองเรเวลกับเมดคุยกัน..หลังจากนั้นหันไปมองเซซิเลียทันที
ท่าทีของเซซิเลียดูแปลกตั้งแต่กลับมาแล้ว… เพราะถ้าเป็นตามปกติ…ตัวเธอคงจะเข้าไปเกาะแขนเรเวลแล้วคลอเคลียไม่ยอมปล่อย..แต่วันนี้เธอกลับเว้นระยะห่างแล้วทำหน้าเศร้าอย่างเห็นได้ชัด…แถมตั้งแต่กลับมาก็ยังไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว
“เซซิเลียเป็นอะไรงั้นหรอ?...ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจปรึกษาแม่ได้นะ”
“ปะ..เปล่า..ไม่มีอะไรค่ะ..หนูสบายดี” เซซิเลียพูดคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หืม?…มีอะไรหรอเซซิเลีย..เธอยังถึงคิดเรื่องเมื่อตอนกลางวันอีกงั้นหรอ..”
เรเวลหันกลับมาถามเซซิเลียทันทีราวกับเดาใจเธอออก
“มะ..ไม่มีอะไรจริงๆนะคะ”
เซซิเลียหลบหน้าเรเวลเล็กน้อย
“เห้ออ..ปิดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกน่า..เธอยังคิดมากเรื่องเอลิเซ่ใช่มั้ยล่ะ..เรื่องนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรแล้วล่ะ..”
“คุณไม่คิด…แต่ฉันคิดนี่คะะะะ!!”
เซซิเลียตะโกนเสียงดังใส่หูเรเวลทันที..ราวกับเก็บกดมานาน
“วะ…เหวอออ..อะไรกันเนี่ยย”
เรเวลสะดุ้งกระโดดออกจากโซฟาในพริบตา
“จะ..ใจเย็นๆก่อนนะเซซิเลีย”
เรเวลมองเซซิเลียที่โกรธจนน้ำตาคลอ
“ใครมันจะไปรับได้กันล่ะค่ะ…ในเมื่อคนรักตัวเองโดนผู้หญิงคนอื่นเข้ามาแย่งจูบไปเฉยๆแบบนี้..แถมผู้หญิงคนนั้นยังเป็นคนรักเก่าของคุณด้วย"
“ดะ..เดี๋ยวก่อนนะเซซิเลีย..ฉันกับเอลิเซ่ไม่ใช่คนรักเก่ากันสักหน่อยนะ...เพราะพวกเราไม่เคยคบกันเป็นแฟนเลย..."
เข้าใจหน่อยสิฟะ..ยัยบ๊อง..ถ้าเอลิเซ่ตอบตกลงฉันตั้งแต่ตอนนั้น..คิดว่าฉันจะหนีออกมาจากคฤหาสถ์โฮเอนไฮม์รึไง...อีกอย่างเอลิเซ่ยังเป็นคนไล่ฉันออกมาเองด้วยนะ
เรเวลคิดในใจแบบนั้น..แต่เนื่องจากเซซิเลียอ่านจิตใจของเอลิเซ่ไม่ได้...จึงทำให้เธอสรุปทุกอย่างไปตามความคิดและอารมณ์ของตัวเองตามประสาของผู้หญิง
“ถ้าไม่ใช่คนรักเก่ากัน..แล้วทำไมเธอคนนั้นต้องเข้ามาจูบคุณด้วยล่ะ..เพราะมันไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เขามอบจูบให้ผู้ชายคนอื่นไปทั่วหรอกนะคะ”
“เรื่องนั้นฉันจะไปรู้หรอ…เธอไปถามเอลิเซ่เองสิ”
เมื่อเซซิเลียได้ยินคำนั้น..ทำให้เซซิเลียโกรธเรเวลหนักกว่าเดิม
“วันนี้คุณพูดคำว่าเอลิเซ่มาหลายรอบแล้วนะคะ..คุณไม่เบื่อบ้างหรอ”
“หา!?...ก็ถ้าไม่เรียกว่าเอลิเซ่..แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ..ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์รึไง?..คุณราชวงศ์"
“ฮึก..หือฮืออๆๆๆๆ…แแแง”
เซซิเลียร้องไห้ทันทีตามประสาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
“ดะ…เดี๋ยวเซซิเลีย..เธอจะร้องไห้ทำไม..”
เรเวลลุกลี้ลุกลน..พยายามเดินเข้าไปปลอบ
“ไม่รู้แล้วค่ะ…เกลียดเรเวลที่สุดเลยยย…..แแแง”
เซซิเลียเอามือซ้ายปิดตาร้องไห้..แล้ววิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนตัวเองในปราสาทอันกว้างใหญ่ทันที
“หะ..เห้ยย..เดี๋ยวก่อน…อะไรฟะกันเนี่ยย”
เรเวลบ่นพึมพัมพร้อมกับขยี้หัวตัวเอง
“ท่านเซซิเลียคะ..”
เมดทั้งหมดรีบวิ่งตามเซซิเลียไป
“…”
ไอรีนมองลูกสาวตัวเองที่วิ่งไป..พร้อมกับทึ่งเป็นอย่างมาก
“ไม่ได้เห็นเซซิเลียร้องไห้มานานมากเลยนะคะเนี่ย”
บรรยากาศในห้องโถงรับแขกอันกว้างใหญ่เหลือเพียงแค่เรเวลกับไอรีนอยู่2คน
‘ฮูกกก’
เสียงนกฮูกดังออกมาจากนอกหน้าต่างยามค่ำคืน
“ขอโทษนะครับท่านไอรีน..ผมนี่มันคือคนไม่ได้เรื่องจริงๆครับ”
เรเวลนั่งลงแล้วปล่อยหลังพิงบนโซฟา..พร้อมกับถอนหายใจ
"ช่างมันเถอะค่ะ”
ไอรีนนั่งมองเรเวลอยู่แบบนั้น..จนเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง
……………………………
21:30 น. ณ ห้องรับแขกปราสาทแคทเทอรีน
‘เห้ออ..นี่มันเรื่องวุ่นวายอะไรกันเนี่ยยย…คนผิดก็คือเอลิเซ่ไม่ใช่รึไง..ทำไมเซซิเลียต้องมาโกรธผมด้วยล่ะ..ไม่เข้าใจเลยจริงๆ’
เด็กหนุ่มนอนหลับตาพิงโซฟาอยู่แบบนั้น…ถ้าเป็นขุนนางทั่วไปการทำแบบนี้คงถือว่าเสียมารยาทต่อไอรีนไปแล้ว..แต่เนื่องจากตัวเขาก็ได้คุยกับไอรีนอยู่หลายครั้ง..จนในบางครั้งก็รู็สึกเป็นกันเองกับเธอขึ้นมา..อีกอย่างไอรีนก็ไม่ถือสาอะไรด้วย
‘อีก2วันก็จะสำรวจดันเจี้ยนแล้ว..ทำไมต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้ด้วยนะ..ไหนบอกว่าควรเป็นวันพักไง…นี่มันวันมหาโลกาวินาศชัดๆ’
ตัวผมหลับตา..บ่นรำพึงรำพันในใจตัวเองอยู่แบบนั้น..ตอนนั้นเองรู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนมาหวีผมให้
“หืม?…”
ตัวผมค่อยๆลืมตาขึ้นมา…มองเห็นหญิงสาวแสนสวยคนหนึ่งที่หน้าคล้ายเซซิเลีย
“เอ๋!?…ท่านไอรีน”
“นิ่งๆหน่อยสิ..ฉันกำลังหวีผมให้เธออยู่นะ..หนุ่มน้อย”
ไอรีนในยามปกติ..หากไม่ได้คุยเรื่องที่เป็นทางการ..ก็จะใช้คำพูดแบบเป็นกันเองกับเรเวล
“อะ..เอ่อ..ขอบคุณครับ..แต่ว่าท่านมาหวีผมให้แบบนี้มันจะดีหรอครับ?"
อีกอย่างผู้ชายนี่ผมสั้นจะตาย..ต้องมานั่งหวีผมเป็นงานอดิเรกแบบผู้หญิงด้วยหรอ??
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ..ตัวฉันเองก็เคยหวีผมให้เซซิเลียบ่อยๆ..ตอนสมัยเธอเด็กๆล่ะนะ”
“งั้นหรอครับ…แต่ผมไม่ใช่เซซิเลียนิ..แล้วผมก็ไม่ใช่ลูกท่านด้วยนะ..”
“..”
ไอรีนไม่ได้ตอบอะไร..แต่ก็ยังหวีผมให้เรเวลต่อ
“สีผมของเรเวลนี่ประหลาดจังเลยนะ…ผมสีขาวราวกับหิมะแบบนี้..หาไม่ได้ในอาณาจักรนี้เลย”
“หรอครับ..แล้วผมควรจะดีใจมั้ยละนิ..”
“ไม่รู้สินะ…ว่าแต่..ช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้แม่ฟังหน่อยได้มั้ย?.."
“เอ๋?..แม่”
“อ้ะ..โทษที..พอดีฉันมองว่าเธอเป็นเหมือนลูกฉันคนหนึ่งน่ะ..คงไม่ถือสาสินะ” ไอรีนหัวเราะเล็กน้อย
“ผิดถนัดเลยแหละครับ..เพราะผมไม่เคยมีแม่มาก่อน…แล้วอยู่ดีๆท่านเรียกแทนตัวเองว่าแม่แบบนี้ก็ต้องรู้สึกแปลกๆอยู่แล้วแหละ”
“อา..ตอนนี้ถ้ายังไม่ชิน..จะยังไม่เรียกก็ได้นะ..แต่ถ้าวันนึงเธอแต่งงานกับเซซิเลีย..วันนั้นเธอต้องเรียกฉันว่าท่านแม่นะ..เข้าใจมั้ยหนุ่มน้อย..”
“วันนั้นจะมาถึงรึป่าวก็ยังไม่รู้เลยครับ…บางทีเซซิเลียอาจจะโกรธผมจนขอบอกเลิกไปก่อนก็ได้”
“ไม่เป็นแบบนั้นอยู่แล้วแหละจ้ะ..ฉันเลี้ยงลูกตัวเองมาย่อมรู้ดีว่านิสัยของลูกตัวเองเป็นยังไง…ถึงจะมีช่วงที่เธองอนเวลาโกรธบ้าง..แต่ถ้าเธอชอบอะไรสักอย่างแล้ว..เธอจะเป็นพวกยึดติดแบบกัดไปปล่อยเลยล่ะ”
ไอรีนกล่าวพร้อมกับยิ้มให้เรเวล
“งะ..งั้นหรอครับ”
เรเวลเงยหน้าขึ้นมองไอรีน
“หวีผมเสร็จแล้วจ๊ะ…”
“ขอบคุณครับ”
“เธอเนี่ยนะ…หัดรู้จักหวีผมหรือแต่งตัวเท่ๆซะบ้างสิ..เป็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีแท้ๆ..แต่ไม่รู้จักดูแลตัวเองตัวเองเลยนะ”
“ถ้าการทำแบบนั้นช่วยให้เป็นจักรพรรดิเวทย์มนต์ได้ไวขึ้น..ก็น่าสนเหมือนกันนะครับ”
ที่จริงฉันก็หวีผมทุกเช้านะเฟ้ยย…แต่ไม่ได้หวีแล้วจัดทรงละเอียดขนาดนี้..เอาแค่ผมไม่ยุ่งเป็นรังนกก็พอแล้วมั้ง...ส่วนชุดที่ใส่อยู่นี่..ก็ไปซื้อกับเซซิเลียเลยไม่ใช่หรออ..(แม้ว่าผมจะเป็นคนเลือกเอง99%ก็เถอะ)
“เห้อออ…ช่างเถอะค่ะ”
ไอรีนถอนหายใจให้กระต่ายน้อยจอมหัวแข็ง
‘อืม..แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะ…เพราะถ้าหากหล่อมากๆเดี๋ยวมีผู้หญิงมารุมล้อมเยอะเกินไปแบบลูมิเอลจะน่าปวดหัวเอาได้..ฉะนั้นแบบนี้แหละดีแล้ว..'
ไอรีนคิดในใจแล้วขยี้ผมเรเวลให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
“เอ๋..อะไรกันครับเนี่ยย!?"
ไอรีนเดินไปนั่นโซฟาฝั่งตรงข้ามทันที
“ถ้าไม่รังเกียจ..ช่วยเล่าเรื่องวันนี้ให้ฉันฟังได้มั้ยจ๊ะ..อย่างน้อยฉันก็อยากรู้ว่าลูกสาวตัวเองไม่สบายใจเรื่องอะไร”
“ผมว่าแค่ฟังจากบทสนทนาท่านเองก็น่าจะพอเดาได้แล้วนะครับ…แต่ก็ได้ครับ..ถ้าอยากจะรู้แบบละเอียดๆผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเอง”
ผมเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้..รวมทั้งเรื่องในอดีตระหว่างผมกับเอลิเซ่ไปจนหมดเปลือก
.
.
“ที่แท้ก็แค่ปัญหาความรักว้าวุ่นในวัยรุ่นแค่นั้นเอง..><”
ไอรีนมองเรเวลพร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย
‘วัยรุ่นงั้นหรอ!?…ท่านไอรีนก็ยังสาวอยู่เลยไม่ใช่รึไง…อีกอย่าง..’
“เอ่อ..ท่านไอรีนครับ..สิ่งที่ผมเจอในวัยเด็กนี่มันไม่ขำเลยนะครับ..”
“เข้าใจแล้วล่ะ..เธอคงผ่านอะไรมาเยอะสินะ..ว่าแต่เรเวลเป็นคนของอาณาจักรอื่นงั้นหรอ?”
“เอ๋..ก็คนของอาณาจักรนี้แหละครับ..ทำไมหรอครับ?”
“งั้นท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นก็เป็นคนของอาณาจักรอื่นงั้นสินะ”
“ดะ..เดี๋ยวๆ..เอลิเซ่เองก็เป็นคนของอาณาจักรนี้นะครับ”
“เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ..เพราะอาณาจักรเบลฟาร์ส..ในเมืองหลวงไม่มีตระกูลขุนนางที่มีชื่อตระกูลว่า โฮเอนไฮม์ อยู่เลยค่ะ”
“ระ…เรื่องนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไงกันครับ..”
เอลิเซ่ ฟอน โฮเอนไฮม์ …. ชื่อนี้ไม่ว่ายังไงเราก็จำไม่ผิดนี่นา
“ถ้าเป็นตระกูลขุนนางเล็กๆนอกเมืองก็อาจจะพอเป็นไปได้นะคะ…แต่เนื่องจากมีคำว่า 'ฟอน' อยู่ด้วย แสดงว่าเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูง..ถ้าไม่ใช่มาเกรฟ..ก็วิสเคาน์นี่แหละค่ะ..แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่า ตำแหน่งมาเกรฟ ถือว่าใหญ่มากระดับที่ปกครองหนึ่งในภูมิภาคทั้ง4เลย..ส่วนตำแหน่งวิสเคาน์ก็เป็นถึงระดับเจ้าเมือง..ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลโฮเอนไฮม์จะอยู่ในอาณาจักรนี้ค่ะ..เพราะตัวฉันไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้เลยจริงๆ”
“แต่ว่าผมกับเอลิเซ่โตมาที่อาณาจักรเบลฟาร์สนะครับ..แถมยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงด้วย..ระ…ระ..หรือว่า”
ตอนนั้นเองเรเวลตกใจสุดขีด…จนเหงื่อไหลพรากออกมาท่วมตัว
'บะ..บะบ้าน่า..อย่าบอกนะว่า..คนที่ถูกลบความทรงจำไม่ได้มีแค่เอลิเซ่...แต่ยังมีคนอื่นด้วยงั้นหรอ'
“ถ้าหากเธอไม่เชื่อ..ฉันจะเอาสมุดรายชื่อตระกูลขุนนางในอาณาจักรนี้ให้ดูก็ได้นะคะ”
“ครับ”
ผมเดินตามท่านไอรีนไปยังห้องทำงานห้องหนึ่งในปราสาททันที
เมื่อมาถึงและเปิดประตูเข้าไป..ท่านไอรีนก็หยิบสมุดเล่มใหญ่เล่มหนึ่งออกมาจากชั้นหนังสือขนาดมหึมา
*********************************
‘รายชื่อตระกูลขุนนางอาณาจักรเบลฟาร์ส’
‘อัพเดทล่าสุด วันที่ 18/03/341’
**********************************
หนังสือเป็นปกแข็งสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยลวดลายตราประจำอาณาจักร
ท่านไอรีนเปิดหนังสือขึ้นมา..โดยค้นหาตระกูลขุนนางที่มีคำว่า ‘ฟอน’
“ตระกูลของท่านเอลิเซ่อยู่ในเมืองหลวงใช่มั้ยคะ?”
เนื่องจากตอนนี้เอลิเซ่เป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์แล้ว..เวลาไอรีนจะใช้คำพูด..ก็ต้องเรียกเอลิเซ่ด้วยคำว่า 'ท่าน' นำหน้าแม้ว่าตัวเธอจะเป็นถึงราชวงศ์ก็ตาม…ส่วนเซซิเลียที่ไม่ยอมเรียกเอลิเซ่ว่า ‘ท่าน’ นั่นเป็นเพราะความหึงหวงส่วนตัว
“ครับ เอลิเซ่ ฟอน โฮเอนไฮม์ ครับ แม่ของเธอชื่อว่า ฟอร์จูน่า ฟอน โฮเอนไฮม์ ส่วนพ่อของเธอชื่อว่า กาเรต ฟอน โฮเอนไฮม์ ”
เรเวลพูดชื่อครอบครัวของเอลิเซ่แบบละเอียดพร้อมกับกวาดตาค้นหาไปพร้อมกับไอรีน ..แต่เนื่องจากตระกูลวิสเคาน์ในเมืองหลวงมีแค่ตระกูลเดียวจึงใช้เวลาหาไม่นาน
"เมืองหลวงตระกูลวิสเคาน์ไม่ใช่เจ้าเมือง..แต่มีหน้าที่คล้ายเจ้าเมือง..คือดูแลหน่วยงานราชการต่างๆในเมืองหลวงและทำหน้าที่ประสานงานกับเมืองอื่นๆ..นี่ไงคะ..คือตระกูลวิสเคาน์ในเมืองหลวงของอาณาจักรนี้"
ไอรีนชี้ไปที่รายชื่อหนึ่งในสมุด
เมืองหลวง: ตำแหน่ง วิสเคาน์ → เซเรฟ ฟอน เจอเนเรอร์
“ตระกูล 'เจอเนเรอร์' งั้นหรอ..!?”
“ค่ะ” ไอรีนพยักหน้ายืนยัน
‘บ้าน่า..เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ยยยย’
“เป็นไปได้มั้ยค่ะ..ที่ตัวเรเวลอาจถูกพ่อค้าเก็บมาเลี้ยง…แต่แอบอ้างว่าเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูง”
“เรื่องนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลยครับ…ก็ในเมื่อตอนสอบเข้ามีการประกาศรายชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์3คน หนึ่งในนั้นก็มีเอลิเซ่อยู่ด้วย ซึ่งพิธีกรก็ประกาศชัดเจนว่า ‘เอลิเซ่ ฟอน โฮเอนไฮม์’ ชัดๆ”
“เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันแล้วค่ะ…เพราะว่าอาณาจักรเบลฟาร์สมีคนที่ได้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ 1 คน และจักรพรรดิเวทย์มนต์1 คน…ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่มีตระกูลโฮเอนไฮม์เลย..ตัวฉันจึงคิดว่าท่านเอลิเซ่น่าจะเป็นคนของอาณาจักรอื่น”
“เอ๋!?..อาณาจักรนี้มีคนที่ได้เป็นจักรพรรดิเวทย์มนต์ด้วยหรอครับ”
“ค่ะ..แต่มันก็เอามาใช้อวดไม่ได้หรอกนะคะ..เพราะเมื่อได้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์หรือจักรพรรดิเวทย์มนต์แล้ว จะถือว่าเป็นคนกลางระหว่างอาณาจักรทันที ซึ่งพวกเขาจะไม่ขึ้นตรงต่ออาณาจักรใดๆ และแน่นอนว่าใช้เป็นกองกำลังรบเวลาเกิดสงครามระหว่างอาณาจักรไม่ได้ด้วย”
“แต่เรื่องเป็นกลาง…ก็เป็นกลางตั้งแต่เข้าหน่วยอัศวินเวทย์มนต์แล้วนิครับ”
“อันนั้นก็ใช่ค่ะ..แต่จริงๆแล้วมันมีมากกว่านั้นอีก เพราะ ว่ากันว่ากองทัพนับหมื่นแสน..ก็สู้อัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงคนเดียวไม่ได้..เนื่องจากระดับพลังเวทย์และความสามารถของพวกเขาหากเอาจริง..สามารถทำลายอาณาจักรทั้งอาณาจักรได้แบบสบายๆเลย…และไม่ต้องพูดถึงจักรพรรดิเวทย์มนต์ที่มีระดับพลังเหนือกว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก..ฉะนั้นไม่ว่ายังไงการวางตัวของพวกเขาจะต้องเป็นกลางอย่างถึงที่สุดค่ะ”
“หากเอลิเซ่เอาจริง..จะสามารถทำลายอาณาจักรนี้ได้เลยหรอ”
เรเวลรู้สึกทึ่งและตกใจในพลังของเธอเป็นอย่างมาก
“ใช่แล้วค่ะ”
“แต่ถึงอย่างงั้นผมก็ยังยืนยันคำเดิมนะครับ..ว่าเอลิเซ่ยังเป็นคนของอาณาจักรนี้”
เด็กหนุ่มกัดฟัน..แล้วกำหมัดแน่น
“เรื่องนั้นก็แล้วแต่เธอเถอะนะ..เรเวล..ฉันแค่ให้ข้อมูลเท่าที่ฉันให้ได้เท่านั้นแหละ”
ไอรีนดึงเรเวลเข้ามากอดทันที
“แล้วก็นะ..อย่าลืมไปคืนดีกับเซซิเลียซะล่ะ..หนุ่มน้อย”
“ครับ”
…………………………………………
#1 วันก่อนสำรวจดันเจี้ยน #
“โถ่เว้ยยย…ใครจะไปยอมเชื่อกันล่ะ”
‘ไฟเยอร์แอเรียล’
เรเวลตื่นแต่เช้าใช้แอเรียลบินออกจากปราสาทแคทเทอรีนทันที
“ฉันจะพิสูจน์ให้ดูเอง..ว่าที่ฉันพูดมันเป็นเรื่องจริง”
เรเวลบินมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ของตระกูลโฮเอนไฮม์
แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ10ปีแล้ว..แต่ตำแหน่งของคฤหาสน์นั้นตัวเขายังจำได้แม่น
“ฮึบบ…”
‘ฟู่ววววววววววววววววววววววววว’
เปลวเพลิงลุกท่วมขา..เรเวลเร่งพลังเวทย์ถึงขีดสุด…มุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งความทรงจำด้วยความรวดเร็ว