ตอนที่ 32 การโจมตีของนักเวทย์
มวลคลื่นน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและสิ่งปลูกสร้างตามชายฝั่งทวีปมักจะถูกเซเปียนส์เรียกขานกันว่า “ซึนามิ” ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่เกิดจากคำสองคำรวมกัน คือคำว่า “ซึ” ซึ่งแปลว่าท่าเรือ และ “นามิ” ที่แปลว่าทะเล เพราะซึนามิจะเกิดขึ้นได้ตามชายฝั่งเท่านั้นจริง ๆ แล้วซึนามิแทบไม่ได้ต่างอะไรจากคลื่นทั่วไป เพียงแต่มีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก ๆ และไม่ได้เกิดจากคลื่นลมที่เป็นแรงกระทำจากภายนอก แต่ซึนามินั้นเกิดมาจากแรงกระทำที่เกิดขึ้นจากภายในอย่างเช่นภูเขาไฟใต้น้ำระเบิด การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก หรือแผ่นดินถล่มใต้น้ำและการเคลื่อนที่ของแรงเหล่านั้นนั่นเองที่ทำให้เกิดซึนามิเมื่อแรงจำนวนมหาศาลเหล่านั้นเข้าใกล้ชายฝั่งจะถูกบีบตัวจนก่อให้เกิดคลื่นสูงพัดทำลายล้างทุกอย่างที่อยู่ขวางหน้าความสูงของคลื่นซึนามิที่สูงสุดเคยถูกบันทึกเอาไว้ว่ามีความสูงอยู่ที่หนึ่งร้อยฟุต ตอนที่มันพัดเข้าถล่มอ่าวลิทูยาในอาลสก้าเมื่อปี 1958 หลังจากที่ซัดเข้าฝั่งแล้วพลังทำลายล้างของมันยังพุ่งเข้าไปทำลายต้นไม้ในป่าที่อยู่สูงขึ้นไปถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยกว่าฟุตบนภูเขาจนทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองความสูงของคลื่นที่แลนจาสร้างขึ้นในวันนี้ ก็แทบไม่ต่างจากซึนามิที่ซัดทำลายอ่าวลิทูยาเลยแม้แต่น้อย พลังงานขนาดไหนกันที่เขาปล่อยออกมาเพื่อสร้างแรงให้เกิดมวลคลื่นมหึมาเหมือนกับตอนนี้จิตใจของทรินิตี้ที่เข้าร่วมภารกิจนี้เริ่มฮึกเหิมกันจนถึงขีดสุดไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะมีโอกาสล้มเหลวได้เลยแม้แต่น้อยโดยปกติแล้วในจิตใจของเซเปียนส์ก็มีความหวาดกลัวและรังเกียจโดมินาริอยู่แล้วโดยสัญชาติญาณ ยิ่งไปกว่านั้นการปลูกฝังความคิดต่าง ๆ แก่ลูกหลานของพวกเขาก็มักจะมีการมอบบทบาทของตัวร้ายให้กับโดมินาริอยู่ในเรื่องราวต่าง ๆ เสมอ ๆ ในนามของผี ของปีศาจผ่านทางเรื่องราวปรัมปราหรือนิทานดังนั้นภารกิจนี้ย่อมไม่มีทรินิตี้ที่เข้าร่วมคนใดไม่มีความรู้สึกในแง่ลบกับพวกโดมินาริเลยทุกคนเต็มไปด้วยความฮึกเหิมที่จะได้เข่นฆ่าเหล่าโดมินาริให้หมดสิ้น พวกเขาจะเป็นวีรบุรุษที่ได้ช่วยปกป้องมวลหมู่เซเปียนส์ร่วมโลกหลายสิบล้านคนมวลคลื่นพุ่งทะยานด้วยความเร็วกว่าแปดร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้ชั่วพริบตาเดียวพวกเขาก็มองเห็นเป้าหมายอยู่ในสายตาท่ามกลางสายฝนแม้ว่าตอนนี้พระอาทิตย์จะยังไม่พ้นขอบฟ้า แต่แสงฟ้าแลบแปลบปลาบก็ทำให้พวกเขามองเห็นเรือดำลำนั้นได้อย่างชัดเจน“ไวฟอน และผู้ใช้เวทย์โจมตีไกลลงมือ”ทันใดนั้นไวฟอนก็ยื่นมือออกข้างหน้าทั้งสองข้าง สีหน้าของเขาคราวนี้ดูจริงจังมากขึ้น และบนมือทั้งสองก็ปูดโปนด้วยเส้นเลือดที่เขม็งเกร็งเขาพึมพำอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว“ระยะห่างเก้าร้อยเมตร ความเร็วลมเก้าสิบเจ็ดกิโลเมตรต่อชั่วโมง...” บริเวณรอบ ๆ เรือสีดำปรากฏไปด้วยเส้นสายหลายเส้นที่ประกอบกันเป็นรูปทรงกลมที่เรืองแสงได้“ระเบิด!”ไวฟอนกำมือทั้งสองข้างรอบ ๆ ลำตัวเรือสีดำลำใหญ่เกิดระเบิดขึ้นพร้อม ๆ กันหลายจุดในอาณาเขตของทรงกลมเหล่านั้น แรงระเบิดถึงกับทำให้เกิดความร้อนวาบและแสงสว่างขึ้นรอบ ๆ บริเวณหลังจากแรงระเบิดนั้นเกิดขึ้นการโจมจีจากนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็พลันปะทุขึ้นไปทั่วลำเรือ ไม่ว่าจะเป็นจากแท่งน้ำแข็ง ลำแสงสว่างจ้า ก้อนหิน ลมพายุ และอื่น ๆ อีกหลายอย่างเกินจะนับเรือลำใหญ่สีดำลำนั้นถึงกับสั่นโคลงเคลง“ทุกคนบนเรือเตรียมรับแรงกระแทก”แลนจาประกาศคำสั่งต่อไปตามกลยุทธ์ที่วางเอาไว้ทันทีที่คำประกาศนั้นถูกถ่ายทอดออกไป มวลคลื่นยักษ์ก็ซัดกระแทกเข้ากับลำเรือสีดำจนพลิกคว่ำไปหนึ่งรอบ กลับหัวกลับหางและกลับมาตั้งลำใหม่อย่างโงนเงน เสาส่งสัญญาณ และอุปกรณ์ต่าง ๆ บนดาดฟ้าเรือต่างพังระเนระนาด ไม่ก็ตกหล่นจากเรือจมลงไปในท้องทะเลจนหมด น่าแปลกที่คลื่นยักษ์นั้นพัดกระแทกและผ่านเรือดำไปเฉย ๆ โดยไม่ลากมันไหลตามไปด้วยเมื่อเรือพลิกกลับมาตั้งลำตามเดิม บนดาดฟ้าเรือก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำทะเลและร่องรอยของความเสียหายจากการโจมตีที่ถูกระดมเข้ามาเมื่อครู่นี้ลำตัวเรือมีรอยเขม่าไหม้ดำติดอยู่ทั่วไป พร้อมกับรอยเหล็กยุบเป็นหลุมบ่อหลายรอย บางรอยก็แตกร้าวจนเกิดเป็นโพรงสีดำใหญ่ ดาดฟ้าเรือก็ไม่ต่างกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าการโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวเมื่อครู่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก“หน่วยเวทย์เวหา ลงมือได้”พอแลนจาพูดจบเหล่านักเวทย์ที่เหาะเหินอยู่กลางอากาศล้วนพุ่งตัวเข้าหาลำเรือที่พังยับเยินด้วยวิธีที่แตกต่างกัน“ทุก ๆ คน ระวังตัวด้วย ทำลายโดมินาริทุกตัวที่อยู่ในสายตาซะ” สปิตบอกกับเหล่านักเวทย์เวหาคนอื่น ๆ ในขณะที่พวกเขาเคลื่อนที่เข้าใกล้ลำเรือด้วยความเร็วสูงอีกสิบเมตรจะถึงเรือ สปิตและนักเวทย์อีกสองสามคนนำผู้อื่นอยู่หลายช่วงตัว“แลนจา ฉันไม่เห็นพวกโดมินาริเลยสักตัว”แปลก... สปิตคิด บนดาดฟ้าไม่มีโดมินาริสักตัวออกมาเตรียมรับการโจมตีของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่ร่องรอยของโดมินาริที่ถูกโจมตีก็ไม่มีอยู่เลย แล้วสปิตก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้“ทุกคนหยุด!”แต่คำเตือนของสปิตก็เหมือนว่าจะช้าไปเสียแล้วนักเวทย์ที่นำหน้าคนอื่น ๆ มาพร้อมกับสปิตอีกสองสามคนหยุดไม่ทัน จึงเข้าใกล้เรือไปโดยไม่ได้ระวังตัวทันทีที่พวกเขาเข้าไปใกล้ระยะราว ๆ สามเมตรรอบลำตัวเรือ พวกเขาก็พลันสูญเสียการควบคุมตัวจนตกลงทะเล และบนดาดฟ้าเรือสองคนที่ตกลงบนดาดฟ้าเรือเริ่มเกิดอาการทุรนทุรายคล้ายกับหายใจไม่ออก และที่ผิวของพวกเขาก็เกิดตุ่มพองผุดขึ้นมามากมายจากนั้นก็แตกออกเป็นเลือดและหนอง“พิษ! แลนจา พวกกูลมันใช้พิษ” สปิตรีบแจ้งข่าวให้แลนจาและคนอื่น ๆ พร้อม ๆ กับถอยหลังออกจากบริเวณด้วยความรวดเร็วทันใดนั้นก็เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ กูลจำนวนมากโผล่ออกมาจากทุกซอกทุกมุมของดาดฟ้าในสภาพที่ไร้ร่องรอยความเสียหายใด ๆ เหมือนกับว่าพวกมันหลบรอดจากการโจมตีเมื่อครู่ไปได้จนหมดจากนั้นฝูงกูลเหล่านั้นก็อ้าปากกว้างพร้อมกับสำรอกหมอกพิษสีเชียวขุ่นจำนวนมากออกมาจนคลุ้งไปทั่วบริเวณ กลายเป็นว่าสายฝนของเพอร์เฟคเว็ทเธอร์ช่วยผสมปนเปหมอกพิษเหล่านั้นไหลลงบนผิวน้ำทะเลจนทั่วไปหมดเรือลำหนึ่งของโดมินาริที่อยู่ใกล้บริเวณมากกว่าเรือลำอื่น ๆ โดนน้ำทะเลที่ปนเปื้อนหมอกพิษนั้นกัดกร่อนจนผิวเรือเริ่มเกิดร่องรอยกัดเซาะ“เกฮาส ยกเลิกเพอร์เฟคเว็ทเธอร์เร็ว”แลนจาร้องบอกเกฮาส“รับทราบ”สิ้นคำตอบ เกฮาสก็ถอนเวทมนตร์เพอร์เฟคเว็ทเธอร์ของเธอออกจากรอบบริเวณเรือดำ จนทำให้ท้องฟ้าโดยรอบปลอดโปร่งขึ้นมาทันใด แต่เมื่อเมฆฝนหายไป แสงสว่างจากสายฟ้าและเสียงโครมครามจากฟ้าร้องก็พลันหายไปด้วย ทะเลบริเวณนั้นจึงตกอยู่ในความมืดและเงียบสงัด“ขอทราบพิกัดและจำนวนศัตรูด้วย” แลนจาออกคำสั่งกับนักเวทย์หญิงที่มีดวงเนตรสีขาวยังไม่ทันที่เวทย์มนตร์ของผู้หญิงคนนั้นจะได้เริ่มใช้ออกไปเรืออีกลำที่อยู่ทางด้านซ้ายของกองเรือก็ถูกพลังอะไรบางอย่างกระแทกจนแตกออกเป็นสองท่อน“ยูนิทเอฟ... พวกกูลร่วมมือกับอันเดด?”แลนจาคาดไม่ถึงกับความร่วมมือของทั้งสองเผ่าพันธุ์และไม่มีใครในที่นี้คาดคิดถึงเหมือนกันนักเวทย์หลายคนร่วงหล่นลงน้ำทะเลที่ดำมืด หลาย ๆ คนพยายามใช้เวทมนตร์ของตนเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวแต่ไม่ใช่ทุกคนที่รอดจากยูนิทเอฟไปได้ นักเวทโชคร้ายคนหนึ่งถูกยูนิทเอฟคว้าตัวขึ้นมา เขาเป็นชายร่างผอมผมสั้นคนหนึ่ง ยูนิทเอฟกระชากตัวของเขาขาดกลางตรงบริเวณช่วงเอว ลำไส้สีแดงคล้ำเป็นขด ๆ ไหลทะลักออกมาจากร่างกายที่ขาดออกลงสู่ผิวทะเล ย้อมผืนน้ำให้เป็นสีแดงเข้มในเวลาแทบจะพร้อม ๆ กัน เรืออีกสองลำในกองเรือก็ถูกโจมตีจากยูนิทเอฟอีกสองตัว กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าหาพื้นผิวเรือและเหล่านักเวทย์ที่อยู่บนนั้นแต่น่าเสียดายที่เรือทั้งสองลำมีนักเวทย์สองคนประจำอยู่เรือลำแรกมีเกฮาส ทันทีที่กระสุนกระทบลงบนเรือ เรือทั้งลำก็พลันสลายหายไปเป็นภาพลวงตา เพอร์เฟคเว็ทเธอร์ มิราจ เวทมนตร์สภาพอากาศที่สามารถสร้างภาพลวงตาได้ จากนั้นเกฮาสก็เรียกลมกรรโชกพาตัวของเธอลอยไปสู่เรือดำ มือของเธอยื่นไปข้างหน้าจนเกิดมวลลมพัดเอาควันพิษแหวกออกเป็นทางส่วนเรืออีกลำมีไวฟอน เพียงเสี้ยววินาทีที่กระสุนจะตกกระทบผิวเรือหรือคนบนเรือ ไวฟอนกำมือทั้งสองข้าง กระสุนทุกนัดก็ระเบิดแตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปหมด หลังจากทำลายกระสุนเหล่านั้น ไวฟอนก็วิ่งกระโดดลงจากเรือ ก่อนที่เท้าของเขาจะกระทบกับผิวหน้าของน้ำทะเล ใต้เท้าของเขาก็มีคลื่นระเบิดเกิดขึ้นจนดันตัวของเขาให้ลอยไปข้างหน้า เขาวิ่งด้วยแรงระเบิดไปราวสิบก้าวจากนั้นก็อาศัยแรงระเบิดกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือดำ เผชิญหน้ากับยูนิทเอฟตัวหนึ่ง ไวฟอนพุ่งตัวเข้าหายูนิทเอฟตัวนั้นที่ยังไม่ทันตั้งตัว ตะโกนในใจ ...บิ๊กแบดบอมม์ (ระเบิดลูกใหญ่ร้ายแรง) แล้วต่อยเข้าที่ปลายคางของยูนิทเอฟแรงระเบิดรุนแรงเกิดขึ้นกับหัวของยูนิทเอฟจนพาทั้งตัวที่ใหญ่โตลอยกระเด็นไปด้านหลังไวฟอนล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบบุหรี่สองตัวออกมาจุดสูบ พร้อมกับหันหลังเตรียมตัวไปจัดการกับกูลตัวอื่น ๆ บนดาดฟ้าเรือยูนิทเอฟตัวที่ล้มลงไปลุกขึ้นมาเหมือนกับไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย แรงระเบิดเมื่อกี้สร้างแค่เพียงรอยไหม้บนปลายคางของมันเท่านั้น มันยกมือที่ติดตั้งปืนกลขึ้นหันไปทางไวฟอนและยิงออกไปในทันทีกระสุนเหล่านั้นคลาดจากร่างของไวฟอนเบี่ยงออกไปทางขวามือยูนิทเอฟตัวนั้นเกิดความงุนงงว่าทำไมกระสุนพลาดเป้าไปไวฟอนหันมามองแล้วพึมพำว่า“โดนบิ๊กแบดบอมม์ระยะประชิดแบบนี้แล้วยังไม่ตาย...”“นายระวังตัวน้อยไปหน่อยมั้ย” เกฮาสลอยตัวลงมายืนข้าง ๆ ไวฟอนกูลบนดาดฟ้าเรือ และยูนิทเอฟสองตัวเริ่มตีวงเข้ามาล้อมทั้งสองไวฟอนสูดควันบุหรี่ฟอดใหญ่เข้าปอด“สงสัยต้องเหนื่อยอีกแล้วซินะ”จบตอนที่ 32