ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ สมัครอ่านในกลุ่มของนักเขียนโดยตรง จนจบ30เล่ม ราคาเพียง>>600บาท เท่านั้น
“เอาละข้าขอแนะนำตัวเองก่อน ข้าคือเหล่าซี ผู้คุมกฎแห่งดอยเทพอาคมและยังเป็นผู้ควบคุมการทดสอบในรอบที่สองอีกด้วยแต่ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบในรอบที่สอง
พวกเจ้าที่สามารถผ่านรอบแรกของการทดสอบมาได้ ดอยเทพอาคมของเราย่อมจะมีของขวัญเล็กน้อยให้แก่พวกเจ้า
ถึงแม้ว่าในรอบที่สองและสามพวกเจ้าจะพบกับความผิดหวังแต่ทว่าดอยเทพอาคมเราหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยบรรเทาความผิดหวังในใจพวกเจ้าและสร้างแรงกระตุ้นให้พวกเจ้ากลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้ง”
เมื่อเหล่าซีกล่าวจบมันโคจรพลังลมปราณไปทั่วร่างพลังในแดนแห่งทรราชพวยพุ่งออกมา จากนั้นมันกวาดตามองไปยังเหล่ารุ่นเยาว์อีกครั้ง พร้อมกลับเอ่ยปากขึ้น
“ดอยเทพอาคมเรา จะสอนทักษะระดับปราชญ์ขั้นสูง ฝ่ามือราตรีหวนคืน ทักษะนี้พวกเจ้าไม่สามารถนำมันไปถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นได้
ถ้าใครฝ่าฝืนมันผู้นั้นจะได้รับการลงโทษจากดอยเทพอาคม เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ข้าจะแสดงมันให้พวกเจ้าได้ดูเดี๋ยวนี้ ส่วนว่าจะเรียนรู้มันได้เท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของพวกเจ้าเอง”
จากนั้นชายชรายกฝ่ามือของมันวาดออกเป็นวงกลม
ฟุบบบ!!
แสงสีดำปรากฏขึ้นล้อมรอบชายชราไว้ นี้คือลักษณ์แรก ชื่อของมันคือราตรีสีดำ” พร้อมคำกล่าวชายชราตบมือเข้าหากัน ไอสีดำฟุ้งกระจายออกมาจากฝ่ามือ ก่อนที่จะรวมตัวกันเป็นเข็มแหลมนับร้อยๆเล่ม
พลังกดดันของราตรีสีดำแม้มันจะเป็นทักษะระดับปราชญ์แต่ทว่าเมื่อถูกใช้ออกด้วยตัวตนระดับทรราช ทำให้พลังของมันกดดันจนผู้เยาว์บางคนต้องจ้องมองด้วยใบหน้าซีดขาว
เหล่าซียังคงสีหน้าไร้อารมณ์พร้อมเปลี่ยนแปลงท่าทาง “ต่อไปลักษณ์ที่สอง ราตรีอำมหิต” สิ้นคำกล่าว จิตสังหารของมันทะยานขึ้นสูง ไอสีดำที่เคยเป็นเหล็กแหลมก่อตัวเข้ารูปจนคล้ายกับใบหน้าของอสูรร้าย
พร้อมๆกันนั้นเหล่าซีได้สะบัดมือ มันปรากฏเป็นร่างของหมาป่าหางดาบ อสูรลมปราณระดับ3 หมาป่าหางดาบกู่ร้องก้องราวกับว่ามันได้หลุดจากกรงที่คุมขังมัน
ด้วยความดุร้ายของอสูรในระดับวีรชนขั้น9 มันไม่รีรอที่จะพุ่งร่างเข้าหากลุ่มของรุ่นเยาว์นับสิบคน
“นี้คือลักษณ์สุดท้ายของฝ่ามือราตรีหวน กระบวนท่าที่สามราตรีบรรจบพวกเจ้าจงดูให้ดี” เมื่อเหล่าซีกล่าวจบ มันโคจรพลังปราณไปยังฝ่ามือพร้อมกับผลักออกเบาๆ
ไอสีดำที่คล้ายใบหน้าอสูรค่อยๆพุ่งตรงไปยังหมาป่าหางดาบ ทันใดนั้นเองร่างเพียงแค่ชั่วลมหายใจที่ไอสีดำพุ่งผ่าน ร่างของหมาป่าหางดาบที่เคยเต็มไปด้วยสัญญาณแห่งชีวิตได้สลายไปเหลือเพียงกระดูก
การแสดงออกของเหล่าซีเรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มของรุ่นเยาว์ได้เป็นอย่างดี พลังที่สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับ3ได้ในพริบตา พลังและตัวตนที่พวกมันเฝ้าฝันถึง ยิ่งทำให้มันเทิดทูนและบูชาดอยเทพอาคมไว้เหนือศีรษะ
“กระบวนท่าที่พวกเจ้าเห็น ข้าจะไม่แสดงออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง”
จากนั้นเหล่าซีสะบัดมือนำกระดานสีทองออกมาจากแหวนมิติ ภายในถูกบันทึกไว้ด้วยรูปภาพสามภาพ มันคือการใช้ออกด้วยลักษณ์ทั้งสาม ของฝ่ามือราตรีหวน
“พวกเจ้ามีเวลาหนึ่งก้านธูปในการจดจำพวกมัน”
รุ่นเยาว์ยี่สิบกว่าชีวิตนั่งลง พวกมันจ้องมองและพยายามจดจำทุกท่วงท่าที่เขียนไว้บนกระดานสีทอง บางส่วนก็เริ่มที่จะวาดมือและโคจรพลังตาม
หนึ่งในกลุ่มผู้เยาว์คนหนึ่งได้กล่าวออกมา“ทักษะระดับปราชญ์ขั้นสูงไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย ทว่าที่พลังของมันน่ากลัวก็เป็นเพราะผู้ที่ใช้ออกคือผู้คุมกฎเหล่าซีเท่านั้น”
“เจ้าพูดไม่ผิด ห้องเก็บสมบัติของตระกูลข้ามีทักษะระดับปราชญ์ขั้นสูงมากมายจนไม่สามารถฝึกฝนได้หมดอยู่แล้ว ถ้าจำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ”
ผู้เยาว์ที่แต่งกายหรูหราคนหนึ่งกล่าวออกมา ดูจากการแต่งกายของมันแล้ว มันจะต้องเป็นลูกหลานของผู้ครองเมืองใดสักแห่งอย่างแน่นอน
กวานซางเห็นเช่นนี้มันปรายตามองไปยัง เจี่ยซูและซวนเป่ย
“น่าสนุกนี้ เจ้าสำอาง เจ้าขี้เต๊ะ พวกเรามาแข่งกันดีหรือไม่ ว่าหนึ่งก้านธูปใครจะสามารถเข้าใจฝ่ามือราตรีหวนได้มากกว่ากัน”
ถ้านับพวกมันเพียงสามคน กวานซางที่เป็นผู้ออกจากมิติลวงของเลี่ยหรงได้เป็นคนสุดท้าย ย่อมรู้สึกเสียหน้าไปบ้าง มันจึงใช้โอกาสนี้ท้าทายเพื่อหมายจะยกตัวข่มทั้งสอง
ซวนเป่ยหรี่ตามองพร้อมกล่าวออก “เจ้ากำลังว่าใครสำอาง!!! แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าควายถึกที่อาศัยแต่พลังกายาเช่นเจ้าจะท้าข้าประลองเรื่องความเข้าใจ ดีถ้าข้าชนะเจ้าต้องคุกเข่าแล้วเรียกข้าว่าปู่”
“เหอะ ถ้าเจ้ากล้าท้าทายเช่นนี้ เห็นทีว่าข่าวลือที่เจ้ามีพรสวรรค์ถึงห้าแก่นแท้ คงจะไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป ดูเหมือนว่าแดนเหนือจงใจเก็บความลับนี้ไว้เพื่อการทดสอบนี้โดยเฉพาะสินะถ้าเช่นนั้นขอให้ข้าได้ชมหน่อยห้าแก่นแท้พรสวรรค์จะมีความเข้าใจได้ถึงเพียงไหนกัน”
เจี่ยซูกล่าวตอบออกมา แต่ในขณะที่มันกล่าวออกมานั้นหางตามันได้มองไปยังผู้ชายที่มันกังวลและสงสัยอยู่ มันจึงฉุกคิดและกล่าวออกมา
“แค่พวกเราสามคนนั้นจะไปสนุกได้อย่างไรละ”
จากนั้นเจี่ยซูหันร่างไปยังหนิงเทียนจากนั้นมันยกยิ้มพร้อมกล่าวขึ้นมา “ข้าขอถามนามของพี่ชายท่านนี้ได้หรือไม่?”
หนิงเทียนที่กำลังเหม่อมองอย่างไม่สนใจอยู่นั้นปลายสายตากลับมามองยังผู้ถาม มันพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดปากตอบกลับไป “ซือหม่า ชื่อว่าหนิงเทียน”
“ซือหม่า หนิงเทียน เป็นชื่อที่ข้าไม่ค่อยจะได้ยินจริงๆว่าแต่พี่ชายเพื่อเป็นการทำความรู้จักกันและมันคงจะดีกว่าถ้าพวกเรามาร่วมเล่นสนุกด้วยกันเพื่อที่จะสนิทกันมากขึ้นกว่านี้”
เจี่ยซูกล่าวออกอย่างระวัง มันต้องการใช้การแข่งขันเพื่อพิสูจน์ความคิดของมันว่าในการทดสอบรอบแรกเป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าคนคนนี้ตั้งใจให้เกิดขึ้นกันแน่
“ข้าไม่สน” หนิงเทียนตอบกลับอย่างไม่สนใจ
ได้ยินคำตอบเช่นนี้มุมปากของเจี่ยซูกระตุกขึ้นมาจากนั้นมันกล่าวออก “พี่ชายนี้เป็นเพียงการเล่นสนุกเท่านั้นเหตุใดถึงกล่าววาจาไร้เยื่อใยเช่นนี้”
“ข้าไม่รู้จักเจ้า เหตุใดข้าถึงต้องมีมารยาทกับคนที่ไม่แม้แต่จะแนะนำตัวเองด้วยละ” น้ำเสียงที่หนิงเทียนกล่าวออกมานั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา...
.ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นคิ้วของเจี่ยซูขมวดเข้าหากัน เป็นเรื่องปกติที่มันไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวให้ผู้เยาว์รุ่นเดียวกันฟัง เพราะชื่อเสียงของเอกรำพันเจี่ยซูนั้นเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว
แต่ด้วยคำกล่าวเช่นนี้แสดงว่าบุรุษตรงหน้าไม่ได้รู้จักหรือให้ความสนใจมันเลย ถึงแม้มันจะคิดเช่นนั้น เจี่ยซูก็ต้องปั้นหน้าและกล่าวออกมา
“ข้านั้นเลอะเลือนแล้ว ขอโทษที่เสียมารยาท ข้ามีนามว่าเจี่ยซู มาจากดินแดนรอบนอกด้านตะวันตก ผู้คนต่างรู้จักข้าด้วยสมญานามเอกรำพัน”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว” กล่าวจบหนิงเทียนเบือนหน้าไปอีกทางละความสนใจจากเจี่ยซูทันที
ด้วยพลังของหนิงเทียนตอนนี้ มันไม่จำเป็นต้องสนใจผู้เยาว์คนใด อีกทั้งเวลานี้มันเพียงแต่มองไปยังกระดานสีทองที่สลักเคล็ดวิชาฝ่ามือราตรีหวนไว้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ดูจากการทดสอบรอบที่แล้ว การทดสอบของดอยเทพอาคมมักจะแฝงมาพร้อมกับการกระทำของผู้คุมสอบ ดูเหมือนว่าการทดสอบรอบนี้คงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ามือที่ชายชราคนนั้นแสดงออกมาไม่มากก็น้อย”
เวลาล่วงผ่านไป1ก้านธูป เหล่าซีได้เปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมกล่าวออก “หมดเวลาแล้ว” จากนั้นมันสะบัดมือเก็บกระดานสีทอง
สิ้นเสียงของเหล่าซีผู้เยาว์บางคนแสดงสีหน้าอาการผิดหวัง บางคนก็แสดงสีหน้ามั่นใจ และบางคนก็แสดงท่าทางบิดขี้เกียจ มันมีทั้งกลุ่มที่สนใจและไม่สนใจในทักษะระดับปราชญ์ขั้นสูง
แต่แล้วด้วยคำกล่าวที่เหล่าซีกำลังจะกล่าวออกมานั้น มันทำให้กลุ่มคนที่ไม่สนใจทักษะระดับปราชญ์ขั้นสูงแทบทรุดสองขาลงแนบพื้น
“เอาละ เมื่อพวกเจ้าเรียนรู้ทักษะฝ่ามือราตรีหวนไปแล้ว พวกเราจะมาเริ่มการทดสอบรอบที่สองของข้าเสียที โดยการทดสอบนี้ง่ายมาก ข้าจะให้พวกเจ้าโจมตีใส่ข้าคนละ1กระบวนท่า
ถ้าผู้ใดสามารถทำได้เข้าตาข้าละก็มันผู้นั้นจะผ่านการทดสอบในรอบที่สองทันที แต่ว่าข้ามีข้อแม้หนึ่งข้อ คือพวกเจ้าห้ามใช้ทักษะอื่น นอกเสียจาก ฝ่ามือราตรีหวนที่ข้าได้สอนไป
ทั้งนี้การทดสอบของข้าต้องการดูพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ ถ้าพวกเจ้าคนใดสมองทึบโง่เง่า เข้าใจมันได้ไม่ถึงสองส่วนละก็จงไสหัวกลับตระกูลของเจ้าไปได้เลย”
“บ้าเอ้ยยย ข้าแทบจะไม่ได้มองไปที่มันด้วยซ้ำไป”
“อย่าว่าแต่เจ้าเลย ข้านั้นพิจารณามาตลอด1ก้านธูปยังสามารถเข้าใจมันได้เพียงสามในสิบส่วนเท่านั้น”
ท่ามกลางเสียงผู้เยาว์ที่กำลังตัดพ้อ เสียงหัวเราะของกวานซางดังขึ้นมา
“ฮาๆๆฮ่า โชคดีโชคดีอะไรเช่นนี้ ข้าไม่คิดว่าการเล่นสนุกของข้าจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเช่นนี้ ข้าเข้าใจมันได้ถึง แปดในสิบส่วน การทดสอบรอบนี้ช่างง่ายดายจริงๆ”
ได้ยินเช่นนั้น ซวนเป่ยกล่าวขึ้นทันที “ผายลม ถ้าไอ้โง่อย่างเจ้าเข้าใจมันได้แปดในสิบส่วน ข้าก็เก้าในสิบส่วนละวะ”
“ข้าเต็มสิบส่วน” เจี่ยซูกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ขณะที่รุ่นเยาว์กำลังฟังคำอธิบายการทดสอบรอบสองด้วยความแตกตื่น ไห่เทียนตี้ที่อยู่ด้านหลังหนิงเทียนตลอดเวลาได้ถามออก “พี่ชายหนิงเทียน ท่านสามารถจำมันได้กี่ส่วนหรือ?”
หนิงเทียนส่ายหน้า “ข้าไม่ได้จำมันหรอก”
“เอ๊!! พี่ชายหนิงเหตุใดท่านถึงไม่จำมัน ออ...คงเป็นเพราะทักษะที่ท่านฝึกฝนอยู่ระดับสูงกว่านี้แน่เลย ถ้าเช่นนั้นท่านต้องการให้ข้าบอกเคล็ดวิชาแก่ท่านอีกครั้งหรือไม่ ข้าสามารถจำมันได้ประมาณห้าส่วน”
“ไม่จำเป็น ที่ข้าบอกว่าไม่ได้จำเป็นเพราะในอดีตข้าเคยอ่านทักษะนี้ผ่านตามาบ้างแล้ว ชื่อของมันคือฝ่ามือราตรีแห่งมาร มีต้นกำเนิดมาจากทวีปตะวันตก เดิมทีมันเป็นถึงทักษะในระดับเทพสงครามขั้นกลาง
แต่เมื่อครั้งสงครามเมื่อพันปีก่อน มันได้ถูกแยกออกเป็น3ทักษะสามกระบวนท่า ซึ่งฝ่ามือราตรีหวนนั้นเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนท่าจากสามกระบวนท่าหลักของฝ่ามือราตรีแห่งมารเท่านั้น
หนิงเทียนกล่าวออกอย่างไม่ใส่ใจ โดยเนื้อหาของมันหนิงเทียนรับรู้มาจากการอ่านหนังสือในตำหนักภูตสังหารของบิดาสี่
“ฝ่ามือราตรีแห่งมาร??” ไห่เทียนตี้กล่าวทวนออกมาด้วยความตกใจ หนิงเทียนหาได้สนใจท่าทีเช่นนั้นมันเพียงแต่หันไปมองเสี่ยวซวง “เจ้าจำเคล็ดวิชาบนกระดานสีทองได้หรือไม่?”
เสี่ยวซวงส่ายหน้าเป็นการตอบรับ หนิงเทียนรู้ได้เลยว่า นางนั้นไม่ใช่จำไม่ได้ แต่นางไม่สนใจจะจำมันมากกว่า
เมื่อคิดเช่นนี้หนิงเทียนยิ้มออกและกล่าวไปว่า “เอาเถอะ ข้าจะท่องมันช้าๆอีกครั้ง เจ้าจงตั้งใจฟังและฝึกฝนตามโดยทันที”
กล่าวจบหนิงเทียนเปิดปากท่องเคล็ดวิชาทั้งหมดที่มันรู้ออกมาให้แก่เสี่ยวซวงได้ฟัง โดยไห่เทียนตี้เองก็ได้รับฟังมันอีกรอบเช่นกัน
เหล่าซีทิ้งเวลาให้รุ่นเยาว์ได้พักลมหายใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดปากขึ้นมา
“รีบๆออกมากันได้ ข้าจะบอกให้เอาบุญไว้ ใครที่ทดสอบเป็นคนแรกจะยิ่งได้เปรียบมากขึ้น ยิ่งปล่อยนานไปพวกเจ้าอาจจะหลงลืมและโคจรลมปราณกันมั่วๆก็เป็นได้”
คำกล่าวของเหล่าซีเตือนสติรุ่นเยาว์ได้เป็นอย่างดี ยิ่งปล่อยเวลาผ่านนานไปใครจะรับประกันได้ละว่าสิ่งที่มันได้เห็นได้ท่องจะไม่คลาดเคลื่อนไปจากเดิม
“ให้ข้าเอง ข้าขอเป็นคนแรก” เด็กหนุ่มวัย18-19ปีเดินออกมาจากลุ่มของผู้เยาว์
“ดีเจ้ามีความกล้า ข้าให้ สองคะแนน”
เมื่อเห็นสีหน้าของรุ่นเยาว์งุนงงมันจึงได้อธิบายต่อไปว่า
“ข้าจะมีคะแนนให้พวกเจ้าสิบคะแนน ถ้าผู้ใดสามารถทำได้ห้าคะแนนขึ้นไป มันผู้นั้นถือว่าสอบผ่าน ง่ายดายใช่ไหมล่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นเด็กหนุ่มกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่ว่ามันต้องการอีกเพียง3แต้มเท่านั้นหรือถึงจะผ่านการทดสอบช่างโชคดีอะไรเช่นนี้
“ขอบคุณผู้อาวุโส ข้านามว่าเหยียนฉาน จากดินแดนรอบนอกทางใต้”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวกับข้า ข้าจะถามมันเองเมื่อเจ้าผ่านการทดสอบของข้าไปแล้ว เริ่มได้”
เหยียนฉานเริ่มที่จะโคจรพลังปราณตามที่ถูกบันทึกไว้บนกระดาน และใช้ออกด้วยลักษณ์แรก
ไอสีดำจางๆค่อยๆปรากฏออกมาเข็มเล็กๆประมาณ7-8เล่ม ก่อนที่เข็มเหล่านั้นจะค่อยๆรวมตัวกันเป็นกลุ่ม มันไม่แม้แต่จะกลายเป็นรูปลักษณ์ของอสูรเหมือนกับที่เหล่าซีใช้ มันดูคล้ายเป็นกลุ่มหมอกสีดำหรือควันจากไฟเสียมากกว่า
จากนั้นเหยียนฉานซัดฝ่ามือออกพร้อมกล่าวขึ้นมา
“ขออภัยที่ล่วงเกิน”
เมื่อฝ่ามือราตรีหวนถูกใช้ออกเหล่าซีไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่านี้คือขั้นตอนของลักษณ์ใดกันแน่ที่หรือว่ามันคือฝ่ามือราตรีหวนจริงๆ
เมื่อฝ่ามือของเหยียนฉานเข้าปะทะกับหน้าอกของมัน ใบหน้าของเหล่าซียิ่งบิดเบี้ยวเข้าไปใหญ่ มันกล่าวออกด้วยความโมโห
“บัดซบ นี้คือฝ่ามืออะไรกัน มันไม่ใช่ฝ่ามือราตรีหวนที่ข้าสอนไปอย่างแน่นอน กระบวนท่าศูนย์คะแนน พลังปราณศูนย์คะแนน ความรุนแรงศูนย์ คะแนน เจ้าสอบตก”