การตัดสินใจ
ปาล์มขลุกตัวอยู่ที่ร้านขายหนังสือจนกระทั่งเวลาล่วงเลยจนถึงราวห้าโมงเย็นเขาแหงนหน้ามองดูนาฬิกาที่แขวนติดฝานผนังก่อนจะเก็บข้าวของที่วางเกลื่อนบนโต๊ะเข้ากระเป๋าอย่างรีบๆแล้วลุกขึ้นเดินออกจากร้านซึ่งก่อนจะถึงประตูทางออกเขาก็ไม่ลืมที่จะบอกลาพี่ตั้มที่นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า
“จะกลับแล้วเหรอ ว่างๆก็แวะมาอีกนะ” เ้าของร้านพูดอย่างสุภาพ
“ขอบคุณครับพี่”
ปาล์มออกจากร้านเดินตามถนนสายเล็กๆเพื่อที่จะไปยังสถานนีรถไฟฟ้าเขาปรายตามองดูบรรยากาศโดยรอบซึ่งสองข้างทางมีร้านค้าต่างๆตั้งอยู่ติดกันเป็ทางยาวไม่ว่าจะเป็ร้านขายเสื้อผ้า ร้านกาแฟเล็กๆ หรือแม้กระทั่งร้านขายขนมต่างๆ และยังพอมีผู้คนเดินสวนกันไปมาให้เห็นอยู่บ้างบางคนถือร่มเพื่อกันแดดถึงแม้ว่าจะเป็แสงแดดอ่อนๆของยามเย็นก็ตาม
เขาเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งผ่านตรอกแห่งหนึ่งพลันสายตาของเขาก็เหลือบมองเห็นวัยรุ่นสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่ เขาจำได้ลางๆว่ารู้จักสองคนนี้เป็อย่างดีซึ่งทั้งคู่ก็ยังไม่ได้สังเกตเห็นปาล์มเขาจึงเดินเข้าไปแอบอยู่ตรงเสาที่อยู่ใกล้กัน
“ มิวกับพี่เอกนี่นา” เขาแอบคิดในใจพลางรู้สึกกระอักกรอ่วนขึ้นมา
ท่าทางของคนทั้งคู่ออกอาการตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมิว สังเกตได้จากแววตาและสีหน้า
“มิวคิดว่า ถ้าเป็แบบนี้มิวรู้สึกไม่โอเคค่ะ”น้ำเสียงแข็งๆหลุดออกมาจากปากของเธอ
เห็นได้ชัดว่าเอกก็พยายามที่จะควบคุมอารมณ์ไม่ตอบโต้ เขาได้แต่พยักหน้า
“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ก็แค่เพื่อนพี่โทรมาหาคนเราก็ต้องมีเพื่อนกันบ้างรึเปล่า พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมมิวจะต้องคิดมากด้วยครับ”เขาพยายามอธิบาย
“ถ้าเป็แค่เพื่อนกันจริงๆแล้วทำไมจะต้องโทรมาหากันบ่อยขนาดนี้คะั้แ่เช้าก็โทรมาสามครั้งแล้ว อีกอย่างเพื่อนพี่เอกก็น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้พี่เอกมาเดทกับมิว”เธอพูดต่อโดยไม่ยอมเปิดช่องว่างให้เอกได้พูดแทรก
“แล้วคืออะไรกันที่ทำเสียงออดอ้อนขนาดนั้น มิวก็ไม่รู้หรอกนะคะว่าเป็เพื่อนแบบใหน”
สาเหตุของการโต้เถียงในครั้งนี้ก็เนื่องมาจากมิวเห็นว่าวันนี้เอกได้รับโทรศัพท์ของผู้หญิงคนหนึ่งบ่อยเกินไปจนทำให้เธอรู้สึกว่าความเป็ พิเศษ ถูกขโมยโดยคนที่โทรมา เพราะดูเหมือนเอกก็รับสายและคุยปกติบางครั้งคุยกันนานเกือบสิบนาทีโดยที่เธอยังนั่งอยู่ข้างๆ มิวพยายามถามเอกหลายครั้งเพื่อความกระจ่างแต่คำตอบที่ได้กลับมีเพียง“ไม่มีอะไรหรอก แค่เพื่อนกันเท่านั้น”
“มิวรู้สึกว่านี่มันชักจะเกินขอบเขตของเพื่อนไปแล้วนะคะ”เสียงของเธอดังขึ้นได้อีกเพราะเริ่มจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ทำให้เอกก็เกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาเหมือนกัน
“ใจเย็นๆก่อนสิมิว พี่รู้สึกว่าเราชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ”
“ถ้าไม่มีอะไรกันจริงๆและเพื่อความสบายใจของมิวพี่เอกก็ต้องบอกผู้หญิงคนนั้นต่อหน้ามิวว่าตอนนี้กำลังออกเดทมิวอยู่ทำได้รึเปล่าคะ”
“หือ ...ทำไมพี่จะต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยล่ะ” เขาทำหน้าอย่างไม่เข้าใจ
“ก็เพื่อพิสูจน์ยังไงล่ะ ว่าพี่กับเขาเป็แค่เพื่อนกันอย่างน้อยผุ้หญิงคนนั้นก็จะได้รู้ว่าพี่มีคนที่กำลังคบอยู่”
“นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ ...”ใบหน้าและแววตาของเอกเริ่มขึงขัง
ปาล์มซึ่งยืนหลบอยู่และแอบฟังอย่างเงียบๆ เขาได้ยินเื่ราวทั้งหมดจู่ๆก็ร้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวเท่านี้เขารู้จักสองคนนี้คนหนึ่งคือเพื่อนร่วมห้องอีกคนคืนรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเขาสองปีนอกจากนั้นเอกยังหัวหน้าของชมรมคาราเต้นอกจากจะเก่งการต่อสู้แล้วยังมีรูปร่างหน้าตาที่ค่อนข้างดี อีกทั้งยังเป็เป้าหมายต้นๆของบรรดาสาวๆในโรงเรียนซึ่งก็คงจะไม่แปลกหรอกถ้าจะมีผู้หญิงคนอื่นที่คอยตามติดเขาแบบนี้
“เป็วันหยุดที่แสนสบายของเราแท้ๆแล้วทำไมจะต้องมาพบเจอเื่อะไรแบบนี้ด้วยนะ รึว่าเราจะรีบเดินหนีไปเลยดีกว่า”ปาล์มพยายามชั่งใจ
“ถ้าพี่เอกไม่โทร มิวจะโทรบอกผู้หญิงคนนั้นเอง ส่งมือถือมาให้มิวค่ะ”มิวยังคงไม่ยอมหยุดพลางยื่นมือออกไป
“มิวไม่มีสิทธิ์ยุ่งเื่ส่วนตัวของพี่นะ” เสียงของเอกเริ่มตึงขึ้นมาโดยไม่มีท่าทีว่าจะทำตามคำเรียกร้องขณะที่คว้าข้อมือของมิวเอาไว้บีบจนแน่นอย่างลืมตัว
“โอ้ย...พี่เอกมิวเจ็บนะ” เธอหน้าซีดร้องออกมาด้วยอาการใ
เสียงร้องของมิวก็ดังพอที่จะดึงดูดความสนใจของคนที่กำลังเดินผ่านไปมาคนพวกนั้นต่างหันมามองแวปหนึ่งแต่ก็ยังไม่มีใครสนใจอยู่ดีเพราะต่างก็คิดว่าเป็แค่การทะเลาะเบาะแว้งเล็กๆน้อยๆของวัยรุ่นที่เป็แฟนกันเท่านั้น
ปาล์มผงะทันทีเมื่อเห็นเอกเริ่มใช้กำลังตอบโต้ เขายังจำได้ถึงรอยยิ้มในตอนเช้าของมิวที่สถานีรถไฟฟ้าซึ่งตอนนี้รอยยิ้มนั้นได้ถูกพรากไปจากใบหน้าของเธอเสียแล้วสิ่งที่เขาเห็นก็คืออารมณ์ที่ร้อนรุ่มและความเกรี้ยวกราดที่เข้ามาแทนที่
มีความนึกคิดหลายอย่างกำลังประเดประดังเข้ามาในหัวของปาล์มจนทำให้เขารู้สึกสับสนใจหนึ่งอยากจะออกไปช่วยมิวที่กำลังถูกรังแกอยู่ใจหนึ่งก็คิดว่าเป็เื่ส่วนตัวของคนสองคน ไม่ควรที่จะไปก้าวก่ายและอีกใจหนึ่งที่เป็สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเขากำลังกลัวจนขึ้นสมองหากวิ่งออกไปแล้วคงไม่แคล้วจะโดนต่อยร่วงกองอยู่กับพื้นอย่างน่าอนาจอย่างแน่นอน
“โธ่เอ้ย...” เขาสบถออกมาพลางใช้มือเกาหัวแรงๆจนเส้นผมพันกันยุ่งเหยิงพลันความทรงจำเมื่ออดีตก็ถาโถมเข้ามา
เป็เื่ราวที่เขาถูกแกล้งมาโดยตลอด เื่ที่เขาเป็คนอ่อนแอ ซึ่งเขามีความคิดว่าทั้งชีวิตแล้วเขาเป็ได้แค่นี้เองทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้หรอก
“คนอย่างแก ไม่มีทางจะปกป้องหรือช่วยเหลือใครได้หรอก จำเอาไว้”เสียงในใจของเขาบอกกับเขา
“เป็ได้แค่พวกขี้แพ้เท่านั้น ทำได้แค่ใช้ชีวิตแบบนี้ไปวันๆก็พออย่าพยายามแส่หาเื่ให้มากกว่านี้เลย” เสียงนั้นยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง
คงจะพอแค่นี้ ทำได้เท่านี้สินะ
ปาล์มค่อยๆตัดใจ ก้าวเท้าเดินถอยหลังออกมาไม่ขอยุ่งเกี่ยว
“มิวเจ็บนะ ปล่อยมือสิ” เอกบีบแรงขึ้นจนข้อมือของมิวเริ่มมีสีแดงจางๆ
เสียงร้องของมิวได้สลัดความคิดที่กำลังฟุ้งซ่านออกไปจนหมด สติของปาล์มกลับมาทันควัน
“พี่เตือนแล้วนะ ทีหลังอย่าทำท่าทางแบบนี้กับพี่อีก” คำพูดของเอกทำให้มิวถึงกับหน้าซีดตัวของเธอเริ่มมีอาการสั่นเพราะความกลัวเธอไม่เคยคิดเลยว่าเวลาเอกโมโหเขาจะเป็คนที่มีบุคลิคแบบนี้หยดน้ำใสๆเริ่มคลอที่ดวงตาของเธอคล้ายอยากจะร้องให้ออกมาตรงนั้น
ปาล์มซึ่งเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างมาแต่ต้นเขารู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าอก เขากลัวความขัดแย้งกลัวการเผชิญหน้า.ทว่ากลับมีอารมณ์หนึ่งพุ่งทะลักขึ้นมา... เขากำลังโกรธ โกรธที่ตัวเองอ่อนแอเกินไปจนไม่สามารถที่จะช่วยคนที่เขารู้สึกดีได้แค่คิดยังไม่สามารถจะคิดได้ นับเป็ความอ่อนแอที่แท้จริง
เขากัดฟัน กำหมัดแน่น “ เป็ไงเป็กันฟะ”
เขารีบหันหลังวิ่งกลับอย่างไม่คิดทันที
“หยุดนะ ปล่อยมือออกจากมิวเดี๋ยวนี้ !” เขาะโออกมาพลางหอบหายใจถี่รัว
ทั้งเอกและมิวต่างชะงักพลันหันมามองคนที่เป็ต้นเสียงด้วยอาการใและคาดไม่ถึง
“ปะ ....ปาล์ม” มิวเผลอเรียกชื่อเขาออกมา
“หือ...” เอกขมวดคิ้ว รู้สึกคุ้นหน้าเขาอยู่ พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก “ให้ปล่อยมือเหรอ”
“ใช่” ปาล์มทำเสียงดังทั้งๆที่ขาสั่น
เอกสะบัดมืออกทันทีขณะที่จ้องมองใบหน้าของมิวเขม็งแววตาแสดงออกถึงควาโมโห
“ไอ้บ้านี่เป็ใคร รู้จักกันเหรอ” เขาถามห้วนๆอย่างไม่สบอารมณ์
มิวกำลังลูบข้อมือไปมา “เพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกับมิวเอง ชื่อปาล์ม”
ขณะเดียวกันนั้นเอง การกระทำของคนทั้งสามก็เริ่มจะกลายเป็จุดสนในของผู้คนที่อยู่ในระแวกนั้นบางคนเริ่มยืนนิ่งมองดู ขณะที่บางคนเริ่มจับกลุ่มซุบซิบ
ปาล์มพยายามที่จะควบคุมสติให้ได้มากที่สุดเพระเขาเผลอทำในสิ่งที่บ้าเอามากๆลงไปแล้วขณะที่เอกก็เริ่มรู้สึกอายสายตาคนรอบข้างขึ้นมาคงจะไม่เป็การดีแน่หากจะมีเื่ทะเลาะกันในสถานที่แบบนี้เกรงว่าข่าวคงจะกระจายจนเขาเสียชื่อเขามองดูท่าทางของปาล์มพลางนึกสมเพชขึ้นมาก่อนที่จะยกมือขึ้นชี้มาอย่างเหยียดๆ
“ก็ได้ ถ้าน้อง้าที่จะทำตัวเป็พระเอก งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียน”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอาฆาตแล้วหันมองหน้าของมิวอย่างไม่สบอารมณ์
“งั้นพี่กลับก่อน วันนี้มิวกลับเองละกัน”
พูดจบเอกก็เดินออกไปทันทีปล่อยมิวให้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
พอนึกขึ้นได้ มิวก็รีบเดินเข้ามาหาปาลืมอย่างงงๆ ไม่รุ้จะดีใจหรือเสียใจกับเหตุการณ์นี้ดี
“ขอบใจมากนะปาล์ม” เสียงของมิวเจือไปด้วยความจริงใจขณะที่เธอยื่นมือออกมากุมมือของปาล์มเอาไว้ทำเอาปาล์มหน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ปาล์มยืนอึ้งอยู่พลางก้มมองดูมือคุ่นั้นของมิว
เขาได้ััมือของผู้หญิงที่เขารู้สึกดีเป็ครั้งแรกในชีวิตมือของมิวช่างนุ่มนวลน่าทะนุถนอม พลันจิตใจที่เคยเคยขาดหายของเขาก็ได้รับการเติมเต็มขึ้นมาเขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองก็เหมือนคนปกติทั่วไปไม่ได้เป็คนที่มีปมด้อยอย่างที่เขาเคยคิดมาตลอดการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องที่สุดแม้ว่ามันจะเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ตาม
ขอเพียงแค่มีความจริงใจและความกล้าหาญพลังก็จะบังเกิดกับเราเอง
“เธอกล้ามากนะที่ทำแบบนี้”
ปาล์มได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ “ ต้องใช้ความพยายามมากที่สุดั้แ่เกิดมาล่ะขอสารภาพตามตรงว่าตอนนี้เราก็ยังกลัวอยู่เลย” เขาตอบเสียงอ่อยๆ
แล้วมิวก็ยิ้มออกมาน้อยๆ เธอพยายามที่จะไม่คิดถึงเื่ของเอกอย่าน้อยก็ในเวลานี้
ปาล์มหันมาสบตาเธอ “งั้น เราขอเดินไปส่งมิวที่สถานีรถไฟฟ้านะ”
“ได้สิ”
ปาล์มยิ้มออกมาบ้าง