“น่าจะใกล้ถึงรังของพวกมันแล้วครับ” เทพไทพูดขึ้นมาขณะเดียวกันกับเครื่องติดตามรูปหยดน้ำเริ่มกะพริบแสงถี่ขึ้น
“ดี พวกเราจะทิ้งมาร์จาไว้ที่นี่แล้วเดินกันต่อ” ดารินออกคำสั่ง
หลังจากเดินทางมาตามที่เครื่องติดตามรูปหยดน้ำชี้นำมาได้สองชั่วโมงเต็ม ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่กันกลางป่า จะเรียกว่าป่าก็ไม่เต็มปากนัก เพราะต้นไม้ดูโหรงเหรงมาก เป็นป่าที่ไม่มีไม้ใหญ่เลย ส่วนมากจะเป็นต้นที่ยังแคระแกร็น หรือไม่ก็ยังโตไม่เต็มที่ ความสูงของมันแค่พ้นหัวดิเรกเท่านั้น ดูไม่ใช่ป่าที่อยู่มานานสักเท่าไร
แต่ถึงอย่างนั้นหากจะบอกว่ารังโจรอยู่ในป่าเช่นนี้ก็ดูไม่แปลกนัก อย่างไรเสียมันก็ย่อมดีกว่ารู้ว่าพวกโจรกลับเข้าเมืองที่มีทหารคอยปกป้องอย่างแน่นอน มิฉะนั้นแล้วเรื่องมันจะกลายเป็นยุ่งยากเสีย
หลังละจากมาร์จาเพื่อเดินหน้าต่อตามเครื่องติดตามชี้นำได้ไม่นาน สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึง ภาพของเมืองอนิลบุรีว่าน่ากลัวแล้ว ภาพที่น่ากลัวกว่ากำลังอยู่ตรงหน้าของพวกเขา
เหมือนสาเหตุที่ป่านี้เหมือนป่าใหม่ที่ต้นไม้ดูยังไม่เติบโตมากนัก พวกเขากำลังค้นพบมันแล้วจากสิ่งที่อยู่ต่อหน้าพวกเขา
เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นภูเขาลูกหนึ่ง มันจะไม่แปลกเลยหากถูกเขาลูกนี้ไม่ได้มีรอยแหว่งของการถูกพลังบางอย่างยิงใส่ ภาพมุมแหว่งและโค้งแทบจะเหมือนกับเมืองอนิลบุรีไม่มีผิด
เพียงแต่เมืองอนิลบุรีถูกพลังวิ่งผ่านกลางเมืองจึงเหมือนเมืองถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง แต่ภูเขาลูกนี้มันกลับหายไปซีกหนึ่งของภูเขาทั้งลูก
ด้วยความสูงของภูเขาทำให้พอจะคาดเดารูปลักษณ์ของพลังว่ามีลักษณะเป็นวงรี เนื่องจากมุมยอดเขาของภูเขานี้มีส่วนที่ดูเหมือนจันทร์เสี้ยวที่ดูเอนเอียงอย่างพิกลอยู่
ตรงฐานภูเขามีป่าที่ดูไม่ต่างกับที่ดารินและคนอื่น ๆ ยืนอยู่ หากให้เธอสันนิษฐานเอาเองก็ต้องคิดเอาเองว่ารังโจรที่เธอตามหาอยู่ในบริเวณป่าตรงฐานภูเขา แต่เทพไทปฏิเสธ เขาชี้ไปยังอีกฝั่งของตีนเขาที่หายไป
เนื่องจากพวกเขายังอยู่ไกลพอประมาณ บวกกับภาพของภูเขาหายไปครึ่งลูกมันดึงความสนใจไปหมด เธอและคนอื่น ๆ จึงไม่ทันสังเกตเห็นถึงกลุ่มบ้านที่บริเวณตีนเขาที่เทพไทชี้ให้ดู
เมื่อดารินสังเกตดี ๆ เธอก็ตระหนักได้ว่าบ้านเหล่านั้นไม่ได้เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาแต่อย่างใด มันมีเศษซากบ้านที่ติดกับตีนเขา บ้านเหล่านั้นมีรอยแหว่งคล้ายกับบ้านเรือนในเมืองอนิลบุรี แต่เธอไม่เห็นกำแพงล้อมรอบ จึงอนุมานเอาเองว่าที่นั่นอาจเป็นอดีตหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งขึ้นก่อนจะเกิดเหตุพลังบางอย่างยิงใส่
มันมีควันไฟลอยขึ้นมาจากกลุ่มบ้านนั้น แสดงว่ามีคนอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน
“ไปดูลาดเลากันก่อน ระวังตัวด้วย อย่าลงมือทำอะไรโดยที่ฉันยังไม่สั่งเด็ดขาด” ดารินออกคำสั่งด้วยเสียงที่เบาที่สุด
“นี่พวกเราจำเป็นต้องทำกันขนาดนี้เลยเหรอ?” จู่ ๆ ดิเรกก็เอ่ยขึ้นมา
คำพูดของดิเรกที่ให้ทุกคนที่เตรียมจะออกตัวพลอยหยุดชะงักไปด้วย
“เราควรหาทางติดต่อกับเจ้าหญิงให้ได้ไม่ใช่เหรอไง?” ดิเรกพูดสิ่งที่เขาอยากพูดมาตลอดทาง “ทำไมเราไม่รออยู่ที่เมืองอนิลบุรีเผื่อเจ้าหญิงผ่านมา? จะมาสนใจเรื่องโจรพวกนี้ไปเพื่ออะไร?”
ดารินเข้าใจสิ่งที่ดิเรกจะสื่อ เธอเองก็เผลอลืมตัวทำตามหัวใจคุณธรรมจนลืมสิ่งที่ควรจะทำกว่า เธอยังมีภารกิจหน้าที่ที่ค้างคาอยู่ เธอไม่ได้เดินทางมาเที่ยวเล่นหรือมาเพื่อผดุงความยุติธรรมใด ๆ ทั้งนั้น
แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดสิ่งใดออกไป เทพไทก็พูดขึ้นมาก่อน “นี่พี่เบิ้ม เห็นแบบนั้นแล้วไม่คิดจะสงสารเด็กบ้างเลยหรือ? แล้วอีกอย่างเจ้าหญิงเธอออกมาก่อนเราตั้งนานแล้ว ถ้าเราจะเจอเธอเราก็คงเจอไปตั้งนานแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ควรไปหาในที่ต่อไปสิ ไม่ใช่มาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้” ดิเรกเถียงกลับ ยังไงเสียเขาก็ไม่เห็นว่าเรื่องมาทำลายรังโจรนี้จะสำคัญไปกว่าตามหาเจ้าหญิงของเขาเลย
“แล้วนายรู้หรือไงว่าเจ้าหญิงของนายไปทางไหน?” ธัญญ่าถามด้วยเสียงเย็นชา