ช่วงเวลาบ่ายของวัน
***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]
"จะไม่สวมชุดบ้านั้นอีกเป็นอันขาดแล้ว! "
นั่นคือคำพูดแรกที่ผมตะโกนออกมาทันทีที่คืนชีพจากคริสตัลแห่งชีวิต
"แต่ฉันอยากลองใส่ดูอีกครั้งนะ รู้สึกได้เลยละว่าประสาทสัมผัสโดยรอบเปลี่ยนไป แค่ว่ายังใช้ไม่ชินเท่านั้นเอง"
"เอรีส… นี่เธอ--- เหวอ!? "
พอหันไปที่ด้านขวาก็พบกับเอรีสในสภาพเปล่าเปลือยที่กำลังลูบหัวเจ้ามังกรน้อยมิลเลอร์อยู่
ผิวที่ขาว รูปร่างที่มีน้ำนวลแต่บอบบางสมกับลูกครึ่งไทยกรีก ริมฝีปากอมชมพูชุ่มชื้น ผิวแก้มแดงระบายอ่อน สตรีที่มีรูปร่างอันเย้ายวนทรงเสน่ห์กำลังยืนอยู่ข้างผมด้วยท่าทางที่ไม่เขินอายแม้แต่น้อย
หัวใจของผมเริ่มเต้นราวกับคนบ้า
ส่วนเจ้ามังกรน้อยนั้น มันคงมารอการคืนชีพของเจ้านายเลยทำให้มาอยู่ที่นี่ในตอนนี้
"เอรีส ชุด... ชุดของเธอ! "
"อะไร? แค่นี้เขิน? ทั้งฉันกับนายมันก็เปลือยกันทั้งคู่นั่นละ ตายเกิดใหม่ไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว น่าจะชินได้แล้วนะ"
"ปี้! "
"เออ… แต่ว่า..."
"ทำตัวเป็นเด็กไปได้"
แต่ว่าข้างในร่างกายอายุยี่สิบนี้ ข้างในคือเด็กชายวัยรุ่นสุขภาพดีอายุสิบห้าปีเองนะครับ…
เอรีสไม่สนใจผมแล้วลุกขึ้นเดินไปหยิบเสื้อคลุมที่แขวนเรียงด้านข้างมาสวมใส
คริสตัลแห่งชีวิตของพวกเรานั้นตั้งอยู่ที่อาคารศูนย์บัญชาการหลัก
พวกเราสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหนาทรงแปดเหลี่ยมสูงสี่สิบเมตรทับบนอาคารทรงโดมที่สร้างด้วยแผ่นเหล็กหนาเสริมแร่ต่างโลก [ฮีเฟสตุส] ลงไปอีกชั้น
ภายในพื้นที่กว้างขวางพอบรรจุคนได้คราวละหนึ่งแสนแห่งนี้ จะมีราวตากผ้าเคลื่อนที่วางเอาไว้จนทั่ว เพื่อให้ผู้ที่เกิดใหม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ได้ในทันที
ปกติแล้วห้องโถงคริสตัลแห่งชีวิตจะมีอุปกรณ์ป้องกันอย่างปืนกลหรือม่านไฟฟ้าติดตั้งเอาไว้ และมีทหารหน่วยพิเศษคอบดูแลอารักขา
แต่วันนี้กลับมีบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม
ภายในห้องโถงแห่งนี้กำลังเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก แถมข้างนอกอาคารเองยังมีเสียงปืนยิงดังสนั่นด้วย
"เกิดเรื่องอะไรกันขึ้นเนี่ย…"
ผมหันไปรอบตัวเพื่อเช็คสถานการณ์ แล้วก็บังเอิญเหลือบไปเห็นคนรู้จักเข้าพอดี
"ดูนั่นสิ ยะมะโตะมาที่นี่ด้วยละ"
"เหมือนว่าจะเถียงกับใครอยู่… รู้สึกไม่ดีเลยแฮะ"
ทำไมนักวิจัยอย่างยะมะโตะถึงมาอยู่ที่นี่?
ผมกับเอรีสเดินเข้าไปใกล้เขา
"ฝากไปบอกพวกในห้องบัญชาการซะ ว่าพวกเอ็งคือไอ [ตรู๊ด] แล้วก็อย่าลืมไปยัดไอ [ตรู๊ด] ลงท้องแม่พวกเอ็งด้วย! "
"ครับ ครับ เพราะแบบนั้น คุณยะมะโตะที่มาพร้อมกับอาวุธโคตรไฮเทคของท่านจึงควรอยู่ปกป้องคริสตัลยังไงครับ"
"อย่ามาทำเป็นพูดล้อเลียนนะ! "
นักวิจัยชาวญี่ปุ่นกำลังพูดกับทหารผิวเหลืองคนหนึ่งด้วยความโกรธ
ในมือของเขามีชุดเกราะฮีโร่แสนอุบาทตาถือเอาไว้อยู่ตัวหนึ่ง
"ผมขอตัว"
ดูเหมือนว่านายทหารคนนั้นไม่คิดจะทนต่อปากต่อคำกับเขาอีก เขาเลยเดินหนีไปแบบนั้น
"คุณยะมะโตะครับ เกิดเรื่อง---"
"โอ๊ว!? คุณแอร์บาส์ร คุณเอรีส! คืนชีพกลับมาแล้วหรือครับ! ดีเลย งั้นใครสักคนรีบสวม [ชุดฮีโร่] ตัวนี้แล้วออกไปพิสูจน์ทีครับว่านี่ไม่ใช่ผลงานที่ผิดพลาด! "
"เออ…"
"ผมนะอุตส่าห์แบกชุดเกราะตัวนี้มาเพื่อกู้สถานการณ์พวกเรา แล้วนี่อะไร? ไล่ผมมาอยู่ที่ห้องคริสตัลเฉย? "
" คือว่า…"
"ข้างนอกนะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นอยู่ครับ และทำท่าจะแพ้แล้วด้วย เพราะงั้น รบกวนสวมชุดนี้แล้วออกไปฆ่าพวกให้ทีครับ! "
ไม่เปิดโอกาสให้ผมพูดเลย แต่บอกสถานการณ์ปัจจุบันให้หมดเปลือกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ
เดียวนะ?
"กำลังจะแพ้… หรือ! "
*โครม! *
ทันใดนั้นเองที่มีอะไรบางอย่างพังประตูเข้ามา
บานแผ่นเหล็กหนาถูกบางสิ่งกระแทกจนผิดรูป เสียงไซเรนดังกังวาลก้องพร้อมสาดแสงไปทั่วบริเวณ
"ยิง! "
ผู้บุกรุกนั้นคือเผ่ามนุษย์มดที่มีร่างกายสูงสองเมตร สวมชุดเกราะผิวเรียบแนบกายสีส้ม และใช้ง้าวยักษ์ที่ดูล้ำสมัยเป็นอาวุธ
กระสุนจำนวนมากถูกลั่นยิงออกไป ทั้งจากปืนวงจรปิดยื่นยาวออกจากฝ้าเพดาน และจากหน่วยรบที่เฝ้าประจำการ
แต่ทว่าร่างของมนุษย์มดตรงนั้นได้หายตัวไป แล้วพุ่งตรงไปที่คริสตัลแห่งชีวิตโดยไม่สนใจการโจมตีที่โถมเข้าใส่
เขาปล่อยให้การโจมตีปะทะใส่ชุดเกราะจนเป็นรอยบุบสลาย ก่อนจะไปยืนตรงหน้าคริสตัลแห่งชีวิตของพวกเรา
"$$##&! "
แต่ทว่ามันถูกกำแพงไฟฟ้าขวางกั้นเอาไว้เสียก่อน
ไฟฟ้าแรงสูงถูงยิงเชื่อมระหว่างพื้นกับเพดาน จนกลายเป็นลูกกรงครอบก้อนแท่งคริสตัลเอาไว้
ร่างของมนุษย์มดคนนั้นถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนทรุดลงไปที่พื้น
แต่มันยังไม่สิ้นฤทธิ์
มันกระโดดถอยออกไป แล้วหันปลายง้าวไปที่ลูกกรงตรงหน้า
ลำแสงสีฟ้าถูกลั่นยิงออกไปเป็นเส้นตรงยาว
ลำแสงนั้นปะทะกับกรงไฟฟ้า ก่อนที่จะถูกผลักกระเด็นเกิดเป็นแรงสะท้อนสั่นสะเทือนไปทั่วโถงคริสตัล
แสงไฟประดิษฐ์กระพริบวูบไปมาอย่างรุนแรง
"แย่ละ ถ้าถูกยิงอีกรอบ กำแพงคงถูกทำลายแน่ พวกเจ้าสักคนรีบสวมชุดแล้วไปหยุดมันเร็ว! "
ยะมะโตะพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนผมเริ่มตามสถานการณ์ไม่ทันแล้ว
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่ครับเนี่ย!
ย้อนเวลากลับไปสักเล็กน้อย
"คุณทอมครับ พวกเขาสั่งให้ใช้แผนสีเหลืองแล้วครับ"
"รีบถอนกำลังทุกคนมาที่ศูนย์บัญชาการเดียวนี้ ส่วนใครที่อยู่รอบนอก ให้วิ่งห่างออกจากเมืองไปให้ไกลที่สุด! "
ทอม ผู้นำทัพของกองกำลังนาโตกำลังกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดบนกำแพงของฐานบัญชาการ
ร่างกายและชุดลายพรางสีเทานั้นเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนกับเขม่าดินปืน
ปืน M16 ในมือยังคงลั่นยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง
ที่ด้านล่างของกำแพงนั้นเต็มไปด้วยคลื่นกองทัพเผ่าอาร์โธร์โพดาที่โรมรันกับชาวบ้านของเมือง
กองทหารของฝ่ายมนุษย์นั้นเหลือเพียงแค่หนึ่งแสนห้าหมืนนายเท่านั้น โดยมีอยู่นอกกำแพงเมืองหนึ่งแสน กับอยู่ประจำการที่ศูนย์บัญชาการอีกห้าหมื่นนาย
แต่นั่นคือจำนวนของทหารที่ผ่านการฝึกรบมาแล้ว
พวกเขายังมีกำลังพลที่เป็นชาวบ้านธรรมดาอยู่
"อ๊าก! "
จริงอยู่ว่าชาวบ้านธรรมดาจำนวนห้าแสนคนไม่อาจใช้เป็นกำลังรบได้
"สู้มัน! ถึงจะไม่มีอาวุธก็สู้มัน! ไม่อย่างงั้นคงตายกันหมดแน่! "
"สู้เพื่อพระเจ้าของพวกเรา! "
"โอ๊ว! "
แต่พวกเขาสามารถใช้จำนวนมาเป็นคลื่นมนุษย์ถาโถมบดขยี้ศัตรูได้อยู่
แน่นอนว่าคำสั่งอย่าง [จงไปสู้] โดยไม่หยิบยื่นอาวุธให้ ใครมันจะไปยอมทำตามคำสั่งนั้นได้
แต่ถ้าหากว่าเป็นกลุ่มผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าก็เป็นอีกเรื่อง
หากยังไม่ลืม ในอดีตนั้นฝ่ายมนุษย์เคยมีกลุ่มหัวรุนแรงที่นับถือเทพเจ้าทั้งสามที่นำโดยดีอ้อนอยู่
หลังจากที่สามารถปรับความไม่พอใจของกลุ่มผู้ศรัทธาให้เบาบางลงได้ แนวคิดและหลักคำสอนของของดีอ้อนก็เริ่มคืบคลานแผ่ขยายมากขึ้น
พอรู้ตัวอีกที กลุ่มผู้ศรัทธาที่เคยมีเพียงหกหมื่นคน ก็ได้กลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่ทีมากถึงสามแสนคน
"จงต่อสู้เพื่อเทพเจ้าของพวกเรา! สู้เพื่อทำตามพระประสงค์ของพวกท่าน! ”
เพียงแค่คำกล่าวสั้น ๆ ของดีออนผ่านเครื่องกระจายเสียงของเมือง เหล่าประชาชนผู้ศรัทธาที่เก็บตัวอยู่ภายในบ้านก็ลุกฮือออกมาเป็นกองทัพที่ไม่หวั่นเกรงต่อความตายไปในทันที
และเมื่อเห็นจิตใจต่อสู้ที่กล้าหาญของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ แม้แต่คนที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธาก็ยังออกมาจากบ้านเพื่อต่อสู้ด้วยเช่นกัน
เหล่าประชาชนที่ไร้ซึ่งอาวุธนั้น ได้ใช้มีด ช้อน ส้อม ค้อน รถยนต์ หรืออะไรก็ตามที่สามารถดัดแปลงเป็นอาวุธ เข้าต่อสู้กับกองทัพอาร์โธร์โพดาที่มีอาวุธครบมืออย่างไร้ซึ่งความเกรงกลั่ว
พวกเขาวิ่งเข้าใส่ดุจฝูงซอมบี้ที่หิวกระหาย
ใช้มือและร่างกายช่วยกันกดทับร่างศัตรู ก้าวข้ามศพของพวกพ้อง แล้วลงมือทึ้งชุดเกราะด้วยมือเปล่า
ถึงจะไม่สามารถทำลายชุดได้ แต่พอถูกรุมทำร้ายมากเข้า พวกเขาก็สามารถถอดชุดเกราะของศัตรูออกมาได้ในท้ายที่สุด
มันเป็นวิธีต่อสู้ที่ป่าเถื่อนนัก และนั่นทำให้ฮอร์เนสรู้สึกสนุก
“การต่อสู้มันต้องแบบนี้เซ่! ”
ฮอร์เนสใช้ง้าวยักษ์ที่ยาวถึงสามเมตรในมือวาดลวดลายเพลงยุทธ์เป็นวงกว้าง กวาดร่างของศัตรูจนเป็นเศษเนื้อ และนำทัพบุกตะลุยลึกเข้าไปสู่อาคารคอนกรีตทรงแปดเหลี่ยม ณ ใจกลางเมือง
"ฮะ ฮะ ฮะ! "
คู่ต่อสู้ที่ไม่คิดเสียดายชีวิตนี้สร้างความบันเทิงให้กับฮอร์เนสเป็นอย่างมาก
นี่ละคือการต่อสู้ที่เขาต้องการ การต่อสู้ที่แลกด้วยเพลงยุทธ์และฝีมือ ไม่ใช่การแลกด้วยลูกปืนหรืออาวุธที่ทรงพลังแต่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของนักรบแบบนั้น
ด้วยการนำของฮอร์เนสกับขาดแคลนอาวุธต่อสู้ จึงทำให้กองกำลังนับแสนของชาวบ้านเริ่มถูกสังหาร ก่อนจะถูกกองกำลังสีส้มที่ตามหลังฮอร์เนสมากลืนกินลงไป
แต่ทว่าจุดประสงค์ที่ดีออนปลุกใจให้ประชาชนออกมาสู้นั้น ไม่ใช่เพื่อหวังชัยชนะ
แต่เขาต้องการเรียกออกมาให้เป็นนกต่อถ่วงเวลาศัตรูให้เข้ามาในระยะสังหารต่างหาก
ไม่มีประชาชนคนไหนรู้ตัวเลยว่ากำลังถูกหลอกใช้ในฐานะหมากใช้แล้วทิ้ง
"ขอโทษด้วย"
ดีออนที่อยู่ในห้องบัญชาการได้เดินออกไปทั้งน้ำตาโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองหน้าจอที่กำลังขึ้นฉายสถานการณ์รบข้างนอก
"ฮะ ฮะ ฮะ บุก! จัดการถล่มพวกมันซะ! "
ในที่สุดกองทัพสีส้มก็ตามมาทันขุนพลฮอร์เนสที่ลุยเดี่ยวอยู่ในแนวหน้าทันจนได้
ในตอนนั้นเองที่ตัวเมืองมนุษย์ได้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ทางระบายน้ำทุกแห่งของเมืองกำลังพ่นควันสีเหลืองออกมา
อาวุธเคมีมรณะสีเหลืองกำลังเข้าปกคลุมทั่วทั้งเมืองโดยยกเว้นแค่เฉพาะศูนย์บัญชาการกับพื้นที่ส่วนการเกษตรที่อยู่ทิศตะวันตกของเมือง
พวกเขาทำการรมก๊าสมัสตาร์ดโดยไม่สนว่าจะมีชาวบ้านตกเป็นเหยื่อของอาวุธอันร้ายกาจนี้
ความจริงแผนเดิมคือการใช้ระเบิด แต่พวกเขามาเปลี่ยนเป็นอาวุธเคมีเพื่อรักษาสภาพตัวเมืองให้มากที่สุดเอาไว้
มันเป็นแผนที่โหดร้าย แต่ได้ผลชะงักยิ่งนัก
กองทัพของฮอร์เนสต่างล้มตายไปพร้อมกับชาวบ้านของมนุษย์โดยพร้อมกัน
ซากศพถูกถมขึ้นสูง เสียงกรีดร้องดังขึ้นไปทุกหนแห่ง ก่อนจะเงียบเสียงลงสงบราวกับเมืองของคนตาย
ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรอดเหลือภายในแก๊สสีเหลืองตรงหน้า
ส่วนแครอทกับบานาที่ซ่อนตัวอยู่ ณ ถังขยะในทิศตะวันตกของเมืองนั้นโชคดีมาก เพราะพวกเขาอยู่ในจุดเหนือลมที่ไม่โดนควันสีเหลืองมรณะนี้เล่นงาน
"ชนะแล้ว? "
ทอมที่ยืนมองภาพควันแห่งความตายจากบนกำแพงสูงพึมพำด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลาย
ยังไงชาวบ้านก็คืนชีพได้ แผนการนกต่อเช่นนี้จึงมีคนกล้าที่จะนำเอามาใช้จริง
*บรึ้ม! *
"อะไร!? "
แต่ทว่าศัตรูนั้นยังมีคนที่รอดชีวิตจากแก๊สมรณะนั้นอยู่คนหนึ่ง
บุรุษผู้ใช้ง้าว ขุนพลที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าอาร์โธร์โพดา [ฮอร์เนส] ผู้นั้น
แน่นอนว่าเขาได้สูดเอาแก๊สมรณะเข้าไปในร่างกายเต็ม ๆ
ผิวแสบร้อน หายใจติดขัด ระบบร่างกายเริ่มล้มเหลว
เขารู้ได้ทันทีว่าชีวิตตัวเองกำลังจะจบลง
แต่เขาไม่ยอมล้มตัวลงทอดกายเหนือพื้น แล้วใช้พลักเฮือกสุดท้ายบุกเข้าไปทางประตูหน้าของฐานบัญชาการอย่างห้าวหาญดุจคนบ้า
แม้นว่าจะถูกกระสุนปืนกระแทกใส่ร่างจนผิวเกราะเริ่มบุบสลาย ได้รับความบอบช้ำภายใน แต่เขาก็ไม่หยุดล้มลง
บุกตรงไปในเส้นทางโดยไม่เสียเวลากับยามคุ้มกัน ไปตามเส้นทางที่ผู้กล้าสเลบเคยผ่านจนไปถึงห้องคริสตัลของศัตรู
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่มีฮอร์เนสเพียงคนเดียว ที่มาปรากฏตัว ณ ห้องโถงแห่งนี้
กลับมาปัจจุบัน
***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]
"มันยิงอีกนัดแล้ว! "
ลำแสงมรณะนั้นวิ่งตรงปะทะกับกรงไฟฟ้าเป็นครั้งที่สอง
ระบบทำงานของกรงไฟฟ้าเริ่มรวนเรและพังทลายดับตัวลง
ปราการสุดท้ายที่ใช้ป้องกันคริสตัลได้หายไปแล้ว
"#.."
น้ำเสียงของศัตรูฟังดูอ่อนล้าเป็นอย่างมาก
แต่ไม่มีใครสักคนในที่แห่งนี้ที่หยุดเขาได้
มันเอี้ยวตัวหลบกระสุนระเบิดที่ยิงใส่ และเริ่มออกเดินหน้าต่อโดยไม่สนลูกปืนที่กระทบกับผิวเกราะของมัน
อีกเพียงแค่สิบเมตรมันก็จะเข้าประชิดคริสตัลได้สำเร็จ
"เอรีส เธอหนีไปก่อน เดียวผมจะขวางเจ้านั่นเอง! "
ในเวลานั้นผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงทำแบบนั้น
ภายในหัวคิดแค่ว่าต้องปกป้องคริสตัลกับเอรีสให้ได้
และถ้าหากปกป้องไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้เอรีสหนีไปจากที่นี่เสีย
ดังนั้นผมจึงพุ่งตัวออกไปทั้งที่ไม่มีอาวุธใด ๆ
"ย๊าก! "
ผมกระโดดถีบใส่มัน
แต่ทว่ามันให้ความรู้สึกราวกับตัวเองกำลังถีบใส่ก้อนหินที่หนักอึ้ง
มันไม่สนใจการโจมตีของผมแล้วก้าวเดินเข้าใกล้คริสตัลมากขึ้น
มันไม่สนใจการโจมตีทั้งจากลูกปืนและระเบิด ไม่สนใจทหารที่ล้อมกรอบมัน
ที่มันสนใจมีเพียงแค่เดินหน้าตรงต่อไป
ถึงแม้ว่ามันจะเริ่มเดินเซถลา แต่มันก็ยังคงเหยียดเท้าหยั่งพื้นดินเพื่อเดินหน้าต่อไป
จนกระทั้งระยะห่างของมันกับคริสตัลเหลือเพียงแค่สองเมตร
ง้าวในมือของมันถูกยกสูงขึ้น
“ใครจะยอม! ”
ผมกระโดดเข้าไปเกาะง้าวเอาไว้เพื่อถ่วงน้ำหนักของอาวุธ
แต่ดูเหมือนว่ามันจะไร้ผล
มันยังคงสามารถควงง้าวในมือได้อย่างอิสระทั้งที่มีผมเกาะด้ามของอาวุธเอาไว้
ง้าวที่ยาวสามเมตรได้ถูกวาดเป็นลวดลายออกไป
เป้าหมายคือตัดผ่ากลางคริสตัลของพวกเรา
ปลายคมของง้าวห่างจากผิวคริสตัลอีกเพียงแค่สามสิบเซนติเมตร
ภาพทุกอย่างรอบตัวเริ่มเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงราวกับมีใครมาหยุดเวลาเอาไว้
ไม่มีใครสามารถหยุดมันได้อีกแล้ว
พวกเรากำลังจะพ่ายแพ้…
“ยังหรอก! ”
“!? ”
ทันใดนั้นเองที่มีคนเข้ามาขวางการโจมตีของศัตรูเอาไว้
ง้าวที่ควรจะเฉือนคริสตัลออกเป็นสองส่วนได้ถูกหยุดเอาไว้ด้วยแขนของสตรีนางหนึ่ง
คลื่นกระแทกระหว่างคมง้าวกับแขนข้างนั้นได้กระจายออกเป็นวงกว้างจนผมกระเด็นหลุดออกมาจากด้ามอาวุธของมัน
“เอรีส!? ”
และผู้ที่มาหยุดการโจมตีนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเอรีสที่มาพร้อมกับชุดเกราะ [ฮีโร่] ของยะมะโตะนั่นเอง
ผู้กล้าเผ่ามนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว