บทที่ 43: ผลลัพธ์ของความอดทน
ผ่านมาหนึ่งวันเต็มๆ แล้วแต่ไอ้เจ้าขี้ขลาด นั่นยังคงตามตื้อผมไม่เลิกผมต้องคอยพะวงหลังอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะที่กำลังรับมือกับพวกมอนสเตอร์
แต่น่าแปลกที่มันไม่ยอมลงมือจู่โจมเลยสักครั้งถึงอย่างนั้นผมก็ไม่คิดจะลดการป้องกันลงเด็ดขาด
ข้อดีเพียงอย่างเดียวของสถานการณ์เฮงซวยนี้คือทักษะการรับรู้มานา ของผมพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดระยะการตรวจจับขยายกว้างขึ้นจนสัมผัสได้ถึงการขยับมานาแม้เพียงนิดเดียว
ทว่าทุกครั้งที่ผมเริ่มเพ่งสมาธิไปที่ไอ้เจ้าตัวสะกดรอยนี่มันจะรีบลบร่องรอยมานาของตัวเองลงทันที
มาถึงจุดนี้ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันจงใจกวนประสาทเพราะทุกครั้งที่ผมชาร์จเข้าใส่ ตัวตนนั้นจะหายวับไปกับตา
ไม่มันเคลื่อนที่ได้เร็วเหลือเชื่อก็คงเทเลพอร์ตได้ หรือไม่ก็มีความสามารถลบร่องรอยมานาได้เนียนกริบ... แต่ที่มันยอมปล่อยมานาออกมานิดหน่อยนั่นก็เพื่อยั่วโมโหผมล้วนๆ!
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันพยายามจะล่อให้ผมหลงกลผมเลยจงใจรับการโจมตีจากโทรลล์ตัวหนึ่งแบบเต็มแรงจนแขนแทบหักเพื่อดูดซับพลังงานจลน์มหาศาลไว้แล้วใช้แรงนั้นเป็นไอพ่นถีบตัวพุ่งทะยานเข้าหาไอ้เจ้าตัวแสบนั่นทันที!
ความเร็วนั้นทำให้ต้นไม้รอบข้างกลายเป็นเพียงภาพเบลอผมพุ่งชนกิ่งไม้จนหักระเนระนาดด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เคยทำมา
แต่ผลลัพธ์คือความว่างเปล่า...มันหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้แม้แต่น้อย
ก็นั่นแหละครับ...ผมละสายตาจากมันไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียวทำให้ต้องอยู่ในสภาวะตื่นตัวขั้นสุดตลอด 24 ชั่วโมง
ผมไม่กล้าหยุดใช้มานาเพื่อเสริมพลังกายหรือการตรวจจับเลยแม้แต่นิดเดียว มานาในร่างจึงถูกเผาผลาญไปอย่างต่อเนื่อง
แต่นั่นกลับกลายเป็นบทเรียนบังคับเพราะเพื่อไม่ให้มานาหมดก๊อกผมจึงต้องฝืนปรับจูนประสิทธิภาพการใช้พลังให้ละเอียดขึ้น
จนตอนนี้ผมสามารถลดอัตราการสิ้นเปลืองมานาลงได้ถึง20-30% เมื่อเทียบกับตอนก่อนที่ไอ้ ลูกหมาขี้ขลาดนี่จะปรากฏตัว
เพราะงั้น... ก็ขอบใจนะสำหรับบทเรียน
แต่ไปตายซะเถอะไอ้เวร!ขอให้แกเหยียบเลโก้หรืออะไรสักอย่างแล้วล้มหัวฟาดพื้นเข้าสักวันเถอะ!
เวลาล่วงเลยไปจนผมไม่ได้นอนมาเกือบ 30ชั่วโมงแล้วมั้ง?
แต่น่าแปลกที่มันไม่ได้แย่อย่างที่คิดค่าความทนทานคงทำให้ผมกลายเป็นยอดมนุษย์ไปแล้วจริงๆแถมมานาที่ไหลเวียนเสริมพลังกายอยู่ตลอดก็ช่วยบรรเทาอาการล้าจากการอดนอนไปได้มาก
ส่วนเรื่องจะให้ซมซานกลับไปค่ายที่พักน่ะเหรอ?ฝันไปเถอะ!
ผมแยกตัวออกมาเพื่อเลิกพึ่งพาคนอื่นถ้าต้องวิ่งกลับไปขอความช่วยเหลือตอนนี้มันดูน่าสมเพชเกินไป อีกอย่างผมมั่นใจว่าเรื่องแค่นี้จัดการเองได้
ผมก้มลงจิบน้ำจากลำธารโดยตรงรสชาติมันดีจนต้องขอกลับไปเบิ้ลอีกนิด แต่ปัญหาใหญ่คือตอนนี้เสบียงผมเกลี้ยงแล้ว
การต่อสู้และใช้มานาต่อเนื่องทำให้ผมหิวโซจนซัดอาหารสำรองหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ไอ้ตัวแสบนั่นยังคอยตามติดเป็นเงา และยังหลบหลีกไม่ให้ผมเข้าถึงตัวมันได้น่าประหลาดใจที่การตะโกนด่าทอไปถึงบุพการีมันก็ไม่ช่วยอะไรเลยมันยังคงรักษาระยะห่างไว้อย่างคงเส้นคงวา...
อ้อ แล้วตอนนี้ผมก็หลงป่าด้วยเพราะมัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังจนลืมทำเครื่องหมายบอกทางไว้ แถมการจะใช้สมองคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลเริ่มทำได้ยากขึ้นทุกที
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่
ผมเผลองีบไปได้สักสามชั่วโมงมั้ง...จริงๆ คือมัน วูบ ไปเองมากกว่าผมแค่ยืนพิงต้นไม้พักสายตาครู่เดียวก็หลับกลางอากาศไปทั้งอย่างนั้น
สิ่งที่ปลุกผมให้ตื่นคือความเจ็บแปลบที่สีข้างพอลืมตาตื่นแล้วตวัดดาบออกไปกลับพบเพียงความว่างเปล่า
มันทิ้งไว้แค่รอยแผลเล็กๆ บนตัวผม กับเสียงหัวเราะคิกคักที่แว่วมาตามลมทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ผมยังคงต้องสู้กับพวกโทรลล์และก็อบลินที่แห่กันมาเป็นระลอกไม่จบไม่สิ้นจนถึงตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าไอ้ตัวแสบนั่นแหละที่จงใจ ลาก พวกมันมาถล่มผม
จำไม่ได้เหมือนกันว่าตั้งแต่ตอนไหนแต่ดาบของผมหักไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เลยต้องใช้เพียงด้ามดาบที่มีเศษใบมีดคมๆติดอยู่ประทังไปก่อน
ทว่าทักษะ การสั่นพ้องของผมกลับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และ สมาธิ ก็เลเวลอัปด้วย
ก็นะ... อย่างน้อยก็ยังมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นบ้างล่ะมั้ง
ผมเผลอวูบไปอีกรอบคราวนี้ต้องแลกมาด้วยการเสียปลายนิ้วก้อยข้างซ้ายไปครึ่งข้อ
แต่มันก็คุ้มนะเพราะในจังหวะที่ความเจ็บปวดปลุกให้ผมตื่น ผมก็สามารถฝากรอยแผลไว้บนตัวไอ้เจ้าตัวสะกดรอยนั่นได้สำเร็จก่อนมันจะหนีไป!ครั้งนี้...
และครั้งนี้ มันไม่ได้หัวเราะแล้ว
ผมหิวจนไส้จะขาดแต่ก็ยังคงต้องเคลื่อนที่ต่อไป
ทุกครั้งที่ผมหยุดพักนานเกินไปกลุ่มมอนสเตอร์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะดาหน้าเข้าโจมตีทันที มีแต่มอนสเตอร์เต็มไปหมดผมไม่ได้เห็นสัตว์ป่ามานานมากแล้ว เจอแต่พวกโทรลล์หรือไม่ก็ก็อบลิน
แต่ก็โชคดีที่เลเวลของพวกมันไม่ได้สูงนักผมจึงพอเอาตัวรอดมาได้
ทุกครั้งที่เลเวลอัปผมจะทุ่มแต้มสถานะไปที่ค่าความทนทาน ซึ่งมันช่วยให้ผมยังไปต่อได้
ไอ้เจ้าตัวสะกดรอยเลิกหัวเราะแล้วแต่ผมยังสัมผัสได้ว่ามันวนเวียนอยู่ที่ขอบเขตการรับรู้มานา ผมจึงแกล้งลดระยะการตรวจจับลงแล้วเฝ้ารอโอกาสที่เหมาะสม
หือ... เลเวล 16แล้วเหรอเนี่ย ก็ไม่เลวนี่นา
อดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าป่านนี้คนอื่นๆจะทำอะไรกันอยู่... พนันได้เลยว่าเจ้าพวกนั้นต้องกำลังล้อมวงกินของอร่อยๆ ร้อนๆกันอยู่แน่ ไอ้พวกคนทรยศ!
ส่วนผมนะเหรอ...ตอนนี้หิวโซจนยัดทุกอย่างที่พอจะหาได้เข้าปากไปหมดแล้ว จะว่าไปเนื้อก็อบลินนี่รสชาติเฮงซวยชะมัด! ให้ตายสิ!
ในที่สุดผมก็ได้เห็นหน้าค่าตาของมอนสเตอร์ที่แอบตามตื้อผมเสียที
[ก็อบลิน แฟนท่อม -เลเวล 9]
พอมันรู้ตัวว่าผมเริ่มจับทางได้คราวนี้มันก็ไม่กล้าแหยมเข้ามาใกล้ผมอีกเลยแม้ผมจะลองแกล้งทำเป็นวูบหลับไปแล้วก็ตาม
ผมลองเช็กหน้าต่างสถานะดูพบว่าเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์เป๊ะๆ ก่อนจะสิ้นสุดเควสต์ประจำชั้นนอกจากนี้ระบบยังใจดีส่งเควสต์รองมาให้เพิ่มอีกอันด้วย
[เควสต์รอง]
เป้าหมาย: ฝึกฝนทักษะใดก็ได้ให้ถึงเลเวล10
รางวัล: ตราอัปเกรดทักษะ 1 ชิ้น
หือ...ของรางวัลฟังดูไม่ค่อยว้าวเท่าไหร่แฮะหรือผมคาดหวังกับไอ้ระบบหน้าเลือดนี่มากเกินไปกันนะ?
การต่อสู้ยังคงระอุแบเทินโทรลล์ตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ผมเต็มแรง ดาบและด้ามดาบของผมพังยับจนไม่เหลือซาก
ผมจึงต้องจำใจใช้สองมือเปล่ารับการโจมตีนั้นไว้แม้จะดูดซับพลังงานจลน์ได้มากกว่าทุกครั้งแต่แรงปะทะมหาศาลก็ยังหักแขนทั้งสองข้างของผมจนสะบั้น
ผมกัดฟันข่มความเจ็บปวดใช้เท้าที่เคลือบด้วย การสั่นพ้อง เตะเข้าที่ลำคอของมันจนกระเด็นก่อนจะถีบตัวทะยานเข้าหาตัวตนสะกดรอยที่ซุ่มอยู่ขอบเขตการรับรู้
ผมเค้นมานาทั้งหมดลงไปที่ขาแรงดันมหาศาลบีบจนรองเท้าของผมระเบิดออกทันทีผมพุ่งตัวไปด้วยเท้าเปล่าพร้อมระเบิดพลังงานจลน์ที่ดูดซับไว้เพื่อเร่งความเร็วให้ถึงขีดสุด
การรับรู้มานาแผ่พุ่งออกไปรอบตัวราวกับโซนาร์ จนในที่สุดผมก็ล็อกตำแหน่งของเจ้าก็อบลิน แฟนท่อม ได้สำเร็จ!
ผมพุ่งเข้าประชิดตัวมันในเสี้ยววินาทีอย่างไม่คิดชีวิตแม้ไหล่จะเหวอะหวะหรือร่างกายจะเขียวช้ำจากการพุ่งฝ่าดงไม้ขนาดไหนผมก็ไม่สน
ผมจงใจพุ่งชนต้นไม้เพื่อใช้ทักษะดูดซับแรงปะทะมาเปลี่ยนเป็นพลังงานขับเคลื่อนแล้วใช้แรงนั้นถีบตัวทะยานเข้าหาไอ้เวรนั่นต่อทันที!
อากาศรอบตัวมันบิดเบี้ยวขณะที่พยายามเปลี่ยนสีผิวเลียนแบบสภาพแวดล้อมทว่าด้วยการรับรู้มานาที่เฉียบคมขึ้นผมจึงพอจับตัวตนของมันได้
ผมซัดลูกเตะเข้าเป้าจนมันกระเด็นไปกลิ้งหลุนๆบนพื้น ทักษะพรางตัวของมันคลายออกพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวนผมรีบตามไปเหยียบเท้ามันซ้ำจนมันร้องจ๊ากหนีไปไหนไม่ได้อีก
"ฮ่าๆ!"
ผมหยุดหอบหายใจชั่วครู่ แขนหักร่างกายปวดร้าว ท้องไส้ปั่นป่วน แถมเสื้อผ้ายังขาดรุ่งริ่งบาดแผลเต็มตัวไปหมดแต่ผมกลับระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งใส่ไอ้ตัวเขียวที่นอนร้องขอชีวิตอยู่ใต้เท้า
จากนั้นผมก็เริ่มเหยียบมันซ้ำๆหักแขนหักขามันจนผิดรูป แต่มันก็ยังพยายามคลานหนี และใช้เล็บจิกข่วนผมอย่างสิ้นหวัง
ผมไม่สนความเจ็บปวดพวกนั้นผมยังคงเหยียบลงบนท้อง หน้าอก และลำคอของมันไม่ยั้ง
แม้ข้อความแจ้งเตือนการสังหารจะเด้งขึ้นมาแล้วแต่ผมก็ยังไม่หยุด...ผมเหยียบจนร่างสีเขียวใต้เท้ากลายเป็นเพียงก้อนเนื้อเละๆที่ผสมปนเปไปด้วยเศษกระดูกและเครื่องใน
"ฮ้า..."
ผมพ่นลมหายใจออกมาแรงๆพลางพึมพำกับตัวเอง
"กระจอกชะมัด..."
ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆท่ามกลางความโล่งอกที่ถาโถมเข้ามา ความเงียบงันของป่าทำให้ผมเพิ่งตระหนักได้ว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมต้องแบกรับความหวาดกลัวเอาไว้มากขนาดไหนความรู้สึกกดดันมหาศาลเริ่มตีตื้นขึ้นมาจนเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว
แต่ก่อนที่สติจะหลุดลอยไปผมรีบเปิดใช้งานทักษะ สมาธิ เพื่อดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะเงียบสงบอีกครั้งอารมณ์ที่เคยพลุ่งพล่านปั่นป่วนจึงค่อยๆ มอดดับและเยือกเย็นลงในที่สุด
ในขณะนั้นเอง การรับรู้มานาของผมก็แผ่ซ่านออกไปรอบทิศทางอย่างนิ่งสงบมันครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางจนแทบจะเทียบเท่าหมู่บ้านเล็กๆ ได้เลยทีเดียว
“กลับกันเถอะ”
ผมกล่าวกับตัวเองมันคือสิ่งที่โหยหามากที่สุดในตอนนี้...