สุดท้ายเสิ่นจื่อโยวก็ตกลงทำการค้ากับเถ้าแก่ร้านขายยันต์
บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวได้ถูกต้องเวลาของนางมีค่าอย่างยิ่งยวดเทียบกับการนำเวลาเหล่านี้มาเปิดแผงขายของมิสู้ใช้เวลาไปกับการค้นคว้ายันต์ชนิดใหม่ฝึกฝนพลังบำเพ็ญเพียรให้ก้าวหน้า
สำหรับเด็กในร้านที่ดูแคลนเสิ่นจื่อโยวนั้นแน่นอนว่าย่อมถูกไล่ออก
ความผิดของเขาไม่ใช่การปฏิเสธเสิ่นจื่อโยวแต่เป็วิธีการและท่าทีที่เขาใช้ในการปฏิเสธ...หากผู้ใช้ยันต์ระดับต้นทุกคนนำยันต์มาขายที่ร้านแล้วถูกปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้ต่อไปเมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงย่อมไม่มีทางหันกลับมาเหยียบที่ร้านนี้อีก
สำหรับเถ้าแก่แล้วเห็นได้ชัดว่านี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่
ด้วยท่าทีจริงใจของเถ้าแก่และแิที่กระจ่างชัดของเขาเสิ่นจื่อโยวจึงได้ตกลงที่จะทำการค้ากับเขา
วันเวลาผ่านไปความมั่งคั่งในมือของเสิ่นจื่อโยวก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยไม่ทันรู้ตัวเหมันตฤดูก็ใกล้เข้ามา
“เสี่ยวโยว อากาศเริ่มเย็นแล้วหลายวันก่อนแม่แยกชิ้นส่วนของเสื้อผ้าตนเองมาเย็บเป็เสื้อกันหนาวตัวใหม่ให้เ้าเ้าลองสวมดูสิว่าพอดีตัวหรือไม่”
ซูหวั่นเยว่กล่าวแล้วก็นำเสื้อกันหนาวมาทาบบนร่างของเสิ่นจื่อโยว
เสิ่นจื่อโยวจำลวดลายบนเสื้อตัวนี้ได้นี่เป็หนึ่งในสินเดิมของซูหวั่นเยว่ในปีนั้น
ซูหวั่นเยว่เสียดายทำใจสวมใส่ไม่ลงมาโดยตลอดมีเพียงยามที่นางคิดถึงคนในตระกูลซูเท่านั้นจึงจะหยิบออกมาชม
คาดไม่ถึงว่าครานี้ซูหวั่นเยว่จะตัดมันเพื่อนำมาเย็บปักเป็เสื้อกันหนาวที่พอดีกับขนาดตัวของบุตรสาว
“ท่านแม่...”
กระบอกตาของเสิ่นจื่อโยวแดงเรื่อนางรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ไม่ได้บอกกล่าวซูหวั่นเยว่เื่ที่ตนสามารถหาเงินได้เป็จำนวนมากเพราะ้าสร้างความประหลาดใจให้แก่ซูหวั่นเยว่
“ท่านแม่พวกเราไปซื้อเสื้อผ้ากันเถิด”
เสิ่นจื่อโยวข่มกลั้นอารมณ์แสบร้อนลงไปกุมมือของซูหวั่นเยว่ไว้แน่นและคลี่ยิ้มสดใสให้นาง
• • •
ระหว่างทางเสิ่นจื่อโยวได้อธิบายให้ซูหวั่นเยว่ฟังโดยสังเขปถึงวิธีการหาเงินของตน
แน่นอนว่านางไม่ได้บอกกล่าวซูหวั่นเยว่เื่ที่ตนเองเกิดใหม่เพียงให้นางเข้าใจว่านางเป็ผู้ใช้ยันต์ได้โดยพร์สามารถแตกฉานโดยไร้ซึ่งอาจารย์
ซูหวั่นเยว่รู้สึกปลื้มปิติในที่สุดบุตรสาวก็เติบใหญ่แล้ว
นางหลงนึกว่าเสิ่นจื่อโยวหาเงินได้เพียงหยิบมือคาดไม่ถึงว่าเสิ่นจื่อโยวจะพานางมายังร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง...ร้านค้าของตระกูลโม่
เถ้าแก่ของร้านค้าตระกูลโม่เป็คนลึกลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ถึงใบหน้าที่แท้จริงของเขาสิ่งที่คนนอกได้เห็นล้วนเป็รูปลักษณ์ที่ผ่านการแปลงโฉมมาแล้วที่สำคัญน้อยครั้งนักที่เขาจะปรากฏตัวในร้านโดยปกติแล้วเขามักมอบอำนาจให้ลูกน้องของเขาเป็ผู้จัดการดูแลเื่ต่าง ๆ
ทว่าเื่นี้กลับไม่อาจขัดขวางให้กิจการของตระกูลโม่ขยับขยายไปทั่วทุกสารทิศทั่วทุกมุมถนนของแว่นแคว้นหลิวหั่วต้องมีร้านค้าของเขาตั้งอยู่
กระทั่งมีบางคนกล่าวว่าความมั่งคั่งของกิจการตระกูลโม่นั้นร่ำรวยจนถึงขั้นตั้งตนเป็ปรปักษ์กับแว่นแคว้นได้
ครั้นเห็นบุตรสาวดึงตนเองเข้าไปในร้านค้าตระกูลโม่ซูหวั่นเยว่ก็รีบจับแขนของเสิ่นจื่อโยวไว้แน่น
“เสี่ยวโยวกว่าเ้าจะหาเงินได้ไม่ใช่เื่ง่าย พวกเราประหยัดหน่อยดีหรือไม่”
สินค้าในร้านค้าตระกูลโม่ล้วนเป็ของวิจิตรงดงามเป็ของรูปแบบใหม่มีเอกลักษณ์ ทว่าราคาก็สูงจนน่าสะพรึง
อย่างเช่นปิ่นที่พวกนางเพิ่งเดินผ่านมูลค่าของมันสูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญ!
และต้องรู้ว่าเงินหนึ่งหมื่นเหรียญสำหรับครอบครัวทั่วไปแล้วสามารถประทังชีวิตได้ถึงครึ่งปี!
“วางใจเถอะเ้าค่ะ พวกเราซื้อไหว”เสิ่นจื่อโยวตบหลังมือของซูหวั่นเยว่เบา ๆ เป็การปลอบประโลม
“ไอหยา!นี่มิใช่พี่สาวบุตรอนุตัวดีของพวกเราหรือ”
วาจาร้ายกาจของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนดังขึ้นไม่ไกลเสิ่นจื่อโยวหันไปตามเสียงก็พบกับเสิ่นเชียนซีและพันไป๋เหออยู่ตรงนั้นด้วย
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว นี่นับว่า ‘ถนนคับแคบจนยากที่จะหลีกเลี่ยงการประสบพบกับศัตรูคู่อาฆาต’ ได้หรือไม่
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกวาดตามองร่างของเสิ่นจื่อโยวและซูหวั่นเยว่ปราดหนึ่งก่อนจะพบว่าเสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่ยังคงเป็เสื้อผ้าของฤดูสารทใน่หลายเดือนก่อนไม่เพียงบางเบาจนน่าเวทนา กระทั่งสีก็ยังถูกซักจนซีดขาวแล้ว
เหอะๆนางได้ยินเื่ที่เสิ่นจื่อโยวล่วงเกินพันไป๋เหอจากปากของบ่าวไพร่ั้แ่คราแรกแล้วพันไป๋เหอเกิดโทสะจึงได้สั่งยกเลิกอาหารการกินเครื่องนุ่งห่มของพวกนางสองแม่ลูก
วันนี้เพียงปราดมองก็พบว่าแม่ลูกคู่นี้มีสภาพน่าเวทนากว่าที่นางจินตนาการไว้มาก
มุมปากของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนยกโค้งขึ้นอย่างย่ามใจ
เสิ่นจื่อโยวช่างโง่เขลาจริง ๆคนเช่นไรล่วงเกินได้ คนเช่นไรล่วงเกินไม่ได้ นางไม่รู้จักคิดสักนิด
นางหันไปมองพันไป๋เหอโดยไร้สุ้มเสียงก่อนจะพบว่าพันไป๋เหอกำลังปรายตามองไปทางซูหวั่นเยว่สองแม่ลูกด้วยสายตาเ็าั์ตาระคนด้วยแววเหยียดหยามเข้มข้น
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนคิดว่านี่ถึงเวลาที่นางจะได้แสดงตนต่อหน้าท่านแม่ใหญ่แล้ว
“เสิ่นจื่อโยวหนอเสิ่นจื่อโยวข้าคาดไม่ถึงว่ากระทั่งผีแร้นแค้นเช่นเ้าก็ยังมีความกล้าที่จะเดินเข้าร้านค้าแห่งนี้เ้าไม่กลัวว่าผู้อื่นจะคิดว่าเป็หัวขโมยแล้วจับเ้าหรืออย่างไร”
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกล่าวด้วยรอยยิ้มหยันมาดร้าย
“ผู้ที่ขโมยมุกบรรลัยกัลป์ของผู้อื่นจนมือถูกน้ำชาลวกเป็แผลพุพองิัเหวอะหวะมีสิทธิ์ใช้คำว่า‘หัวขโมย’ สองคำนี้มาเย้ยหยันผู้อื่นได้ด้วยหรือ”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวเตือนด้วยความ ‘ปรารถนาดี’ อย่างยิ่งยวด
“เ้า!” เสิ่นเฉี่ยวเหลียนเดือดดาลนางหันไปมองเสิ่นเชียนซีและพันไป๋เหอด้วยความกระดากอาย
เสิ่นจื่อโยวต้องตั้งใจเป็แน่!นางจงใจเอ่ยถึงเื่นี้ต่อหน้าเสิ่นเชียนซีและพันไป๋เหอ!
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกัดฟันขบคิดอย่างเคียดแค้นแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาโดยพลการอีก
“เคลื่อนทัพออกศึกไม่ทันคว้าชัยชนะกลับมาถึงแก่กรรมเสียก่อน”คำกล่าวนี้ต้องหมายถึงนางเป็แน่
พันไป๋เหอเก็บภาพเหตุการณ์ทุกอย่างไว้ในสายตาก่อนหัวเราะหยันออกมาเสียงหนึ่งนางตบหลังมือของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมก่อนจะหันไปกล่าวกับเสิ่นจื่อโยว“เฉี่ยวเหลียนจะเป็อย่างไรก็ยังรู้จักการเคารพผู้าุโไม่เหมือนกับลูกของคนบางคนที่แม้แต่ ‘การเคารพผู้าุโ’คำนี้ยังไม่รู้จักเรียนรู้”
“ข้าไม่รู้สึกว่าผู้าุโที่วางยาพิษข้าั้แ่อยู่ในครรภ์วัน ๆ เอาแต่ขบคิดว่าจะใช้วิธีการใดทำให้ข้าตายควรค่าแก่การให้ความเคารพอย่างไร”
สีหน้าของพันไป๋เหอพลันเขียวคล้ำนางตวาดกร้าว “เสิ่นจื่อโยวมีบางถ้อยคำที่เ้าไม่ควรจะพูดเหลวไหลต่อหน้าธารกำนัล!”
“ข้ามิได้พูดเหลวไหลฮูหยินเสิ่นตระหนักอยู่แก่ใจดีมิใช่หรือ”
เสิ่นจื่อโยวหัวเราะแ่เบาก่อนที่จะเอื้อมมือไปคล้องแขนของซูหวั่นเยว่ไว้
การเลือกซื้อสิ่งของเป็เื่ที่สำคัญกว่าโต้คารมกับคนเหล่านี้ไร้ซึ่งอรรถรสอันใด
เสิ่นจื่อโยวพาซูหวั่นเยว่จากไปทิ้งเพียงแผ่นหลังอันสง่างามไว้ให้พวกนาง
“ท่านแม่เสิ่นจื่อโยวผู้นี้ช่างน่ารำคาญเหลือทน คำพูดที่พ่นออกมาจากปากล้วนไม่มีเื่ดี”
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนดึงแขนของพันไป๋เหอไว้พลางกล่าวด้วยความขุ่นเคือง
“ฮึ ตกอับถึงขั้นนี้แล้วยังทำปากเก่งข้าว่าหัวสมองของนางคงไม่เคยมียามใดที่เป็ปกติ”
เสิ่นเชียนซีเองก็มองเสิ่นจื่อโยวด้วยความรู้สึกขัดสายตา
ผลจากการโจมตีที่เสิ่นจื่อโยวทิ้งไว้ให้นางเ่าั้ยังคงสลักฝังลึกอยู่ในหัวใจของนาง
นางจะต้องเร่งหาหนทางที่สามารถกดข่มเสิ่นจื่อโยวให้จงได้
“ท่านแม่มิสู้พวกเราตามไปดูสองแม่ลูกนั่น ดูสิว่าพวกนางจะเล่นลูกไม้อันใดถึงได้หาญกล้าเข้ามาในร้านค้าตระกูลโม่เช่นนี้!”
คำชักชวนของเสิ่นเชียนซีทำให้ทั้งสองคนที่เหลือเกิดความสนใจจากนั้นพวกนางจึงเร่งติดตามไป
• • •
“หลงจู๊รบกวนท่านช่วยหยิบปิ่นอันนั้นมาให้ข้าดูสักนิด”
เสิ่นจื่อโยวชี้ไปที่มุมหนึ่งของตู้วางสินค้า
“เสี่ยวโยวพวกเรามาเพื่อซื้อเสื้อกันหนาวมิใช่หรือ จะซื้อปิ่นไปไย”
ซูหวั่นเยว่ดึงเสื้อของเสิ่นจื่อโยวพลางกล่าวถามเสียงแ่เบา
“ท่านแม่ข้ารู้สึกว่าปิ่นอันนี้เหมาะกับท่านเป็อย่างยิ่ง ท่านลองดูสิเ้าคะ”
เสิ่นจื่อโยวไม่ได้ตอบคำถามของซูหวั่นเยว่แต่กลับเสียบปิ่นเข้าไปในมวยผมของนางแทน
“งดงามจริง ๆ”เสิ่นจื่อโยวกล่าวอย่างมีความสุข
พวกเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเดินตามเข้ามาจึงได้เห็นภาพนี้พอดี
“ปิ่นอันนี้มีราคาถึงสามหมื่นเหรียญเสิ่นจื่อโยวพวกเ้าสองแม่ลูกกินอยู่อย่างประหยัดสามสิบปีก็ใช่ว่าจะมีเงินจำนวนนี้ได้”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกล่าวพลางแค่นเสียงหัวเราะ
“คนบางคนก็ช่างไม่รู้จักประมาณตน”เสิ่นเชียนซีสำทับอย่างดูแคลนอีกประโยค
สายตาที่นางใช้มองสองแม่ลูกเสิ่นจื่อโยวประหนึ่งกำลังมองตัวตลกที่กำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
“น้องหวั่นเยว่หากเ้าชอบปิ่นอันนี้จริงข้าสามารถช่วยกล่าวถ้อยคำน่าฟังต่อหน้านายท่านสองสามประโยคไม่แน่ว่าเขาอาจใจอ่อนยอมซื้อให้เ้าก็เป็ได้?”
พันไป๋เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนทว่าบนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มเหยียดหยัน
เสิ่นจื่อโยวหรี่ดวงตาทั้งคู่ลงั์ฉายประกายคมกร้าว
ย่อมได้คนเหล่านี้จะทำตนเป็ดุจิญญาร้ายไม่ยอมอันตรธานหายไปใช่หรือไม่
ดีเช่นนั้นพวกเ้าก็อย่าได้เสียใจภายหลัง!
เสิ่นจื่อโยวหมุนตัวกลับไปโดยพลันนางหันไปกล่าวกับหลงจู๊ที่อยู่หน้าตู้สินค้า “ช่วยข้าห่ออันนั้น...อันนั้น...อันนั้นด้วย...ยังมีปิ่นอันนั้นอีกข้า้าซื้อทั้งหมด!”
เสิ่นจื่อโยวเลือกปิ่นที่มีมูลค่าแพงที่สุดในร้านในอึดใจเดียว
ไม่ทันรอให้พวกพันไป๋เหอที่กำลังตกอยู่ในอาการตะลึงพรึงเพริดได้สติเสิ่นจื่อโยวก็หยิบกล่องขนาดใหญ่ออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ ปึง!นางวางกล่องใบนั้นลงบนตู้แสดงสินค้า
“ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะไม่มีปัญญาจ่ายที่คนเช่นข้ามีก็คือเงิน!”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็เปิดกล่องขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง
ในกล่องใบนั้นเต็มไปด้วยตั๋วเงินเปล่งประกายระยิบระยับจนทำให้ดวงตาของผู้คนพร่าเลือน!