บทที่1เด็กชายผู้ถูกลืม
ณเมืองตงเฟิง เมืองชายแดนของแคว้นิโจว อาณาจักรต้าตง เมืองเล็กๆที่มีผู้คนราวๆ ห้าล้านคนล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมืองสีเทาสูงสามจั้งหอคอยสีดำที่กระจายทั่วทุกด้านของกำแพงมีทหารประจำการคอยสอดส่องดูแลความสงบสุขให้แก่ชาวเมือง
แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่สามารถรักษาความสงบสุขให้แก่เด็กชายผู้หนึ่งผู้ที่มีนามว่า“จ้าวเฟยหลง” เขาคือลูกชายคนเดียวของ “จ้าวิลู่” ผู้เป็บิดาและ “ฟางเหนียง” ผู้เป็มารดา
จ้าวิลู่เป็ลูกชายคนที่สองของผู้นำตระกูลจ้าว“จ้าวเย่ซง” ส่วนมารดานั้นเป็ลูกสาวชาวนาที่พบรักกันกับจ้าวิลู่ในตอนที่เขาออกเดินทางไปค้าขายที่ต่างเมืองและได้ช่วยเหลือจ้าวิลู่จากการาเ็เพราะถูกโจรปล้นระหว่างทางจนเกิดเป็รักตราตรึงในดวงใจของทั้งสองคน
แต่หลังจากที่จ้าวิลู่กลับมาสกุลจ้าวและเอ่ยปากเื่แต่งงานกับบิดากลับถูกต่อว่าอย่างรุนแรงเพราะการที่คุณชายสองจากสกุลจ้าว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองตงเฟิงจะแต่งงานกับหญิงบ้านนอกไร้สกุลรุนชาติเป็เื่ที่ทำให้ขายขี้หน้าอย่างยิ่งผู้นำตระกูลจ้าวโกรธจัด ถึงกลับประกาศว่า จ้าวิลู่ คนไม่รักดีจะไม่ได้รับการสนันสนุนใดๆจากตระกูลจ้าวอีกต่อไปเป็เพียงคนที่อาศัยในตระกูลเท่านั้น
จ้าวิลู่แม้จะถูกครอบครัวกีดกันซ้ำยังถูกขังเป็แรมเดือนก็ยังยืนยันหนักแน่นที่จะขอแต่งงานกับ
ฟางเหนียงเท่านั่นมิสนใจคุณหนูจากตระกลูใหญ่อื่นและแม้กระทั่งถูกปลดออกจากตำแหน่งคุณชายรองก็ตาม
เมื่อแลกทุกอย่างกับความรักจ้าวิลู่ก็ได้ลงเอยกับฟางเหนียงและก็ได้ให้กำเนิดจ้าวเฟยหลงขึ้นมาพวกเขาย้ายครอบครัวไปอยู่ด้านหลังของคฤหาสน์ของตระกูลมีชีวิตอย่างไม่สบายนักเพราะเมื่อถูกตัดการสนับสนุนจากตระกูลทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดิ้นรนทำงานหามาเลี้ยงชีพ ทั้งสามมีเพียงที่ซุกหัวนอนเท่านั้น
ปีนี้จ้าวเฟยหลงอายุสิบสี่ปีเนื่องจากเป็ลูกของคนไม่รักดีจึงไม่ได้รับความโปรดปรานจากผู้นำตระกูล
ผู้เป็ปู่แท้ๆ บรรดาญาติทั้งหลายก็พากันตีตัวออกห่าง โดยเฉพาะลุงของเขา“จ้าวส่วน”และลูกชาย “จ้าวจิง”
ทั้งสองแสดงออกเป็พิเศษว่าไม่้าเห็นเขาอยู่ในตระกูลอีกเลย
นอกจากเป็ลูกของคนไม่รักดีแล้วจ้าวเฟยหลงก็เหมือนมีกรรมเก่าติดตามมาด้วย เพราะเมื่อเกิดมาร่างกายของไม่มีเส้นลมปราณไม่สามารถดูดซับพลังฟ้าดินเพื่อฝึกยุทธ์ได้ ในโลกนี้ถือได้ว่าเป็เศษขยะอย่างแท้จริง
เพราะในดินแดนแห่งนี้ทุกคนล้วน้าฝึกยุทธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งมรรคาผลมุ่งขึ้นสู่แดน์มีชีวิตเป็
นิรันดร์ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้คุณค่าจึงต่ำเตี้ยเรี่ยดินไร้ผู้สนใจ ไร้คนกล่าวถึง ถูกดูิ่เหยียดหยาม
แต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งความมุ่งมั่นที่อยากจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์เมื่อมีเวลานอกจากการเข้าป่าเพื่อไปเก็บของป่ามาขาย เขาก็จะทุ่มเทฝึกฝนตนเองตามที่ท่านพ่อของเขาแนะนำ แต่จนแล้วจนรอดจ้าวเฟยหลงก็อยู่แค่ระดับนักยุทธ์ขั้นหนึ่งเท่านั้น “ข้าจะต้องฝึกยุทธ์ให้ได้เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของข้าและบิดามารดาให้คืนกลับมาจนได้” จ้าวเฟยหลงะโอยู่ในใจ
วันนี้เขากลับจากป่าัเร้นซึ่งเป็ป่าโบราณาขนาดใหญ่ติดกับเมืองตงเฟิงพื้นที่ของป่าประมาณหนึ่งแสนลี้ มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่อย่างชุกชุมจ้าวเฟยหลงเข้าไปได้แค่ชายป่าเท่านั้นด้วยระดับนักยุทธ์ขั้นหนึ่งจึงไม่สามารถเข้าไปลึกกว่านั้นได้“วันนี้ได้ของป่าเล็กน้อยคงขายได้เงินมาไม่มากแต่ก็ไม่เป็ไรพรุ่งนี้ค่อยเข้าป่าอีกครั้งหนึ่งละกัน” จ้าวเฟยหลงนึกในใจ
ทันทีที่เดินถึงประตูใหญ่ก็ได้พบกับยามเฝ้าประตูสี่คนเขาพยายามรีบเดินเข้าไปอย่างเร็วที่สุดแต่ก็โดนชายคนหนึ่งขวางทางไว้ “เฮ้!พวกเราไปยืนทำไมตรงนั้น ยังไม่มีรีบมาคำนับคุณชายจ้าวเฟยหลงอีก”ชายนั้นพูดเสียงดังทำเอาอีกสามคนที่เหลือสนใจหันมามอง “อ้าว!นั่นไม่ใช่คุณชายขยะหรอกหรือกลับมาจากป่าคงได้เศษใบหญ้ามาเต็มกระเป๋าแน่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ยามอีกคนเข้ามาผสมโรงประชดประชันจ้าวเฟยหลง
“พวกเ้าบังอาจเกินไปแล้วยังไม่รีบเปิดทางคุณชายจ้าวเฟยหลงถึงเขาจะเป็ขยะก็ตามทีเถอะนะ” เสียงชอง เปาเหิ่งหัวหน้ายามดังขึ้นถึงแม้จะเป็การดุลูกน้อง แต่ความหมายก็ชัดเจนว่าดูถูกเหยียดหยาม
จ้าวเฟยหลงรีบเดินฝ่ากลุ่มยามเข้าไปในบริเวณตระกูลหลายปีมานี้เขาชินชาแล้วกับการดูถูกของผู้คน แม้กระทั่งเหล่าคนใช้หรือยามก็ยังพากันดูถูกดูิ่เขา แม้ว่าเขาจะเป็หลานของจ้าวตระกูล แต่ก็เป็ลูกของผู้ถูกละทิ้งจึงไม่มีคนในตระกูลสนใจบ่าวไพร่ก็ไร้ความเคารพ “จ้าวเฟยหลงกำมือแน่นต้องมีสักวันที่ข้าจะทำให้พวกเ้ามาหมอบอยู่แทบเท้าของข้าให้ได้”
เนื่องจากไม่เป็ที่ต้อนรับของคนในตระกูลจ้าวเฟยหลงจึงต้องฝึกตนในป่าัเร้นเพื่อไม่ให้ใครเห็นแต่ก็เป็เพียงการฝึกร่างกายและพื้นฐานทั่วไปนี่จึงทำให้เขามีร่างกายที่แข็งแรงพื้นฐานแ่าแต่ก็ก้าวไปข้างหน้าในเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ไม่ได้การที่เขาใช้เวลาในป่ามังเร้นมานานจึงทำให้รู้จักเส้นทางภายในป่าเป็อย่างดีและหนึ่งในทักษะที่เขาเก่งกาจมากที่สุดคือแอบซ่อนและหลบหนีจากการตามล่าของเหล่าสัตว์อสูร
ในบางครั้งบางคราวเขาก็มีโชคเช่นเก็บซากของสัตว์อสูรได้ พบเจอสมุนไพริญญา ของเหล่านี้ทำเงินให้เขาและครอบครัวได้เป็อย่างดีดังนั้นเวลาที่ได้อยู่ในป่าัเร้นก็คือเวลาที่เป็สุขที่สุด่เวลาหนึ่งของจ้าวเฟยหลง
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็นำของที่ได้ส่งมอบให้มารดาแล้วจึงชำระล้างร่างกาย ก่อนจะออกมากินอาหารเย็น
“ท่านแม่ข้าว่าจะไปอ่านหนังสือที่ห้องหนังสือพรุ่งนี้”จ้าวเฟยหลงกล่าวขึ้นระหว่างกินข้าว
“ระวังตัวนะลูกอย่าให้เด็กพวกนั้นเห็นลูกเดี๋ยวจะถูกรังแกเอาได้”ฟางเหนียงกล่าวเตือนลูกชายด้วยความเป็ห่วงเด็กพวกนั้นที่นางหมายถึงก็คือลูกของลุงเขานั่นเอง
“ขอรับท่านแม่ข้าจะระวังตัวให้มาก” จ้าวเฟยหลงรับคำ
แล้วจึงเดินเข้าห้องนอนของตนหยิบเอาตำราที่มีคนทำตกหล่นเอาไว้ในป่าัเร้นออกมาอ่านมันเป็หนังสือที่กล่าวถึงดินแดนที่เขาอยู่จ้าวเฟยหลงอ่านหนังสือเล่มนี้มาหลายร้อยรอบจนเขาสามารถจดจำทุกตัวอักษรในหนังสือได้แล้ว
ในหนังสือกล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ว่าดินแดนไท่ชาง แบ่งออกเป็ ห้าทวีปใหญ่ คือทวีปอุดร บูรพา ประจิมทักษิณและทวีปศูนย์กลาง ทวีปที่จ้าวเฟยหลงอยู่นี้คือทวีปบูรพาแบ่งออกเป็ห้าอาณาจักรและอาณาจักรต้าตงก็เป็หนึ่งในนั้น ซึ่งกล่าวกันว่าเป็อาณาจักรที่เล็กและแร้นแค้นพลังฟ้าดินที่สุดในหมู่ห้าอาณาจักร
แต่ขนาดเล็กของอาณาจักรนี้ก็กินพื้นที่ถึงสิบล้านลี้มีฮ่องเต้ราชวงศ์หวังปกครอง มีแคว้นน้อยใหญ่นับพันในปกครอง ทุกพื้นที่ของทวีปและอาณาจักรให้ความเคารพต่อการฝึกยุทธ์ผู้ที่สามารถเข้าสู่การฝึกยุทธ์ได้ย่อมมีโอกาสกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต มีคนนับหน้าถือตา สูงส่งราวเทพเซียนสามารถก้มมองคนธรรมดาได้ราวกับมองมดปลวกไร้ค่า
แต่หากไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้เขาผู้นั่นก็คือขยะไร้ค่าไม่มีค่าแม้แต่จะกล่าวถึง เป็ชีวิตที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว “ต่อให้มันจะหนักหนาขนาดไหนข้าก็จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ไม่มีวันยอมแพ้” จ้าวเฟยหลงบอกแก่ตนเองอย่างหนักแน่น
เขาเก็บตำราแล้วล้มตัวลงนอนเพียงไม่นานความเหนื่อยหล้าก็กล่อมให้เขา เข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน
รอวันพรุ่งนี้มาถึงอีกครั้งหนึ่ง