ลั่วหยางเพิ่งโดนเยี่ยจือไล่ตะเพิดออกมาจากห้องครัว
ซ่งเหม่ยฉียกมือน้อยๆ ปิดปาก หัวเราะคิกคักจนตาหยีเป็นสระอิ
เขาเดินตรงเข้าไปอุ้มตัวชูตวัดขึ้นมานั่งบนโซฟา ปล่อยให้แม่หนูน้อยนั่งแหมะอยู่บนตัก
"เหม่ยฉี... ช่วงนี้หนูฝันเห็นเรื่องแปลกๆ หรือเจอคนแปลกหน้าบ้างไหม" ลั่วหยางตะล่อมถาม
"หนูไม่เข้าใจค่ะ คุณลุงลั่ว" เด็กน้อยส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก
ชายหนุ่มพยายามขยายความ "ก็อย่างคราวก่อน ที่หนูเห็นคุณแม่ตกลงไปในถ้ำไง... ได้เห็นภาพอะไรทำนองนั้นอีกหรือเปล่า"
"มีค่ะ หนูฝันเห็นด้วย"
ลั่วหยางใจกระตุกวูบ "ฝันเห็นอะไร เล่าให้คุณลุงลั่วฟังหน่อยสิ"
เซนส์บางอย่างบอกเขาเสมอว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะลางสังหรณ์เรื่องถ้ำมรณะคราวก่อนที่แม่นยำจนน่าขนลุก ตอนนี้ศัตรูที่ต้องเผชิญหน้ารับมือยากและอันตรายถึงชีวิต เขาเลยอยากลองหยั่งเชิงดู หากยัยหนู ‘เห็น’ หรือ ‘ฝัน’ ถึงจอมขมังเวทเลี้ยงกู่คนนั้นอีก สถานการณ์คงได้พลิกตลบยิ่งกว่าเดิมแน่
"คุณลุงลั่วต้องหอมแก้มหนูก่อน หนูถึงจะบอก" ซ่งเหม่ยฉีเชิดหน้าขึ้นอย่างแง่งอน แววตาซุกซนน่ามันเขี้ยว
ลั่วหยางหลุดขำ ก้มลงหอมฟอดใหญ่บนแก้มยุ้ยๆ
เด็กน้อยถึงยอมเปิดปาก "หนูฝันว่าคุณลุงลั่วแต่งงานกับคุณแม่... แล้วก็คลอดพี่ชายให้หนูคนนึงค่ะ"
ลั่วหยาง "..."
เจอหมัดฮุกแบบไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาสตั๊นไปสามวิ
"คุณลุงลั่วคะ... เมื่อไหร่หนูถึงจะเรียกคุณลุงว่าคุณพ่อได้เหรอคะ" ซ่งเหม่ยฉีเอียงคอถามด้วยความไร้เดียงสา
ลั่วหยางเลิ่กลั่กจนแทบอยากมุดโซฟาหนี กระแอมไอแก้เก้อ "เอ่อ... เอาอย่างนี้ดีไหม คุณลุงลั่วขอตกลงอะไรกับหนูสักเรื่องนึง"
"ว่ามาเลยค่ะ"
ชายหนุ่มชั่งใจครู่หนึ่งก่อนยื่นข้อเสนอ "ถ้าอยากเรียกคุณพ่อจริงๆ ล่ะก็... เรียกแค่ตอนอยู่บ้านก็พอ แต่ถ้าออกไปข้างนอก หนูต้องเรียกว่าคุณลุงลั่วเหมือนเดิม ตกลงไหม"
ซ่งเหม่ยฉีทำหน้าครุ่นคิด "ต่อหน้าคุณตาคุณยาย ก็ต้องเรียกคุณลุงลั่วเหรอคะ"
ลั่วหยางพยักหน้ารับ แม้เยี่ยอี้หมิงกับเจี่ยงเสียนหรงจะไฟเขียวมองเขาเป็นลูกเขยเต็มตัวแล้ว ทว่าสถานะของเยี่ยจือยังคาราคาซัง ผู้ใหญ่ทั้งสองย่อมรู้ดีแก่ใจ ในเมื่อยังจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องไม่ได้ ขืนปล่อยให้เด็กมาเรียกคุณพ่อปาวๆ ต่อหน้าพวกท่าน คงได้อึดอัดกันไปหมด
"แล้วถ้าต่อหน้าคุณปู่กับคุณอาบ้านซ่งล่ะคะ" เธอถามต่อ
ลั่วหยางหัวเราะในลำคอ "อันนั้นยิ่งต้องเรียกเลย ว่าไง ตกลงไหมล่ะ"
"ก็ได้ค่ะ หนูยอมตกลงชั่วคราวก็ได้" เด็กน้อยเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโสฉบับมินิ "งั้นคุณลุงลั่วลองเรียกหนูว่า 'ลูกสาวคนเก่ง' ให้ฟังหน่อยสิคะ"
เขาโน้มตัวกระซิบข้างหูเธอเบาๆ "ลูกสาวคนเก่ง"
"อื้อ" ซ่งเหม่ยฉีขานรับ สองมือน้อยประคองแก้มลั่วหยางแล้วกดจมูกหอมฟอดใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงเจื้อยแจ้วกังวาน "คุณพ่อ"
สรรพนามนั้นดังก้องไปถึงในครัว เยี่ยจือที่กำลังง่วนอยู่หน้าซิงก์ชะงัก แอบช้อนตาขึ้นมองมาทางห้องนั่งเล่นแวบหนึ่ง
หางตาลั่วหยางจับสังเกตอาการนั้นได้พอดี ความล่กตีตื้นขึ้นมาจนจุกคอ ลืมขานรับไปชั่วขณะ ผลคือภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที ซ่งเหม่ยฉีก็เปิดโหมดนกแก้ว ตะโกนรัวซ้ำอีกสามครั้งซ้อน แถมเดซิเบลยังพุ่งปรี๊ดขึ้นเรื่อยๆ
"คุณพ่อ! คุณพ่อ! คุณพ่อ!"
ลั่วหยางหมดทางสู้ ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ "อืม... เก่งมาก"
เยี่ยจือลอบอมยิ้มมุมปาก ก้มหน้างุดซ่อนรอยริ้วแดงบนพวงแก้ม
ลั่วหยางกระชับกอดแม่หนูน้อยแน่นขึ้น วินาทีนี้ความรู้สึกผูกพันประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับเด็กคนนี้เป็นสายเลือดแท้ๆ ที่เขาให้กำเนิดมาเองจริงๆ
‘สองพ่อลูก’ คลอเคลียหยอกล้อกันพักใหญ่ ก่อนเด็กน้อยจะปลีกตัวไปหมกมุ่นกับกองของเล่น เยี่ยจือล้างจานเสร็จพอดี เธอเดินนวดมือออกมา พวงแก้มยังคงแต้มสีระเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์แดง หรือเพราะเสียงเรียกเมื่อครู่กันแน่
เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างลั่วหยาง ในใจมีคำพูดเป็นกระบุงอยากเอื้อนเอ่ย แต่ติดที่ กขค. ตัวน้อยยังนั่งตาแป๋วอยู่ตรงนั้น เธอจึงเบรกตัวเองไว้ ได้แต่หยิบรีโมตมากดเปิดทีวี แสร้งทำเป็นโฟกัสกับหน้าจอ ฝั่งลั่วหยางเองก็หาจังหวะชวนคุยไม่ถูก จึงนั่งเป็นพระอิฐพระปูนดูทีวีเป็นเพื่อนเธออย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
ปล่อยให้บรรยากาศเดดแอร์แบบนี้ต่อไปคงไม่เวิร์ก ผ่านไปแค่ไม่กี่นาที เยี่ยจือก็ทนไม่ไหว กระแอมไอเบาๆ "เหม่ยฉี... ลูกไม่ง่วงเหรอ"
เด็กน้อยเงยหน้าจากกองของเล่น "หนูไม่ง่วงนี่คะ"
เยี่ยจือขยิบตาส่งซิกแบบเนียนๆ
ซ่งเหม่ยฉีกะพริบตาปริบๆ สมองอันชาญฉลาดประมวลผลทันควัน เธอแสร้งยกมือปิดปากหาวหวอดใหญ่ "หาว... หนูก็ง่วงแล้วเหมือนกัน ไปนอนแล้วนะคะ"
ว่าจบก็ลุกพรวดเดินเตาะแตะไปที่ห้อง ก้าวไปได้สองก้าวยังอุตส่าห์หมุนตัวกลับมาคว้าของเล่นติดมือไปอีกชิ้น
ตอนไปขลุกอยู่ที่ห้องลั่วหยางยังงอแงจะฟังนิทานก่อนนอนอยู่แท้ๆ มาตอนนี้สปิริตนักชงแรงกล้า ทิ้งนิทานหนีไปนอนดื้อๆ เสียอย่างนั้น
ทันทีที่บานประตูห้องเด็กปิดสนิท เยี่ยจือก็ทิ้งตัวเอนซบลงกลางอ้อมอกของชายหนุ่มทันที
ลั่วหยางลมหายใจสะดุด ความร้อนผ่าวสูบฉีดพลุ่งพล่านไปทั้งร่าง
เยี่ยจือคว้ามือหนาข้างหนึ่งของเขามาทาบทับลงบนเอวคอดกิ่วของตัวเอง บ่นอุบอิบเสียงกระเส่า "ซื่อบื้อจริงๆ เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้สอน"
ลั่วหยาง "..."
หลังจากโดน ‘คุณครู’ ติวเข้มตัวต่อตัวเมื่อคืน เขาก็หลงนึกว่าตัวเองบรรลุวิทยายุทธ์ จบหลักสูตรอนุบาลพร้อมขึ้น ป.1 แล้วเสียอีก แต่ดูท่าเขาจะประเมินตัวเองสูงไป คงยังสอบตกซ้ำชั้นอยู่อนุบาลสามเหมือนเดิม
ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายถูกกระตุกเบาๆ ลั่วหยางสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าส่งผ่านปลายนิ้ว ปล่อยให้มันลูบไล้ ‘ปีนป่าย’ สำรวจเส้นโค้งเว้าอย่างอาจหาญขึ้น
เยี่ยจือตีเพียะลงบนหลังมือเขาเบาๆ เชิงปราม แต่ก็แค่ทีเดียวเท่านั้น ก่อนจะปล่อยเลยตามเลย ยอมโอนอ่อนไม่ขัดขืนอีก
เวลาผ่านไปเพียงอึดใจ ลมหายใจของชายหนุ่มข้างกายก็เริ่มหอบหนักขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวสัมผัสได้ถึงอันตราย จึงรีบชวนคุยเพื่อดับไฟ "วันนี้ไปซานซิงตุย... ได้เจอคนที่อยากเจอหรือเปล่าคะ"
"อืม เจอแล้ว คุยกันนิดหน่อย ได้เบาะแสมาบ้าง" คำถามนั้นช่วยเบี่ยงเบนสมาธิ ลมหายใจของลั่วหยางค่อยๆ กลับมาคงที่
"พี่หูก็แปลกคนนะคะ คุณไม่ใช่ตำรวจสักหน่อย ทำไมถึงชอบดึงตัวไปช่วยงานอยู่เรื่อย คดีนี้จบแล้วก็ปฏิเสธไปบ้างเถอะค่ะ เรื่องที่เขาให้ช่วยแต่ละอย่าง... มีแต่เอาตัวไปเสี่ยงอันตรายทั้งนั้น" น้ำเสียงของเยี่ยจือแฝงความห่วงใยปิดไม่มิด ชัดเจนว่าเธอยกให้เขาเป็น ‘คนของเธอ’ โดยสมบูรณ์แล้ว
"อืม ผมจะเชื่อฟังคุณ"
"อีกไม่กี่วันจะมีงานสมาคมการค้าระดับสูงของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้... คุณไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม" ปลายนิ้วเรียวของเยี่ยจือกรีดวาดเป็นวงกลมบนแผงอกแกร่งเบาๆ
จังหวะหายใจของลั่วหยางเริ่มกลับมาปั่นป่วนอีกรอบ "งานระดับสูงแบบนั้น... ผมไปจะเหมาะเหรอ"
งานประชุมที่หรูที่สุดในชีวิตที่เขาเคยเหยียบ ก็แค่ประชุมสรุปงานตอนเช้าของโรงพยาบาลจื้อเทียนเท่านั้น พอได้ยินคำว่า ‘สมาคมการค้าระดับสูง’ ความมั่นใจก็หดหายไปเกินครึ่ง
"มีอะไรไม่เหมาะคะ ดูบุคลิกกับหน้าตาคุณสิ... ขืนควงไปงาน ฉันคงต้องจับตาดูไว้ให้ดี ไม่งั้นโดนสาวๆ ที่ไหนฉกไปแน่" เยี่ยจือเย้าแหย่ทีเล่นทีจริง
ลั่วหยางหัวเราะร่วน "ก็ได้ ในเมื่อคุณขอ... ผมก็พร้อมเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวให้ แต่หน่วยสืบสวนคดีพิเศษนัดให้ผมไปรักษาผู้ต้องสงสัยที่เป่ยตู ภายในวันสองวันนี้แหละ ถ้าเกิดกลับมาไม่ทันจริงๆ ก็คงไปเป็นเพื่อนไม่ได้นะ"
"เลื่อนไม่ได้เหรอคะ"
"รับปากพี่แกไว้แล้วนี่สิ อีกอย่าง... เริ่มงานแล้วก็ต้องสานต่อให้จบ จะทิ้งกลางคันได้ยังไง"
เยี่ยจือเม้มริมฝีปาก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความขัดใจ
ลั่วหยางเพิ่งตระหนักว่าท่าทางแสนงอนของแม่ลูกคู่นี้ถอดแบบกันมาเป๊ะ น่าหยิกน่ามันเขี้ยวไม่แพ้กัน ชายหนุ่มไม่อยากให้เธอหงุดหงิด ผนวกกับไฟในกายที่เริ่มคุกรุ่นจนยากจะดับ จึงก้มลงกระซิบชิดริมหูเธอ "เอาเป็นว่า... เราเข้าไปคุยกันต่อในห้องดีกว่าไหม"
"เข้าไปทำไมคะ" เยี่ยจือช้อนตากลมโตขึ้นมอง แสร้งทำหน้าใสซื่อไร้เดียงสา
"เอ่อ... ก็คุณบอกจะสอนทฤษฎีบทพีทาโกรัสให้ไม่ใช่เหรอ คราวก่อนยังจับจุดไม่ค่อยได้... เลยอยากจะขอติวเข้มรอบดึกน่ะ" ลั่วหยางหน้าแดงซ่านไปถึงใบหู
เยี่ยจือค้อนขวับ แหวใส่เสียงหวาน "คุณนี่มันใฝ่รู้เหลือเกินนะ เสพติดการเรียนไปแล้วเหรอ"
โดนแซวแบบนี้ ลั่วหยางยิ่งหน้าแดงแปร๊ดกว่าเดิม
"ฉันเดินไม่ไหวแล้ว... คุณต้องอุ้ม ฉันถึงจะยอมติวให้" หญิงสาวทอดเสียงอ่อนออดอ้อน
เมื่อราชโองการสายตรงถูกส่งลงมา...
ลั่วหยางมีหรือจะรอช้า มือหนึ่งตวัดรวบเอวคอด อีกมือช้อนใต้ข้อพับขา อุ้มร่างนุ่มนิ่มของเยี่ยจือลอยหวือขึ้นมาอย่างทะมัดทะแมง
"ห้องที่สาม... ฝั่งซ้ายค่ะ" เยี่ยจือกระซิบแผ่วพร่าข้างหู
ลั่วหยางพยักหน้ารับหนักแน่น "อืม!"
ก่อนจะก้าวยาวๆ สับเท้าตรงดิ่งไปตามพิกัดนั้นในทันที