ตอนที่ 29
หลังควบขับอาชาทมิฬทะยานผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่มาอย่างยาวนานจนแสงตะวันลับขอบฟ้า ลมหนาวเริ่มพัดโบกกระทบผิวแกร่งของาาแวมไพร์และร่างเปลือยเปล่าของปีศาจสาว
ทั้งคู่ก็มาถึงจุดหมายที่ตั้งอยู่ปลายสุดของเส้นทางสีเขียวขจี
มันคือเมืองกรีนเวล ชุมชนขนาดเล็กในชนบทห่างไกล ที่ตั้งรกรากอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและชายป่าที่เงียบสงัด
สถานที่แห่งนี้ดูธรรมดาเสียจนดูเหมือนไม่มีความสำคัญใดในแผนที่โลก เป็จุดกบดานชั้นยอดที่ไม่มีใครคิดจะมาตามหาอดีตจอมมารและมหาปราชญ์ในสภาพเช่นนี้
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงใบหญ้าเสียดสีกันตามแรงลม มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวที่ลอดออกมาจากหน้าต่างของ ‘แฟรี่ ทาเวิร์น’ เท่านั้นที่ดูมีชีวิตชีวาและเป็มิตรที่สุดในยามวิกาล
ประตูไม้บานคู่ถูกกระแทกเปิดออกดัง โครม!!
ร่างสูงกำยำของเซเวียร์ก้าวเข้ามาในร้านพร้อมไอเย็นจากการเดินทาง กลิ่นสาบม้าและลมหนาวติดตัวเขาเข้ามาด้วย ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวเมืองที่กำลังซดเหล้า
แสงตะเกียงสะท้อนมัดกล้ามสมส่วนและใบหน้าอันหล่อเหลาที่ดูไม่ทุกข์ร้อนต่อสายตาใคร และที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าคือบลัดดี้ที่เดินตามหลังมาในสภาพเปลือยเปล่าเช่นกัน
บนบ่าเล็กๆ ของเธอพาดไว้ด้วยค้อนเหล็กมหึมาที่ดูขัดกับสรีระอ้อนแอ้นเป็อย่างยิ่ง
เซเวียร์เดินดุ่มเข้าไปยังโต๊ะไม้ตัวยาวที่ยังว่างอยู่กลางร้านเหล้าอย่างไม่ใส่ใจคำครหา เขาเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงด้วยท่วงท่าสง่างามประดุจประทับบนบัลลังก์
ส่วนบลัดดี้ก็รีบะโขึ้นไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พลางวางเ้าหน้าบี้ลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยรอยคราบเหล้า
“เ้าพวกมนุษย์!! เอาซาบะย่างเกลือกับแซลมอนซาชิมิที่ดีที่สุดมาให้มหาปราชญ์อย่างข้าเดี๋ยวนี้!!”
บลัดดี้ประกาศกร้าวพลางกระแทกหัวค้อนลงพื้นไม้ จนแก้วเหล้าบนโต๊ะข้างๆ สั่นะเืจนเหล้ากระฉอก เธอเริ่มรู้สึกว่าความหิวจากการเดินทางไกลบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ กำลังจะทำให้อัจฉริยะอย่างเธอสติหลุด
“อ้อ…แล้วก็ทูน่าเนื้อขาวสำหรับเ้าหน้าบี้ด้วยล่ะ!!”
“ขออภัยนะคะคุณหนู…” เสียงนุ่มนวลดังมาจากหลังเคาน์เตอร์
หญิงสาวเ้าของร้านเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ เรือนผมสีขาวสะอาดตาของเธอดูโดดเด่นตัดกับบรรยากาศขมุกขมัวในร้าน…ดวงตาที่นิ่งสงบดั่งท้องฟ้ายามวิกาลจดจ้องลูกค้าทั้งสองด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ที่นี่เป็ร้านในชนบทห่างไกล ไม่มีปลาทะเลเลิศรสอย่างที่คุณหนู้า แต่ถ้าเป็สเต๊กเนื้อโคขุนย่างถ่านสูตรพิเศษ…เซเลสรับรองว่ามันจะช่วยเติมพลังให้คุณหนูได้ดีทีเดียวค่ะ”
เธอกล่าวเน้นชื่อตัวเองด้วยน้ำเสียงกังวานใส ท่าทางที่ดูเป็มิตรแต่เยือกเย็นนั้น ทำให้บลัดดี้ที่กำลังจะอ้าปากโวยวายถึงกับชะงักกึกไปครู่หนึ่ง
ปีศาจสาวเมื่อได้ยินคำว่าเนื้อย่างพรีเมียม ความโหยหาในรสชาติของปลาซาบะและแซลมอนซาชิมิ ก็มลายหายไปจากสมองของมหาปราชญ์ตัวจิ๋วราวกับถูกลบด้วยเวทมนตร์
เธอชะงักคำด่าที่ติดอยู่ตรงปลายลิ้น เปลี่ยนเป็อาการกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางพยักหน้าหงึกหงักอย่างลืมตัว
“กะ…ก็ได้ เห็นแก่ที่เ้ายิ้มสวยและพูดจารู้เื่หรอกนะ รีบเอาสเต๊กเนื้อที่ว่ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้เลย!!”
เซเลสค้อมศีรษะรับรายการอาหารอย่างสุภาพ ก่อนจะเบนสายตาที่นิ่งสงบดั่งผืนน้ำมาทางบุรุษเรือนผมสีเงินที่นั่งเท้าคางจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว
“แล้วสำหรับคุณลูกค้าล่ะคะ? จะรับสเต๊กเพิ่มอีกที่หรือเปล่า?”
เซเวียร์ไม่ได้รีบร้อนตอบ เขาไล่สายตามองใบหน้าที่สวยงามของเซเลสพลางแสยะยิ้มที่มุมปาก
“สเต๊กน่ะข้าขอผ่าน…สำหรับาาอย่างข้า สิ่งเดียวที่คู่ควรคือเหล้ารสเลิศที่สุดในร้านนี้”
เขาขยับตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ดั่งนักล่า
“แต่พูดก็พูดเถอะนะเซเลส…ถ้าได้จิบเหล้าชั้นดีไปพร้อมกับการที่เ้ายอมมานั่งดื่มเป็เพื่อนข้าสักนิด รสชาติของมันคงจะกลายเป็น้ำทิพย์จาก์เลยทีเดียว เ้าว่าจริงไหม?”
เซเวียร์ไม่ได้เพียงแค่พูดเปล่า เขาถือวิสาสะเอื้อมมือไปคว้าหมับเข้าที่บั้นท้ายงอนงามของเ้าของร้านสาว แล้วออกแรงบีบคลึงอย่างหนักหน่วง ด้วยท่าทีคุกคามและแสยะยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า
สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซเลส เพื่อรอดูการโต้กลับที่รุนแรง หรือเสียงหวีดร้องด้วยความอับอาย
ทว่า…สิ่งที่เขาได้รับกลับมีเพียงความนิ่งสนิท
เซเลสไม่ได้มีอาการสะทกสะท้าน ใ หรือแม้แต่จะปัดป้องมือที่จาบจ้วงนั้นออกไปแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนนิ่งรับััที่หยาบโลนนั้นด้วยรอยยิ้มพรายที่ดูสวยสะอาดทว่าเย็นเยียบไปถึงกระดูก
“ปากหวานแถมยังมือไวสมเป็าาจริงๆ นะคะ…ถ้าอย่างนั้นเซเลสจะจัดเตรียมเหล้าหมักสูตรพิเศษที่แรงพอจะสยบาาได้มาให้คุณลูกค้าโดยเฉพาะเลยค่ะ"
เธอกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะถอยกลับเข้าไปยังพื้นที่ก้นครัว และใช้เวลาเพียงไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของไขมันเนื้อที่โดนเปลวไฟเผาผลาญก็โชยมาปะทะจมูกล่วงหน้า ก่อนที่เธอจะกลับมาพร้อมกับจานหินร้อนใบใหญ่และขวดเหล้าแก้วเจียระไนที่ดูหรูหราผิดกับสถานที่
“ขออนุญาตเสิร์ฟนะคะ ‘แบล็คแองกัสริบอายย่างถ่านไม้โอ๊ก’ เสิร์ฟพร้อม ‘ซอสไวน์แดงสูตรลับของกรีนเวล’ ค่ะ”
บลัดดี้ถึงกับตาเบิกกว้าง แสงจากเปลวเทียนในร้านสะท้อนความชุ่มฉ่ำของเนื้อชิ้นหนา ที่ถูกย่างมาในระดับมีเดียมแรร์พอดิบพอดี
สีน้ำตาลเข้มภายนอกดูเกรียมหอมตัดกับเนื้อส่วนในที่เป็สีชมพูระเรื่อชวนน้ำลายสอ ปีศาจสาวไม่รอช้าที่จะคว้าส้อมมาถือไว้ในมือด้วยท่าทางตื่นเต้นสุดขีด
“โอ้โห…เ้านี่มันแอบซ่อนของดีไว้ไม่เบาเลยนี่นา!!”
บลัดดี้อุทานออกมาด้วยน้ำเสียงปรีดา ลืมสิ้นซึ่งมาดปราชญ์ผู้สูงส่ง
“หน้าตาและกลิ่นของมัน…ข้าขอวิเคราะห์ตามหลักการมองเห็นและดมกลิ่นได้ทันทีเลยว่า มันต้องรสชาติสุดยอดแน่ๆ!! เ้าหน้าบี้ดูสิ ของดีล่ะ!!”
สิ้นประโยคที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของมหาปราชญ์ เ้าหน้าบี้ที่รอจังหวะอยู่แล้วก็ไม่ปล่อยให้ทฤษฎีการกินของเ้าทาสยืดยาวไปกว่านั้น
มันพุ่งตัวเข้าใส่จานหินร้อนอย่างรวดเร็ว แล้วฝังเขี้ยวลงบนเนื้อแบล็คแองกัสชิ้นโตก่อนใครเพื่อน บลัดดี้ที่เห็นดังนั้นก็ตาโตด้วยความใ รีบยุติบทวิเคราะห์ทางวิชาการของเธอทันทีแล้วคว้าส้ะครุบเนื้อที่เหลือไว้อย่างไม่ยอมแพ้
“เฮ้!! เ้าหน้าบี้!! ข้าเป็เ้าของนะ เ้าจะแย่งส่วนที่ดีที่สุดของข้าไปไม่ได้!!”
บลัดดี้โวยวายสั้นๆ ก่อนจะเลิกพล่ามไร้สาระแล้วรีบยัดเนื้อคำโตเข้าปากเพื่อทำแต้มให้ทันเ้าแมวหน้าขน
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างรวดเร็วและดุเดือด ทั้งคนทั้งแมวต่างใช้สัญชาตญาณดิบสอยเนื้อย่างเข้าปากอย่างไม่แคร์ภาพลักษณ์ ท่ามกลางเสียงเคี้ยวหนึบหนับและควันที่ยังกรุ่นอยู่ในจานหินร้อน
“แมวเ้ากินเนื้อวัวปรุงรสเข้มข้นขนาดนี้เลยรึ? ไม่กลัวมันไตวายตายก่อนหรือไง?” เซเวียร์แขวะพลางจิบเหล้ารสเลิศที่เซเลสจัดมาให้ สายตามองภาพเ้าหน้าบี้ที่กำลังเคี้ยวเนื้อหนึบหนับอย่างมูมมาม
“หึ!! เ้าาาเก๊ผู้ล้าหลัง!!”
บลัดดี้สวนกลับทันควันทั้งที่เนื้อยังเต็มปาก
“โลกน่ะพัฒนาไปถึงไหนแล้ว!! อาหารแมวกระป๋องเขามีสูตรเนื้อผสมผัก บำรุงขนปลายหางของหน้าบี้ให้ฟรุ้งฟริ้งแบบนี้ไงล่ะ เ้านี่มันโง่ดักดานจริงๆ”
“ถ้าอาหารแมวยังมีผักผสม แล้วเ้าจะเขี่ยผักในจานทิ้งทำไม?”
เซเวียร์ชี้ไปที่กองเครื่องเคียงสีเขียวที่ถูกแยกไว้จนพูนข้างจานของบลัดดี้อย่างจงใจ
“หรืออัจฉริยะอย่างเ้า…กลัววิตามิน?”
“ข้าคือเผ่าปีศาจ!! ปีศาจกินเนื้อเพื่อสร้างมานา ไม่กินใบไม้เหมือนพวกวัวควาย!”
บลัดดี้แผดเสียงตอบโต้ ซอสสีเข้มแทบจะกระเด็นออกจากปาก
“มิน่าล่ะ ผิวเ้าถึงได้ขาวซีดเหมือนซากศพแช่น้ำแบบนี้ ขาดวิตามินจนร่างกายประท้วงแล้วมั้ง ยัยอัจฉริยะขาดสารอาหาร”
“นี่คือผิวพรรณของผู้ทรงภูมิ!! ขาวซีดและดูสูงส่ง!!”
บลัดดี้หน้าแดงแป๊ดด้วยความโมโห เธอพยายามงัดเอา ‘หลักปราชญ์’ ในหัวออกมาวิเคราะห์หาคำด่าตอบโต้ให้ดูฉลาดและเจ็บแสบที่สุด แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก สุดท้ายจึงทำได้เพียงยัดเนื้อเข้าปากระบายอารมณ์จนแก้มตุ่ยและพุงกาง
เวลาผ่านไปจนสเต๊กเนื้อจานั์เหลือเพียงกองกระดูกและคราบซอส บลัดดี้นั่งพิงพนักเก้าอี้พลางลูบพุงที่นูนออกมาเล็กน้อยด้วยความอิ่มหนำ ส่วนเ้าหน้าบี้ก็ลงไปนอนขดตัวเลียอุ้งเท้าสีชมพูอย่างสบายอารมณ์อยู่บนโต๊ะ
เซเลสเดินกลับมาที่โต๊ะอีกครั้งด้วยท่วงท่าสง่างาม เธอจัดการเก็บกวาดจานเปล่าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะวางแผ่นหนังขนาดเล็กที่มีตราประทับของร้านลงตรงหน้าเซเวียร์
“หวังว่ามื้อนี้จะถูกใจคุณลูกค้าทั้งสองนะคะ”
เธอประสานมือไว้ข้างหน้าด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจทว่าแววตาดูคมปราบ
“ยอดรวมค่าสเต๊กแบล็คแองกัสและเหล้าหมักสูตรพิเศษ ทั้งหมดคือยี่สิบห้าเหรียญทองค่ะ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะสะดวกชำระเลยไหมคะ?”
เซเวียร์ชำเลืองมองตัวเลขในรายการเรียกเก็บเงินเพียงหางตา ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยความโอหัง เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซเลส ด้วยสายตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่าทุกสรรพสิ่ง
“ข้าคือาา…สิ่งที่ข้าจะมอบให้เ้าน่ะ มันมีค่าสูงส่งยิ่งกว่าเหรียญทองกองเท่าูเาเสียอีก!!”
เซเลสที่ยืนรอรับเงินถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มพิมพ์ใจของเธอเริ่มสั่นคลอนด้วยความงุนงง
“เอ๋…? หมายถึงอะไรคะ?”
เซเวียร์ขยับยิ้มกว้างขึ้นพลางเอื้อมมือไปเชยคางเ้าของร้านสาวอย่างแ่เบาแต่เผด็จการ
“ข้าถูกใจเ้า!! ความนิ่งเฉยและกลิ่นอายร้ายๆ ของเ้านี่แหละที่ทำให้ข้าตัดสินใจได้…จงรับโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตซะเซเลส!! ข้าจะอนุญาตให้เ้าเข้าสู่ฮาเร็มของข้า เพื่อเป็การชำระหนี้เื เอ๊ย…หนี้อาหารมื้อนี้ยังไงล่ะ!!”
“ฮะ…ฮาเร็ม…?” เซเลสทวนคำด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ดวงตาที่เคยนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เธอถึงกับทำหน้าเหวอออกมาเป็ครั้งแรกั้แ่เปิดร้านมา
“ใช่…จงภูมิใจซะเถอะที่ความงามของเ้าเตะตาาาแวมไพร์!!”
เซเวียร์หัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจในข้อเสนอที่เขาคิดว่ามันช่างใจป้ำเสียเหลือเกิน
“ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
วินาทีนั้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมร้านเหล้า ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบก่อนพายุทมิฬจะถล่ม รอยยิ้มของเซเลสที่เคยดูสวยงามค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่เย็นเยียบจนขนหัวลุก
“ฮาเร็ม…งั้นเหรอคะ?”
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากนุ่มนวลเป็แหบพร่าและก้องกังวานอย่างประหลาด เสียงไม้กระดานลั่นประท้วงต่อแรงกดดันมหาศาล ที่แผ่ออกมาจากร่างของเ้าของร้านสาว
เธอมองตรงไปที่เซเวียร์ ตัวตนของเขาไม่ใช่แค่คนเถื่อนทั่วไป แต่เป็ถึง ‘าาแวมไพร์’ ซึ่งนั่นหมายความว่าความลับที่เธอซ่อนไว้ ไม่มีความจำเป็ต้องปิดบังอีกต่อไป หากต้องเผชิญหน้ากับตัวอันตรายระดับนี้
“อาบิส โซล!!”
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวเซเลสบิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็เงารางๆ ร่างกายของเธอขยายขนาดขึ้นพร้อมกับปีกหนังขนาดใหญ่ที่กระชากผ่านแผ่นหลังจนอาภรณ์ขาดวิ่น
ผิวพรรณที่เคยหมดจด ปรากฏรอยสักเวทที่ดูเหมือนรอยแผลเป็ที่มีชีวิตพาดผ่านใบหน้าและลำคอ เธอกลายร่างเป็ปีศาจจากก้นบึ้งที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกอย่างที่ทำให้เธอขุ่นเคือง!!
“อย่ามามองข้าด้วยสายตาเหมือนรู้จักดีแบบนั้นนะ!!”
เซเลสในร่างแปลงยืนตระหง่านอยู่กลางร้าน ปีกหนังขนาดใหญ่แผ่กว้างจนเกือบจะแตะเพดานไม้ กลิ่นอายความตายที่เยือกเย็นแผ่ซ่านจนหยดเหล้าในแก้วกลายเป็น้ำแข็ง
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้แขกคนอื่นๆ ในร้านถึงกับเข่าอ่อนจนต้องรีบมุดลงไปกบดานอยู่ใต้โต๊ะอย่างหวาดกลัว
ท่ามกลางแรงกดดันที่บิดเบี้ยวจนอากาศหนักอึ้ง เซเวียร์กลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เขายังคงประทับนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่เริ่มสั่นคลอนด้วยท่าทางผ่อนคลาย มือหนึ่งยกเหล้าที่เหลือเพียงก้นแก้วขึ้นจิบพลางแสยะยิ้มกว้างอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า
“ในที่สุดก็เลิกเล่นละครลิงเสียทีนะเซเลส”
เขาวางแก้วลงบนโต๊ะที่กำลังจะแตกเป็เสี่ยงๆ สายตาคมปราบจ้องมองร่างปีศาจตรงหน้าอย่างท้าทาย
“เ้าคิดจริงๆ หรือว่าความใสซื่อบริสุทธิ์นั่นจะตบตาข้าได้? รู้ไหม…ข้าแน่ใจั้แ่วินาทีแรกที่ข้าัับั้นท้ายของเ้าแล้ว”
เซเลสชะงักกึก ดวงตาที่ดุดันของเธอหรี่ลงอย่างสงสัย
“ผู้หญิงธรรมดาในหมู่บ้านชนบทห่างไกลแบบนี้ ถ้าโดนมือคนแปลกหน้าจาบจ้วงหนักขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีกรีดร้อง ตบหน้า หรือไม่ก็สะบัดตัวหนีด้วยความอับอาย…”
เซเวียร์เว้นจังหวะพลางลุกขึ้นยืนช้าๆ จนความสูงของเขาข่มขวัญบรรยากาศรอบข้าง
“แต่เ้ากลับนิ่งเฉย…นิ่งเสียจนเหมือนคนที่ผ่านสมรภูมิเืและคำคาวมานับครั้งไม่ถ้วน ปฏิกิริยาของเ้ามันสมบูรณ์แบบเกินไปจนดูไม่เป็ธรรมชาติยังไงล่ะ!!”
เขาก้าวเข้าไปหาเงาทมิฬนั้นอย่างไม่เกรงกลัว
“รอยยิ้มของเ้าน่ะมันสวยงามก็จริง แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังลับมีดรอเวลาเชือดเหยื่อต่างหาก!!”
กลิ่นอายกำมะถันและเสียงกระซิบจากขุมนรกดังระงมรอบตัวเซเลส…นี่ไม่ใช่การคืนร่างเดิมของอสูรกาย แต่มันคือการเปิดประตูนรกให้เข้ากัดกินร่างมนุษย์ของเธอ รอยสักเวทเรืองแสงวาบราวกับโซ่ตรวนที่พยายามรั้งิญญาเอาไว้
“หุบปาก!!”
เซเลสคำรามด้วยโทสะที่โดนมองทะลุหน้ากากออกมาอย่างปรุโปร่ง เธอเหวี่ยงกรงเล็บเข้าใส่เซเวียร์ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
ครืน!!
พื้นไม้และโต๊ะถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ เมื่อเซเวียร์เบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียดด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนการเต้นรำ แรงลมจากกรงเล็บนั้นรุนแรงจนทำให้ผนังร้านเหล้าพังครืนลงมาแถบหนึ่ง ส่งเศษอิฐเศษไม้กระเด็นไปทั่วบริเวณ
แรงสั่นะเืมหาศาลกลายเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดขาดสติของเหล่าแเื่ บรรดาคนที่เคยมุดหัวอยู่ใต้โต๊ะต่างพากันโกยแน่บ…หนีตายกันอุตลุด เสียงร้องโวยวายด้วยความหวาดตายดังระงมแข่งกับเสียงพายุทมิฬที่เริ่มโหมกระหน่ำ
“ยัยปีศาจหน้ายิ้ม!! ระวังหน่อยสิ!! ถ้าโดนเ้าหน้าบี้ของข้าล่ะก็ ข้าไม่เอาเ้าไว้แน่!!”
บลัดดี้รีบใช้มือข้างหนึ่งตะครุบคว้าตัวเ้าแมวที่กำลังนอนหลับอุตุไม่รู้เื่รู้ราวขึ้นมาหนีบไว้ใต้รักแร้อย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างที่ว่างอยู่นั้น…
ตึง!!
เธอออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ค้อนั์ที่วางอยู่บนพื้นก็ถูกกระชากขึ้นมาอย่างทรงพลัง บลัดดี้กระชับก้านค้อนเหล็กมั่นเตรียมเหวี่ยงเข้าใส่เซเลสเพื่อปกป้องแมวน้อยของเธอ!!
แรงกดดันจากทั้งสามขั้วอำนาจพุ่งสูงขึ้นจนอากาศในร้านบิดเบี้ยว แสงเทียนเล่มสุดท้ายมอดดับลงท่ามกลางเสียงคำรามของปีศาจและความโอหังของาา
บัดนี้ ‘แฟรี่ ทาเวิร์น’ ที่แสนสงบสุข กำลังจะกลายเป็สมรภูมิที่จะลบเมืองกรีนเวลออกจากแผนที่ในอีกไม่กี่อึดใจ!!