บทที่ 3 : ลูซีฟอีกคน
เมื่อสบโอกาสลูซีฟก็สำรวจน้องชายของร่างนี้ เป็เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาแต่มีความสดใสอยู่มากผมสีน้ำตาลเข้ม ั์ตาสีเดียวกับสีผม ส่วนสูงน้อยกว่าลูซีฟอยู่หนึ่ง่ศีรษะเพราะอายุห่างกันหลายปี จะสูงกว่าก็ไม่แปลก
ทางมาร์ชเองก็สำรวจเขาเหมือนกัน เห็นสภาพที่ชายาเ็ซ้ำยังมีถุงเืแขวนอยู่ด้วยต่อให้ไม่เข้าใจการแพทย์แต่ก็สามารถบอกได้ว่าอาการของเขาหนักหนากว่าที่ปากพูดไว้มากนักแต่เพื่อไม่ให้พ่อกังวลใจจึงบอกเขาว่าพรุ่งนี้ออกจากโรงพยาบาลได้
ช่างเป็พี่ชายที่ทำให้เป็ห่วงจริงๆ
“พี่กินอะไรก่อนนะ” มาร์ชกล่าวพลางหยิบเอาถุงขนมปังและถ้วยซุปออกมาด้วย
“ขอบใจ”
“ผมว่าพี่พักอยู่โรงพยาบาลอีกสองสามวันดีกว่าไหมดูแล้วไม่เหมือนคนที่จะออกจากโรงพยาบาลได้พรุ่งนี้เลย”
“หมอบอกเองว่าพี่ออกได้พรุ่งนี้ งั้นก็คงไม่เป็อะไรแหละ”ลูซีฟยัดขนมปังเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน อุ๊บ รสชาติจืดชะมัด... “อีกอย่างพักโรงพยาบาลนานค่าใช้จ่ายก็เยอะครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น รีบออกไปก็ประหยัดลงไปได้อีกเยอะ”
ลูซีฟไม่คิดว่าการที่เขาได้พักห้องเดี่ยวแบนนี้จะใช้เงินน้อยแถมน่าจะไม่ใช่เงินของตำรวจด้วย ถ้าขืนยังพักนานกว่านี้เงินที่เก็บไว้ของครอบครัวคงหมดเพราะเขา
แค่เืกับค่ายาก็คงใช้เงินห้าปอนด์เป็อย่างน้อยแล้วมั้ง
ขอคิดก่อน... 1 ปอนด์เท่ากับ 20 ซิล, 1 ซิลเท่ากับ 12 เพนนี
เงินเพนนีเป็เหรียญทองแดงเล็ก เป็ค่าเงินที่ชนชั้นล่างถึงสามัญใช้กันมากที่สุดค่ารักษาคิดเป็เงินเพนนีก็ตั้งหนึ่งพันสองร้อย...
ใช้จ่ายได้ตั้งหลายสัปดาห์เลยนะเฟ้ย
ครอบครัวฮิลเกรมมีฐานะเป็ชนชั้นสามัญรายได้ของครอบครัวต่อสัปดาห์คือสองปอนด์ สิบซิล ถือเป็รายได้ที่พออยู่พอกินพอจ่ายค่าเรียนให้กับลูกชายสองคนและพอมีเก็บสักเล็กน้อย จ้ายถึงห้าปอนด์พ่อคงทำงานหนักเพิ่มอีกเท่าตัวไปอีกสองสามเดือนเลย
อีกอย่างคือยังไม่มีบ้านของตัวเอง ตอนนี้ก็เช่าห้องขนาดกลางห้องหนึ่งอยู่เท่านั้นค่าห้องค่าแก๊สก็ห้าซิล สิบเพนนีต่อสัปดาห์แล้ว
สรุปสั้นๆ ก็คือเป็ครอบครัวที่เวลาจะใช้จ่ายอะไรต้องรัดเข็มขัดสักหน่อย
อืม อีกหนึ่งเทอมลูซีฟ ฮิลเกรมก็จบการศึกษา เมื่อถึงตอนนั้นก็สามารถหางานทำได้ด้วยคณะที่เรียน ไม่เป็ครูก็คงเป็ไปทำงานเป็นักข่าวได้อยู่
หรือระหว่างเรียนเขาจะแอบเขียนวรรณกรรมสักเล่มส่งสำนักพิมพ์ดีนะ
ในความทรงจำของลูซีฟเทคโนลียีสิ่งพิมพ์มีความก้าวหน้าไม่น้อย ทั้งหนังสือพิมพ์ วารสาร หนังสือวิชาการ หนังสือบทกวีและวรรณกรรมต่างๆก็มีหลายแห่ง มีสำนักพิมพ์รับตีพิมพ์วรรณกรรมโดยเฉพาะอยู่ในเมืองหลวงบรูเนล เขามั่นใจว่าวรรณกรรมที่เขียนออกไปแบบรวมมิตรนิยายขายดีในโลกเดิมของเขาคงติดตลาดได้ไม่ยากละมั้ง
ก็ไม่ได้แย่ หารายได้ระหว่างเรียนก็ไม่ผิดกฎมหาวิทยาลัย
“เฮ้อ!” ลูซีฟถอนหายใจก่อนจะเอนตัวลงนอนอย่างหลดอาลัยมาร์ชที่กำลังเก็บของหันมามองเขาพลางเลิกคิ้ว
“เป็อะไรเหรอ”
“ไม่มีอะไร แค่คิดถึงเงินที่ต้องเสียไปกับค่ารักษาก็ปวดใจน่ะ”แต่มันช่วยไม่ได้ คนเราห้ามโรคกับห้ามอุบัติเหตุไม่ได้ ทำได้แค่ระวังตัวกับก้มหน้าก้มตาหาเงินไปเท่านั้น
เออ ที่โลกนี้เริ่มมีประกันชีวิตขายหรือยังนะ จะได้ไปซื้อมาเตรียมไว้เพราะดูแล้วหลังจากนี้เขาน่าจะประสบเหตุอีกไม่น้อยเลย
หากฆาตกรรู้ว่าเขาที่เป็เหยื่อสังเวยไม่ตายต้องหาทางมาหาเขาอีกแน่และด้วยร่างกายที่รักษาตัวเองได้ เขาก็จะต้องเข้าโรงพยาบาลมาเสียเงินโดยใช่เหตุอีกถ้ามีประกันชีวิตก็จะสามารถเบิกเงินมาจ่ายในส่วนนี้ได้จะยอดเยี่ยมมาก
แต่คิดแล้วไม่น่าจะมีประกันอุบัติเหตุขาย ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมไม่มีเกี่ยวกับเื่นี้อยู่เลยหรือเขาจะบุกเบิกดี?
ไม่ดีกว่า เขาไม่มีเงินทุนพอจะเปิดบริษัทขายประกันได้
คิดเื่แผนการธุรกิจไปเพลินๆ ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ลูซีฟตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาขยับไม่ใช่เสียงนาฬิกาปลุก เขารู้สึกตื่นตัวต่อเสียงเข็มนาฬิกานี้มากเกินไปจริงๆ
แต่ทำไมสภาพรอบด้านถึงเป็ความมืดมิดไร้สิ้นสุดกัน มองเห็นแต่ตัวเองแบบนี้ออกจะผิดปกติเกินไปหน่อย
“มองอะไรอยู่” มีเสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังของลูซีฟ เขาหันขวับไปมองทันทีเ้าของเสียงนั้นทำให้เขาอ้าปากค้างเบิกตากว้าง
ไม่ใช่ใครอื่น เป็ตัวเขาเอง ลูซีฟ ฮิลเกรม
ิญญาตัวจริง?
“นายคือลูซีฟ ฮิลเกรมตัวจริง?”
“ไม่ใช่ ฉันคือพลังของนาย อธิช หรือตอนนี้ต้องเรียกว่าลูซีฟดี”อีกฝ่ายตอบออกมาด้วยท่าทางขบขัน ภายนอกที่เป็ลูซีฟเปลี่ยนไปเป็ชายหนุ่มอีกคนเป็ร่างเดิมของอธิช ชายไทยวัยกลางคนหน้าตาสดใสคนหนึ่ง
ที่คอของอีกฝ่ายแขวนนาฬิกาโบราณเรือนสีเงินเขาจำได้ว่ามันคือนาฬิกาที่เดินถอยหลังเรือนนั้นไม่ผิดแน่
ลูซีฟขมวดคิ้วสงสัย “นายเป็ใครกันแน่”
“ก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ เป็พลังของนายไงล่ะ ฉันไม่มีรูปร่างแต่เพื่อให้เราสื่อสารกันได้ก็มีแต่ต้องทำแบบนี้”พลังของเขากลับมาอยู่ในรูปร่างของลูซีฟแล้ว ที่แตกต่างคือผมอีกฝ่ายเป็สีฟ้าครามและดวงตาสีอำพันดูรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่มนุษย์ “สีผมและสีตาที่แตกต่างคงช่วยแยกแยะเราได้”
“ก็คงงั้น แบบนี้ดีกว่าผมจะได้ไม่หลอนนึกว่าเ้าของร่างมาทวงร่างคืน” เ้าคนตรงหน้าคงไม่รู้ว่าเขาใแค่ไหนตอนเห็นใบหน้าที่เหมือนกันนั่นครั้งแรก
“ิญญาเดิมของร่างไม่อยู่ตั้งนานแล้ว ตอนนี้นายเป็เ้าของร่างเพียงหนึ่งเดียว”
“ฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกโล่งใจเท่าไหร่นะ”เขาไม่ได้อยากอยู่ร่างนี้ อยากกลับร่างเดิมเว้ย “แล้วพลังของผม ทำไมถึงปรากฏตัวขึ้นมาได้กันล่ะมีคำอธิบายหน่อยไหม”
ท่าทางลูซีฟไม่ได้ตื่นใกับพลังพิเศษเท่าไหร่ก็ในเมื่อเคยเห้นร่างนี้ซ่อมแซมตัวเองกับตาแล้วก็สามารถรับรู้ได้ลางๆ ว่าโลกนี้คงจะแฟนตาซีกว่าที่คิดเพียงแต่เขายังไม่เจออะไรที่มันแฟนตาซีกว่าร่างกายตัวเองก็เท่านั้น
ตอนนี้เจอแล้ว พลังของตัวเองที่พูดได้ยังไงล่ะ ฮ่ะฮ่าๆ
“ฉันปรากฏตัวได้ก็เพราะนายถูกพามาที่โลกนี้ และที่ปรากฎตัวให้นายเห็นก็เพื่อแสดงตัวว่านายมีพลังอะไรบ้าง”ลูซีฟผมสีฟ้าครามทำหน้านึก “นอกจากความสามารถในการฟื้นตัวระดับสูงแล้วก็ยังมีพลังอีกหลายรูปแบบที่นายจะต้องเรียนรู้ รวมถึงบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญเพื่อให้นายได้กลับโลกเดิม”
“อะไรบางอย่างที่ว่ามันอะไรล่ะ”
“ตอนนี้ฉันยังไม่รู้ ข้อมูลเกี่ยวกับโลกนี้น้อยเกินไปฉันสรุปไม่ได้”ลูซีฟผมสีฟ้าครามส่ายหน้า ลูซีฟพ่นลมหายใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวโทษอีกฝ่ายถ้าพลังเป็ของเขา ความรู้ที่อีกฝ่ายมีก็ต้องเทียบเท่าเขานี่แหละนะ
“เอาเถอะ ไว้เรารวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์กันทีหลัง นาย...”ลูซีฟขมวดคิ้วยกมือซ้ายแตะขมับ “เรียกนายๆ กันอยู่นี่ก็ค่อนข้างสับสนตั้งชื่อเล่นไว้เรียกกันเองดีไหม”
“เอาสิ นายตั้ง”
“...” ทำไมเขาต้องตั้งด้วย ไม่ตั้งเองละเฮ้ย
“ฉันเป็พลังของนาย มีนายเป็เ้าของ นายตั้งชื่อให้ก็ถูกแล้ว”
“อย่างกับสัตว์เลี้ยง”
“เปรียบเทียบได้แย่มาก เรียกแฝดเถอะเพื่อความสวยงาม”
“...เฮ้อ!” ลูซีฟถอนหายใจยาวอย่างเอือมระอาี้เีจะต่อล้อต่อเถียงกับพลังของตัวเองแล้ว เขานั่งไขว่ห้างกลางอากาศแล้วลอยเคว้งไร้แรงโน้มถ่วงลูซีฟผมสีฟ้าครามก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ซ้ำยังเรียกโต๊ะกับชานมไข่มุกของโปรดของเขาในโลกก่อนขึ้นมากินหน้าตาเฉย
ทำเอาสมาธิแตกซ่าน
“กินคนเดียวไม่เผื่อแผ่ ขอให้ไข่มุกติดคอตาย!” ลูซีฟสาปแช่งเป็แค่พลังของเขาแท้ๆ แบ่งของกินมาทางนี้เลยนะ
“คิดชื่อได้เมื่อไหร่ค่อยกิน”
“ผมเรียกนายว่าแซม ส่วนนายเรียกผมว่าลูซ” พริบตาเดียวก็ได้ชื่อออกมาราวกับรู้แจ้งลูซีฟเดินไปนั่งแล้วยกแก้วชาไข่มุกขึ้นดูดอย่างเมามัน
ลูซิฟผมสีฟ้าครามครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “ทำไมชื่อแซมที่มีความหมายว่าความมืด”
“เพราะชื่อผมเป็แสง นายที่เป็พลังของผมก็เหมือนอีกด้านหนึ่งของแสงเป็ความมืดก็ถูกแล้ว หรือจะสลับชื่อกันเรียกก็ไม่มีปัญหา ผมเป็แซมก็ได้”
“ฉันคือแซม นายคือลูซ” แซมถลึงตาใส่เขา
จะสลับกันเรียกไม่สับสนตายเหรอ ลูซีฟก็เป็ลูซไปเขาเป็แซมให้เอง
“เอาล่ะ ชื่อเรียกก็ได้แล้ว งั้นคำถามต่อไป... ตอนนี้ผมกับนายอยู่ที่ไหนแซม”
มืดจนมองเห็นแค่กันและกัน ไม่มีอย่างอื่นเลย ถึงจะมีโต๊ะกับเก้าอี้ขึ้นมาก็ไม่ได้ช่วยอะไรราวกับอยู่ในมิติว่างเปล่าสักแห่ง
“ที่นี่คือภายในตัวนาย จะเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าจิตใต้สำนึกก็ได้ สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยนาฬิกาอันนี้” แซมชี้ไปที่นาฬิกาโบราณสีเงิน“มันตามนายมาจากโลกนู้นด้วย แต่มาในรูปของอะไรบางอย่างที่ฉันเองก็ระบุไม่ได้ แต่มันอนุญาตให้ฉันมีร่างจำแลงที่พูดคุยกับนายได้และใช้ที่นี่ติดต่อสื่อสารกัน”
“เ้านาฬิกานั่นมีิญญาหรือความนึกคิดเป็ของตัวเองไหม” ลูซีฟมองอย่างระแวง
ถ้ามีล่ะก็... ต้องเป็อะไรที่ทรงพลังมากแน่นึกถึงพวกนิยายที่เคยอ่าน เป็เทพมารที่ทรงพลังแต่าเ็กำลังอยู่ใน่รักษาตัวอะไรแบบนั้นแล้วก็ให้เขาที่เป็เ้าของชั่วคราวช่วยฟื้นพลัง
“คงมีความนึกคิดแต่ไม่มีิญญาหรอกถ้าให้เทียบก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ทำงานตามระบบตั้งไว้ ส่วนฉันก็เหมือนกับปัญญาประดิษฐ์ที่ตอบเสนอต่อคำสั่งของนายและคนจ่ายพลังงานไปยังคอมพิวเตอร์แทนนายจนกว่าจะมีคำสั่งอื่นสถานการณ์ในจิตใต้สำนึกก็ประมาณนี้แหละ”
“เปรียบเทียบได้ไฮเทคมาก”
แต่ก็เข้าใจง่ายดี
นาฬิกาเป็เหมือนฮาร์ดแวร์ ส่วนพลังที่พูดได้ก็เป็ซอร์ฟแวร์และจอแสดงภาพส่วนพลังก็ยังเป็ของเขาแต่สิทธิ์การใช้งานพลังไม่ได้เป็ของเขาเบ็ดเสร็จเพราะพลังที่ว่านั่นดันมีรูปร่างขึ้นมาแล้ว
แต่ลูซีฟไม่มีปัญหาแม้ว่าพลงัจะมีรูปร่างและพูดได้แบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ เหมือนมีผู้ช่วยควบคุมพลังและยังรู้วิธีใช้พลังที่เหนือกว่าเขาด้วย
ระบบพลังออโต้ ถือเป็ข้อได้เปรียบสำหรับผู้มีพลังพิเศษได้ไหมนะ
“เื่พลังคงต้องอธิบายให้นายฟังภายหลัง ตอนนี้นายจะเอายังไง”แซมพูดขึ้นขัดความคิดของเขา ลูซีฟเลิกคิ้วสูง
“เอายังไงนี่เื่อะไร?”
“มีคนพยายามบุกรุกความฝันของนาย”
“จะบุกรุกยังไง ถึงผมจะนอนอยู่แต่ก็ไม่ได้ฝันนี่”
ตอนนี้เขาอยู่ในจิตใต้สำนึกไม่ใช่เรอะ
“ถ้ามีคนบุกรุกฝันห้วงฝันก็จะถูกสร้างขึ้นมาเองนั่นแหละจะเอายังไง นายจะออกไปรับมือเองหรือจะให้ฉันไป?”
“เห~ เราสลับกันไปได้เหรอ” ลูซีฟรู้สึกสนุกขึ้นมาเล็กน้อย“ถ้านายไปแล้วผมสามารถมองเห็นที่นั่นได้ไหม แล้วคนที่บุกรุกมาจะมองเห็นผมหรือเปล่า”
แซมหัวเราะหึๆ แล้วยักคิ้วให้เขาอย่างหยามใจ “ถ้านาย้าดูนายจะได้ดูถ้านายไม่้าให้เขาเห็นเขาจะไม่เห็น ทุกอย่างในฝันของเราฉันควบคุมได้แน่นอน”
“งั้นนายไป!”
แซมยิ้มแต่เขาไม่ได้หายไปไหน กลับเป็ความมืดรอบด้านถูกลบล้างกลายเป็สถานที่แห่งหนึ่งที่คุ้นตาของลูซีฟมาก
ใช่แล้ว มันคือสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมเขาเมื่อคืนยังไงล่ะ
ทุกอย่างเหมือนจริงมาก ถ้าไม่ใช่ว่าลูซีฟรู้สึกตัวอยู่ตลอดก็คงคิดว่าเขากลับมาอยู่ในที่เกิดเหตุแล้วจริงๆ
แซมที่อยู่ในรูปลักษณ์เหมือนเขาไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่สีผมก็ยังเป็สีเดียวกันแล้วแต่ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ที่ต้นคอ ข้อมือและเท้าถูกเฉือนเป็ร่องแต่ก็ไม่ได้ลึกมากนักน่าจะเป็ระดับเดียวกับตอนมีคนมาพบเจอ
แซมนั่งลงบนพื้น อยู่ในท่าเหมือนคนนอนที่เพิ่งลุกขึ้นนั่งดวงตาแสดงออกว่าเหม่อลอย ที่ประตูบานเก่าถูกเปิดออก มีร่างคนสองคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นเขาคุ้นหน้าอยู่ไม่น้อย
ก็เพิ่งเจอกันเมื่อตอนเช้าวันนี้เองนี่นา
นายตำรวจั์ตาสีฟ้าซีด ส่วนอีกคนเป็หญิงสาวผมยาวสีดำ ใบหน้าดูซีดๆแต่ดวงตาสีเขียวกลับเป็ประกายชัดเจน
‘หนึ่งในสองคนนี้ต้องเป็ผู้มีพลังในการบุกเข้าความฝัน’
เสียงของแซมดังขึ้นในหัว ลูซีฟเลิกคิ้วขึ้น ติดต่อกันแบบนี้ในฝันก็ได้แฮะ
แต่จะติดต่อกลับยังไง เขาส่งกระแสจิตไม่เป็
สีหน้าของลูซีฟสุดจะเลิ่กลั่ก
ประกายตาของแซมมีความขบขับแวบผ่านก่อนจะเหม่อลอยอีกครั้ง
‘เพ่งสมาธิมาที่ฉันขณะส่งความคิด เหมือนพิมพ์ข้อความส่งทางโปรแกรมแชท’
‘เข้าใจล่ะ’
ไม่รู้ว่าแซมอธิบายเข้าใจง่ายหรือลูซีฟมีพร์เขาใช้เวลาในชั่วอึดใจเดียวก็สามารถโทรจิตหากันได้แล้ว
ลูซีฟหันไปมองผู้บุกรุกความฝันทั้งสองด้วยความใคร่รู้เขาคิดยังไงถึงมาบุกความฝันกัน อยากรู้อะไรกันแน่
“ให้เขาเล่นสถานการณ์เมื่อคืนทีสิ โจเซลีน”ตำรวจั์ตาสีฟ้าซีดหันไปพูดกับหญิงสาว เธอพยักหน้ารับแล้วเพ่งมองแซมครู่หนึ่ง
‘เธอทำอะไรน่ะ’
ลูซีฟถามด้วยความสงสัย แซมตอบกลับเสียงกลั้วหัวเราะ
‘ก็แสดงการกระทำของนายเมื่อวานยังไงล่ะ อยากเพิ่มไอเดียพิเศษจากสถานการณ์ไหมลูซ’
‘ไม่ล่ะ แสดงไปตามเดิมเถอะ’
‘ตกลง’
แซมแสดงสถานการณ์เมื่อคืนก่อนอีกครั้ง เพราะตัวลูซีฟที่เพิ่งตื่นขึ้นมาตอนนั้นาเ็หนักพูดไม่ได้นอกจากลุกขึ้นเดินแล้วก็ไม่มีอะไร จากนั้นก็ล้มลงนอนแน่นิ่งปล่อยให้เืให้ออกมาสักพักสถานการณ์จบแค่นี้
“ไม่มีอะไรพิเศษเลย” โจเซลีนสีหน้ายังคงราบเรียบ
“ใช่ ไม่มีอะไรพิเศษเลย” นายตำรวจคนนั้นลูบคาง แต่แววตากลับวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างประหลาดทำให้ลูซีฟที่มองเขาอยู่เสียวสันหลังวาบ
ไอ้ความรู้สึกลางไม่ดีนี่มันอะไรกัน
“เล่นฝันซ้ำอีกครั้งสิ โจเซลีน”
“ได้”
“...” ลูซีฟและแซมแอบมองกัน ก่อนสถานการณ์ของฝันจะถูกย้อนกลับและสถานการณ์ความฝันก็ถูกเล่นซ้ำอีกครั้งโดยที่เหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน
แต่สีหน้าของนายตำรวจดูเป็ประกายผิดแปลกมากขึ้น ลูซีฟแอบหลั่งเหงื่อเย็น
สายตาแบบนั้น... เขากำลังสงสัยอะไรอยู่?