บทที่ 81 นรกเหวิน
ซูหยวนมาทันได้ยินสามสี่ประโยคท้าย แต่เนื้อความทั้งหมดไม่ได้เข้าใจยากเลย ดังนั้นเธอจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อใช้ความคิด หากเธอไม่เข้าไป หลังจากนี้ก็จะถูกถอนชื่อออกจากการช่วยงานอาจารย์เหวิน แน่นอนว่าข้อดีของมันก็มี เพราะอย่างน้อยๆเธอก็ไม่ต้องมาติดตามอาจารย์เหวินที่ไม่รู้ว่าจะหาเรื่องอะไรมารังแกเธออีก แต่ข้อเสียกลับใหญ่กว่า...
ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของเธอในสถาบันจะไม่ดีเท่านั้น ในสายตาของอาจารย์ท่านอื่น...นักเรียนที่มีหัวกบฏก็ไม่น่าสนับสนุนแล้ว เธอไม่รู้ว่าอาจารย์เติ้งจะเป็นอาจารย์จำพวกนั้นหรือไม่ แต่ซูหยวนไม่ต้องการเสี่ยง
นอกจากนี้ ชื่อเสียงที่ดีที่เฝ้าเพียรพยายามมา ทั้งหมดก็เพื่อให้หัวหน้าของเธอได้ยิน หากมีปัญหาที่เธอจัดการไม่ได้จนต้องยอมแพ้เช่นนี้ เชื่อได้เลยว่าประธานจางคนนั้นคงจะมองเธอด้วยความผิดหวังแน่ๆ
กลายเป็นว่าอุปสรรคนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในบทบทสอบความสามารถในการจัดการของเธอก็เป็นได้ ดังนั้นซูหยวนจึงไม่คิดถอยหลังกลับ เธอแค่ต้องรู้ว่าอาจารย์เหวินมีแผนการอะไร แล้วก็จะทำให้อีกฝ่ายต้องยอมแพ้ไปด้วยตนเอง
คำพูดของคนเป็นอาจารย์สำคัญมาก มันสามารถชี้นำเด็กนักเรียนทั้งหมดของเธอได้เลย ตอนนี้พวกรุ่นพี่คงจะเกลียดชังเธอกันหมดแล้ว อาจารย์เหวินไม่มีนักเรียนปีหนึ่งที่รับเข้ามาดูแล ย่อมไม่มีใครแก้ต่างให้กับเธอ ทว่า...ซูหยวนสนใจความคิดของพวกรุ่นพี่เหล่านั้นหรือ?
เธอรู้ว่าอาจารย์เหวินนั้นเชี่ยวชาญในด้านใด และตอนนี้งานอะไรที่อีกฝ่ายอยากจะให้นักเรียนช่วยกันทำ บางที...มันอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ซูหยวนไม่ปฏิเสธก็ได้
“วิจัยการเพาะปลูก”
หัวข้อสำคัญเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ อาจารย์เหวินท่านนี้ไม่ได้มีนิสัยดีนัก อาจารย์หลายคนในสถาบันรู้ดี แต่ที่พวกเขาต้องทำเหมือนไม่ได้ยินไม่ได้เห็น ทั้งหมดเป็นเพราะทักษะของอาจารย์เหวินยอดเยี่ยมมาก แม้แต่พวกเขาเองก็เทียบไม่ติด
เธอเป็นอาจารย์นักวิจัยที่ยอดเยี่ยมมากๆคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้เป็นคนคิดค้น DNA ของเมล็ดพันธุ์จากพืชกลายพันธุ์จนสามารถปรับโครงสร้างให้เมล็ดพันธุ์นั้นไม่กลายพันธุ์จนเป็นอันตรายต่อมนุษย์
พูดให้ถูกก็คือ...พวกเขาสามารถเพาะปลูกพืชกลายพันธุ์ซึ่งสามารถนำมาสกัดเอาสารอาหารข้างในมาทำเป็นอาหารสังเคราะห์ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอเหล่านักล่าหรือผู้เก็บขยะอีก
น่าเสียดายที่มันเพิ่งเป็นการเริ่มต้นการพัฒนาเท่านั้น การเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์นี้ยังต้องใช้พลังงานเพื่อควบคุมเป็นจำนวนมาก กว่ามันจะเติบโตได้ก็ต้องใช้เวลานานอีก เรียกได้ว่ายังไม่คุ้มค่ากับเพาะปลูกด้วยตนเอง สุดท้ายปล่อยให้พวกนักล่าออกไปทำภารกิจรวบรวมสสารสีเขียวยังคงเป็นวิธีที่ดีกว่า
แต่ความสำเร็จนี้ทำให้ผู้คนมีความหวังขึ้นมา ถ้าหากสสารเหล่านี้หาได้ง่ายๆในบาเรียป้องกันเอง เช่นนั้นราคาของสารอาหารสังเคราะห์ก็ควรจะถูกลงไปด้วย พวกที่อยู่เขตชั้นนอกก็มีโอกาสซื้อพวกมันมากินและไม่ต้องอดตายกันอีกต่อไป
ดังนั้นในปีนี้ ทางสถาบันจึงได้มอบเงินสนับสนุนการวิจัยของอาจารย์เหวินเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังได้รับเงินจากทางส่วนกลางอีกจำนวนหนึ่งด้วย แม้จะไม่ได้มากมายจนเพียงพอที่จะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่กลุ่มวิจัยของอาจารย์เหวินก็เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มวิจัยที่ได้เงินทุนมากที่สุดแล้ว
สิ่งที่ซูหยวนสนใจก็คือวิธีการปรับปรุงพันธุ์ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะของอาจารย์เหวิน แม้เธอจะอยู่ในกลุ่มอย่างไม่สบายใจ ถึงอย่างนั้น...ถ้าเธอขโมยความรู้ออกมาจากทีมวิจัยนี้ได้ ก็เท่ากับว่าซูหยวนประสบความสำเร็จแล้ว
อย่าลืมว่าตอนนี้สิ่งที่มนุษย์ทั้งหมดขาดแคลนก็คือเรื่องของอาหาร เหมือนกับที่ตระกูลเจียงกลายเป็นตระกูลสำคัญสำหรับผู้คนในเขตชั้นนอกมาก ก็เป็นเพราะพวกเขากุมกระเพาะของผู้คนเอาไว้อย่างไรล่ะ
หลังจากที่ยืนยันจุดประสงค์กับตนเองเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงแล้ว ซูหยวนก็ยกมือขึ้นเคาะประตูบานใหญ่สามครั้งเพื่อรักษามารยาท หญิงสาวยืนรออยู่ข้างนอกเกือบ 10 นาที เสียงข้างในที่พูดคุยกันจอกแจกจอแจกลับเงียบฉี่ราวกับไม่มีคน ซึ่งการรับน้องครั้งแรกนี้ไม่ได้มีอะไรมากสำหรับซูหยวนเลย
สายตาของนักเรียนคนอื่นๆยามเห็นว่าซูหยวนยืนรอหน้าประตูห้องทำงานอาจารย์เหวิน ข่าวลือที่ว่าทั้งสองไม่ถูกกันแพร่ไปทั่วแล้ว ดังนั้นไม่มีใครไม่รู้ว่าตอนนี้ซูหยวนกำลังตกที่นั่งลำบาก
นักเรียนหลายคนอยากรู้อยากเห็นมาก พวกเขาเดินผ่านห้องทำงานของอาจารย์เหวินเป็นสิบรอบเพื่อที่จะรอชมเหตุการณ์ต่อไป ยังมีอีกหลายคนที่จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกปากด้วย
“คิดว่าอาจารย์เหวินจะยอมให้นักเรียนทุนอันเข้าไปได้ง่ายๆไหม?”
“ไม่น่าถามแบบนี้เลยนะ จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ ดูสิ...ถ้าอาจารย์เหวินไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับนักเรียนทุนอัน ทำไมปล่อยให้เธอยืนรออยู่ข้างนอกแบบนั้นล่ะ”
“เฮ้อ นักเรียนทุนอันคนนี้ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ แต่ใครใช้ให้เธอเป็นศัตรูของอาจารย์ในสถาบันกันล่ะ เธอไม่รู้หรือไงว่าอำนาจของอาจารย์น่ะมีมากแค่ไหน นี่ยังดีนะ...ถ้าเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมที่อาจารย์เหวินเป็นคนสอนด้วยแล้ว ต่อให้เก่งแค่ไหนก็อาจจะไม่ผ่านชั้นปีก็เป็นได้”
“นักเรียนทุนอันจะต้องหาวิธีเข้าหาอาจารย์เหวินใหม่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงอยู่ในสถาบันได้ยากจริงๆ”
“แต่จะบอกว่านักเรียนทุนอันต้องพยายามคนเดียวก็ไม่ถูกนะ อย่าลืมว่าจุดเริ่มต้นไม่ใช่นักเรียนอันนะ ฉันได้ยินจากพวกรุ่นน้องปีหนึ่ง อาจารย์เหวินตัดสินผิดพลาด เชื่อเพียงคำพูดของนักเรียนทุนสามคนที่ใส่ร้ายผู้อื่นและอยากเอานักเรียนทุนอันออก แล้วก็นะ...มีข่าวลือว่าอาจารย์เหวินไม่ชอบนักเรียนทุนอันตั้งแต่แรกแล้ว เพราะเธอเป็นนักเรียนทุนจากองค์กรนักล่าสกุลจางล่ะ”
“หืม? อาจารย์เหวินไม่ชอบสกุลจางงั้นหรอ?”
“จะเป็นไปได้ยังไง แทนที่จะบอกว่าไม่ชอบ...ต้องบอกว่าเธออยากจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลจางจนตัวสั่นแล้วต่างหาก ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากจะกลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรระดับสูงเช่นนั้น ในรุ่นของอาจารย์ก็มีเพื่อนคนหนึ่งถูกตระกูลจางสนับสนุนด้วยนะ ได้ยินว่าอาจารย์เหวินยังอิจฉามาจนถึงตอนนี้เลย”
“โอ้ มิน่าล่ะ...ไม่อย่างนั้นทำไมจะต้องตัดสินใจไล่นักเรียนทุนอันออกด้วย”
“อืม อาจารย์เหวินเป็นคนแยกแยะไม่ได้ หลังจากนี้ก็หวังแค่ว่านักเรียนทุนอันจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไป”
“ผ่านพ้นวิกฤติหรอ? จะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะ? การที่จะหลุดพ้นจากอาจารย์เหวิน ก็มีแค่งานวิจัยชุดนี้ของอาจารย์เหวินสำเร็จเท่านั้น ได้ยินว่าครั้งนี้เป็นการต่อยอดงานวิจัยเดิม นั่นก็คือการเพิ่มผลผลิตให้เมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งวิจัยจบไป แบบนี้คิดว่าจะใช้เวลาภายในปีหรือสองปีนี้หรอ? เป็นไปไม่ได้เลย!! ฉันกลับคิดว่านักเรียนทุนอันนั้นจะถูกจองจำในนรกที่ชื่อว่า “เหวิน” ตลอดไปต่างหาก!!”
“ดูเหมือนพูดเกินจริง แต่มันก็คือความจริง ความจริงที่แท้จริงเลยล่ะ!”
นักเรียนจำนวนมากพูดไปในทิศทางเดียวกันหมด พวกเขาคิดว่านักเรียนอันไม่น่าจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ สักวันหนึ่งก็คงจะได้ยินข่าวว่านักเรียนอันลาออกจากสถาบันอันดับหนึ่งแห่งนี้ บางที...ด้วยความอัจฉริยะของเธอ รวมทั้งยังอายุน้อยกว่านักเรียนปีหนึ่งทั่วไป เธออาจจะถูกรับเลือกโดยสถาบันอื่นๆอีกก็ได้ แต่ถ้าต้องการจะผ่านสถาบันอันดับหนึ่งไปล่ะก็...บอกได้เลยว่าเป็นไปได้ยากมาก
ซูหยวนได้ยินคำพูดของคนอื่นแทบจะทั้งหมด เธอยังไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาจงใจพูดเสียงดังหรือเธอมีความสามารถในการได้ยินในระยะไกลกันแน่ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นมากนัก ต่างกับอาจารย์เหวินที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของตนเอง บัดนี้เผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะขึ้นมาที่มุมปากแล้ว
แท้จริงแล้วอาจารย์เหวินเป็นอาจารย์มานาน ย่อมมีพลังงานในร่างกายมากกว่านักเรียนทั่วไป ไม่น่าแปลกที่เธอจะได้ยินคำพูดของนักเรียนคนอื่นๆข้างนอกด้วย
แม้บางคำบางประโยคจะไม่น่าพอใจเท่าไรนัก แต่จุดประสงค์ที่เธอเงียบอยู่เช่นนี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว
นักเรียนอันควรได้รู้ว่าตนเองจะเจอกับอะไรบ้าง อีกทั้งนักเรียนพวกนี้ก็เป็นแหล่งแพร่ข่าวลือออกไปได้เร็วที่สุด เมื่อพวกเขาเห็นว่าเธอไม่ยอมรับนักเรียนทุนอันคนนี้ ผู้คนจะต้องพูดกันออกไปต่างๆนานาแน่ สุดท้ายแล้วจะทำให้ชีวิตของนักเรียนอันในสถาบันลำบากขึ้น
คนที่อยากจะประจบประแจงเธอจะช่วยเธอลงมือกับหญิงสาวผู้อวดดีคนนั้นเอง โดยไม่ต้องทำอะไรเลย อาจารย์เหวินมั่นใจว่านักเรียนทุนอันคงจะไม่มีหน้าอยู่สถาบันนี้นานเกิน 3 เดือนแน่
“หืม? นักเรียนทุนอันยังไม่ได้เข้ามาหรอ โอ้...หรือว่ากำลังรอให้ฉันออกไปเชิญเข้ามาด้วยตนเองกันล่ะ”
อาจารย์เหวินแค่นหัวเราะออกมา ท่าทางของเธอราวกับเข้าใจนักเรียนทุนอันเป็นอย่างดี ซึ่งคำพูดนี้ทำให้นักเรียนของอาจารย์เหวินต่างนิ่วหน้าแทบจะพร้อมกัน
ปรากฏว่านักเรียนทุนอันไม่ได้กำลังโดนอาจารย์ของพวกเขาสั่งสอน แต่เป็นเพราะเธอกำลังรอให้อาจารย์เหวินของพวกเขาไป “เชิญ” เข้าห้องมาหรือ?
ช่างอวดดีเสียจริง!!
“อาจารย์ครับ อาจารย์ไม่ต้องออกไปหรอกครับ ถ้ารุ่นน้องอวดดีขนาดนั้น ก็ให้รุ่นน้องผิดหวังไปเถอะครับ อาจารย์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยอมถอยให้เลย”
“ใช่แล้วครับ อาจารย์ของพวกเราจำเป็นต้องง้อนักเรียนทุนอันคนนั้นด้วยหรอ? จริงอยู่ที่ว่าโดดเด่นที่สุดในชั้นปี ผลการทดสอบที่ผ่านมาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะมีสมองที่ดีด้วยนะครับ อาจจะเก่งแค่การใช้กำลังต่อสู้ก็ได้”
“สำหรับอาจารย์แล้ว แค่มีพวกเราก็พอแล้วค่ะ พวกหนูจะทำแทนส่วนของรุ่นพี่ที่จบไปเองค่ะ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องหาคนมาเพิ่มเลย”
“หนูมีรุ่นน้องที่รู้จักอยู่ด้วยนะคะ ถ้าอาจารย์ต้องการละก็...ไม่ว่าใครก็อยากมาช่วยทั้งนั้นแหละค่ะ” นักเรียนในห้องต่างก็รีบขวางทางอาจารย์ของตนเองเอาไว้ ไม่ยอมให้อาจารย์เดินไป “เชิญ” นักเรียนรุ่นน้องที่อวดดีคนนั้นเข้ามา
ถ้าอาจารย์ยอมถอยให้นักเรียนรุ่นน้องคนนั้นได้ เช่นนั้นสถานะรุ่นพี่อย่างพวกเขาจะเป็นอะไร? อาจารย์ยังต้องไป “เชิญ” อีกฝ่ายเข้าห้อง อย่างนั้น...พวกเขาไม่ต้องคลานเข่าเวลาคุยกับอีกฝ่ายเลยหรือ?
“เฮ้อ แต่จะปล่อยเอาไว้แบบนั้นก็ไม่ได้ คนข้างนอกมองมาจะหาว่าอาจารย์รังแกเด็กนักเรียน...”
“อย่างนั้นก็ปล่อยให้พวกมันพูดไปเถอะครับ พวกเรามากมายอยู่ที่นี่จะพูดกันไม่ได้เลยหรอว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เป็นอาจารย์ที่รังแกเด็ก หรือเป็นเด็กที่ไม่รู้จักกาละเทศะกันแน่!” นักเรียนของอาจารย์เหวินย่อมต้องเข้าข้างเธออยู่แล้ว ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรออกมา พวกเขาล้วนแต่ปกป้องและสนับสนุนอาจารย์กันทั้งนั้น
ต้องบอกว่าอาจารย์เหวินนี้ค่อนข้างดี แม้เธอจะเป็นพวกแยกแยะไม่ได้ หากเธอไม่ชอบใคร ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ล้วนแต่ตัดสินด้วยมุมมองที่อคติ แต่ถ้าใครเป็นนักเรียนของเธอ...อาจารย์เหวินก็เป็นอาจารย์ที่ใจกว้างมากๆคนหนึ่ง อย่างน้อยๆนักเรียนของเธอจะได้รับ “แกนพลังงาน” ทุกเดือน ระดับต่ำบ้างสูงบ้างสลับกันไป อีกทั้งยังได้รับความรู้โดยไม่มีปิดบังอีกด้วย ดังนั้นนักเรียนของเธอย่อมต้องรักและเคารพเธอมากเป็นที่สุด
เมื่อได้ยินคำพูดของนักเรียน อาจารย์สาวก็ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาแล้วกลับไปทำงานของตนเอง ปล่อยให้อันซูหยวนยืนรออยู่ข้างนอกต่อไปทั้งอย่างนั้น
ซูหยวนได้ยินบทสนทนาภายในห้องเช่นกัน เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย...ไม่ได้คาดคิดเลยว่าอาจารย์เหวินจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก เมื่อรู้ว่าอาจารย์สาวคงไม่คิดเปิดประตูให้เธอได้เข้าไปทำงานแล้ว ซูหยวนก็มองซ้ายมองขวาแล้วเลือกที่นั่งเหมาะๆ เปิดเอกสารที่แสกนเข้ามาไว้ในระบบผ่านสายรัดข้อมืออ่านไปพลางๆด้วย
ในขณะที่อาจารย์เหวินกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องเพราะคิดว่าซูหยวนคงจะโกรธแทบตายที่ต้องยืนรออยู่อย่างนั้น นักเรียนตัวเล็กกลับกำลังมุ่งความสนใจไปกับข้อมูลตรงหน้า ราวกับไม่ได้รู้สึกว่าการกระทำของอาจารย์เหวินเป็นการทรมานตนเองเลย กลับกัน...มันเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะเธอได้ใช้เวลาไปกับการทบทวนเอกสาร แทนที่จะเริ่มงานตั้งแต่วันแรกๆของการเปิดครึ่งหลังของภาคเรียนแบบนี้
เวลาผ่านไปจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ซูหยวนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ในขณะที่ประตูห้องทำงานของอาจารย์เหวินเปิดออกจนเกิดเสียงดัง “แอด”
คนข้างในพากันเดินออกมาด้วยสภาพที่ไม่น่าดูนัก นักเรียนบางคนผมเผ้ายุ่งเหยิง ในขณะที่นั่งเรียนบางคนอ้าปากหาวจนตาจะปิด แม้แต่อาจารย์เหวินเองก็มีรอยใต้ตาที่คล้ำเนื่องจากความเมื่อยล้าทางสายตา
ทันทีที่พวกเขาเดินออกจากห้อง คนทั้งหมดก็ชะงักไปทันทีเมื่อเห็นนักเรียนหญิงยังคงนั่งอยู่ที่นั่นด้วยท่าทางสบายๆ ...
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะลืมนักเรียนทุนอันคนนี้ไปเสียแล้ว....
…………………………………………