พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 3 บทที่ 61 แสร้งกตัญญูร้องทุกข์

            เมื่อโม่ฮว่าเหวินกลับไปถึงจวนสิ่งแรกที่ทำคือเดินตรงไปที่เรือนของโม่เสวี่ยหมิ่นด้วยความเดือดดาลพอเข้าประตูไปก็ให้บ่าวหญิงสองคนนำอาภรณ์แพรต่วนไปโยนไว้บนโต๊ะแค่นเสียงเย็นใส่โม่เสวี่ยหมิ่นที่นั่งทำงานเย็บปักอยู่อีกด้าน ยกชายอาภรณ์ตัวอย่างขึ้นแล้วนั่งลง

            “ท่านพ่อไฉนวันนี้จึงมาหาหมิ่นเอ๋อร์ได้ ช่างประจวบเหมาะยิ่งหมิ่นเอ๋อร์กำลังปักอาภรณ์ใหม่ให้ท่านพ่ออยู่พอดี” โม่เสวี่ยหมิ่นดูคล้ายไม่เห็นโทสะที่คุกรุ่นของโม่ฮว่าเหวินลุกขึ้นอย่างนุ่มนวลจากตั่งนั่งเล่นแล้วหยิบชุดแพรต่วนสีเทาเข้มที่ตัดเย็บอย่างเรียบร้อยเห็นได้ชัดว่าใช้ความใส่ใจอย่างยิ่ง

            “ท่านพ่อลองทาบดูสิเจ้าคะดูว่าขนาดพอดีหรือไม่ หมิ่นเอ๋อร์กลัวว่าจะทำออกมาไม่ดี ท่านพ่อจะไม่ถูกใจ”

            ด้วยโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอกโม่ฮว่าเหวินจึงผลักอาภรณ์ไปวางไว้ด้านข้างก่อนชี้ไปที่เสื้อผ้าและแพรต่วนที่อยู่บนโต๊ะ กล่าวอย่างฉุนเฉียว “เจ้าส่งอาภรณ์เก่าของตัวเองไปให้น้องสาวและยังมอบแพรพรรณที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะให้นางอีก สาแก่ใจเจ้าแล้วใช่หรือไม่”

            “ท่านพ่อ...”เมื่อเห็นโม่ฮว่าเหวินระบายโทสะ โม่เสวี่ยหมิ่นพลันตะลึงงันน้ำตาร่วงพรูคล้ายไม่อยากเชื่อ นางป่วยหนักเพิ่งหาย ผ่ายผอมจนรูปลักษณ์เปลี่ยนไปพอเห็นว่าอาภรณ์ถูกบิดาปัดทิ้ง ก็คุกเข่าลงกล่าวด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “ท่านพ่อกล่าวอันใด หมิ่นเอ๋อร์ไม่เข้าใจเจ้าค่ะ”

            “เสื้อผ้าที่ผ่านการสวมใส่แล้วถือว่าเก่าและมีมลทินเจ้ายังกล้าส่งไปให้น้องสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วยังจะผ้าแพรสีสันฉูดฉาดเหล่านั้นอีกน้องสาวเจ้าจะสวมใส่ได้อย่างไร หมิ่นเอ๋อร์ ตลอดมาพ่อนึกว่าเจ้าเป็นคนรู้ความสามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่าใคร เป็นบุตรสาวคนโตที่มีจิตใจกว้างขวางเมตตาอ่อนโยน รู้จักกาลเทศะ แต่ตอนนี้... เจ้าทำให้พ่อผิดหวังยิ่งนัก” ดวงตาของโม่ฮว่าเหวินฉาบฉายไปด้วยความผิดหวัง

            นี่หรือคือบุตรสาวที่ตนเองภูมิใจที่สุดไม่รู้เพราะเหตุใดตอนนี้จึงดูอัปลักษณ์น่ารังเกียจเช่นนี้

            โม่เสวี่ยหมิ่นเห็นท่าทางของผู้เป็นบิดาหัวใจพลันสะดุด รู้ว่าไม่ดีแล้ว รีบคลานเข้าไปคุกเข่าหน้าโม่ฮว่าเหวินโขกศีรษะอย่างแรงสองสามครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวทั้งน้ำตา “ท่านพ่อหมิ่นเอ๋อร์จะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร หมิ่นเอ๋อร์กับน้องสามดีต่อกันตลอดมาและเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้หมิ่นเอ๋อร์ก็รู้สึกผิดต่อท่านพ่อรู้สึกผิดต่อน้องสาวทั้งสองคน ตัดสินใจจะเฝ้าโคมดำหน้าพุทธะแล้วจะมีใจชิงดีชิงเด่นกับน้องสามได้อย่างไร”

            คำพูดของนางเต็มไปด้วยความจริงใจและเปี่ยมไปด้วยเหตุผลใบหน้าขาวซีดเจือไปด้วยความขื่นขมและเจ็บปวด น้ำเสียงกลบความโศกสลดไว้ไม่อยู่

            “หรือข้าตำหนิเจ้าผิดไป?”โม่ฮว่าเหวินแววตาแข็งกร้าว น้ำเสียงเย็นยะเยือก

            “ท่านพ่อนั่นเป็นชุดที่ข้าเพิ่งตัดขึ้น เดิมทีคิดจะเอาไว้สวมออกงานเลี้ยงแต่ตอนนี้ข้าเป็นอย่างนี้ แล้วจะไปที่ไหนได้อีกเล่า” โม่เสวี่ยหมิ่นสะอึกสะอื้นอย่างหนักจนแทบหายใจไม่ทันดึงมือโม่ฮว่าเหวินมาจับและกล่าวด้วยเสียงสั่นเทาอย่างน่าสงสาร

            “ท่านพ่อผ้าคลุมขนสัตว์ผืนนั้นเป็นของที่ท่านมอบให้ข้าเอามาลองเพียงครั้งเดียวก็นึกเสียดายจึงนำมาตัดเป็นอาภรณ์ยังไม่ได้สวมใส่สักครั้ง แพรต่วนสองผืนนั้นก็เป็นสีเรียบๆ น้องสามชอบความงามสง่าและกำลังอยู่ระหว่างไว้ทุกข์แล้วข้าจะส่งผ้าต่วนสีแดงสดเช่นนั้นไปให้ได้อย่างไร

            สายตาของโม่เสวี่ยหมิ่นกวาดมองอาภรณ์และแพรต่วนสองผืนที่ถูกโยนไว้บนโต๊ะยามนั้นหัวใจพลันเต้นระรัว นึกโกรธเคืองฟางอี๋เหนียงอยู่ในใจที่แท้ก็เป็นฝีมือของอี๋เหนียงที่ไม่รู้จักคิดยามนี้แล้วยังคิดแต่จะเสียดายของมีค่า สับเปลี่ยนของที่ตนเองจะมอบให้โม่เสวี่ยถงแต่โมโหไปก็ไม่มีประโยชน์ ควรจะเบี่ยงเบนปัญหาออกไปให้ได้ก่อน

            โม่เสวี่ยหมิ่นร้องไห้จนเสียงแหบแห้งโม่ซิ่วที่คุกเข่าอยู่ข้างกายเห็นนางส่งสัญญาณให้ จึงรีบเข้ามาประคอง ร้องห่มร้องไห้กล่าวว่า“นายท่านเสื้อผ้าอาภรณ์ที่คุณหนูใหญ่ส่งไปให้คุณหนูสามล้วนเป็นของที่ดีที่สุดครานี้เกิดเรื่องขึ้นคุณหนูใหญ่ไม่รู้อันใดเลยก็ถูกคนให้ร้ายจนเสื่อมเสียชื่อเสียงไหนเลยจะมีกะจิตกะใจมาแต่งตัวจึงนำของที่รักและหวงแหนเป็นที่สุดทั้งหมดมอบให้แก่คุณหนูสามแต่ใครเล่าจะรู้ว่าเรื่องจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ รู้อย่างนี้คุณหนูใหญ่ไม่ส่งไปเสียก็ดีจะได้ไม่โชคร้ายถูกคุณหนูสามเคลือบแคลงใจเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้”

            ทางหนึ่งนางกล่าวให้โม่เสวี่ยหมิ่นเป็นฝ่ายถูกปรักปรำอีกทางก็ผลักเรื่องไปที่โม่เสวี่ยถง ให้ดูเหมือนว่าโม่เสวี่ยถงมีเจตนาหาเรื่องเยี่ยงนั้น

            โม่ฮว่าเหวินสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาในบัดดล

            “หุบปากโม่ซิ่ว คุณหนูสามไม่ใช่คนเยี่ยงนั้นต้องมีใครแอบสับเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ส่งให้คุณหนูสามแน่นอนท่านพ่อช่วยลูกตรวจสอบได้หรือไม่ หากไม่พบสิ่งใด ลูกจะขอยอมรับความผิดเอาไว้เองเจ้าค่ะ”หลังจากตำหนิโม่ซิ่วก็กล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับยอมกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรม

            โม่ฮว่าเหวินเห็นท่าทางของบุตรสาวคนโตก็นึกแคลงใจหันไปหาหญิงรับใช้อาวุโสทั้งสองคนที่ตามมาด้วย ตบโต๊ะอย่างแรงและตะคอกด้วยน้ำเสียงดุดัน“พูดมา ใครเป็นคนเปลี่ยนอาภรณ์ของคุณหนูใหญ่แล้วส่งไปให้คุณหนูสาม”

            “เรียนนายท่านเป็นอี๋เหนียงเจ้าค่ะ ฟางอี๋เหนียงเป็นคนสั่งให้เปลี่ยน” ป้าแก่ๆสองคนตกใจแทบสิ้นสติ รีบลงไปคุกเข่าปากซีดปากสั่นละล่ำละลักออกมา

            เป็นฟางอี๋เหนียงอีกแล้ว...

            โม่ฮว่าเหวินโกรธจนตัวสั่นความคิดตื้นๆ ของฟางอี๋เหนียงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเล่นอุบายต่อถงเอ๋อร์แม้แต่บุตรสาวแท้ๆ ของตนก็พลอยลำบากไปด้วย เห็นโม่เสวี่ยหมิ่นคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้อยู่เบื้องหน้าตนเองสะอึกสะอื้นจนพูดไม่ออก สีหน้าซีดเซียว ก็ยิ่งเดือดจัด

            “เด็กๆมาลากยายแก่สองคนนี้ออกไปโบยให้หนักคนละสิบไม้” โม่ฮว่าเหวินออกคำสั่งเสียงดุดัน

            หญิงรับใช้สองคนกลายเป็นผู้รับเคราะห์ไปเต็มๆคราแรกก็ถูกโม่ซิ่วเรียกให้นำของส่งไปจวนฝู่กั๋วกงด้วยคิดไม่ถึงว่าพอไปถึงหน้าประตูจะถูกคนของฟางอี๋เหนียงนำของลงมา แล้วเปลี่ยนเป็นแพรต่วนสองผืนนี้และอาภรณ์ตัวอื่นแทนพวกนางก็นึกว่าคงไม่มีอะไรใหญ่โต คิดไม่ถึงว่าจะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็หวาดกลัวอย่างหนักได้แต่โขกศีรษะไม่หยุด

            โม่ฮว่าเหวินกำลังอารมณ์เสียไหนเลยจะแยแสว่าบ่าวเฒ่าสองคนนี้จะคิดอย่างไร ผุดลุกขึ้นแล้วเดินไปยังเรือนหลีหวาของฟางอี๋เหนียงทันที

            “ท่านพ่ออย่าไปนะเจ้าคะ เรื่องนี้ไม่แน่ว่าหมิ่นเอ๋อร์อาจจะสับสนไปเองอย่าไปตำหนิอี๋เหนียงเลยเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยหมิ่นยุดอาภรณ์ของโม่ฮว่าเหวินไว้ร้องไห้จนสีหน้าคล้ำซีด แสร้งรั้งความผิดมาไว้ที่ตัวทั้งหมด คล้ายกลัวว่าเขาจะไประบายอารมณ์ใส่ฟางอี๋เหนียงโม่ฮว่าเหวินเห็นเช่นนี้แล้วก็ใจอ่อน

            ถึงอย่างไรนี่ก็คือบุตรที่ตนเองรักมาสิบกว่าปีเมื่อเห็นกับตาตนเองว่านางยอมรับความผิดเพื่อมิให้มารดาต้องรับโทษก็แอบทอดถอนใจอยู่เงียบๆ นั่งลงอีกครั้งแล้วดึงโม่เสวี่ยหมิ่นให้ลุกขึ้นโม่ซิ่วก็รีบช่วยประคองอีกด้าน

            “หมิ่นเอ๋อร์เจ้าก็รู้ว่าอี๋เหนียงของเจ้าเป็นคนผิด ไยเจ้าจะต้องลำบาก” โม่ฮว่าเหวินสีหน้าอ่อนลงมามากแล้ว

            “อี๋เหนียงเป็นผู้ให้กำเนิดไม่ว่าอย่างไรก็เป็นมารดาบังเกิดเกล้าของลูก บุตรย่อมไม่รังเกียจความอัปลักษณ์ของมารดาอี๋เหนียงมีความผิด บุตรสาวก็ยินยอมรับโทษแทนขอท่านพ่ออย่าโกรธเคืองอี๋เหนียงเลยนะเจ้าคะ นาง... นางสุขภาพไม่ค่อยดี...”

            ลูกไม้ของโม่เสวี่ยหมิ่นดอกนี้นับว่างดงามยิ่งอันดับแรกแสดงว่าตนเองไม่รังเกียจฐานะต่ำต้อยของฟางอี๋เหนียง ทั้งยังรั้งความผิดเอาไว้ได้ในที่สุดก็ใช้ความกตัญญูของนางเบี่ยงเบนเรื่องทั้งหมดออกไปทำให้โทสะที่สุมอยู่เต็มอกของโม่ฮว่าเหวินพลันมลายหายไปไม่เหลือแม้แต่เงาบุตรสาวที่อยู่เบื้องหน้าของตนเองยังคงเป็นหมิ่นเอ๋อร์ผู้อ่อนโยนใจกว้างคนเดิมใช่หรือไม่?

            แต่แม้ว่าโม่เสวี่ยหมิ่นจะกล่าวทุกอย่างให้ดูสมเหตุผลทั้งยังมียายแก่สองคนเป็นพยานชี้มูลความจริง แต่โม่ฮว่าเหวินย่อมไม่เชื่อทุกสิ่งเหมือนคนตาบอดเช่นอดีตที่ผ่านมาอีกแล้วเขายังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน สีตาเข้มขึ้นเอ่ยถาม “หมิ่นเอ๋อร์เจ้าเป็นเจ้านายของจวนนี้ ฟางอี๋เหนียงแม้จะเป็นผู้ให้กำเนิดแต่เจ้าจงจำไว้ว่ามารดาของเจ้าคือฮูหยินผู้เดียว หากเจ้าต้องการแสดงความกตัญญูก็ควรแสดงต่อฮูหยินเข้าใจหรือไม่”

            “เจ้าค่ะท่านพ่อลูกโง่เขลา ร้อนใจไปชั่วขณะจึงกล่าวผิดไปเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยหมิ่นพยักหน้ากล่าวขออภัยพลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา

            “เอาล่ะเจ้าไปพักผ่อนให้มาก ร่างกายเพิ่งจะหายดี อย่าเพิ่งมาปักเย็บเสื้อผ้าอะไรเลย” โม่ฮว่าเหวินลุกขึ้นแล้วเดินออกไปโม่จิ่นประคองร่างบอบบางของโม่เสวี่ยหมิ่นมาส่งเขาที่หน้าประตู

            เมื่อเห็นเงาของโม่ฮว่าเหวินค่อยๆหายลับไปจากประตูเรือน โม่เสวี่ยหมิ่นก็กลับเข้ามาในห้องแล้วนั่งลงอีกครั้งสีหน้าบูดบึ้งเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

            โม่ซิ่วเห็นโม่เสวี่ยหมิ่นมีสีหน้าเช่นนี้ก็พยายามหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าเอ่ยวาจาแม้แต่ประโยคเดียวกลัวว่าหากไม่ระวังอาจไปยั่วโทสะของคุณหนูเข้าจึงต้องกล้ำกลืนความขื่นขมไว้กับตนเอง

            “เดี๋ยวเจ้าส่งคนไปหาฟางอี๋เหนียง”ผ่านไปครู่ใหญ่ โม่เสวี่ยหมิ่นก็เอ่ยเสียงเย็น “บอกนางว่าหากมีเรื่องใดอย่าได้ปิดบัง หากพูดออกมาเวลานี้ยังมีโอกาสได้รับความโปรดปรานจากท่านพ่ออยู่ อาศัยท่านลุงใหญ่ที่อยู่ด้วยเวลานี้ช่วยนางพูดสักสองสามประโยค...”

            แม้ว่าบิดาจะหุนพันพลันแล่นออกไปหาฟางอี๋เหนียงด้วยความโมโหแต่คงไม่มีเวลาตอนนี้ ลุงของตนเองเป็นประมุขสกุลอวี้ วันนี้มาหาตั้งแต่เช้าเมื่อครู่แวะไปหาฟางอี๋เหนียงแล้ว ยามนี้คงจะรอพบท่านพ่ออยู่ที่นอกห้องหนังสือฟางอี๋เหนียงเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากตั้งแต่เล็กของสกุลอวี้บิดารู้เรื่องนี้จากสกุลอวี้มานานแล้วขาดแต่โอกาสที่จะพูดคุยเปิดเผยอย่างเป็นทางการเท่านั้น

            สกุลอวี้ก็เป็นสกุลขุนนางที่มีชื่อเสียงย่อมไม่ปรารถนาให้บุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกต้องมาเป็นอนุภรรยาของท่านพ่อดังนั้นจึงผลักดันเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ยามนี้กลับเป็นโอกาสเหมาะมีท่านลุงออกหน้าเสนอเรื่องนี้ขึ้น แม้ว่าใจท่านพ่อจะคิดต่อต้านก็ย่อมพูดไม่ออกอีกทั้งยามที่เข้าเมืองหลวงมาครานั้น ท่านพ่อก็ยอมรับอยู่กลายๆ แล้ว

            “เจ้าค่ะ”โม่ซิ่วรับคำสั้นๆ แต่ก็อดใจไม่ไหวเอ่ยถามออกมา “หากนายท่านโกรธอี๋เหนียงเรื่องนี้มิเป็นการทำให้อี๋เหนียงเสียแผนหรือเจ้าคะ”

            “แผนการของนางไม่มีทางตามนังแพศยานั่นทันหรอกบอกนางว่าให้ทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อย อย่ามาทำให้ข้าเสียเรื่อง” โม่เสวี่ยหมิ่นกล่าวพลางยิ้มเยาะ วันนี้หากไม่เป็นเพราะความคิดตื้นเขินของนางตนเองหรือจะต้องมาแสดงละครฉากใหญ่ต่อหน้าบิดาและคงไม่ต้องเหนื่อยเปลืองแรงเปลืองสมองเช่นนี้

            หากนางไม่สอดมือเข้ามายุ่งแผนการต่อไปของตนเองก็คงง่ายกว่านี้เยอะ

            เดิมทีนางคิดอาศัยประโยชน์จากท่านลุงให้กดดันบิดาส่วนอีกทางหนึ่งนางจะรีบจัดการกับนังโม่เสวี่ยถงจอมเจ้าเล่ห์ให้ราบคาบคิดไม่ถึงว่าที่วังหลวงนางกลับไม่ได้รับอันตรายแม้แต่เส้นผมสักเส้นกลับเป็นตนเองที่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงแล้วจะไม่ให้โม่เสวี่ยหมิ่นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนกรามแทบป่นด้วยความโกรธแค้นได้อย่างไร

            ในห้องหนังสือ

            ท่านอวี้เฟิงรออยู่ที่นั่นนานแล้วเขากับโม่ฮว่าเหวินต่างอยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิงมาหลายปี นับว่ามีมิตรภาพที่ดีต่อกันดังนั้นต่อมาฟางอี๋เหนียงจึงได้รับรู้เกี่ยวกับชาติกำเนิดและบรรพบุรุษของตนเอง

            ท่านอวี้เฟิงเป็นบุรุษวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปีรูปร่างผอมแห้ง หากมองดีๆคางที่เรียวแหลมของเขาก็ดูคล้ายกับฟางอี๋เหนียงอยู่ไม่น้อยฟางอี๋เหนียงเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขาและเป็นบุตรภรรยาเอกยามที่ยังเล็กเดินพลัดหลงกับแม่นมในงานเทศกาลชมโคมไฟการหาตัวน้องสาวที่พลัดพรากจากกันไปหลายปีพบ นำความดีใจมาให้ท่านอวี้เฟิงอย่างยิ่งยวด

            “ใต้เท้าโม่ข้ารออยู่ที่นี่นานแล้ว ไฉนจึงไปนานนักเล่านึกว่าท่านกับจวนฝู่กั๋วกงตัดขาดกันไปแล้วเสียอีก” เนื่องจากรออยู่เป็นเวลานานคำพูดของอวี้เฟิงจึงออกจะแสบๆ คันๆ เล็กน้อย พอคิดถึงว่าน้องสาวของตนเองบัดนี้ก็ยังมีฐานะเป็นเพียงอนุภรรยาและยังมีอำนาจสู้เมื่อก่อนไม่ได้ก็ยิ่งไม่พอใจ

            “บุตรสาวคนที่สามสุขภาพไม่ดีอาศัยอยู่นอกบ้านข้าไปเยี่ยมนางจึงกลับมาช้า ต้องขออภัยใต้เท้าอวี้แล้ว” โม่ฮว่าเหวินข่มโทสะไว้ในใจรู้ว่าหากไม่มีเรื่องอีกฝ่ายคงไม่มาหาถึงที่ ดังนั้นจึงได้แต่ยิ้มรับแล้วเดินเข้ามาอธิบายด้วยเสียงหัวเราะ

            ทั้งสองฝ่ายต่างนั่งลงคนรับใช้ยกน้ำชาเข้ามาให้ หลังจากดื่มคนละสองสามคำ ก็เริ่มเอ่ยเข้าเรื่องสำคัญ

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808