ด้านหน้าจวนอัครเสนาบดีมู่ในเวลานี้มีรถม้าหยุดจอดอยู่สองคัน
แม่นมชวีเตรียมพามู่อวิ๋นจิ่นเดินขึ้นรถม้าทว่าเสียงมู่หลิงจูดังขึ้นจากด้านหลัง “พี่สาวช้าก่อน”
มู่อวิ๋นจิ่นหยุดหันหลังมองกลับไปหามู่หลิงจูที่กำลังวิ่งมาทางนางเผยสายตาที่แฝงความนัยไว้
มู่หลิงจูวิ่งเข้ามาประชิดมู่อวิ๋นจิ่นหันมองแม่นมชวีที่ยืนด้านข้าง แล้วยกมือชี้ไปทางรถม้าอีกคันหนึ่ง “หลิงจูอยากนั่งคุยกับพี่สาวบนรถม้าไม่รู้ว่าแม่นมชวีจะไปนั่งรถม้าคันเดียวกับแม่นมหยางแทนได้หรือไม่?”
แม่นมชวีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงชำเลืองมองมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้าให้แทนคำตอบจากนั้นก็เดินไปขึ้นรถม้าไป
ภายในรถม้ามู่อวิ๋นจิ่นนั่งตรงข้ามกับมู่หลิงจูสังเกตเห็นสีหน้ามู่หลิงจูดูซีดเซียวจึงยิ้มที่มุมปาก
มู่หลิงจูเห็นท่าทียิ้มมุมปากของมู่อวิ๋นจิ่นพลางเอ่ยถามขึ้น “นับวันพี่สาวทำให้หลิงจูมองพี่เปลี่ยนไปทุกทีไม่รู้ว่าใครกันที่คอยชี้นำทางให้ท่านพี่”
“ไม่มีใครชี้แนะทั้งนั้น มีแต่พี่คนเดียวเท่านั้น” มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มพลางตอบกลับมู่หลิงจู
“เจิ้งไทเฮามีพระประสงค์ให้พี่สาวกับองค์ชายหกได้ตบแต่งกันจากนั้นไม่นานน้องคงต้องตบแต่งกับองค์ชายสี่ถึงตอนนั้นพี่สาวคงต้องเรียกข้าว่าพี่สะใภ้พี่แล้ว”
“ยินดีกับเจ้าด้วย” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยด้วยเสียงไม่ยินดียินร้าย“เจ้ามั่นใจนะว่าองค์ชายสี่จะยอมตบแต่งกับเจ้าที่ในใจมีแต่องค์ชายหกผู้เป็นน้องชาย?”
มู่หลิงจูสีหน้าซีดเผือดไปชั่วขณะแล้วรีบถูไถต่อ “เรื่องนี้เจิ้งไทเฮาจะจัดการด้วยพระองค์เอง”
“ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหลือเกิน พวกเราจะได้มีความแนบแน่นกันมากขึ้นแม้แต่องค์ชายหกก็ต้องเรียกเจ้าว่าพี่สะใภ้สี่เหมือนกัน… ฮ่าๆๆๆคนที่รักใคร่ปรารถนากลับต้องมาเป็นน้องเขยเสียแทน ช่างน่าขันสิ้นดี” มู่อวิ๋นจิ่นยกมือป้องปากหัวเราะชอบใจ
มู่หลิงจูมองค้อนใส่มู่อวิ๋นจิ่นหนึ่งทีในใจอยากเข้าไปใช้มือง้างปากมู่อวิ๋นจิ่นแล้วตบให้เลือดกบปากคนชั่วอย่างมู่อวิ๋นจิ่นไม่รู้ว่าไปร่ำเรียนฝีปากจากใครมาถึงได้ปากร้ายถึงเพียงนี้
…
รถม้าเดินทางมาจนถึงหน้าประตูวัดสุ่ยอวิ๋น
มู่อวิ๋นจิ่นเดินลงจากรถม้าก็เห็นจื่อเซียงมายืนรอรับแล้วเดินมากระซิบข้างหู “คุณหนูเมื่อครู่บ่าวได้ถามแม่นมชวีแล้ว วันนี้ฉินไท่เฟยเสด็จมาดูต้นไม้โบราณพันปีพอดีเห็นทีพวกเรามาถูกจังหวะเหลือเกินเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว วันนี้เจ้าคอยเดินตามหลังข้า และจงพูดให้น้อยเข้าล่ะ” มู่อวิ๋นจิ่นมองไปยังจื่อเซียง
จื่อเซียงพยักหน้ารับงกๆ อย่างว่าง่าย
แม่นมชวีเดินนำมู่อวิ๋นจิ่นไปทางศาลเจ้าทว่ายังไม่ทันได้ก้าวข้ามประตูใหญ่เข้าไปก็เห็นองครักษ์ในวังจำนวนมิน้อยยืนเรียงกัน
มู่อวิ๋นจิ่นยืนอยู่ด้านนอกศาลเจ้าส่งสายตาสอดส่องเข้าไปแทน และได้เห็นสตรีสองคนถือธูปไหว้พระอธิษฐานจิตอย่างแน่วแน่
ไม่นานนักสตรีสองคนนั้นเดินออกมาโดยมีนางกำนัลในวังหลวงเข้าไปประคอง
ฉินไท่เฟยเงยหน้าขึ้นมองปราดเดียวเมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นมายืนอยู่หน้าประตูก็ส่งรอยยิ้มจางๆ ให้ “จิ่นเอ๋อร์ ไม่พบหน้าหลายวัน ตอนนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมิน้อย”
“ขอบพระทัยไท่เฟยที่เอ่ยปากชมหม่อมฉัน” มู่อวิ๋นจิ่นรีบแสดงความเคารพทันที
ทางด้านเจิ้งไทเฮากลับส่งสายตาเหยียดหยันมาให้แทนซึ่งประจวบเหมาะกับแม่นมหยางที่ได้เดินนำมู่หลิงจูมาถึงหน้าศาลก่อนที่เจิ้งไทเฮาจะกวาดสายตามองมู่หลิงจูทั้งตัว
“จูเอ๋อร์วันนี้ใส่ชุดได้งดงามมิน้อยเชียว” เจิ้งไทเฮายิ้มจางๆ ให้มู่หลิงจู
เมื่อถูกเจิ้งไทเฮาออกปากชมมู่หลิงจูกลับหน้าแดงก่ำขึ้นมา รีบหันไปแสดงความเคารพทันที
ทางด้านแม่นมหยางที่เห็นก็รีบสำทับขึ้น “นั่นสิเพคะเมื่อครู่ที่บ่าวนำทางมาได้สังเกตเห็นชุดคุณหนูทำจากผ้าไหมชั้นดีราคาย่อมสูงลิบเชียวเพคะ”
พอเห็นเจิ้งไทเฮากับแม่นมหยางออกปากชมมู่หลิงจูกันคนละทีสองทีด้านฉินไท่เฟยก็พลันหัวเราะก่อนปรายตามองมู่อวิ๋นจิ่น
“จิ่นเอ๋อร์ ไม่เสียแรงที่เป็นสตรีงดงามอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรซีหยวนแต่งตัวเรียบง่ายแต่กลับทำให้บรรยากาศในวัดสุ่ยอวิ๋นดูมีสีสันขึ้นมาหากตั้งใจแต่งตัวเต็มที่ละก็ อายเจีย[1]ว่าคงเป็นภาพที่งดงามตราตรึงเป็นแน่แท้”
คำพูดฉินไท่เฟยทำให้มู่หลิงจูสะอึกไปได้แต่เม้มปากก้มหน้าอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
ฉินไท่เฟยผู้นี้ร้ายกาจมิน้อยชั่วพริบตาเดียวก็สวนกลับจนมู่หลิงจูไปต่อไม่ถูก
เมื่อก่อนนั้นมู่อวิ๋นจิ่นถูกกักบริเวณอยู่แต่ในจวนจนทุกคนต่างทราบกันดีว่านางเป็นคนขี้ขลาดตาขาวเกรงกลัวทุกอย่างไปเสียหมด ถึงแม้จะได้รับสมญานามว่าเป็นสตรีที่งดงามอันดับหนึ่งทว่านั่นเป็นเพียงชื่อเสียงที่เปล่าเปลือยเท่านั้น
มาตอนนี้มู่อวิ๋นจิ่นเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองจนดูน่ารักน่าเอ็นดูส่งผลให้มู่หลิงจูเกิดความริษยาในตัวพี่สาวคนนี้
ทางด้านเจิ้งไทเฮาก็พลอยชะงักกับคำพูดของฉินไท่เฟยจนมิรู้จะเอ่ยคำใดได้แต่ถลึงตาใส่มู่อวิ๋นจิ่น และเอ่ยเพียงว่า “ในสายตาคุณหนูสามจวนมู่คงมองข้ามอายเจียกระมังแม้เห็นอายเจียแล้วก็ยังไม่แสดงความเคารพเลย”
ทันทีที่เห็นเจิ้งไทเฮาหันมาเล่นงานมู่อวิ๋นจิ่นฉินไท่เฟยก็มิอาจยอมอ่อนข้อให้ นางเลือกที่จะหันไปพูดกับมู่หลิงจูว่า “คุณหนูสี่สกุลมู่เป็นสตรีที่มีความสามารถอันดับหนึ่งมิใช่หรือไฉนเลยไม่รู้จักการทำความเคารพด้วยเล่า?”
ชั่วพริบตาเดียวในใจของมู่อวิ๋นจิ่นกับมู่หลิงจูต่างเห็นด้วยไปในทางเดียวกันว่า…สตรีสูงวัยทั้งสองที่อยู่ตรงหน้านี้ ใช้พวกนางสองคนเป็นเครื่องมือในการลับฝีปากกัน
…
ไม่นานนักบรรยากาศแห่งความสุขหน้าศาลเจ้าได้มลายหายไป
ฉินไท่เฟยเดินมาพามู่อวิ๋นจิ่นเดินออกไปข้างนอกเส้นทางนั้นมู่อวิ๋นจิ่นจำได้ว่าเป็นทางที่ฉินไท่เฟยจะเดินไปหาพระรูปหนึ่งเพื่อเอาแผ่นป้ายที่ต้นไม้โบราณพันปี
คิดๆดูแล้วมู่อวิ๋นจิ่นก็อดตื่นเต้นเสียมิได้
เมื่อก้าวเดินไปได้ไม่กี่ก้าวมู่อวิ๋นจิ่นก็นึกถึงฉู่ชิงหยวนที่เล่าเรื่องท่านแม่หรงเฟยของฉู่ลี่ที่โดนกักบริเวณไว้ในที่แห่งนี้แต่ไม่รู้ว่านางถูกกักบริเวณอยู่ที่ใด
การที่ท่านแม่ถูกกักบริเวณชั่วชีวิตนั้นไม่รู้ว่าฉู่ลี่คิดอย่างไรกับเรื่องนี้
นางอดแปลกใจมิได้ว่าเหตุใดจู่ๆ ถึงนึกถึงฉู่ลี่ขึ้นมา แต่เมื่อครุ่นคิดดูมู่อวิ๋นจิ่นกับฉินไท่เฟยก็เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่งแล้วซึ่งมีพระรูปก่อนที่เข้ามาขวางนางได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
“คารวะฉินไท่เฟย” พระรูปนั้นแสดงการทักทาย
ฉินไท่เฟยลอบอมยิ้มพยักหน้ารับก่อนเดินเข้าไปในห้องนั้น “อายเจียอยากพบท่านอาจารย์ไฮว๋หยวน”
“ท่านอาจารย์อยู่ด้านในรอฉินไท่เฟยนานแล้ว ไท่เฟยเชิญด้านในได้เลย”
สิ้นเสียงเชิญแล้วฉินไท่เฟยก็เดินเข้าไปในห้องอย่างไม่รีรอ
มู่อวิ๋นจิ่นย้อนนึกถึงเรื่องครั้งก่อนที่ถูกปฏิเสธมิให้เข้าไปด้านในพลันเบ้ปากด้วยความไม่ยอมใจ
พอเดินเข้าไปได้ไม่กี่ก้าวฉินไท่เฟยได้หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องเล็ก ๆที่อยู่ด้านในก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนอยู่ด้านในหรือไม่?”
“อยู่แน่นอน” เสียงด้านในตอบกลับอย่างชัดเจน
ทันใดนั้นประตูห้องก็ได้เปิดออกเองในทันทีมู่อวิ๋นจิ่นสอดสายตาเข้าไปด้านในห้องเล็กๆ เห็นพระรูปหนึ่งดูมีอายุสวมจีวรเหลืองอร่าม ไว้หนวดยาวขาวกำลังคุกเข่าลงเบื้องหน้าโต๊ะที่มีหมากกระดานเล่นค้างไว้ กับชาร้อน ๆ สามถ้วย
“จิ่นเอ๋อร์กับอายเจียเข้าไปด้านในเพียงสองคนพอ คนที่เหลือรออยู่ด้านนอก”เสียงสั่งการของฉินไท่เฟยสิ้นสุดลงก็เหลือบมองไปทางมู่อวิ๋นจิ่นให้ตามเข้าไป
“อมิตาพุทธ วันนี้มีแขกสำคัญมาอาตมายังคงจิตใจจดจ่อกับการแก้หมากกระดานนี้จนลืมเวลาออกไปต้อนรับต้องขออภัยฉินไท่เฟยอย่างสูง”
ฉินไท่เฟยเหย่อนตัวลงไปนั่งคุกเข่าลงหน้าโต๊ะหมากกระดานตรงข้ามท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนสายตากวาดมองหมากกระดานที่ค้างไว้ “ท่านกับเราเป็นสหายกันมานานหลายปีมิจำเป็นต้องเอ่ยอ้อมค้อมเช่นนี้ก็ได้”
ท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนพยักหน้ารับจากนั้นกวาดสายตามองไปยังมู่อวิ๋นจิ่นด้วยมีความนัยแอบแฝง “ท่านนี้คงเป็นคุณหนูสามสกุลมู่ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วท่านอาจารย์” ถึงแม้มิรู้ว่าท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนทราบชื่อนางได้อย่างไรทว่ามู่อวิ๋นจิ่นกลับตอบรับอย่างว่าง่าย
“อาตมาคิดหาทางแก้หมากกระดานนี้มาแล้วสามวันมิทราบว่าคุณหนูสามสกุลมู่สามารถช่วยอาตมาแก้ได้หรือไม่?” ท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
มู่อวิ๋นจิ่นแอบชะงักงันไปชั่วขณะก่อนจะส่ายหน้าไปมาเมื่อมองไปที่หมากกระดานนี้ “อวิ๋นจิ่นไม่เก่งการเล่นหมากกระดานเอาเสียเลย”
“เช่นนี้อาตมาก็ขอไม่บังคับให้ลำบากใจก็แล้วกัน” ท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนกล่าวจบก็ใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้คีบหมากสีขาวขึ้นมาเม็ดหนึ่งและกวาดสายตาลงบนกระดาน
ฉินไท่เฟยยกชาขึ้นมาจิบพร้อมกับหัวเราะชอบใจ “ไฮว๋หยวน อายเจียมาวันนี้มิได้มาดูท่านเล่นหมากกระดานช่วงนี้อายเจียมีเรื่องหงุดหงิดใจ อยากไปขอพรที่ต้นไม้โบราณ”
“ได้สิ อาตมานั่งคิดถึงหมากกระดานมานานจนรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทีเอาเป็นว่าพวกเราไปด้วยกันเลยแล้วกัน”
ทั้งสามคนพากันเดินออกมาแล้วหยุดยืนตรงด้านหน้าลานที่มีต้นไม้โบราณพันปีตั้งอยู่ก่อนจะบังเอิญพบเข้ากับเจิ้งไทเฮาและมู่หลิงจูพอดี
เจิ้งไทเฮาเห็นพวกนางเดินเข้าไปในลานก็พลอยเดินตามเข้าไปด้วย
…
มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปในลานพร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัวความรู้สึกเช่นนี้นางไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่ากลับคุ้นเคยอย่างบอกมิถูกราวกับว่านางเคยมาที่แห่งนี้มาแล้วก็มิปาน
มู่อวิ๋นจิ่นเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหาต้นไม้โบราณพันปีโดยไม่รู้ตัว
เมื่อนางไปยืนใต้ต้นไม้โบราณที่มีใบเขียวขจีปกคลุมไปทั่วก็พบว่ามีเชือกแดงเขียนคำอธิษฐานผูกอยู่เต็มต้นทันใดนั้นน้ำตาของนางก็พลันเอ่อคลอจนมองภาพเบื้องหน้าเลือนราง
ทางด้านท่านอาจารย์ไฮว๋หยวนเห็นภาพทุกอย่างชัดเจนทว่ารีบเบนสายตามองไปอีกทาง
น้ำตาเอ่อล้นหยดไหลลงบนพื้นหยดหนึ่งพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวราวกับมีดกระหน่ำแทงจนพรุนจนนางต้องยกมือขึ้นทาบอก
จากนั้นไม่นานนักมู่อวิ๋นจิ่นก็ตั้งสติกลับมาได้ด้วยไม่รู้ว่าเมื่อครู่เหตุใดนางถึงรู้สึกเสียใจหนักหนาถึงเพียงนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็ยังควบคุมร่างกายและความรู้สึกของตนเองมิได้
มู่อวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นปาดน้ำตาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติ ก่อนมองไปยังต้นไม้โบราณด้วยความรู้สึกสงบลง
“จิ่นเอ๋อร์ ต้นไม้โบราณนี้มีอีกชื่อว่า ‘ต้นไม้อธิษฐาน’เจ้าสามารถมาตั้งจิตอธิษฐานได้” ฉินไท่เฟยอธิษฐานความปรารถนาเรียบร้อยแล้วก็สั่งให้องครักษ์นำเชือกแดงไปแขวนไว้บนต้นไม้ แล้วหันมาพูดกับมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับทราบแล้วเดินไปข้างโต๊ะหินพลางหยิบเชือกแดงและพู่กันขึ้นมาระหว่างที่จะเขียนคำอธิษฐาน กลับควบคุมมือมิอยู่นางเขียนตัวอักษรสี่ตัวออกมาได้คำว่า “ข้ากลับมาแล้ว”
หลังจากเขียนจบลงมู่อวิ๋นจิ่นเกิดตกใจถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจ้องมองเส้นเขียนตัวอักษรอย่างพินิจ
ตั้งแต่เล็กนางไม่เคยเขียนพู่กันจีนมาก่อนเหตุใดถึงเขียนอักษรจีนได้ชัดเจนและสวยงามโดยมิต้องคิดมาก่อนเลย
มู่อวิ๋นจิ่นคิดแล้วก็รู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนึกว่าเมื่อครู่ผีเข้าร่างนางแล้ว
คิดมาถึงตรงนี้มู่อวิ๋นจิ่นรีบเก็บเชือกแดงที่เขียนเมื่อครู่ยัดใส่แขนเสื้อนึกเสียว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ทางด้านมู่หลิงจูหลังจากเดินเข้ามาที่ลาน สายตาจับจดไปที่อวิ๋นจิ่นตลอดฉะนั้นการที่นางเขียนอักษรจีนทั้งสี่ตัว มู่หลิงจูเห็นชัดเจนเต็มสองตา
อดคิดเสียมิได้ว่าตั้งแต่ที่มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าลานมานางยกมือทาบอกก่อนใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาและสุดท้ายก็หยิบพู่กันขึ้นมาบรรจงเขียนตัวอักษรจีน
หรือว่า…
ภายในใจของมู่อวิ๋นจิ่นจะมีบุรุษอื่นซ่อนเก็บไว้???
—-----------------
[1] อายเจีย คือสรรพนามที่ไทเฮาหรือไท่เฟยใช้เรียกแทนตนเอง