เมื่อออกมาจากลานรวมพลอินทราก็กล่าวขึ้น “พวกเราไปเยี่ยมดูอาการพี่ไคน่าน พี่ไวเริน กับเ้าหก กันเถอะ”
ระหว่างทางมายังเรือนพักของหน่วยปกป้องที่14 พวกเขาทั้งสามก็พบสายตาท่าทางที่คุ้นเคยอีกหลายครั้ง
จนมาถึงเรือนหน่วยปกป้อง 14 อันเป็เรือนไม้ที่คุ้นเคยมา4 ปี นับจากอินทราเข้ามาอยู่ในตระกูลตงฟางตอนอายุ 12 พร้อมผู้ติดตามชายอีก 10 คนเริ่มแรกพวกเขาได้เข้าไปพำนักที่เรือนผู้รับใช้ทั่วไปในส่วนรอบนอก7เนินเขานี้ แม้ว่าอินทราจะบรรลุวิถีนักสู้ขั้น1 ได้เมื่ออายุ11ขวบ แต่การบรรลุนั้น ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนที่เป็มาตรฐาน เพียงแค่ฝึกฝนเล็กน้อยสไตล์คุณชายขี้คร้านเป็่ๆ ไปเท่านั้น ที่บรรลุขั้น1ได้ก็เพราะโอสถและอาหารปราณ และครูฝึกพิเศษที่ช่วยสร้างระบบปราณในร่างกายให้ ซึ่งทั้งหมดคือการทุ่มเทของท่านพ่อท่านแม่นั้นเอง..เมื่อเขาคิดย้อนอีกครั้ง ด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนมานี้ไอ้เวรนี่อาจจะบรรลุถึงนักสู้ขั้น2 ระดับกลางเมื่อตอน10ขวบ แม้จะเป็คนไม่มีพร์นักแต่ก็... นั่นแหล่ะ อายุ11เพิ่งจะบรรลุนักสู้ผู้ใช้ปราณขั้น 1 ระดับต่ำสุด
นึกถึงพ่อกับแม่จะยังอยู่สบายดีหรือไม่นะ?ตอนที่พวกท่านตัดสินใจจะมอบคุณชายอินทราให้ท่านลุงตงฟางเปาซง ผู้นำตระกูลตงฟางคนปัจจุบัน พ่อแม่ก็บอกกับผมอ้อมๆถึงการตัดสินใจครั้งนี้ ว่าเพื่อเป็การป้องกันศัตรูมาตามทำร้ายผมพวกท่านจึงต้องฝากผมไว้กับตระกูลตงฟางในฐานะผู้รับใช้ เชื่อว่าเป็การตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้ว แต่ท่านลุงตงฟางจะประกาศว่าผมเป็ญาติห่างๆ (ห่างมากๆห่างสุดๆ) เนื่องจากตระกูลสีไลเกิดปัญหาใหญ่ จึงฝากฝังอินทราไว้ที่นี่ และเอ่ยชื่นชมพ่อแม่ผมต่อหน้าผู้อื่นหลายครั้ง เพื่อการช่วยดูแลอีกทางนึง โดยผมไม่จำเป็ต้องเปลี่ยนชื่อและสกุลพวกท่านพ่อท่านแม่บอกจะเปลี่ยนของท่านเอง อันที่จริงพวกท่านก็ใช้ชื่อประมาณ4ชื่อ-สกุล ในการทำธุรกิจระหว่างแคว้น แสดงว่าสกุลสีไล ก็น่าจะเป็นามสกุลที่ตั้งขึ้นเพื่อปกปิดตัวตนของผม.. โดยพ่อแม่ผมได้ฝากเงินและทรัพย์สินจำนวนมากไว้กับผู้นำตระกูลตงฟางผมก็ไม่รู้ว่าจำนวนเท่าใด แต่คาดว่าน่าจะหลายล้านเจนี .. ข้อสังเกตอีกประการนึง ท่าทางพ่อแม่ผมตลอดที่อยู่ด้วยกัน11ปีผมคาดว่าพ่อของผมจะเป็.ขันที. และแม่เป็.นางกำนัล. หมายความว่าผมอาจเป็เชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรหนึ่ง.. แน่นอนว่านี่เป็เพียงการคาดเดา ซึ่งทั้งหมดนี่ไอ้อินทราคนเดิมก็ไม่ได้รู้เื่ห่าน หรือสนใจข้อมูลอะไรเหล่านี้แต่อย่างใด
นับจากปีแรกที่เข้าสู่ตระกูลตงฟาง ในเรือนคนรับใช้ไอ้อินทราก็ก่อเื่วุ่นวาย ถือว่าตนเป็คุณชาย ไม่ยอมทำงาน ไม่ยอมฝึกตนจนมีบางคนรู้สึกว่า ไอ้เด็กนี่ใช่ไม่อยากมีชีวิตอยู่หรือไม่?ก็เดือดร้อนผู้ติดตามทั้ง10ต้องคอยตามเช็ดตามล้าง ทำงานแทนถูกไอ้คุณชายจิกกัด ทำร้ายร่างกายและจิตใจบ้าง ..ต้องคอยขออภัยโทษจากเพื่อนคนรับใช้ และฝ่ายดูแลตระกูล .. อืม ทบทวนดูแล้วในปีแรกๆถึงปัจจุบัน ก็มีหลายคนอยากฆ่าไอ้เด็กเวระตะไลนี้อยู่นะ
จนปีที่2 ในวัย13ขวบ ไอ้นี่ก็ถูกตะหร่อมกล่อมเกลาจากผู้นำตระกูล ใช้ไม้แข็ง(เล็กน้อย)และไม้อ่อน (ส่วนมาก) ให้ไอ้นี่ยอมฝึกตน เล่าเรียนบัณฑิต เข้าสู่วิถียุทธ์และวิธีเกษตรกรปราณ เรียกได้ว่า ผู้นำตระกูลต้องเสียเวลาอันมีค่าพอสมควรเพื่อมาชักจูงซูปเปอร์ควายเรียกพ่อตัวนี้!เข้าสู่วิถีการเรียนรู้เป็ผู้เป็คนกับเขาบ้าง .. และปู่ไทรบนดอนสมุนไพรตะวันออก ก็เป็ส่วนหนึ่งที่ช่วยไอ้เด็กตับเดี่ยวนี้ ปรับปรุงตัวและจิตใจขึ้น
เมื่อเข้าปีที่3 ในวัย14ปี ผมได้บรรลุนักสู้ขั้น1 ระดับ5 ซึ่งเป็จุดเริ่มต้นของ “ระดับกลาง” (ระดับต้นคือ 1-4 ; ระดับกลาง คือ 5-8 ; ระดับสูงคือ 9-12) ผมก็ถูกย้ายมาเรือนผู้ปกป้องหน่วยที่ 14 พร้อมทั้งผู้ติดตามทั้ง10คนและผู้ถูกคัดเลือกใหม่อีก10คน ซึ่งผมคิดว่านี่น่าจะมาจากทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่พ่อแม่ผมฝากไว้ให้เพราะประวัติตระกูลตงฝางจากมีผู้ปกป้องจำนวน 10 หน่วยหน่วยละประมาณ20คน มาเป็เวลาเกือบ100ปี จู่ๆปีที่ผมเข้าตระกูลก็ได้กำหนดสร้างผู้ปกป้องหน่วยที่ 11 ขึ้นมาและค่อยๆเพิ่มขึ้นปีละ1-2หน่วย จะเป็ 15 หน่วยในปัจจุบัน
คิดไปพลาง ก็เดินเข้ามาในเรือนแล้ว ในเรือนจะมีห้องนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ห้องประชุมเล็ก 2 ห้อง ห้องเก็บอุปกรณ์1ห้อง และด้านหลังถัดโรงเรือนไป มีห้องอาบน้ำ.ห้องส้วมแบบห้องเล็กๆอย่างละ4ห้อง
เมื่อเข้ามาก็พบชาย2คนนั่งสนทนากันอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง เตียงนอนนี้เป็เตียงนอนแบบ2ชั้น ขนาดที่นอน5ฟุต คล้ายโรงนอนของทหารหรือโรงเรียนประจำที่ผมเคยเห็น เตียงนอนแบ่งเป็ด้านซ้าย ขวา ด้านละ6เตียง รวม12เตียง สำหรับคน24คนด้านข้างของทุกเตียงจะมีตู้ขนาดใหญ่2ชั้นสำหรับใส่สิ่งของของแต่ละคน .. เมื่อชาย2คนเห็นพวกอินทราเดินเข้ามา พวกเขาก็ลุกขึ้นโค้งตัวเล็กน้อย เอ่ยเสียงดัง “คำนับคุณชาย!”
อินทรามองคนทั้งสอง พวกเขามารูปร่างหน้าตามาตรฐานคนที่สูงกว่าหน้าตาดีกว่าอีกคน คือ พี่ไวเริน และอีกคนคือ เ้าหก ..อินทราเห็นอาการาเ็ทั้งสองมีเพียงเล็กน้อย สีหน้าแววตาท่าทางกลับกลอก แสดงความไม่ซื่อสัตย์ และมีความในใจเชิงมุ่งร้ายต่อตัวอินทรา ก็เกิดการคำนวณจาก่เวลา6ปีที่ผ่านมารวมทั้งคืนเืสาด และการที่ทั้งสองไม่ไปลานรวมพลตามสัญญาณเรียกตัว ..ก็พอสรุปได้ว่า2คนนี้มีแนวโน้มเป็พวกสาวเลว ขยะสังคมพอสมควรทีเดียว
อินทรา “พวกท่านทั้ง2นั่งลงเถอะอาการาเ็ตอนนี้เป็เช่นไรบ้าง?”
พวกเขาทั้ง2กำลังนั่งลง อินทราก็ได้ข้อสรุปชัด .. ตัวข้า ซุนกวน ซุนจียังยืนหัวโด่อยู่นี่ เอ็งไม่มีมารยาทพูดคุยปราศรัยสักเล็กน้อย ก็ทิ่มตูดลงนั่งเลย! .. แสดงว่าซึมซับความเป็ขยะของตัวข้าคนเก่าไปมากซินะ หรืออาจจะรู้ว่าข้าอาจตายวันนี้กัน?
หลังจากนั่งลงแล้ว ไวเรินก็เอ่ยปากด้วยท่าทางอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง มีการบอบช้ำภายในพอสมควร (ทั้งหมดเป็การเสแสร้ง) “เรียนคุณชายพวกข้าทั้งสองยังคงาเ็ค่อยข้างสาหัสอยู่ คงต้องให้เวลาพักรักษาตัวอีกนานจึงจะหายดีขอรับ”
แหม.. ช่างกล้าพูดนะสีหน้าท่าทางผิวพรรณพวกเอ็งทั้งสองตอนนี้ อาการาเ็น่าจะพอๆกับซุนกวนซุนจีรึอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ!ข้ายังจำได้ว่าคืนนั้นระหว่างที่ต่อสู้อยู่ เอ็ง2คนยืนอยู่ไกลที่สุด แล้วมีท่าจะถอยหนีด้วยซ้ำ..
อินทรา “แล้วพี่ไคน่านล่ะ?”
ไวเริน “เรียนคุณชาย เขาออกไปเดินเล่นคาดว่าไม่นานคงกลับมา”
หืม.. ออกไปเดินเล่น?อินทราไม่ได้คาดหวังอะไรจากคำตอบไร้สาระนี้ คืนนั้นก่อนเขาหมดสติเขามองเห็นไคน่านได้รับาเ็จากการต่อสู้แล้ว ขณะที่ไอ้แกล้งป่วย2คนนี้ ยังยืนดูอยู่ห่างๆ ด้วยสุขภาพที่บริบูรณ์ดีและไม่ได้เข้ามาช่วยใคร..
อินทรา “เช่นนั้น พวกเ้าก็พักผ่อนเถอะ”แล้วเดินไปยังตู้เก็บของของตน
อินทราค้นหาของในตู้อยู่ครู่นึง ซึ่งเป็ตู้ขนาดใหญ่พิเศษอยู่มุมนึงของห้อง ขนาดใหญ่พอๆกับตู้เก็บของหลายๆคนรวมกัน นี้เป็อีก1อภิสิทธิ์ที่คุณชายขยะนี้ได้รับจากตระกูลแล้วก็ถือขลุ่ยไม้เลาหนึ่งออกมาจากตู้
อินทรา“พี่ซุนกวนพี่ซุนจี พวกเราไปคารวะพี่น้องเราที่สุสานกันเถอะ”
ขณะเดินออกจากเรือนหน่วยที่14 อินทราก็เห็นไคน่านมีผ้าพันแผลหลายแห่งเดินกระเผลกเข้ามา ผ้าพันแผลที่ศีรษะ รอยาแที่บาดหน้า3วันก่อน มีผ้าพันแขนทั้ง2 ลำตัว และขาขวามีการพันแขนเข้าเฝือก แสดงว่ามีอาการกระดูกแขนซ้ายหัก
ไคน่านกระเผลกเข้ามาเร็วขึ้นเอ่ยเสียงแหบทุ้ม ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า แต่มีแววตาแสดงความยินดี และตื่นเต้น “คุณชายพี่ซุนกวน พี่ซุนจี”
อินทรารีบพุ่งเข้าไปหาไคน่านพลางประครองตัวเขาไว้เบาๆ “พี่ไคน่าน พี่ยังาเ็หนัก จะออกมาเดินอยู่ทำไม?”
ไคน่านชะงักไป นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วค่อยพูดในลักษณะที่สติเบลอๆเล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าไปลานรวมพล ตามสัญญาณเรียกตัวหน่วย 14 ของเราแล้วได้ทราบว่าการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว ท่านผู้นำตระกูลจะนัดพบกับคุณชายอีกครั้งข้าก็เลยกลับมาที่เรือนขอรับ”
อินทราใช้หลังมือแตะที่แก้มและหน้าผากของไคน่าน “พี่ไคน่าน พี่มีไข้อยู่ เข้าเรือนไปพักผ่อนเถอะแล้วนี่ทานยาหรือยัง?”
ไคน่านยิ้มแห้งๆ “ขอรับแล้วนี่ท่านทั้ง3จะไปที่ใดกัน?”
คราวนี้ซุนกวนเป็คนพูด“พวกเรากำลังจะไปคารวะพี่น้องเราที่สุสาน”
ไคน่านนิ่งไป่ครู่ ก็ที่สีหน้าจะมีการแสดงออกหลากหลายอย่างเบาบางเศร้าใจ ภูมิใจ หนักใจ .. “ดีเลยขอรับ ข้าเองก็ยังไม่ได้ไปคา.วะ.ระพวกเขาเช่นนั้นเราก็จะไปด้วยพร้อมกันเลยเถอะ” (คาวะระ ไคน่านพูดผิดจากคารวะคงเพราะอาการาเ็)
อินทรา “พี่ไคน่านพี่ควรเข้าเรือนไปพักผ่อนดีกว่านะ”
ไคน่านมองอินทรา “ไม่ขอรับคุณชายข้าขอไปกับพวกท่านด้วย!”
อินทรามองไคน่าน จากความทรงจำไคน่านเป็คนที่พูดคำว่า “ไม่ขอรับ!” กับตัวอินทราบ่อยที่สุดคนๆนี้เป็พี่ชายที่ดีเหมือนซุนกวนซุนจี แต่เขาก็คอยขัดใจอินทราคนเก่ามากที่สุดจนคล้ายกับคำว่า “ไม่ขอรับ!” เป็คำพูดติดปากเข้าไปแล้วฉะนั้น แน่นอนว่า ไคน่านคือคนที่ไอ้เลวอินทราเคยคิดอยากฆ่าเป็อันแรกแรกในกลุ่มผู้ติดตาม10คนนี้
หลังจากมองกัน2ลมหายใจอินทราก็หมุนตัว เตรียมช้อนตัวไคน่านให้ขึ้นขี่หลัง แล้วหยุดชะงักทันที “พี่ไคน่านข้าจะพยุงท่านขี่หลังข้าไป ถ้ามือข้าถูกส่วนที่ท่านเจ็บ ท่านก็บอกข้าด้วยนะ”
ไคน่านตกตะลึง “ไม่ขอรับคุณชายข้าจะขี่หลังท่านไปได้อย่างไร!”
อินทรา “พี่ไคน่านหยุดพูดไร้สาระได้แล้ว ถ้าท่านไม่ให้ข้าจะพยุงท่านไป กว่าท่านจะเดินไปถึง พวกเรา3คนก็คงกลับมากันแล้ว และท่านอาจาเ็ยิ่งขึ้นจากการเดินทางไปสุสาน อาจจะล้มกลางทางก็ได้ หากท่านยังดื้อดึงอีก ข้าจะอุ้มท่านเข้าเรือนนอนจับมัดไว้กับเตียงให้พักผ่อนอย่างเต็มที่”
อินทราเว้นการพูด1ลมหายใจขณะไคน่านยังมึนงง “พี่ไคน่าน ข้าค่อยๆยกตัวท่านแล้วนะ หากเจ็บก็บอกข้า”แล้วก็ค่อยๆ ยกตัวไคน่านขึ้นหลัง .. ไม่ต้องรอให้ไคน่านกล่าวคำใดๆเมื่ออินทรารับรู้ปฏิกิริยาว่าไคน่านมีอาการเจ็บ ณ จุดใด ก็จะตอบสนองเลื่อนมือขยับร่างกาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงประมาณ 7 ครั้งภายใน3วินาที จนได้ท่าขี่หลังแปลกๆ ข้อมือซ้ายอินทราช้อนรับต้นขาไค่น่านเกือบถึงข้อพับเข่าซ้าย และข้อมูลขวาอินอินทราช้อนรับต้นขาเกือบถึงแก้มก้นด้วยขวาของไค่น่าน
ระหว่างที่ซุนกวน ซุนจี ไคน่านยังคงอึ้ง มีปฏิกริยาตอบสนองไม่ทัน อินทราก็เริ่มเดินไปทางสุสาน2ก้าวแล้วและหันกลับมา “ พี่ซุนกวน พี่ซุนจี ไปกันเถอะ ” แล้วเดินต่อไป
จนประมาณก้าวที่ 10 ซุนกวนซุนจีก็ค้นหาปากของตัวเองจนเจอ รีบวิ่งเข้าหา บอกความประสงค์ว่าตนจะแบกไคน่านไปเองคุณชายจะทำเช่นนี้ไม่สมควร!
อินทรา“พี่ทั้งสองก็เลิกไร้สาระได้แล้ว ท่านทั้งสองยังาเ็ ข้าเดินเร็วกว่าพวกพี่วิ่งเสียอีกอย่าพูดมากความกันนักเลย”
หลังจากเดินทางกันไปสักระยะอินทราก็รู้สึกถึงความกระอักกระอ่วนของคนทั้ง3มากขึ้น อินทราจึงเอ่ยปากชวนทั้ง3พูดคุยแบบสั้นๆ เป็ระยะๆ ด้วยประสบการณ์โชกโชน ของการรับมือกับลูกทั้ง 5คน หลานทั้ง 11 คน เหลนทั้ง 19 คน และผู้คนอีกมากมายนับไม่ถ้วนอินทรามีกลยุทธ์และวิธีการรับมือการเจรจาอีกหลากหลาย ไม่ช้าก็การพูดจาก็ค่อยๆออกฤทธิ์ ปานเป่ามนต์ เสกของขลังก่ำกึ่งการล้างสมอง .. จนทั้ง3เผลอไผล่ลืมสติชั่วครู่ คล้ายลืมเลขที่บ้าน คลับคล้ายว่าที่คุณชายมีเหตุผลเหมาะสมถูกต้อง ถึงจากรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่เห็นมีส่วนผิดพลาด ณ ที่ใด ..จนกระทั่งจนถึงพื้นที่สุสานแล้ว จึงหยุดใช้วิชาสาลิกาลิ้นทอง ผสมมนต์เสน่ห์น้อยๆ.. กลับมาใช้คำพูดปลุกสติ ให้ทั้ง3คนเตรียมการคารวะพี่น้องผู้วายชนม์กัน
นี่อาจเป็่เวลาสุดท้ายก่อนจบชีวิต ก็ขออยู่กับพี่ๆ รึทำอะไรดีๆไว้ก่อนล่ะ ^_^
แนะนำฟังเพลงบรรเลงขลุ่ยเพราะๆ youtube พิมพ์ "Flute Cover Jae Meng" นะ ^_^
ท่านใดกดเข้าชม กรุณากดไลค์ กดแชร์ ส่งเสริม youtube ของคุณแจเมง ด้วยนะ ^_^
ไหนๆก็อ่านมาถึงนี้แล้วอย่างน้อยก็อุดหนุนผู้อย่างน้อยสัก 9 บาท นะครับ (ตอน7,9,11)
(รวม9,110ตัวอักษร) ^_^
บทที่7 16,640ตัวอักษร