มิเนอร์วาคาดเดาไปมากมาย เริ่มค้นหาอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากวนหาอยู่หลายรอบ แต่ไม่พบเจอกับสิ่งใด จึงเริ่มท้อแท้ใจด้วยความเหนื่อยล้า และเริ่มเกิดความกระหาย จึงเดินไปตักน้ำในบ่อขึ้นมาเทลงคอ น้ำเย็นชุ่มปลอบจิตใจที่ว้าวุ่นให้ผ่อนคลาย เรื่องราวทั้งหลายถูกยกออกจนหายไป ทั่วร่างกายรู้สึกสุขสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาระความเครียด และจิตที่ฟุ้งซ่าน ได้มลายหายไปในทันที เมื่อจิตสงบทุกความคิดย่อมบังเกิดอย่างมีลำดับ
"ทั่วทั้งถ้ำแห่งนี้ล้วนหาจนหมดแล้ว… มีเพียงภายในบ่อแห่งนี้สินะที่ยังไม่เคยลงไปดู"
จากที่สายตาของมิเนอร์วามองเห็น บ่อน้ำนี้ไม่ได้ลึกมากนัก น้ำที่ใสจนเห็นก้นบ่อด้านล่างก็เดาได้เลยว่าไม่น่าจะลึกเกินครึ่งเมตร มีเพียงบริเวณใต้ใบบัวเท่านั้นที่ยังไม่เคยมองลงไป ไม่รอช้ามิเนอร์วาก็จุ่มหัวลงไปในทันที เมื่อลืมตาขึ้นสำรวจ จึงได้เห็นเบาะผ้ารองนั่งใบหนึ่งปรากฏอยู่ตรงกลางบ่อ ที่ด้านข้างเบาะผ้ามองเห็นรากบัวที่แทงทะลุขึ้นมาจากพื้นศิลา ก่อนที่จะแตกหน่อเป็นบัว 9 ดอก
บังเกิดเป็นเสียงกังวานดังกระหึ่ม ที่พูดภาษาแปลกประหลาด มิเนอร์วาเองก็ฟังออกแค่เพียงบางคำ ยากที่จะจับใจความ เสียงที่พูดขึ้นเป็นท่วงทำนอง ถึงจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็สัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ มิเนอร์วาดึงหัวตัวเองขึ้นมาจากการสำรวจใต้บ่อน้ำ พลางพินิจพิเคราะห์คิดหาเหตุผล
"เสียงนั่นมาจากบัวกอนี้ หรือมาจากเบาะรองนั่งใบนั้นกันแน่? ช่างเถิด… ไม่คิดให้ปวดหัวแล้ว ลองนั่งดูเดี๋ยวก็คงจะรู้เอง"
ไม่คิดมากให้เสียเวลา ชายหนุ่มเปลื้องผ้าเก็บของทุกสิ่งเข้าสู่หนังสือแห่งเพลิออน และจุ่มตัวลงไปในบ่อน้ำ รับสัมผัสเย็นสดชื่นให้ไหลซึมเข้าสู่ผิวหนัง รู้ตัวอีกทีก็เดินมานั่งอยู่บนเบาะผ้าใบนั้นแล้ว น้ำในบ่อนั้นทำให้ร่างกายผ่อนคลาย รู้สึกเบาสบายดังเช่นการนอนบนปุยเมฆ เพียงเวลาไม่นานดวงตาของชายหนุ่มก็ปิดลง ห้วงดวงจิตและวิญญาณก็เข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง ดูไปแล้วช่างคล้ายกับการจำศีล ดอกบัวทั้ง 9 สั่นระริกอย่างยินดี ภายในห้วงสมองที่เคยมีภาพหลายอย่างปรากฏอย่างวุ่นวาย ตอนนี้กลับเหลือเพียงความมืดมิดสีดำผืนหนึ่งปรากฏขึ้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ภายในความมืดนั้น ค่อยๆ ปรากฏแสงจุดเล็กโผล่ขึ้นมา ก่อนที่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้นตามเวลาที่เดินผ่านไป รู้ตัวอีกทีก็มองเห็นว่าเบื้องหน้า มีนักบวชท่านหนึ่งในชุดผ้าคลุมสีเหลืองอ่อน กำลังเดินนำอยู่ด้านหน้า โดยมีตนเองเดินตามหลัง ราวกับเป็นสาวกคอยรับใช้ โลกใบนี้มิเนอร์วานั้นเคยเห็นมาแล้วหนหนึ่ง ทะเลเพลิงกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ เหล่าภูตผีวิญญาณร้ายต้องทนรับของมีคม เมื่อตกตายกลับต้องฟื้นมารับทัณฑ์
"ทัณฑ์ทรมานนี้เรียกว่า สัญชีพมหานรก เป็นนรกขุมที่ 1 ผู้ใดเบียดเบียนผู้อื่น เข่นฆ่าโดยไม่เป็นธรรม ตั้งใจสังหารเพื่อหวังผล ย่อมรับทัณฑ์อยู่ชั้นนี้"
นักบวชเบื้องหน้าเอ่ยขึ้นสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังสอนสั่ง รัศมีแห่งแสงแพร่กระจายออกจากกายธรรมของท่าน ปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหนของนรกชั้นนี้ โอบอุ้มทุกดวงวิญญาณ ที่ทนทุกข์ทรมานให้คลายความเจ็บปวด แต่ราวกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติของที่นี่ถูกกำหนด ให้ทุกชีวิตต้องทนรับของมีคมปักแทงร่างกาย อยู่เป็นนิตย์ ปรากฏมีด ดาบ เหล็กแหลม และง้าวทวนขึ้นเต็มฟากฟ้า
จากนั้นก็พุ่งลงมาหาทุกชีวิตอย่างรุนแรง มิเนอร์วาเองตัวสั่นสะท้านควบคุมตัวเองไม่ได้ ไร้ซึ่งการป้องกันตัว แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลก แม้ร่างกายจะหวาดกลัวโดยธรรมชาติ แต่ภายในห้วงวิญญาณกลับรู้สึกปลอดภัยเป็นที่สุด จึงตัดสินใจคุกเข่าถาม ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ไม่สนใจอันตรายที่กำลังพุ่งเข้ามา และนี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มเห็นนักบวชท่านนี้อมยิ้มน้อยๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา
"เช่นนั้นหากข้าตกอยู่ในอันตรายดังเช่นในตอนนี้เล่าขอรับ? หากมีศัตรูต้องการฆ่าข้า… แต่ข้าไม่อาจสามารถฆ่าศัตรูได้ เป็นเช่นนั้นหรือขอรับ?"
นักบวชผ้าคลุมเหลืองเบื้องหน้า ท่านยกมือขึ้นพนมเป็นรูปดอกบัว ไม่ตอบคำถาม หันหน้ามาจ้องมิเนอร์วาเป็นครั้งแรก ก่อนที่รอบกายของคนทั้งสอง จะปรากฏบงกชสีขาวใสแพรวพราว ที่ส่องประกายระยิบระยับขยายขนาดขึ้น ปกคลุมทั่วทั้งนรกชั้นนี้
"เพชรยิ่งใหญ่ ไพรี ไม่มีกล้ำ…"
เกิดเป็นตราประทับรูปแบบหนึ่งขึ้นในดวงจิตของมิเนอร์วา องค์ความรู้จำนวนมากกำลังทยอยประสานเชื่อมกับดวงจิต ภายในถ้ำแก้วบริเวณตรงใจกลางของบ่อน้ำ ที่ชายหนุ่มกำลังนั่งหลับตาอยู่ บัวดอกหนึ่งได้ผลิบาน ส่องแสงใสแฝงความระยิบระยับ ที่ด้านในตรงฝักบัวนั้น บังเกิดเป็นเมล็ดบัวสีใส 58 เหลี่ยมลอยออกมา แล้วซึมหายเข้าไปที่กลางหว่างคิ้วของชายหนุ่มแทบจะทันที นักบวชผ้าคลุมเหลืองยังคงเดินหน้าต่อไป โดยที่มีมิเนอร์วาเดินตามติดอยู่ด้านหลัง ทุกสรรพชีวิตต่างหมอบกราบพนมมือยกไหว้ไปตลอดทาง
การเดินทางนี้ช่างยาวนาน ผ่านไปแล้วหลายวันคืน มิเนอร์วาเองก็ราวกับลืมไปแล้ว ว่าตนเองนั้นมีเวลาสำรวจจำกัดเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น จากวันเป็นเดือนเลื่อนผ่านเป็นปี ตลอดช่วงเวลาที่เดินทาง ทุกสรรพชีวิตต่างได้รับการโปรดอภัย มีความร่มเย็นอยู่ในจิต ทะเลเพลิงผืนดินร้อนล้วนไม่อาจกล้ำกราย ไม่สามารถลุกล้ำเข้ามาในบงกชเพชรได้ ดวงวิญญาณมากมายล้วนได้รับการโปรดให้ผ่อนคลาย แต่ทุกการเดินทางย่อมมีจุดจบ ที่สุดเขตของดินแดนแห่งนี้ นักบวชผ้าคลุมเหลืองก็หันไปกล่าวกับมิเนอร์วา แต่เสียงนั้นกับดังก้องกระจายไปทั่วมหานรกทั้งชั้น
"ดูกรผู้มีวาสนา… หากหลุดพ้นจากการฆ่า ย่อมไม่ต้องฆ่าอีกต่อไป เจ้าปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรมนั้นเจ้าพึงพิจารณาเสียก่อนว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกายนี้ กายกรรมของเรานี้พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ ธรรมแห่งเราสั่งสอนได้ แต่ไม่อาจรู้ตามได้ ดั่งเช่นพวกเขาเหล่านั้น ถึงจะเห็นเราแสดงธรรม แต่ก็มิอาจหลุดพ้นเข้าใจซึ่งกฎกรรม…"
เมื่อสิ้นเสียงร่างของทั้งสองก็หายวับไป ภาพตัดมาอีกครั้งมิเนอร์วาก็อยู่ในสถานที่อีกแห่งหนึ่งแล้ว ที่นี่ชายหนุ่มก็ยังคงรู้สึกคุ้นเคย เพราะเคยเห็นมาก่อนเช่นในอดีต ภูตผีวิญญาณมากมายถูกด้ายดำรัดพัน จองจำให้ทรมาน เส้นด้ายสีดำคอยเชือดเฉือนทีละน้อยอยู่เป็นนิตย์ สรรพชีวิตต่างก็ร้องระงมด้วยความเจ็บปวด ส่งเสียงโหยหวนลอยมาอย่างต่อเนื่อง
ด้ายดำมากมายนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับอาวุธแหลมคมจากสัญชีพมหานรก พวกมันพุ่งเข้าหานักบวชผ้าคลุมเหลือง และชายหนุ่ม แทบจะทันทีที่ทั้งสองปรากฏตัวขึ้น ตั้งใจรัดพันทุกชีวิตในมหานรกชั้นนี้ นักบวชผู้นี้ประทับฝ่ามืออีกหนึ่งที ด้วยท่าทางสบายๆ
"ทับทิมนำ อายุ เพิ่มพูนผล…"
ในโลกคนเป็น บงกชสีแดงอมชมพูผลิดอกบาน ไอหมอกสีแดงชมพูฟุ้งไปทั่วบริเวณ เมล็ดบัวเม็ดหนึ่งลอยหายเข้าไปที่หว่างคิ้วของมิเนอร์วา ตราประทับอีกรูปสว่างขึ้นในห้วงจิต
"อุดมลาภ ยศศักดิ์ ประจักษ์ดล…"
ในนรกภูมิบงกชสีทับทิมได้ผลิบาน ด้านในปรากฏฝ่ามือขนาดใหญ่คู่หนึ่งขึ้น โดยโผล่ออกมาจากด้านหลังของนักบวชที่เดินนำหน้า และกดลงสัมผัสกับด้ายดำจำนวนมาก ถูกตบลงผนึกอยู่ใต้ฝ่ามือนี้
"ทัณฑ์ทรมานนี้เรียกว่า กาฬสุตตมหานรก เป็นนรกขุมที่ 2 ผู้ใดเกิดจิตมาร หวังโลภแย่งชิงทรัพย์ ลักซ่อนฉกชิงฉวยโอกาส ตั้งใจพรากสิ่งนั้นจากเจ้าของ จะที่ลับก็ดี ที่แจ้งก็ดี ย่อมรับทัณฑ์มัดร่างจองจำอยู่ชั้นนี้"
กลิ่นอายกดดันกวาดกระจายไปทั่วมหานรกขุมนี้ เส้นด้ายดำทุกเส้นที่สัมผัสเข้ากับแรงกดดันนี้ ก็สั่นสะท้านคลายตัวออก และตกลงไปบนพื้น เสมือนว่าเดิมทีแล้ว พวกมันก็เป็นแค่ด้ายธรรมดาสีดำ ที่บางเบาราวกันเส้นผม มิเนอร์วาที่เดินตามหลังก็เกิดความคิดที่เห็นต่าง จึงได้ถามออกไปขณะที่เดินตามหลังอีกฝ่าย
"ท่านเป็นผู้ใดกันขอรับท่านนักบวช? อีกทั้งหากสิ่งของตรงหน้าไร้เจ้าของ แล้วเกิดเหตุการณ์บังคับให้เราต้องแย่งชิง เช่นนั้นแล้วก็ถือว่าเป็นการแย่งชิงเช่นกันไม่ใช่หรือขอรับ?"
"ดูกรผู้มีวาสนา… พระปัจเจกพุทธเจ้าคือนามเรา หากไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ในใจย่อมเกิดจิตมาร การแย่งชิงละเว้นได้ด้วยการไม่แย่งชิง แต่ถ้าเจ้าพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อไม่เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เจ้าพึงเพิ่มกายกรรมให้เห็นปานนั้น"
พระปัจเจกพุทธเจ้าก้าวขาเดินออกไป ทะเลเพลิงแผ่นดินร้อนล้วนหายลับ สรรพชีวิตมากมายต่างได้รับรัศมีแสงอบอุ่นปลอบประโลมจิตใจ พวกเขาต่างก็พากันก้มกราบกราน มวลความรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งพุทธะกำลังหลอมรวมเข้าไปในร่างของมิเนอร์วาอย่างไม่รู้ตัว พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้หันกลับมามอง เพียงอมยิ้มเดินหน้าต่อไป
"เช่นนั้นที่นี่คือที่ไหนกันขอรับ?"
"ดูกรผู้มีวาสนา… อนาคตกาลนี้เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งที่เราได้ทำนายไว้ เนื่องจากตัวเราปลีกวิเวกโดดเดี่ยวอยู่เป็นนิตย์ ในอดีตเมื่อครั้งเรากำลังจะดับทุกข์ทำลายขันธ์ เตรียมละสังขารเสด็จปรินิพพาน ก็พึ่งตระหนักได้ว่า หากตนเองจากไปแล้ว ในช่วงที่พุทธวงศ์หลังจากศากยมุนีพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน จะไร้การสืบทอดไปช่วงหนึ่ง ไม่มีผู้ใดมาคอยโปรดเวไนยสัตว์ ผู้พอจะสอนได้ภายในภพภูมิทั้ง 6 ดังนั้นก่อนจากไป จึงได้ทิ้งมิติแห่งนี้ไว้ มอบให้แก่ผู้มีวาสนาที่สามารถหาถ้ำลับแลแห่งนี้เจอ ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้วว่าจะเลือกเดินทางไหน การมาโปรดพวกเขาที่ทนทุกข์ไม่รู้จบนั้น ก็ถือเป็นการสร้างกุศลอย่างหนึ่ง"
มิเนอร์วาเดินตามอย่างครุ่นคิด ศาสตร์แห่งพุทธะยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ดวงวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามองค์ความรู้ที่ได้รับ
"พระบรมครู… แล้วเหตุใดถึงต้องเป็นตัวข้ากันขอรับ?"
"ดูกรผู้มีวาสนา… คงเป็นเพราะผนึกแปดวิถี และอักขระภาษาแห่งพุทธะในกายเจ้ากระมัง สรรพสิ่งล้วนอนัตตา ในเมื่อมีวาสนาใยต้องสงสัย อย่าได้กังวลจนจิตฟุ้งซ่าน อนิจจาล้วนมีอยู่ทุกที่ ต่อให้สูงใหญ่เทียมฟ้า ก็ล้วนมีอนิจจาเป็นของตนเอง"
ชายหนุ่มก้มหน้าเดินตามหลังพระปัจเจกพุทธเจ้า พลางขบคิดไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีมิเนอร์วาและพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็หายวับไปจากมหานรกขุมนี้ ชายหนุ่มเงยหน้ามาอีกที ทะเลเพลิงที่หายไปแล้ว ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งเสียงดังก้องขู่ฆ่าซ้ำๆ มันดังขึ้นอย่างไร้ที่มา ในที่ไกลออกไปมองเห็นภูเขาหลายลูกตกลงมาจากฟากฟ้า สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดหน้าตารูปร่างพิลึกพิลั่น กำลังวิ่งหนีกำแพงไฟ หนีตายไปมา
"ทัณฑ์ทรมานนี้เรียกว่า สังฆาฏมหานรก เป็นนรกขุมที่ 3 ผู้ใดเกิดจิตหมกมุ่นหลงในกาม หวังเพียงเสพสังวาสอย่างมัวเมา ข่มขืนบังคับเอา ตั้งใจผิดลูกผิดเมียผู้อื่น จะที่ลับก็ดีที่แจ้งก็ดี ย่อมรับทัณฑ์ถูกบดทับจองจำอยู่ชั้นนี้"
สิ้นเสียงของพระปัจเจกพุทธเจ้า ภูเขาลูกมหึมาสองลูกก็ร่วงหล่นลงมา หมายจะบดขยี้ให้บี้แบน ผนึกมืออีกรูปถูกประทับยกขึ้นมา เมล็ดบัวสีเขียวระยิบระยับ ได้หายวับเข้าไปในหน้าผากของมิเนอร์วาที่นั่งแช่อยู่ในบ่อน้ำ
"มรกต กันภัยพ้น ผองเล็บงา…"
พระปัจเจกพุทธเจ้าเองก็ประทับฝ่ามืออีกครั้ง บังเกิดเป็นบงกชสีมรกตผลิบานอยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งกระจายหมอกสีเขียวใส แพร่ปกคลุมไปทั่วมหานรกชั้นนี้ กำแพงเพลิงมากมายพลันมอดดับ เสียงพยาบาทก็เลือนหาย ยอดเขาสูงมากมายลอยค้างฟ้า ภูผาศิลาไม่อาจขยับตกลงมา ถูกขวางกั้นด้วยหมอกเขียวใสนี้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นอีกครั้งที่ทั้งสองเดินหน้าต่อ โดยที่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าคอยสาดแสงความศักดิ์สิทธิ์ แผ่ปลอบประโลมรักษาเหล่าเวไนยสัตว์ผู้ทนทุกข์ พวกมันที่มีอยู่มากมายเต็มไปหมด ต่างก็พากันก้มกราบเคารพบูชา ซาบซึ้งที่พระพุทธองค์ทรงลงมาโปรดสรรพสัตว์
"พระบรมครู… ตัวข้านั้นศรัทธาในรักเดียว แต่อีกใจหนึ่งก็นึกสงสัย หากผู้ที่มีภรรยาหลายคน แต่เป็นการตบแต่งด้วยความเต็มใจจากทุกฝ่าย เช่นนั้นเรียกมักมากในกามารมณ์หรือไม่?"
"ดูกรผู้มีวาสนา… หากจำเป็นต้องตกอยู่ในห้วงแห่งราคะ เจ้าจงต่อต้านหาใช่การเข้าร่วม หากไม่มีผู้ใดเดือดร้อนจากกรรมที่เจ้าก่อ เช่นนั้นไซร้ก็ไม่นับเป็นกรรมระหว่างกัน มีเพียงกรรมของเจ้าและเหล่าภรรยาเพียงเท่านั้นที่เกิดขึ้น ถ้าเจ้าพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า… เราได้ทำแล้วซึ่งกายกรรมใด กายกรรมของเรานี้ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ กายกรรมเห็นปานนั้น เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ตื้นในพระศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้วิญญู แล้วพึงสำรวมต่อไปเถิด…"
มิเนอร์วาต้องยอมรับตรงๆ ว่าตัวมันเองไม่เข้าใจสิ่งที่พระปัจเจกพุทธเจ้าพูดเลยสักนิด คงเป็นดังที่พระองค์ท่านกล่าวเอาไว้ว่า… ให้สอนนั้นย่อมได้ แต่ไม่อาจล่วงรู้ได้ ดังใช่คนใบ้ที่หลับฝัน ล่วงรู้ว่าฝันอยู่แสดงท่าทางก็มากมาย แต่ไม่อาจรู้ลึกถึงในรายละเอียดของความฝันที่ชัดเจน แม้มิเนอร์วาจะไม่เข้าใจแต่ก็พยายามรับฟัง เก็บเอามาคิดตลอดการเดินทางอันยาวนาน
"สุดทางข้างหน้านี้จึงจะเป็นโรรุวมหานรก นรกขุมที่ 4 สถานที่จองจำสำหรับผู้ที่ชอบด่าทอ โกหกอยู่เป็นนิตย์ มีวจีกรรมหยาบชั่วเป็นส่วนมาก"
ภาพตรงหน้ามิเนอร์วาเปลี่ยนไปอีกครั้ง บังเกิดเสียงร้องระงมโหยหวนยิ่งกว่าทั้งสามชั้นที่ผ่านมา เสียงทั้งหมดกระจายไปทุกทิศดังก้องไปทั่วนภากาศ ในครานี้เป็นมหาสมุทรลาวาเพลิง ส่งความร้อนแผดเผาไปทุกหนแห่ง ที่ด้านในมีดอกบัวโลหะมากมายหุบตูมอยู่ หากสังเกตให้ดีจะมองเห็นส่วนศีรษะของสรรพชีวิต ที่ได้กระทำบาปด้วยวจีกรรม มีคำพูดชั่วช้าเป็นบ่อเกิด
ร่างกายของพวกมันถูกดอกบัวโลหะตูมกักขังไว้ โดยที่มีปลายแหลมของกลีบบัวโลหะอันแดงฉาน ซึ่งงุ้มงอลงมาง้างปากพวกมันให้อ้ากว้างอยู่ตลอดเวลา มักจะถูกลาวาเพลิงปะทุตกลงคออยู่เป็นนิตย์ และในครานี้เองที่ดอกบัวโลหะสองดอกได้ปรากฏขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ ร่างของทั้งสองลอยค้างอยู่เหนือลาวาเพลิง ดอกบัวโลหะทั้งสองเองก็หมายจะจองจำทั้งคู่ ราวกับสิ่งนี้คือกฎของชั้นนี้
"บุษราคัม ฉาบเสน่ห์ ไม่เสแสร้ง…"
เมล็ดบัวสีเหลืองใสพุ่งเข้ากลางหว่างคิ้วชายหนุ่มอีกครั้ง บงกชสีเหลืองส่องประกายวิบวับพลันผลิบาน กลิ่นอายแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่องกระจายไปทั่วทุกทิศ ดอกบัวโลหะพลันแปรเปลี่ยนเป็นเหลืองใส และเบ่งบาน ทะเลลาวาแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นสีเหลืองแวววาว เวไนยสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับการโปรดปล่อย ต่างก็พากันก้มกราบ และดื่มกินน้ำเย็นสีเหลืองนั้นจนชุ่มคอ ทุกย่างก้าวที่เดินออกไปของทั้งสอง ล้วนมีดอกบัวปรากฏขึ้น เพื่อรองเท้าไม่ให้ตกลงสู่ทะเลเพลิงที่เบื้องล่าง
"พระบรมครูขอรับ… หากโกหกเพื่อเอาตัวรอด พูดเท็จเพื่อรักษาชีวิตเล่าขอรับ นับว่าเป็นความผิดบาปหรือไม่?"
"ดูกรผู้มีวาสนา… ความวิบัติอันเป็นโทษแห่งการงานทางวาจาวจีกรรมนี้ มีความตั้งใจเป็นอกุศล ที่มีบอกไม่มี ที่ไม่มีกลับบอกมี เมื่อรู้กล่าวไม่รู้ เมื่อไม่รู้กลับบอกรู้ ส่อเสียดยุยงให้แตกแยก ย่อมมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากอย่างนี้แล"
มิเนอร์วายังคงจมจ่อมไปกับคำพูดของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ก้าวเดินอยู่เบื้องหน้า พร้อมเสียงโปรดเวไนยสัตว์เนิ่นนานไม่จางหาย