ได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า

    บทที่ 41 สู่ตะวันตก

    บทที่41

    สู่ตะวันตก

             

            หนิงหลงขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือเอว มือสองข้างของชายหนุ่มกดลงมายังแผ่นหลังฉัน

            “...?!?!”

            ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนฉันกรีดร้องแบบไร้เสียงมีแต่เสียงลมแห้งๆ หลุดจากลำคอ แต่ชายหนุ่มยังกดร่างฉันไว้ไม่ให้ดิ้นไปไหนมือเท้าฉันชาดิก สั่นเกร็ง

            “ทนอีกนิด...เก่งมาก...”

            ฉันแทบจะชักตายอยู่แล้ว อยากรู้จริงๆว่าอีกนิดของเขาคืออีกสักแค่ไหน ปวดประจำเดือนยังสู้ปวดตอนนี้ไม่ได้เลย

            น้ำตาฉันไหลจนเป็นแอ่งบนเก้าอี้แต่หนิงหลงยังนวดคลึงแผ่นหลังฉันไม่หยุด จี้ตามจุดต่างๆ เหมือนกับที่คุเรไนเคยทำก่อนหน้านี้ทุกครั้งจะรู้สึกเหมือนโดนเข็มแทงเข้ามา

            แต่อยู่ดีๆความเจ็บปวดก็ทุเลาลงหลายส่วน เพียงแต่ฉันยังอยากรู้สึกอาเจียนอยู่เหมือนเดิม

            “...ข้าค่อยๆ สลายสิ่งที่คั่งค้างร่างกายเจ้าจะเริ่มชิน และหวังว่าคราวหน้าอาการจะไม่แย่เท่าคราวนี้”ชายหนุ่มสูดหายใจลึก “เจ็บน้อยลงหรือยัง?”

            ฉันพยักหน้าตอบ หนิงหลงปล่อยมือจากแผ่นหลังฉันและก้าวลงจากเก้าอี้เริ่มขยับมานวดแขนขาให้ จากนั้นนวดฝ่ามือฝ่าเท้า

            ความเจ็บปวดที่รู้สึกค่อยๆ สลายและกล้ามเนื้อที่เกร็งอยู่เริ่มคลายตัว

            ฉันฟุบหมดแรงกับเก้าอี้ทั้งที่เพิ่งอาบน้ำแต่ทั้งตัวชื้นเหงื่อ ขายังสั่นอยู่

            “...ข้าขอโทษที่เจ้าต้องมาเจออะไรแบบนี้”

            ฉันส่ายหน้าช้าๆถ้าเขาไม่ทำแบบนั้นเราอาจแพ้ต้าเวยไปแต่แรก แต่พอมาคิดทบทวนดูดีๆดูเหมือนคนที่ดึงเหตุร้ายครั้งนี้มาจะเป็นฉัน ไม่ใช่เขาหรือคุเรไน

            อินรั่วหลานคืออาชญากรขายชาติ

            คำพูดนั้นยังดังวนเวียนอยู่ในหัว

            ...ตัวฉันในโลกฝั่งนี้ทำอะไรลงไปกันแน่?

            หนิงหลงยังคงใช้มือใหญ่ๆนวดเฟ้นตามร่างกายฉัน พอจะลุกก็โดนสั่งให้นอนต่อ เขาจับข้อต่อทุกข้อของฉันหมุนทั้งข้อเท้า เข่า นิ้วมือทุกนิ้ว จากนั้นให้ฉันนั่งและนวดบ่าให้ฉันค่อยยังชั่วจึงหยิบพัดขึ้นถามเขาว่าปกติเวทมนตร์เป็นพิษมีอาการแบบนี้เหรอ

            “คนที่อยู่ในโลกที่ไม่มีพลังเวทอย่างเจ้าไม่แปลกที่แสดงอาการ” เขานั่งห่างจากฉันพอประมาณบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน“...นี่ก็ความผิดข้าอีก”

            “แค่ต้องมีเวลาปรับตัวอีกสักหน่อย”

            “เจ้ามีเวลา...เท่าที่อยากได้ ข้าจะไม่เรียกร้องอะไรจากเจ้าแล้ว”ชายหนุ่มถอนหายใจยาว

            “เกิดอะไรขึ้นกับรั่วหลานกันแน่คะ?”ฉันถามสิ่งที่คาใจที่สุดตอนนี้

            ชายหนุ่มลุกขึ้น

            “สิ่งที่หานต้าเวยพูดไม่เป็นความจริงแต่ในเมื่อข้าปิดบังความจริงจากเจ้า... เจ้าคงไม่เชื่อข้า เพราะฉะนั้น การเดินทางไปอนาตอเลยากับอาหงจะช่วยไขข้อสงสัยของเจ้าได้”

            “ท่านฟื้นตัวกลับมารึยังคะ?”

            “เจ้าเป็นห่วงข้าด้วยหรือ?”เขามองฉันตาโต “ข้าไม่เป็นไร แค่...เพราะเปลืองพลังไปเยอะจึงหมดแรงตอนนี้ข้ายังใช้เวทไม่ได้เลยสักอย่าง อีกวันสองวันคงดีขึ้น”

            พอเห็นเครื่องหมายคำถามแปะอยู่บนหน้าฉันเขาเลยนั่งลงอธิบาย

            “อารมณ์ฉุนเฉียวทำให้การใช้พลังเวทผิดพลาดได้ง่ายเพราะจะควบคุมสิ่งที่ปล่อยออกจากร่างไม่ได้” เขามองฝ่ามือตัวเอง“และส่วนหนึ่งคือข้าไม่อยากให้เจ้ามารับรู้สิ่งที่อยู่ในใจข้าความรู้สึกผิดของข้าก็ขอข้าแบกรับแต่เพียงผู้เดียว”

            “เพราะฉะนั้นตอนข้าเจอเจ้าข้ายังคิดอยู่ว่าพลังเวทเจ้าน้อยกว่าสมัยอยู่อนาตอเลยา”คุเรไนเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “เพราะเจ้าขยันใช้เวทสะกดอารมณ์นอกการต่อสู้เลยเสียพลังไป”

            “หลังจากนี้ไม่ต้องใช้แล้วก็ได้ค่ะ” ฉันบอก

            “ข้า...”

            “นางบอกเจ้าแล้ว ความรู้สึกน่ะถ้ามัวแต่สะกดไว้ เดี๋ยวก็ระเบิดออกมาทีเดียวเหมือนวันนี้อีกข้าไม่ได้มีเวทแบบแม่นาง แต่แค่ข้าเห็นสีหน้าเกรี้ยวกราดของเจ้า ข้าก็รู้”

            “...”

            “ดูเหมือนเรื่องนี้จะมีข้าเป็นเหตุสินะคะต้องขอโทษจริงๆ” เขียนเสร็จก็หุบและคลี่พัดใหม่ “อย่าเกลียดกันเลยนะคะ”

            “ข้าไม่มีวันเกลียดเจ้าลง”หนิงหลงพูดเสียงอ่อน “ทั้งหมดนี่ ถ้าใครจะผิดก็ผิดที่หานต้าเวย”

            แต่ฉันยังรู้สึกผิดอยู่ดีๆ...แค่การมีตัวตนอยู่ของฉันคงทำให้หนิงหลงเจ็บปวด และฉันทำอะไรไม่ได้

            “...ข้าจะพานางไปอนาตอเลยาหนีจากเทียนซูให้เร็วที่สุด เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ?” คุเรไนเท้าเอว

            “ข้า...” คู่สนทนาระบายลมหายใจยาว “ข้าจะสืบเรื่องฝ่ายที่ต้องการก่อสงครามต่อโดยอาศัยหานต้าเวยตอนแรกข้าเดาว่าอาจเป็นพวกคลั่งชาติ และพวกนี้อาจเป็นพวกเดียวกับที่ต้องการทำสงครามกับโทโคโยะแต่ที่ไม่เข้าใจคือเหตุใดหานต้าเวยจึงมีทีท่าโอนอ่อนให้ชาวโทโคโยะ”

            “อืม” คุเรไนตอบรับเงียบๆหมดแรงเกินกว่าจะทำอะไร “...ข้าว่าถ้าเราดีขึ้นแล้ว รีบออกไปจากที่นี่เถอะ”

            เราใช้ทางออกอีกด้านและเรียกรถกลับที่พัก

             

             

            แม้รู้มาสักพักว่าฉันจะต้องห่างจากหนิงหลงแต่เมื่อโบกมือลาเขาตรงท่ารถ ฉันก็ใจหายวาบมือเลื่อนไปแตะหนังสือเล่มบางที่เขาให้ไว้ก่อนหน้านี้

            “อาหง... ฝากนางด้วย” เขากล่าวเสียงเบา

            “...เข้าใจแล้ว”

            รถหุ้มผ้าใบที่เรานั่งอยู่เคลื่อนตัวออกช้าๆ

            “เขาอยู่คนเดียวจะดีเหรอ?” ฉันถามเหมือนที่ถามมาหลายครั้ง

            “เรียวจะไปอยู่กับพี่ชายไม่มีอะไรต้องห่วง ตอนนี้ควรเป็นห่วงตัวเองมากกว่านะ แม่นาง” คุเรไนตบบ่าฉันหลายที

            การเดินทางสู่อนาตอเลยาผ่านไปโดยที่ฉันไม่ได้รับรู้อะไรนักลงรถตามจุดพักรถต่างๆ กลับขึ้นรถก็หลับ คุเรไนชวนคุยบ้างอะไรบ้างแต่พอเห็นฉันตอบเป็นคำๆ จึงหยุดไป

            บริเวณรอบข้างเปลี่ยนจากป่าเป็นทุ่งหญ้าและเป็นทะเลทรายบางทีจะเห็นคนท้องถิ่นแต่งตัวมิดชิดสวนไป ใบหน้าคนเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆจากคนหน้าตาเหมือนลูกครึ่งแขก-เอเชีย กลายเป็นคนหน้าตาแบบแขก-ฝรั่ง

            ฉันยังฟังผู้คนรู้เรื่องเหมือนที่ฟังภาษาของโทโคโยะและของหญิงสาวนักโทษคนนั้นรู้เรื่องคุเรไนเองก็ฟังออก สมกับที่เคยเรียนที่นี่ตอนเด็ก

            หลังวันที่ห้าฉันก็เลิกนับว่าเราเดินทางมากี่วัน เราลงเรือล่องตามแม่น้ำ ลึกเข้าไปในแผ่นดินอนาตอเลยาเห็นบ้านเรือนทรงสี่เหลี่ยมสีสันสดใสสร้างลดหลั่นบนเนินสลับหุบเขา มีเสียงสวดมนต์ดังแว่วมาแต่ไกล

            อากาศหนาวเหน็บ มีหิมะโปรยปราย ฉันวิ่งไปมาบนดาดฟ้าเรือจับหิมะด้วยความสนุกสนาน มันละลายไปทันทีที่สัมผัสผิวกาย

            ลมหายใจเป็นควันสีขาวอากาศเย็นจนปลายนิ้วและปลายจมูกชา

            “เดี๋ยวเห็นบ่อยๆ ก็เบื่อ” คุเรไนแซวยืนพิงกราบเรือคอยมองไม่ให้ฉันลื่นหรือพลัดตกน้ำ“ไม่คิดเลยว่าหิมะแรกที่แม่นางเห็นจะเป็นที่อนาตอเลยา ปกติที่นี่หิมะตกแค่เป็นบางปี”

            “อยากปั้นตุ๊กตาหิมะ”

            “อยากปั้นตุ๊กตาหิมะ? ฮะๆ! นั่นไม่ใช่แค่ว่ากวาดหิมะมากองหนึ่งจะปั้นได้นะ ไว้ถ้าเจอหิมะตรงไหนหนาๆข้าจะสอนให้” คุเรไนหัวเราะร่วน “...อันที่จริง ข้าอยากให้เรียวมาด้วยเหมือนกันปล่อยมันไว้คนเดียวแล้วเป็นห่วง”

            ฉันก้มหน้าลง

            “ข้าก็ห่วงค่ะ”

            “ใช่ไหม?” คุเรไนคลี่ยิ้ม“ว่าแต่แม่นาง... ความรู้สึกที่มีต่อเขาน่ะ ชัดเจนขึ้นบ้างไหม?”

            ฉันส่ายหน้าแต่ฉันคิดถึงแววตาและน้ำเสียงอ่อนโยนของชายหนุ่มที่แม้จะมีเรื่องปิดบังแต่อย่างน้อยการกระทำของเขายังจริงใจ

            ฉันอยากให้เขามองฉันโดยไม่ต้องคิดถึงรั่วหลานอยากให้ความรู้สึกรุนแรงที่เขามีต่อรั่วหลานเป็นความรู้สึกที่เขามีให้ฉัน

            แต่สุดท้ายแล้ว ผู้หญิงในใจเขาคือรั่วหลานยิ่งน่าเจ็บใจเพราะเธอคนนั้นไม่ใช่ใครนอกจากตัวฉันอีกคนที่อยู่ในโลกฝั่งนี้

            เมื่อลงมาใต้ท้องเรือฉันเข้าไปในห้องของตัวเองและมองหนังสือเล่มบางในภาษาที่ฉันอ่านไม่ออกซึ่งวางอยู่บนโต๊ะฉันตัดสินใจไปเคาะประตูห้องคุเรไน ขอให้เขาช่วยอ่านให้

            คุเรไนหยิบไปมองหน้าปก

            “ศาสตราจารย์โหลว... อาจารย์ชาวซิงกวนอาศัยอยู่ที่อนาตอเลยา ศูนย์กลางการศึกษาเวทมนตร์ของทวีป ข้าเคยได้ยินชื่อท่านมาบ้างแต่เพิ่งเคยได้อ่านงานของท่านก็คราวนี้”พูดจบ เขาเปิดหนังสือ พลิกหน้าอยู่นานก็ขมวดคิ้วเป็นปม “เนื้อหาซับซ้อนเช่นนี้แม้แต่ข้าก็อ่านไม่เข้าใจหรอกแม่นาง ข้าว่าระหว่างอยู่อนาตอเลยาเราควรแวะไปที่วิทยาลัยซึ่งศาสตราจารย์โหลวสังกัดอยู่จะดีกว่า”

            “เขาจะให้พบเหรอคะ?”

            “เรียวให้หนังสือเล่มนี้กับแม่นางเพราะอยากให้ไปเจอเขานั่นล่ะ”คุเรไนยื่นหนังสือคืน “ในหนังสือมีที่อยู่และวิธีติดต่อ ข้าจะเป็นคนเดินเรื่องให้แม่นางเตรียมคำถามไว้ดีๆ เพราะศาสตราจารย์พวกนี้ชอบนักแลกับการถูกถาม”

            ฉันกล่าวขอบคุณดูเหมือนจะได้เป้าหมายในการเดินทางมาที่นี่แล้ว

    คล้ายกับเรื่องได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า ที่คุณอ่าน