เจียงเหลียวถามเจียงเยี่ยนว่าเจ้าไปเรียนวิธีระบายลมปราณมาจากใคร
เจียงเยี่ยนเค้นสมองครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่ได้ร่ำเรียนมาจากผู้ใด”
เจียงเยี่ยนไม่กล้าเอ่ยชื่อไป๋เหวินโจวผู้เป็นอาจารย์ออกไป หากไป๋เหวินโจวเป็นปราชญ์มารบริสุทธิ์จริง สกุลเจียงต้องเปิดศึกกับไป๋เหวินโจวแน่ แต่ไป๋เหวินโจวเคยช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจะทนเห็นอาจารย์ตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร
อย่างน้อยเขาขอสืบเรื่องนี้ให้รู้เรื่องก่อน ไป๋เหวินโจวคือปราชญ์มารบริสุทธิ์หรือไม่
“แล้วเจ้าเรียน..” เจียงเหลียวเอ่ยต่อ เจียงเยี่ยนรีบตัดบท
“ข้าเรียนรู้เอง เมื่อวานข้าไปท่องเที่ยวในป่า อาการกำเริบขึ้นมา ข้าฟาดฝ่ามือวุ่นวายใส่ต้นไม้ใบหญ้า ทำให้ข้ารู้ว่าความเจ็บปวดจากอาการชีพจรเทพดับสูญกำเริบ สามารถระบายได้โดยการใช้ลมปราณฟาดใส่วัตถุ”
เจียงเหลียวหันไปมองหน้าเจียงฮูหยิน ทั้งสองมีสีหน้าแปลกใจ
นักบวชไว้ผมเดินเท้าเปล่ามาหาเจียงเยี่ยน เขายื่นมือแตะหน้าฝากเด็กหนุ่ม
“ชีพจรเทพดับสูญคงทำให้เจ้าทรมานไม่น้อย”
เจียงเยี่ยนรู้สึกมีพลังอบอุ่นเข้ามาในร่างกาย ช่วยให้เขารู้สึกโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก หลวงจีนไว้ผมผู้นี้เป็นชาวชมพูทวีป (อินเดีย) อายุประมาณสามสิบกว่าปี มีผิวคล้ำ ไว้หนวด หน้าตาดุร้ายแต่น้ำเสียงกับดวงตาอ่อนโยนเมตตาน่าใกล้ชิดคบหา
หลังถ่ายทอดพลังลมปราณเสร็จ เจียงเยี่ยนรีบขอบคุณหลวงจีนไว้ผม เจียงฮูหยินรีบกล่าว
“ไต้ซือ (มหาสมณะ) ท่านช่วยถ่ายทอดลมปราณให้บุตรชายข้า นับเป็นความเมตตาอันใหญ่หลวงนัก”
“อมิตพุทธ ลมปราณเทพดับสูญคือสุดยอดลมปราณในแดนดิน ร้อยปีจะพบสักครั้ง นึกไม่ถึงกลับทำให้บุตรชายท่านได้รับความเจ็บปวดถึงเพียงนี้"
หลวงจีนไว้ผมกล่าวสืบต่อ“หากเจ้าต้องการร่ำเรียนสมาธิ ไว้หลังจากจบเรื่องปราชญ์มารบริสุทธิ์ อาตมาจะสอนเจ้า”
เจียงเยี่ยนรีบกล่าวขอบคุณ เขาอดถามไม่ได้ว่า
“ท่านเป็นหลวงจีน แต่ทำไมถึงไม่หัวโล้น”
“ลูกเยี่ยน อย่าได้กล่าวเหลวไหล” เจียงเหลียวตวาด
“ข้าแค่อยากรู้นี่” เจียงเยี่ยนตอบ
หลวงจีนไว้ผมยิ้มอย่างเมตตา ท่านกล่าวว่า
“มีรูปไม่ยึดติดรูป มีลักษณ์ไม่ยึดติดลักษณ์“
เจียงเยี่ยนได้ฟังปริศนาธรรมก็งุนงง เขาไม่เคยอ่านพระคัมภีร์มาก่อน
หลวงจีนไว้ผมกล่าวว่า“อาตมาไว้ผม ปล่อยให้มีหนวดเครา นั่นเป็นการแสดงธรรมอย่างหนึ่ง”
“เป็นการแสดงธรรมยังไง?”
“ไม่ยึดติดกับรูปร่าง ไม่สนใจกับลักษณะ มุ่งปฏิบัติธรรมด้วยใจที่ศรัทธา ก่อให้เกิดปัญญารู้แจ้ง”
เจียงเยี่ยนรู้สึกคำพูดหลวงจีนไว้ผมยากเข้าใจ แต่เขาก็ยังกล่าวว่า
“ท่านหมายถึงท่านต้องการให้คนเห็นว่าท่านไม่ยึดติดกับรูปร่างภายนอก แต่เน้นปฏิบัติธรรมมากกว่า?”
หลวงจีนไว้ผมยิ้ม
“เจ้ามีปัญญาฉลาดเฉลียว อนาคตภายภาคหน้าต้องไปไกลแน่”
เทพสันโดษโบกพัดจีบกล่าวขึ้น“หลังคาห้องโถงเป็นรูโหว่แล้ว ข้าไม่ชอบอากาศร้อน เราหาที่ประชุมใหม่กันเถอะ”
ทุกคนต่างหัวร่อ เจียงเยี่ยนรู้สึกอับอายเล็กน้อยที่ตนเองทำให้หลังคาบ้านเสียหาย
เจียงเหลียวพาเหล่าชาวยุทธไปยังห้องรับแขกในบ้านตนเอง บ้านสกุลเจียงมีห้องโถงใหญ่ไว้รับแขกสำคัญและมีห้องรับแขกเล็กๆ สำหรับไว้ต้อนรับญาติมิตรที่เดินทางมาเยี่ยม
เมื่อทุกคนต่างนั่งลง เจียงเหลียวแนะนำยอดฝีมือทั้งสามให้เจียงเยี่ยนรู้จัก
หลวงจีนไว้ผมชาวอินเดีย มีชื่อทางธรรมว่า อี้หมิง (แสงสว่างเดียว)
ชายที่สวมชุดม่วง หน้าตาเกลี้ยงเกลาอายุราวห้าสิบปี ชอบโบกพัดจีนคือ โอวหยางฉิว ฉายาเทพสันโดษส่วนนักพรตชุดเหลืองมีนามว่าเทียนตี้ (ฟ้าดิน) เป็นสุดยอดฝีมือของสำนักบู๊ตึ๊ง
เจียงเยี่ยนหันกายคารวะเหล่าอาวุโสโดยรอบ
นักพรตเทียนตี้กล่าวขึ้นก่อน
“ข้าว่าเพื่อความปลอดภัยเราควรให้เจียงเยี่ยนไปซ่อนตัวก่อน เมื่อปราชญ์มารบริสุทธิ์บุกมาจะหาเขาไม่พบ”
โอวหยางฉิวพยักหน้า “ข้าเห็นด้วย เจียงเยี่ยนมีชีพจรเทพดับสูญหากเกิดถูกปราชญ์มารบริสุทธิ์รู้เข้า อาจถูกนำร่างเขาไปดูดพลังได้”
เจียงเยี่ยนรีบถาม “ดูดพลัง?”
โอวหยางฉิวมีสีหน้าเคร่งเครียด
“ใช่ ผู้มีชีพจรเทพดับสูญจะมีพลังภายในลึกล้ำไร้ที่สิ้นสุด แต่ก็มีคำร่ำลือว่าพลังภายในนี้สามารถดูดมาเป็นของตนเองได้ ผู้ที่ได้รับพลังนั้นย่อมพิชิตไปโดยไร้ผู้ต่อต้าน”
เจียงเยี่ยนเพิ่งทราบว่าตนเองมีความสำคัญถึงเพียงนี้ เขาถึงกับร้องอ้อ
“ทำไมหรือ ลูกเยี่ยน” เจียงเหลียวถาม
เจียงเยี่ยนรีบเล่า“เมื่อวานตอนที่ข้าไปท่องเที่ยวในป่า พบคนผู้หนึ่งชื่อหงหู่ต้องการจับตัวข้า มันพูดถึงจุดชีพจรเทพดับสูญด้วย มันคงต้องการจับข้าไปดูดพลัง”
ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เจียงเหลียวรีบถามว่า
“หงหู่ผู้นี้มีลักษณะอย่างไร?”
“มันสวมชุดแดง ไว้หนวดเครา รูปกายสูงใหญ่” เจียงเยี่ยนตอบ
เจียงเหลียวบอกว่า“เจ้าเผชิญกับหงหู่ ทำไมไม่รีบเล่าให้พ่อฟัง”
“ข้าเห็นพวกท่านวุ่นวายอยู่กับการจัดการปราชญ์มารบริสุทธิ์ จึงไม่ต้องการเพิ่มความกังวลให้” เจียงเยี่ยนตอบ
เทพสันโดษโอวหยางฉิวอดส่ายหน้าไม่ได้
“ปราชญ์มารบริสุทธิ์ก็รับมือยากพอแล้ว ยังมีคนของตำหนักเทพธรณินอีก”
“อะไรคือตำหนักเทพธรณิน?” เจียงเยี่ยนถาม
“ตำหนักเทพธรณินอยู่ในดินแดนทางเหนือ มีประมุขชื่อหลี่กวนหยาง สามารถแผ่อิทธิพลครอบครองแดนเหนือได้ทั้งหมด มันมีห้าหัวหน้าหน่วยคอยรับใช้ หงหู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น”
เจียงเยี่ยนพยักหน้า เจียงเหลียวรีบกล่าวว่า
“ไม่ได้การ พวกเรารับศึกสองด้านไม่ไหวแน่”
โอวหยางฉิวเสนอขึ้น“ถ้าเช่นนั้นทำตามที่นักพรตเทียนตี้ว่านำตัวเจียงเยี่ยนไปซ่อนตัวในที่ปลอดภัยก่อน รอหลังจากเสร็จศึกกับปราชญ์มารบริสุทธิ์ ค่อยให้เจียงเยี่ยนกลับมา”
ทุกคนต่างเห็นด้วยกับความคิดนี้
เจียงฮูหยินถามว่า“ผู้ใดจะพาเขาไป?”
โอวหยางฉิวหุบพัดจีบกล่าวขึ้น“ข้าเอง วิทยายุทธของข้าอาจใช้การไม่ได้ แต่ด้านวิชาตัวเบายังพอใช้ได้อยู่”
เจียงเหลียวรีบกล่าว“ได้เทพสันโดษคุ้มครองลูกเยี่ยน ข้าวางใจนัก”
เจียงเหลียวสั่งให้เจียงเยี่ยนไปเก็บเสื้อผ้าเพื่อออกเดินทาง แม้เจียงเยี่ยนจะไม่เต็มใจก็ตาม
หลังเก็บเสื้อผ้าเสร็จโอวหยางฉิวและเจียงเยี่ยนก็ออกเดินทางไปด้วยกัน เจียงเหลียวและเจียงฮูหยินออกมาส่งมันที่หลังประตูหลังบ้านซึ่งติดกับป่าไผ่
เจียงฮูหยินลูบไล้ใบหน้าเจียงเยี่ยนด้วยความทนุถนอม เจียงเยี่ยนจับกุมมือนางไว้
“ท่านแม่ ข้าจะรีบกลับมา”
เจียงฮูหยินมีสีหน้าเศร้าสร้อย สิบหกปีที่เลี้ยงดูเจียงเยี่ยนมา นางไม่เคยแยกจากบุตรชายผู้นี้แม้แต่วันเดียว
“เจ้าต้องดูแลตัวเอง อย่าได้ดื้อขัดคำสั่งท่านโอวหยาง”
เสี่ยวหนิงสาวใช้ในบ้านก็เอ่ยขึ้น
“คุณชายดูแลตัวเองด้วย”
เจียงเยี่ยนพยักหน้าจากนั้นก็ตอบ
“เจ้าก็เช่นกัน ข้าฝากดูแลพ่อแม่ข้าด้วย”
เสี่ยวหนิงพยักหน้าคล้ายกับจะร้องไห้ เจียงเยี่ยนไม่เคยรู้จักรสชาติของการจากลามาก่อน คาดไม่ถึงจะเศร้าสร้อยหดหู่ถึงเพียงนี้
เจียงเยียนคารวะบิดามารดามัน“ท่านพ่อ ท่านแม่ ถนอมตัว”เจียงเหลียวจับไหล่เจียงเยี่ยนพร้อมพูดว่า "อีกไม่กี่วันก็ได้กลับมาแล้ว"
โอวหยางฉิวและเจียงเยี่ยนออกเดินทางไปด้วยกัน โอวหยางฉิวจับข้อมือเจียงเยี่ยน ชั่วสายลมวูบเดียวมันก็พาร่างเจียงเยี่ยนลอยไป
เจียงเยี่ยนรู้สึกป่าไผ่ถูกทิ้งอยู่ด้านหลังตนอย่างรวดเร็ว วิชาตัวเบาของเทพสันโดษลึกล้ำสมคำร่ำลือ มันพาร่างของเจียงเยี่ยนทะยานไปในอากาศ ทำให้เจียงเยี่ยนคล้ายรู้สึกบินได้จริงๆ
เดินทางถึงยามค่ำคืนไปจนถึงเนินสูงแห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้า มีต้นไม้ขึ้นเล็กน้อยตามรายทาง โอวหยางฉิวตาแม้มองข้างหน้า แต่หูระวังสี่ทิศแปดทาง มันหยุดกายกะทันหันกล่าวขึ้น
“เราจะพักที่นี่”
โอวหยางฉิวเดินไปที่ต้นไม้มันพลันหยิบพัดจีบขึ้นมาจากนั้นกางพัดออก มันสะบัดมือวูบ พัดจีบหมุนขึ้นไปตัดกิ่งไม้ลงมาได้อย่างง่ายดายราวกับตัดก้อนเต้าหู้!
เจียงเยี่ยนอดตะลึงไม่ได้ พัดจีบที่ธรรมดานี้เมื่อใส่ลมปราณของโอวหยางฉิวเข้าไปมันสามารถเป็นอาวุธตัดคอคนได้ในพริบตา
โอวหยางฉิวทำเช่นนี้อีกสี่ห้าครั้งก็ตัดกิ่งไม้เล็กๆ มาได้ห้ากิ่ง มันนำกิ่งไม้มาหักจากนั้นทำเป็นฟืนและหยิบชุดไฟขึ้นมาจุดใส่กิ่งไม้
“ท่านลุงโอวหยาง วิชาพัดของท่านยอดเยี่ยมยิ่ง”
“เจ้าอยากร่ำเรียนหรือไม่?” โอวหยางฉิวตอบ
“ท่านจะสอนข้าหรือ?”
“ได้ ถือว่าเป็นของขวัญแรกพบจากอาวุโสให้ผู้เยาว์”
เจียงเยี่ยนมีสีหน้ายินดีราวกับเด็กได้ของเล่น โอวหยางฉิวกล่าวว่า
“ผู้อื่นคิดจะร่ำเรียนวิชาพัดจากข้า อย่างน้อยต้องมีพลังฝึกปรือไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี เจ้ามีจุดชีพจรเทพดับสูญในตัวพลังภายในไร้ที่สิ้นสุด หากเจ้าดึงพลังจากจุดชีพจรเทพดับสูญมาใช้ได้ เจ้าก็เรียนวิชาจากข้าได้”
เจียงเยี่ยนมีสีหน้าผิดหวัง“ท่านก็รู้ข้าทำไม่ได้ หากข้าพยายามฝืนดึงพลังลมปราณจากจุดชีพจรเทพดับสูญมาใช้ ข้าจะเจ็บปวดทันที”
โอวหยางฉิวพยักหน้า“ข้าเข้าใจ แต่ข้ามีวิธี”
เจียงเยี่ยนรีบถาม“ท่านลุงโอวหยาง ท่านมีวิธีอะไร?”
โอวหยางฉิวนั่งลงที่ด้านหน้าเจียงเยี่ยน มันบอก
“เจ้ายื่นมือมา ข้าจะพยายามช่วยให้เจ้าปรับพลังลมปราณของชีพจรเทพดับสูญ”
เจียงเยี่ยนพยักหน้า เขายื่นฝ่ามือขวาไปสัมผัสกับฝ่ามือซ้ายฝ่ายตรงข้าม
“ค่อยๆ ดึงพลังออกมา”
เจียงเยี่ยนค่อยๆ ดึงลมปราณจากจุดชีพจรเทพดับสูญที่หน้าอกของตนเองออกไป โดยมีโอวหยางฉิวคอยช่วยใช้พลังภายในของมันประคองช่วย
แม้เจียงเยี่ยนจะรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจากข้างในร่างกาย แต่โอวหยางฉิวค่อยๆ ส่งพลังลมปราณธรรมชาติของมันไปสลายความเจ็บปวดและปรับกำลังภายในให้เจียงเยี่ยน
ขณะที่เจียงเยี่ยนเห็นว่าได้ผล เขาก็เร่งพลังภายในขึ้นอีก ร่างกายก็เจ็บปวดมากยิ่งขึ้น แต่โอวหยางฉิวเองก็เร่งพลังตนมากขึ้นเช่นกันเพื่อสลายความเจ็บปวดให้เจียงเยี่ยน
ในที่สุดเจียงเยียนก็ไม่เจ็บปวดอีกแล้ว!
ขณะที่เจียงเยี่ยนกำลังจะดีใจ เขาก็รู้สึกว่าที่ไม่เจ็บปวดไม่ใช่เพราะเขาเดินพลังภายในเองได้
หากแต่พลังภายในเขากำลังถูกดูดไป!!
โอวหยางฉิวยิ้มอย่างชั่วร้าย เจียงเยี่ยนเข้าใจในทันที
ที่เขาถูกแยกตัวออกมาเป็นแผนของโอวหยางฉิว!!
จบตอนที่ 8คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ คนอย่างโอวหยางฉิวดูเป็นคนดี แต่กลับจิตใจชั่วร้าย เจียงเยี่ยนได้ออกท่องยุทธจักรครั้งแรกก็ต้องเจอบทเรียนหนักเข้าเสียแล้ว!