สองวันถัดมาที่ตำหนักของพระชนนีก็มีเรื่องน่ายินดี ทำให้หานจิ่นซู่ดีใจเนื้อแทบเต้นด้วยเหตุว่ามีพระเสาวนีย์ดึงตัวนางจากฝ่ายร้องรำมาเป็นหนึ่งในนางกำนัลที่คอยรับใช้ใกล้ชิด
“เห็นเจ้าเป็นการเป็นงานข้าก็อยากให้มาอยู่ใกล้ๆ อย่างลูกอย่างหลาน เจ้าคงไม่ขัดสินะ”
“มิได้เพคะขอบพระทัยที่ทรงเมตตาหม่อมฉันและสกุลหาน” อยู่รับใช้เป็นข้ารองบาทก็เท่ากับมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดเสวี่ยอ๋องมากขึ้น
“กลับไปเตรียมตัวอีกเจ็ดวันข้าจะให้คนไปรับเข้าวัง ดูแลข้าแล้วอาจจะต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องกินเรื่องอยู่ของเสวี่ยอ๋องบ้างเล็กๆน้อยๆ คงไม่ลำบากเจ้ามากไปกระมัง”
หานจิ่นซู่ซ่อนรอยยิ้มเอียงอายไว้เข้าใจความนัยที่ทรงต้องการให้นางกับเสวี่ยอ๋องมีโอกาสใกล้ชิดกันเมื่อความสัมพันธ์คืบหน้า การแต่งงานก็คงจะถูกจัดขึ้นในไม่ช้าความรักข้างเดียวที่เก็บซ่อนไว้นานถึงสองปีกำลังจะเป็นผลแล้วมิเสียแรงที่ออกปากให้พี่สาวช่วยพูดกับองค์จักรพรรดิไม่เสียแรงที่นางทุ่มเทฝึกฝนการร้องและร่ายรำจนเป็นอันดับหนึ่งของวังหลวงมิใช่อาศัยเส้นสายตำแหน่งของบิดา
“ไม่ลำบากสักนิดเพคะ”
“ดี...คิดได้อย่างนี้ก็ดี”
ชายหญิงมีใจส่วนหนึ่งเกิดจากความใกล้ชิดก็ให้รู้กันไปว่าหานจิ่นซู่จะสู้ฉวนลี่ถิงไม่ได้ หยดน้ำยังกร่อนศิลานับประสาอะไรกับใจบุรุษ ลองได้มีหญิงงามคอยเฝ้าเอาใจ ไยจะไม่เอนเอียงอีกทั้งยามนี้ฉวนลี่ถิงก็ย้ายเข้ามาอยู่ฝ่ายในแล้ว เรื่องโอกาสสานสัมพันธ์ก็คงลดน้อยถอยลงนี่มิเท่ากับทรงใกล้เห็นทุกสิ่งเป็นไปตามประสงค์หรือไร
ตำหนักสุขบริบูรณ์ขององค์ชายเฉินเล่อกับท่านหญิงฉวนจักรพรรดิเสียเจิ้งประทานขันทีคอยรับใช้สี่คน นางกำนัลสี่นาง และมีเสี่ยวหมิงคอยอยู่รับใช้องค์ชายน้อยเป็นปรกติ
ห้องพักของฉวนลี่ถิงอยู่ด้านทิศใต้ของตำหนักมีโถงรับรองและทางเข้าออกเฉพาะกรณีหญิงสาวต้องการความเป็นส่วนตัวสักสามสี่วันรอให้องค์ชายน้อยปรับตัวกับที่พำนักแห่งใหม่ได้แล้วจึงจะเริ่มเล่าเรียนขีดเขียนขั้นพื้นฐานกับท่านครูที่พระบิดาคัดเลือกมาสอน
รุ่งอรุณแรกของชีวิตในวังหลวงหลังตะวันดวงโตขึ้นสู่ฟ้าฉวนลี่ถิงพาองค์ชายน้อยไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิกับพระมเหสีตามธรรมเนียมในอีกวันถัดมาจึงไปเข้าเฝ้าพระชนนี
จวบกระทั่งวันที่สามคนที่มาเยือนตำหนักสุขบริบูรณ์เป็นรายแรกก็คือสนมเฉียนนางเริ่มจากถามไถ่ทุกข์สุขแบบพื้นๆ เรื่อยไปถึงดินฟ้าอากาศ วกมาถึงการแสดงออกอย่างเอ็นดูกับองค์ชายเฉินเล่อและทิ้งท้ายก่อนกลับด้วยการกำชับเตือนผู้มาอยู่ใหม่ให้ระวังสนมต้วน
ในงานชมจันทราต่อหน้าสนมต้วน นางบอกให้ระวังสนมอวี้ลับหลังสนมต้วนแล้วอีกฝ่ายกลายเป็นตัวอันตรายเสียได้ สามวัน...เพียงสามวันเท่านั้นนางกับอาเฉินดูเหมือนจะเป็นตัวหมากที่คนต้องการเก็บไว้เป็นพวกเสียแล้ว
“ขอบคุณที่ท่านห่วงใยข้ากับองค์ชาย”
“มันแน่อยู่แล้วข้าหวังดีกับพวกเจ้านะ ข้าหวังดีจริงๆ”
ยิ่งบอกว่าตนหวังดีฉวนลี่ถิงยิ่งเกิดความรู้สึกว่าต้องเผื่อใจระมัดระวัง ปากหวานเจื้อยแจ้วใจอาจมีดาบยาวซ่อนรอฟาดฟัน ค่าตอบแทนการเป็นตัวโปรดปรานของจักรพรรดินั้นสูงนักสนมหลายคนต่างอยากอยู่เหนือผู้อื่นโดยไม่เลือกวิธีการ การจะอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยนางจึงต้องระมัดระวังให้มาก หวังเพียงพึ่งพระมเหสีก็คงไม่ได้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้นจะพาชีวิตรอด
สิบวันผ่านไปฉวนลี่ถิงถูกเรียกตัวไปพบพระชนนี และนั่นก็เป็นการพบกันซึ่งหน้ากับหานจิ่นซู่เป็นครั้งแรกหญิงสาวผู้ถูกวางตัวเป็นคู่หมั้นหมายของเสวี่ยอ๋องสวมใส่เสื้อผ้าซึ่งบ่งบอกว่าอยู่รับใช้ใกล้ชิดพระชนนีที่ตำหนักมิใช่ในฐานะนางกำนัลธรรมดา นับเป็นการเตรียมตัวในขั้นต้นกระมังใจฉวนลี่ถิงกระตุกวูบอีกคราเมื่อคิดถึงเรื่องมงคลอันใกล้เข้ามา
อาการชะงักไปเล็กน้อยของนางเมื่อเห็นหานจิ่นซู่มิได้รอดพ้นสายพระเนตรเจ้าของตำหนักแม้แต่น้อย
“เป็นอย่างไรบ้างแปลกที่แปลกทาง หลานข้าได้หลับเต็มตื่นบ้างหรือยัง”
“องค์ชายบรรทมง่ายเพคะ”ขอเพียงมีตุ๊กตาเสือน้อยทั้งสองตัวและมีเสี่ยวหมิงอยู่ใกล้ทดแทนตัวนาง อาเฉินก็น้อยนักที่จะโยเย
“แล้วเจ้าเล่าคงคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่อยู่มากกระมัง”
“มากเพคะแต่อีกไม่นานหม่อมฉันก็จะได้กลับบ้าน คิดอย่างนี้แล้ว พอให้คลายความคิดถึงได้เพคะ”
นางพูดอย่างกับว่าตัดใจจากชีวิตสะดวกสบายได้ง่ายดายกระนั้นแล้วยังเสวี่ยอ๋องอีกเล่า สายตาคนอาบน้ำร้อนมาก่อนแค่มองก็ทรงรู้ว่าเขามีใจให้หญิงชาวบ้านนางนี้ จะว่าไปแล้วทั้งพี่ทั้งน้องเหตุไฉนถึงได้ทอดสายตามองต่ำหมายคว้าหญิงไร้สกุลหย่อนการอบรมมาเคียงคู่ได้
แล้วหทัยพระชนนีฉางซุนก็หวนระลึกถึงเรื่องราวรักใคร่ของพระสวามี...ทรงทำดีแล้วที่เร่งตัดไฟเสียแต่ต้นลม
หลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดครู่หนึ่งก็ทรงเรียกหานจิ่นซู่เข้ามาใกล้
“นางคือซู่เอ๋อร์รู้จักกันไว้หน่อยก็ดี”
“หานจิ่นซู่คารวะท่านหญิง”
ฉวนลี่ถิงโค้งศีรษะให้อีกฝ่าย
“ในคืนงานชมจันทราท่านร่ายรำได้งดงามประหนึ่งจวี๋ฮวาแย้มบานมิผิดเพี้ยน”
“ท่านหญิงกล่าวเกินจริงแล้วซู่เอ๋อร์ไหนเลยจะงามเท่าเทพธิดาแห่งสารทฤดู” สาวงามยิ้มหวานละมุน
กิริยานอบน้อมพินอบพิเทาของนางทำให้ฉวนลี่ถิงรู้สึกเกร็งด้วยตัวนางนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างไม่สมกับคำว่าท่านหญิงเลยสักนิด
“ฟังจากซีเอ๋อร์เล่าเจ้ามีฝีมือด้านย้อมและทอผ้า ข้าเคยถามเสี่ยวเสวี่ยเขาก็เล่าว่าเจ้าสร้างโรงทอขึ้นที่ตำหนัก”
“นั่นเพราะความกรุณาของเสวี่ยอ๋องหรอกเพคะ”
“เขาดีกับเจ้ามากสินะ”
ฉวนลี่ถิงเหลือบมองหานจิ่นซู่แวบหนึ่งบนดวงหน้างดงามนั้นยังคงมีรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาทอประกายใสแวววาวดั่งตาปลานางคาดเดาว่าอีกฝ่ายก็กำลังรอคำตอบด้วยอีกคน
“นั่นเพราะทรงเมตตาอาเฉินหรอกเพคะ”หากบอกว่าเสวี่ยอ๋องทรงดีกับนางมากต่อหน้าว่าที่คู่หมั้นหมายของพระองค์ก็คงเป็นเรื่องอวดอ้างรนหาเรื่องตายเกินไปกระมัง
“หลานชายข้าคนนี้จิตใจดีมีเมตตาต่อทุกผู้คนเสียอย่างเดียว ทำร้ายจิตใจป้าคนนี้นัก”
“ทำร้ายพระทัยเรื่องใดเพคะ”หานจิ่นซู่ซึ่งนั่งพัดไล่ลมอบอ้าวเคียงข้างพระชนนีทูลถาม
“จะเรื่องอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องแต่งชายาให้เป็นเรื่องเป็นราว รอแล้วรอเล่ากระทั่งป่านนี้จนข้าต้องลงมือจัดการเองนี่อย่างไร”
ครั้นฟังแล้วหานจิ่นซู่ก็เหนียมอายจนนวลหน้าขาวผ่องแดงราวผลอิงเถาผิดกับสตรีอีกหนึ่งนางซึ่งนั่งอยู่ ณ ที่แห่งนั้นรอยยิ้มที่ควรประดับบนหน้าระหว่างสนทนาคล้ายผนึกค้างแข็งต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดกว่าจะฝืนยิ้มและแสดงความคิดเห็นออกมา
“เสวี่ยอ๋องคงดีพระทัยไม่น้อยที่ทรงมีพระกรุณาและห่วงใยชีวิตส่วนพระองค์”
“หลานชายข้าทั้งคนนี่นะมารดาเขาก็เป็นน้องสาวที่เติบโตมาพร้อมกับข้า เรื่องคู่ครองเขาตามประสาคนที่อุ้มชูเลี้ยงดูราวกับมารดาผู้ให้กำเนิด ข้าจะไม่ใส่ใจก็กระไรอยู่ข้าสู้อุตส่าห์เลือกเฟ้นคนที่เหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว”
ท่าทางเขาเมื่อได้รู้ว่าทรงเลือกหานจิ่นซู่ให้เป็นคู่ครองนั้นไม่มีความยินดีเลยสักนิดเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะปฏิเสธพระนางก็ตัดบทคุยเรื่องอื่นเสียก่อน ยิ่งมาวันนี้ให้แน่พระทัยนักว่าฉวนลี่ถิงก็คิดมีใจให้เขา
ทั้งสองลอบมีใจต่อกันแต่จะถึงขั้นไหนแล้วนั้น ก็มิทรงรู้
ฉวนลี่ถิงไม่เหมาะสมจะแต่งเป็นพระชายาและไม่ควรที่จะได้เป็นสนมขององค์จักรพรรดิมิเช่นนั้นเหตุการณ์พี่น้องทะเลาะกันคงเกิดขึ้นแน่ ทรงมีแผนการในพระทัยหลังจากหานจิ่นซู่แต่งเป็นชายา จะทรงหาขุนนางระดับท้องถิ่นสักคนมาแต่งกับฉวนลี่ถิงนับเป็นพระกรุณาที่สุดแล้วสำหรับสตรีชาติกำเนิดต่ำต้อยเช่นนาง
“หงเอ๋อร์ได้สมรสพระราชทานแล้วมีงานมงคลของเสี่ยวเสวี่ยอีกสักงาน ลูกหลานใกล้ชิดเป็นฝั่งเป็นฝาเท่านี้ข้าก็ตายตาหลับแล้ว”
“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับเสวี่ยอ๋องและหญิงสาวผู้เพียบพร้อมคนนั้นเพคะ”
ยินดี...ยินดีปากนางบอกยินดี ช่างขัดกับความรู้สึก ‘ไม่ยินดี’ ลึกๆ ภายในยิ่ง เข้ามาอยู่ในวังหลังมิทันไรนี่ผิวหน้านางคล้ายฉาบสวมด้วยหน้ากากหนาเตอะไปแล้วหรืออย่างไร ฉวนลี่ถิงคิดพลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตุบๆ
“เจ้าพูดอย่างกับยังไม่รู้ว่าเขาจะแต่งกับใคร”พระขนงเรียวดุจกิ่งหลิวเลิกขึ้นเรื่องซุบซิบในวังหลังมีหรือจะไม่ถึงหูคนตำหนักสุขบริบูรณ์
“หม่อมฉันเพิ่งเข้าวังวุ่นวายอยู่กับองค์ชายน้อย เรื่องอื่นนั้นไม่ทราบเลยเพคะ” นอกจากสวมหน้ากากแล้วยังต้องโกหกปิดบังความรู้สึกตัวเองอีกด้วย ไยพระชนนีถึงชมชอบที่จะเห็นนางอึดอัดคับข้องใจนักนะแรกที่ถูกเรียกพบ นางคิดว่าจะทรงคุยเรื่องของอาเฉินเสียอีก
“ถ้าข้าบอกเองต่อหน้าเจ้าก็เกรงใครแถวนี้จะอายมากกว่าที่เป็นอยู่ เอาเถอะ...เดี๋ยวรอประกาศอย่างเป็นทางการจะได้รู้กันทั่วเรื่องซุบซิบคาดเดาว่าจริง ไม่จริงอย่างไร จะได้เพลาๆ ลงนี่ข้าก็กวนเวลายามบ่ายเจ้านานโขแล้ว ข้าเองก็จะได้เวลาเอนหลังสักหน่อยเหมือนกันเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”
เยี่ยม!ทรงเรียกนางมาเพื่อข่มขวัญให้ยอมวางมือยุติเรื่องราวผู้คนในวังล้วนไม่คิดเสียเวลาแม้แต่น้อยที่จะทำให้นางอกสั่นขวัญหาย
ช่างผิดกับอีกคนหานจิ่นซู่รู้สึกดีมากเมื่อเห็นสีหน้าเจื่อนๆ ของ ฉวนลี่ถิงฟังพระชนนีออกหน้าเช่นนี้แล้วหญิงสาวต่างเมืองก็เห็นสมควรตัดใจจากเสวี่ยอ๋องได้แล้วกระมังเพราะหนทางข้างหน้าหากได้เกี่ยวพันกับ เชื้อพระวงศ์ที่ไม่ชมชอบนางเห็นทีจะใช้ชีวิตลำบากแล้ว
ฉวนลี่ถิงลุกยอบกายกล่าวทูลลาพระชนนี‘ใครแถวนี้’ ทำความเคารพนางและนางก็บอกลา ‘ใครแถวนี้’ ของพระชนนีตามมารยาทพึงมีก่อนหันกายเดินออกจากตำหนัก ติดตามด้วยนางกำนัลที่รออยู่ด้านนอก
เมื่อพ้นเขตตำหนักของพระชนนีแล้วหญิงสาวก็พรูลมหายใจปลดปล่อยความร้อนรุมสุมใจกายออกมาหมดสิ้น
ลี่ถิงเอ๋ย...ลี่ถิงแค่สิบวัน เจ้ากลับรับรู้รับฟังเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้เมื่อถึงคราต้องออกจากที่นี่ตัวเจ้าจะยังมีความคิดและจิตใจเหมือนดั่งเช่นตอนเข้ามาหรือไม่