จักรธรรีบวิ่งไปช่วยถือของในมือของทุกคนและพาพวกเธอไปพักอยู่บริเวณที่คำพานั่งอยู่ก่อน “ฉันเกือบจะวิ่งไปตามแล้ว ทำไมมาช้าจัง”
“ช่วยพี่วารีเก็บของอยู่ เลยมาช้า” พลอยแท้บอกก่อนจะรับเสื้อผ้าแห้งที่ทางวัดเตรียมไว้ให้มาจากคำพาและเดินไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำด้านใน
เมื่อทั้งหมดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วคำพาจึงช่วยเช็ดผมให้วารุณีเพื่อไม่ให้เป็หวัด ส่วนปากก็ถามวารีไปด้วย “แล้วผจญล่ะ”
วารีถอนหายใจเฮือก “ออกไปขายของที่ต่างจังหวัดได้สองอาทิตย์แล้ว ยังไม่กลับมาเลย ถ้ากลับมาเห็นสภาพบ้านไม่รู้ฉันจะโดนอะไรบ้าง” วารีเอ่ยหน้าหมองส่วนสายตานั้นก็มองออกไปด้านนอกวัดที่ปริมาณน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างทุกข์ใจ
“จะโดนอะไรล่ะ มันเป็ภัยธรรมชาติ คงไม่ไร้เหตุผลขนาดนั้นหรอก”
วารีหลุบตาลงมองพื้น สำหรับคนที่รู้จักผจญดีอย่างเธอ เธอมั่นใจว่าเขาคงไม่อยู่นิ่งเฉยเป็แน่ มือของวารีสั่นน้อย ๆ
“ไม่รู้จะตกนานแค่ไหนนะย่า เมื่อกี้เดินมาก็ท่วมครึ่งน่องฉันแล้ว” พลอยแท้มองไปยังทิศที่ตั้งของบ้านด้วยความเป็ห่วง แม้มันจะโกโรโกโส แต่มันก็สามารถใช้เป็ที่ซุกหัวนอนอันอบอุ่นได้
“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ค่อย ๆ แก้ไขกันไป” คำพาทอดถอนใจ ในใจเธอนั้นก็ทุกข์ไม่แพ้กัน เพราะตอนออกจากบ้านมา หยิบมาได้แค่เงินที่ขายผักและเสื้อผ้าอีกสองชุดเท่านั้น เครื่องนอนต่าง ๆ ยังอยู่ในบ้านทั้งหมด ไหนจะผักที่กำลังขึ้นงามอีก คำพาแอบปาดน้ำตาที่เริ่มคลอเอ่อออกไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังช้ากว่าสายตาของจักรธรที่ทันเห็นพอดี
ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้ความทุกข์นี้หลุดพ้นจากพวกเขาโดยเร็ว ขอให้เขาสามารถลืมตาอ้าปากได้ สามารถพาทุกคนไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ต้องปากกัดตีนถีบอีก
อีกสองวันถัดมา ท้องฟ้ายังคงมืดดำและฝนที่ตกต่อเนื่องมาเป็วันที่เจ็ดก็ยังคงลงเม็ดหนา ตอนนี้ปริมาณน้ำป่าที่ไหลลงมาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด บ้านเรือนละแวกที่คำพาอาศัยอยู่ต่างจมมิดเหลือแค่หลังคาแล้วในตอนนี้
ทั้งคำพา จักรธร และพลอยแท้ต่างไม่มีกะจิตกะใจที่จะเอื้อนเอ่ยอันใดอีก ทั้งหมดต่างนั่งจ้องสายฝนที่หลั่งลงมาด้วยใจที่ทุกข์ระทม แม้จะมีข้าวปลาอาหารที่ทางอำเภอนำมาให้อิ่มท้องทั้งสามมื้อ มีข้าวของจากหลายหน่วยงานเข้ามาแจกอยู่ทุกวัน แต่มันก็ไม่เหมือนอยู่บ้านของตัวเอง ได้มีพื้นที่ส่วนตัวที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่มานอนกองรวมกันที่ศาลาแบบคนไร้บ้านแบบนี้
“ไอ้คนไม่เห็นหัวผู้ใหญ่ ฟ้าดินมันก็ลงโทษแบบนี้แหละ” เสียงจาตุรนต์ลอยมาเข้าหู
จักรธรหันไปมองตาขวางเพราะอารมณ์เขาในตอนนี้มันเหมือนะเิที่รอวันจุดอยู่แล้ว
บ้านจาตุรนต์อยู่บนพื้นที่สูงอีกฝั่งของหมู่บ้านทำให้ไม่ได้รับความเสียหายอันใด แต่ที่ต้องมาป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณวัดก็เพราะทางอำเภอให้มาจัดเตรียมอาหารให้กับผู้ประสบภัยภายในหมู่บ้าน เขาจึงจำเป็ต้องมานั่งอยู่ที่นี่วันละเจ็ดแปดชั่วโมงทั้ง ๆ ที่เหม็นหน้าจักรธรและคำพาใจจะขาด
“พูดถึงใคร” จักรธรถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
จาตุรนต์อยากจะเย้ยหยันต่อให้สาแก่ใจแต่เห็นแววตาหมาบ้าของจักรธรที่เหมือนวันนั้นไม่มีผิด เขาจึงเลือกที่จะหุบปากและยักไหล่ทำไขสือ “ฉันไม่ได้พูดกับแก” ว่าแล้วก็ก้าวเดินออกไปจากบริเวณศาลาเพราะไม่อยากเห็นคนพวกนี้ให้รำคาญตาอีก
จักรธรจะตามไปคุยให้รู้เื่แต่โดนคำพาหยุดไว้เสียก่อน “อย่าใจร้อน ปล่อยเขาไป” คำพาบอกพลางมองตามหลังจาตุรนต์ด้วยแววตาเศร้า แม้เธอจะก้าวเข้ามาในฐานะแม่เลี้ยงของจาตุรนต์ แต่เพราะความรักเด็ก ทำให้เธอรักจาตุรนต์เหมือนลูก แม้จาตุรนต์จะสร้างปัญหาให้เธอไม่หยุดหย่อน แต่เธอก็ไม่เคยถือโทษ
แล้วก็ไม่คิดฝันว่าคนที่เธอดูแลเหมือนลูกมาตลอดสามสิบกว่าปีจะใจดำขับไล่เธอออกจากบ้านเพราะเชื่อคำยุแหย่ของพรรณี ภรรยาใหม่ของเขาว่าคำพากำลังพยายามฮุบสมบัติที่มีทั้งหมดเป็ของตน ทันทีที่สามีเธอตายไม่ทันข้ามวัน จาตุรนต์ก็ไล่คำพาออกจากบ้านทันที
จักรธรที่พอรู้เื่ราวมาบ้างจากปากของวารีและชาวบ้านคนอื่นได้แต่มองคำพาอย่างเห็นใจ เขาโอบกอดบ่าผอมบางของคำพาไว้และพูดปลอบ “ย่าไม่ต้องห่วง อนาคตผมจะทำให้ย่ากินอิ่มนอนหลับและมีชีวิตที่สุขสบายให้ได้”
คำพาถึงกับน้ำตาซึม เธอยกมือที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตขึ้นมาปาดน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอพลางยิ้มจาง ๆ ให้เขา “ย่าจะรอนะ ย่ารู้ว่าธรต้องทำได้”