วันที่ 95 ของเกมส์แห่งสงคราม
เหล่าผู้นำประจำเผ่าได้มารวมตัวกัน ณ ทุ่งหญ้าแห่งการก่อกำเนิด
บนพื้นที่ทุ่งสีเขียวอันกว้างใหญ่พร้อมมีสายลมพัดโพกสะบัด กำลังจะมีการประชุมสุดยอดของทั้งห้าเผ่าเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
ตัวแทนและผู้ช่วยจำนวนเผ่าละสองคนต่างมายืนรวมตัวบนหน้าแท่นหินสูงสิบเมตร
มันคือตัวแทน เป็นแท่นหินแห่งคำสัตย์สาบานที่ทั้งห้าเผ่าร่วมมือกันสร้างขึ้นมา
"ขอกล่าวคำปฏิญาณ"
"ว่าจะไม่พูดจาโปปด"
"ไม่ทรยศหักหลัง"
"ร่วมมือฟันฝ่า"
"รวมใจเป็นหนึ่ง"
ผู้ที่มารวมตัวต่างเริ่มกล่าวคำสาบานกันอย่างพร้อมเพรียง
"ขอถวายคำปฏิญาณตนต่อเทพเจ้าทั้งสาม"
ผู้นำกัง ชายชาวจีนหน้าตาดีเผ่ามนุษย์กำลังถวายคำสัตย์ต่อเทพเจ้าทั้งสามที่เป็นศาสนาใหม่ของพวกตน
"ขอถวายคำสาบาน"
เลขาตั๋ง สตรีใบหน้าจิ้งจอกเลขาสุดฉลาดและเจ้าเล่ห์ได้กล่าวคำสาบานตาม
"ขอแสดงความจริงใจต่อเทพีไกอา"
ราชาแห่งยักษาดูเรียนก้มหัวโค้งลงต่ำด้วยหน้ากากไม้ที่ดูน่าเกรงขาม
ข้างตัวเขาคือขุนนางนักปราชญ์แอปเปิลที่มาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้
"สาบานต่อเทพแห่งท้องฟ้า"
ชาวปักษาขนแดงโซเดียมและขนสีขาวไฮเจน จ่าฝูงประจำเผ่าต่างกล่าวคำปฏิญาณด้วยเสียงอันดังพร้อมกัน
ปีกที่งดงามได้ถูกกางออกเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าของพวกเขา
"สาบานต่อศักดิ์ศรีของเผ่าและองค์ราชินี"
ราชินีแฟตกับราชินีคอมพาเนียนพูดสาบานตนต่อศักดิ์ศรีของเผ่าเธอ
สำหรับเ่ผาที่ไม่นับถือเทพเจ้าอย่างพวกเธอแล้ว คำสัตย์สาบานจึงตกไปอยู่กับ [ศักดิ์ศรี] ของพวกเธอเอง
"ขอสาบานต่อธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ยัน~"
"และความจริงแห่งสรรพสิ่งดอง~"
ก่อนจะปิดท้ายด้วยตัวแทนเผ่าภูติซึ่งเป็นประธานาธิบดีลิลลี่กับผู้กล้าเอสเทอ
หลังจากกล่าวคำสาบานต่อหน้าสัญลักษณ์ เหล่าตัวแทนทั้งหมดสิบคนก็เดินเข้าไปในโดมเหล็กขนาดเล็กที่สร้างโดยความร่วมมือของเผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติ
ที่รอบนอกห่างออกไปยี่สิบเมตร คือค่ายทหารของทั้งห้าเผ่าที่มาตั้งเต็นท์เรียงรายเพื่อรอฟังผลการประชุมของผู้นำเผ่าตนเอง
และเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง แต่ละฝ่ายจึงนำกำลังพลมาเพียงแค่หยิบมือราวห้าสิบคนเท่านั้น
"เริ่มการประชุมกันเถอะ"
จ่าฝูงสูงสุดคนใหม่ [ไฮเจน] กล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียดก่อนจะเดินเข้าไปข้างในโดมเหล็กตรงหน้า
การประชุมเพื่อร่างสนธิสัญญาที่แสนจะเข้มข้นและตึงเครียดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
"และประธานดำเนินการประชุมก็คือเปอร์ไซด์คนนี้เองเจ้าค่ะ! "
คิดว่านะ…
***ผู้กล้าหนอนหนังสือ [เอสเทอ]
เนื่องจากตัวตั้งตัวตีที่อยากให้ทุกเผ่ามาสานสัมพันธ์กันคือเปอร์ไซด์ สามารถพูดได้ทุกภาษา และยังมีจิตใจที่เป็นกลางจนน่าปวดหัว ฉันเลยเสนอชื่อของเธอให้มารับหน้าที่เป็นประธานการประชุมนะดอง
แน่นอนว่าทุกคนเองก็เห็นพ้องต้องกัน เลยทำให่ไม่มีใครคิดคัดค้านการเลือกประธานในครั้งนี้เลยแม้แต่คนเดียว
"งั้นหนูขอเริ่มงานประชุม…. เออ… มันคืองานประชุมอะไรนะคะคุณเอสเทอ? "
"สนธิสัญญาสงบศึกยังไงดอง…"
"ใช่ ๆ! สนธิสัญญาค่ะ! ... ว่าแต่ สนธิสัญญานี่มันอร่อยหรือเปล่าคะ? "
มันใช่ของกินที่ไหนละดอง!
เข้าใจอยู่ว่ายัยนี่นะสมองกลวง แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะกลวงหนักขนาดนี้นะดอง
สงสัยว่าจะเลือกคนมาเป็นประธานผิดแล้วสิดอง…
"เปอร์ไซด์… คือพวกเราจะมาร่างข้อกำหนดขึ้นมา เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกัน--- (เริ่มทำการอธิบายลากยาว) "
ชายเผ่าปักษาที่ชื่อโซเดียมกำลังพยายามอธิบายให้ยัยสมองกลวงเข้าใจว่าพวกเรากำลังทำบ้าอะไรกัน
ดีมากดอง ทีนี้พวกเราก็จะได้เริ่มประชุม---
"เข้าใจแล้วค่ะ! ตอนแรกก็งงอยู่ว่าเชิญมาเป็นประธานงานปาร์ตี้เสียอีก… ดีใจจัง ในที่สุดสงครามก็จบลงได้เสียทีค่ะ"
พริบตานั้นเองที่ทุกคนต่างเผลอแสดงท่าทีผิดปกติออกมาให้เห็น
ไม่แปลก ขนาดฉันเองยังรู้สึกผิดเลยดอง
ทุกคนที่อยู่ตรงนี้คงคิดเหมือนกันนั่นละดอง
ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ตอนนี้ฉันอยากใช้ชีวิตสงบสุขแล้วหาอ่านหนังสือสนุก ๆ น่าสนใจของต่างเผ่ามากกว่า
แถมอาวุธกับทรัพยากรยังเริ่มขาดแคลน ดังนั้นทำสงครามต่อไม่ไหวหรอกนะดอง
เผ่าอื่นเองก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน ไม่อย่างงั้นคงปฏิเสธเข้าร่วมร่างสนธิสัญญาตัวนี้ไปแล้วดอง
แถมไม่แน่ว่าถ้าหากได้แลกเปลี่ยนความรู้กับอัจฉริยะของคนต่างเผ่า พวกเราก็อาจจะหยุดการสิ้นสุดของโลกได้ และคราวนี้สงครามก็จะจบลงอย่างแท้จริง
แต่ถ้าหากว่าหยุดไม่ได้ละดอง?
ถึงตอนนั้นทุกคนคงหน้ามืดก้มหัวก่อสงครามอีกรอบตามคำสั่งจากเทพบ้าบอที่ได้รับมาแน่นอนดอง
ดังนั้นความศักดิ์สิทธิ์ของตัวสนธิสัญญานี้จึงเปราะบางมาก
ฉันว่าหลังจากร่างสนธิสัญญาเสร็จ ทุกเผ่าคงเริ่มสะสมอาวุธกันเพื่อรอวันเปิดสงครามอีกรอบนะดอง
ขนาดฉันเองยังวางแผนเสนอสภาภูติให้ทำแบบนั้นเลยดอง
เพราะแบบนั้นเลยรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ
"... แต่ว่าผู้นำกังของเผ่ามนุษย์ยังดูเก็บอาการได้ดีเลยนี่ดอง"
ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
มีเพียงแค่ผู้นำเผ่ามนุษย์ที่ไม่แสดงท่าทีผิดปกติอะไร ไม่เหมือนกับเลขาหน้าจิ้งจอกของเขาที่ก้มหน้าเพราะกำลังรู้สึกผิดอยู่
"กรอดด… Zzz"
ฉันได้ยินเสียงคนนอนกรนละดอง
"..."
เออ… ผู้นำเผ่ามนุษย์กำลังนอนอยู่หรือดอง?
ไม่สิ คนระดับผู้นำคงไม่มานอนกลางประชุมที่สำคัญแบบนี้ได้หลอกดอง~ ฉันคงคิดมากไปเองมากกว่าดอง~
"เอาละ งั้นมาเริ่มเปิดประชุมกันได้ค่ะ! มาเสนอแนวทางที่พวกเราจะสามารถยินดีใช้ชีวิตด้วยกันได้เถอะค่ะ! "
ในที่สุดเปอร์ไซด์ก็เข้าใจคำว่าสนธิสัญญาและเริ่มดำเนินการประชุมต่อ
งั้นได้เวลาเสนอแนวทางที่คิดเอาไว้---
"ข้อแรกห้ามทุกคนทะเลาะกันค่ะ"
---มานำเสนอ…
"ข้อสอง เพื่อเป็นการกระชับมิตร ห้ามทุกคนไปตั้งเมืองที่อื่น แต่ต้องมาอาศัยร่วมกันในเมืองเดียวกันค่ะ"
ดอง?
"ข้อที่สาม เพื่อไม่ให้ใครมาทรยศหรือเกิดเรื่องน่าเศร้าทีหลัง คริสตัลของทุกฝ่ายต้องมาตกอยู่ในการดูแลของหนูค่ะ"
เออ… คุณเปอร์ไซด์?
"ข้อที่สี่ ตั้งคณะกรรมการกลางกับกองทัพส่วนกลางเพื่อจับตาดูพฤติกรรมของทุกเผ่าไม่ให้แอบสร้างกองทัพอย่างเป็นธรรมค่ะ"
ยัยเปอร์ไซด์ยังคงพล่ามไม่ยอมหยุดดอง
"ข้อที่ห้า ทุกเผ่าจะต้องร่วมมือกันหาทางหยุดการล่มสลายของโลกค่ะ"
ทุกคนที่มารวมตัวกันต่างกำลังจ้องไปที่ท่านประธานสมองกลวงด้วยสายตางุนงง
"ข้อที่หก หากใครทำผิดข้อตกลง เผ่าปักษา หรือก็คือหนู เปอร์ไซด์ผู้นี้จะทำลายคริสตัลทิ้งค่ะ ข้อสัญญามีเท่านี้ ตกลงนะคะทุกคน ที่เหลือฝากจัดการเสนออุดรอยโหว่ให้ทีด้วยค่ะ~"
"เดียวสิดอง! "
อย่ามาพูดเองเออเองแบบนี้สิดอง!
ฉันเหลือบไปมองตัวแทนเผ่าปักษาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
พวกเขาทั้งสองคนต่างก้มหน้าหลบสายตาราวกับกำลังอายจนแทบอยากมุดดินหนี
มีเพื่อนแบบนี้คงเหนื่อยหน่อยนะดอง
แต่ก่อนอื่น…
"เธอจะมาพูด… หายตัวไปแล้วหรือดอง! "
แต่พอรู้ตัวอีกที ยัยเปอร์ไซด์ก็บินทะลุโดมออกไปแล้วดอง
บินทะลุหลังคาโลหะออกไปตามตัวอักษรเลยดอง
นี่ในหัวยัยนั่นคิดว่าจบการประชุมไปแล้วจริง ๆ เรอะดอง! แถมประตูนะรู้จักมั้ยดอง? นี่เล่นบินทะลุหลังคาเลยหรือดอง!?
โอ้ย ตบมุขจนเหนื่อยแล้วดอง...
"... มาเริ่มการประชุมจริง ๆ กันเสียทีมั้ยดอง? "
ว่าแล้วฉันก็เริ่มเปิดการประชุมอีกครั้งพร้อมกับรับหน้าที่แทนยัยบ้องเป็นประธานการประชุมครั้งนี้แทนไปซะงั้น
การประชุมนั้นพวกเราแลกเปลี่ยนข้อเสนอกันอย่างดุเดือดมาก
หัวข้อหยุดยิงกับหัวข้อส่งคนมาทำวิจัยหยุดยั้งภัยที่กลืนกินโลกนั้น ผ่านไปได้ดีอย่างไร้ปัญหา
แต่มาเป็นปัญหาที่การแบ่งเขตปกครองของแต่ละเผ่าแทนดอง
ฝ่ายที่พูดน้อยแต่ต่อยหนักคือเผ่ามนุษย์
ผู้นำของพวกเขาที่ชื่อกังนั้นจะนั่งนิ่งดุจขุนเขาไม่ปริปากอะไร แล้วพอถึงเวลาเขาก็จะให้เลขาหน้าจิ้งจอกที่ชื่อตั๋งพูดแทน
ผู้นำมนุษย์จะส่งรหัสเสียงว่า [ครอก~ ฟี้~] ที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันแปลว่าอะไร ก่อนที่เลขาของเขาจะพยักหน้าทำความเข้าใจแล้วตีความเสนอออกมาเป็นภาษากลางของพวกเขา
พวกเขาใช้วิธีขอพื้นที่ซึ่งดูไม่มีค่าอะไร แล้วยื่นเพิ่มทีละนิดจนพอรู้ตัวอีกที พวกเขาก็ได้พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปทางภาคตะวันตกไปเกือบทั้งหมด
แต่เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่มันเป็นที่ดินดั้งเดิมของพวกเยาที่ยึดครองเอาไว้ก่อนสงครามจะเริ่ม พวกเราจึงไม่มีใครคิดที่จะคัดค้าน
ส่วนฝ่ายปักษานั้น พวกเขาขอพื้นที่เล็ก ๆ บ้านเกิดใกล้ต้นไม้โลกอิกดราซิลบนยอดเขากลับมา พวกเขาก็พอใจแล้ว
ส่วนเผ่ายักษา ข้อเสนอของพวกเขาคือสิทธิในการครอบครองดินแดนหุบเขาทางตอนเหนือทั้งหมด
พื้นที่หุบเขาแถบนั้นมีสินแร่กับน้ำมันเยอะมาก ในขณะที่พื้นที่อื่นของทวีปถูกขุดจนแทบจะเหือดแห้งจนหมด
ต้องบอกว่าตลกมากที่โลกใบนี้พึ่งจะเกิดมาได้ไม่ถึงปี แต่กลับถูกทุกเผ่าขุดมาทำสงครามจนแทบจะเหือดแห้งไปแล้ว
ส่วนเผ่าอาร์โธร์โพดามาแปลกมาก
พวกเขาขอแค่พื้นที่เล็ก ๆ ทางตอนใต้ แล้วก็หยุดไม่เข้าร่วมการคัดค้านแย่งชิงสิทธิที่ดินกับเผ่าอื่นต่ออีก
คงไม่ใช่ว่ามาเล่นลิ้นแล้วยึดพื้นที่ใต้ดินทั้งทวีปไปครองแทนหรอกนะดอง?
จากการสำรวจนั้น ฉันรู้ว่าสินแร่และทรัพยากรณ์ใต้ดินส่วนใหญ่จะเหลือแค่แถบเขาทางเหนือของทวีป ส่วนภูมิภาคอื่นกำลังเหือดแห้งไปอย่างที่บอกเอาไว้ข้างต้น
แต่ใช่ว่าจะไม่เหลือเลย
ถ้าหากพวกมันเล่นลิ้นแล้วลักลอบขุดผ่านเส้นทางใต้ดินโดยไม่ให้เผ่าอื่นรู้ มันก็จะเท่ากับว่าทุกเผ่าถูกขโมยทรัพยากรณ์ออกไปจากดินแดนแบบไม่ทันรู้ตัวได้ดอง
หลังจากนี้คงต้องหาทางเตรียมรับมือเอาไว้แล้วสิดอง
ฉันจับจ้องใบหน้าที่คล้ายแมลงของคนที่ชื่อว่าแฟตกับคอมพาเนี่ยน
อืม… หน้านิ่งไม่มีสีหน้าจนไม่รู้เลยว่าพวกหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่ดอง…
แบบนี้แย่แล้วดอง
ถ้าไม่รีบหาเสียงสนับสนุน มีหวังเผ่าภูติของเราได้รับที่ดินซึ่งไม่มีอะไรสักอย่าง อย่างทุ่งหญ้าตอนกลางของทวีปแน่นอนดอง
เพราะว่าพื้นที่ทะเลป่าภาคตะวันออกมันย่อยยับหมดแล้ว แถมเกินครึ่งของป่าก็ถูกเงามืดกลืนกินไปแล้วด้วยดอง
พวกเราต้องการพื้นที่ทางตอนเหนือ หรือไม่ก็พื้นที่บางส่วนของภาคตะวันตกมา
แต่ถ้าสถานการณ์ปัจจุบันคือทุกเผ่ากำลังพึงพอใจกับสภาพที่ดินที่เลือกไปแล้ว พวกเราคงไม่มีน้ำหนักเสียงมากพอไปโน้มน้าวคนอื่นได้แน่นอนดอง
แต่ยังไม่ได้หมายความว่าสิ้นหวัง
เดียวฉันจะลองพูดยุฝ่ายมนุษย์เรื่อง [แหล่งน้ำมัน] ในหุบเขาทางตอนเหนือ---
"เผ่าภูติเองก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน ยัน~"
อยู่ ๆ ประธานาธิบดีลิลลี่ก็ยอมรับเอาที่ดินห่วย ๆ หน้าตาเฉยเลยดอง
ดวงตาของเธอที่ส่งมาให้ฉันกำลังบอกว่า [ไม่ต้องห่วง ฉันมีแผนแล้วยัน~]
เชื่อใจได้แน่นะดอง?
หลังจากแบ่งเขตประเทศเรียบร้อย พวกเราก็เริ่มพูดกันต่อเรื่องบทลงโทษหากผิดสัญญา
ถึงจะพูดคุยกันเรื่องคว่ำบาตรกันอย่างจริงจัง แต่เอาเข้าจริงก็ร่างไปขำ ๆ เท่านั้น
ฉันจะคอยดูว่าเผ่าไหนจะเป็นฝ่ายแรกที่ฉีกสัญญาทิ้งนะดอง
พอคุยตกลงกันเสร็จ พวกเราก็ลงมือเขียนสลักสัญญาและลงนามด้วยตัวแทนทั้งสิบคนที่มารวมตัวกันลงบนแท่นหินแห่งคำสาบานที่วางอยู่นอกโดม
[สัญญาคริสตัล] นั่นคือนามของมัน
และนี่คือหัวข้อโดยสรุปที่พวกเราได้มากัน
ห้ามล่วงล้ำเขตแดนที่ได้ตกลงกันเอาไว้นอกจากจะได้รับอนุญาต
ห้ามซ่องสุมกองกำลังทางการทหารเกินกว่าควรจำเป็น
ต้องร่วมมือวิจัยเพื่อหาทางหยุดการล่มสลายของโลก
ห้ามโจมตี รุกรานหรือทำร้ายคนต่างเผ่า
หากใครละเมิดข้อตกลงจะต้องถูกคว่ำบาตรจากทุกเผ่า
ก็ตามนี้ละดอง
พูดตามตรงว่าเป็นสนธิสัญญาที่เตรียมถูกฉีกทิ้งได้เลยดอง
เอาแค่ข้อสองก็ทำตามไม่ได้แล้วดอง แถมไอที่ว่า [เกินกว่าควรจำเป็น] นี่ก็เขียนมาเพื่อให้เปิดช่องโกงกันหน้าด้าน ๆ ชัด ๆ เลยนะดอง
แต่ด่าไปก็เท่านั้น เพราะฉันเองก็เห็นดีเห็นงามกับมันด้วยละนะดอง
"จบเสียทีดอง"
"ขอบคุณทุกคนมากยัน"
พวกเราต่างแลกจับมือกันและกัน ก่อนจะออกมาจากห้องประชุม
แสงสว่างเริ่มลับขอบฟ้าจนเป็นสีแดงฉาน
ท้องฟ้าสีแดงตัดทุ่งหญ้าสีเขียวและมีแท่งคริสตัลโปรงแสงสูงสิบเมตรจำนวนสี่แท่งวางเรียงอยู่ตรงหน้า
ฮืม เดียวนะ… คริสตัลหรือดอง!?
"ประชุมเสร็จแล้วหรือค่ะทุกคน~"
บนคริสตัลทั้งสี่แท่งนั้นมีเปอร์ไซด์ยืนเกาะอยู่
"เปอร์ไซด์ นั่นมัน…"
"คริสตัลของทุกเผ่าที่เหลือยังไงละคะ หนูอุตส่าห์ไปบินควานหาทั่วทวีปเพื่อแบกมันมารวมกันที่นี่เลยนะคะ"
ฉันรู้แล้วว่าคือคริสตัลดอง
ที่ฉันอยากรู้คือเธอจะขนมันมาทำบ้าอะไรที่นี่ต่างหากละดอง
ว่าแต่เธอไปหาที่ซ่อนคริสตัลของพวกฉันเจอได้ยังไงเนี่ยดอง? แถมยังใช้เวลาแค่วันเดียวด้วย ต้องมีพลังเกินสามัญสำนึกขนาดไหนถึงทำเรื่องแบบนี้กันได้นะดอง?
"ก็แบบว่าหลังจากนี้พวกเราจะทำข้อตกลงกัน… หนูเลยคิดว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ใครสักคนคิดทรยศอีก หนูเลยเอาคริสตัลมาเป็นตัวประกันนะคะ ยังไงเผ่าหนูก็แพ้ไปแล้ว งั้นให้เผ่าหนูที่ดูจะเป้นกลางสุดดูแลคริสตัลเถอะค่ะ นะ~”
เปอร์ไซด์พูดเหมือนว่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่มันไม่ใช่เลยนะดอง
เธอไม่รู้ตัวเลยหรือว่าการทำแบบนี้ มันจะทำให้เผ่าของเธอมีอำนาจต่อรองมากแค่ไหนนะดอง
ต่อให้แพ้สงครามไปแล้ว แต่สิ่งนี้มันจะทำให้เผ่าของเธอกุมชะตาชีวิตของทุกเผ่าเอาไว้อยู่ในกำมือได้เลยนะดอง
แถมการที่เปอร์ไซด์เพียงคนเดียวสามารถฝ่าการป้องกันของทุกเผ่าแล้วบุกเข้าไปเอาคริสตัลออกมาได้ง่าย ๆ นั่นก็แปลได้ว่ายัยนี่มีพลังมากพอที่จะทำลายคริสตัลของทุกเผ่าลงได้อย่างง่าย ๆ เช่นกัน
โชคดีที่เปอร์ไซด์เป็นพวกโลกสวย เธอเลยไม่บ้าทำลายคริสตัลของทุกเผ่าไปเสียก่อน
และหากใครทำให้เปอร์ไซด์อารมณ์เสียหรือไปผิดใจกับเผ่าปักษาในหลังจากนี้ละก็…
ฉันหันไปมองผู้นำเผ่ามนุษย์
ชายที่ชื่อว่ากังยังคงยืนหน้าทองไม่รู้ร้อนได้อยู่ ส่วนเลขาตั๋งของเขานั้นหน้าซีดเซียวไปแล้ว
ในทางกลับกัน ผู้นำเผ่าปักษาที่ชื่อว่าไฮเจนกลับยิ้มแก้มปริจนแทบจะประแตกออกมาแทน
กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็รับไปกันเองนะดอง...