Age of war

    ตอนที่ 100 สนธิสัญญาคริสตัล

    วันที่ 95 ของเกมส์แห่งสงคราม

    เหล่าผู้นำประจำเผ่าได้มารวมตัวกัน ณ ทุ่งหญ้าแห่งการก่อกำเนิด

    บนพื้นที่ทุ่งสีเขียวอันกว้างใหญ่พร้อมมีสายลมพัดโพกสะบัด กำลังจะมีการประชุมสุดยอดของทั้งห้าเผ่าเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

    ตัวแทนและผู้ช่วยจำนวนเผ่าละสองคนต่างมายืนรวมตัวบนหน้าแท่นหินสูงสิบเมตร

    มันคือตัวแทน เป็นแท่นหินแห่งคำสัตย์สาบานที่ทั้งห้าเผ่าร่วมมือกันสร้างขึ้นมา

    "ขอกล่าวคำปฏิญาณ"

    "ว่าจะไม่พูดจาโปปด"

    "ไม่ทรยศหักหลัง"

    "ร่วมมือฟันฝ่า"

    "รวมใจเป็นหนึ่ง"

    ผู้ที่มารวมตัวต่างเริ่มกล่าวคำสาบานกันอย่างพร้อมเพรียง

    "ขอถวายคำปฏิญาณตนต่อเทพเจ้าทั้งสาม"

    ผู้นำกัง ชายชาวจีนหน้าตาดีเผ่ามนุษย์กำลังถวายคำสัตย์ต่อเทพเจ้าทั้งสามที่เป็นศาสนาใหม่ของพวกตน

    "ขอถวายคำสาบาน"

    เลขาตั๋ง สตรีใบหน้าจิ้งจอกเลขาสุดฉลาดและเจ้าเล่ห์ได้กล่าวคำสาบานตาม

    "ขอแสดงความจริงใจต่อเทพีไกอา"

    ราชาแห่งยักษาดูเรียนก้มหัวโค้งลงต่ำด้วยหน้ากากไม้ที่ดูน่าเกรงขาม

    ข้างตัวเขาคือขุนนางนักปราชญ์แอปเปิลที่มาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้

    "สาบานต่อเทพแห่งท้องฟ้า"

    ชาวปักษาขนแดงโซเดียมและขนสีขาวไฮเจน จ่าฝูงประจำเผ่าต่างกล่าวคำปฏิญาณด้วยเสียงอันดังพร้อมกัน

    ปีกที่งดงามได้ถูกกางออกเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าของพวกเขา

    "สาบานต่อศักดิ์ศรีของเผ่าและองค์ราชินี"

    ราชินีแฟตกับราชินีคอมพาเนียนพูดสาบานตนต่อศักดิ์ศรีของเผ่าเธอ

    สำหรับเ่ผาที่ไม่นับถือเทพเจ้าอย่างพวกเธอแล้ว คำสัตย์สาบานจึงตกไปอยู่กับ [ศักดิ์ศรี] ของพวกเธอเอง

    "ขอสาบานต่อธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ยัน~"

    "และความจริงแห่งสรรพสิ่งดอง~"

    ก่อนจะปิดท้ายด้วยตัวแทนเผ่าภูติซึ่งเป็นประธานาธิบดีลิลลี่กับผู้กล้าเอสเทอ

    หลังจากกล่าวคำสาบานต่อหน้าสัญลักษณ์ เหล่าตัวแทนทั้งหมดสิบคนก็เดินเข้าไปในโดมเหล็กขนาดเล็กที่สร้างโดยความร่วมมือของเผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติ

    ที่รอบนอกห่างออกไปยี่สิบเมตร คือค่ายทหารของทั้งห้าเผ่าที่มาตั้งเต็นท์เรียงรายเพื่อรอฟังผลการประชุมของผู้นำเผ่าตนเอง

    และเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง แต่ละฝ่ายจึงนำกำลังพลมาเพียงแค่หยิบมือราวห้าสิบคนเท่านั้น

    "เริ่มการประชุมกันเถอะ"

    จ่าฝูงสูงสุดคนใหม่ [ไฮเจน] กล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียดก่อนจะเดินเข้าไปข้างในโดมเหล็กตรงหน้า

    การประชุมเพื่อร่างสนธิสัญญาที่แสนจะเข้มข้นและตึงเครียดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

    "และประธานดำเนินการประชุมก็คือเปอร์ไซด์คนนี้เองเจ้าค่ะ! "

    คิดว่านะ…



    ***ผู้กล้าหนอนหนังสือ [เอสเทอ]

    เนื่องจากตัวตั้งตัวตีที่อยากให้ทุกเผ่ามาสานสัมพันธ์กันคือเปอร์ไซด์ สามารถพูดได้ทุกภาษา และยังมีจิตใจที่เป็นกลางจนน่าปวดหัว ฉันเลยเสนอชื่อของเธอให้มารับหน้าที่เป็นประธานการประชุมนะดอง

    แน่นอนว่าทุกคนเองก็เห็นพ้องต้องกัน เลยทำให่ไม่มีใครคิดคัดค้านการเลือกประธานในครั้งนี้เลยแม้แต่คนเดียว

    "งั้นหนูขอเริ่มงานประชุม…. เออ… มันคืองานประชุมอะไรนะคะคุณเอสเทอ? "

    "สนธิสัญญาสงบศึกยังไงดอง…"

    "ใช่ ๆ! สนธิสัญญาค่ะ! ... ว่าแต่ สนธิสัญญานี่มันอร่อยหรือเปล่าคะ? "

    มันใช่ของกินที่ไหนละดอง!

    เข้าใจอยู่ว่ายัยนี่นะสมองกลวง แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะกลวงหนักขนาดนี้นะดอง

    สงสัยว่าจะเลือกคนมาเป็นประธานผิดแล้วสิดอง…

    "เปอร์ไซด์… คือพวกเราจะมาร่างข้อกำหนดขึ้นมา เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกัน--- (เริ่มทำการอธิบายลากยาว) "

    ชายเผ่าปักษาที่ชื่อโซเดียมกำลังพยายามอธิบายให้ยัยสมองกลวงเข้าใจว่าพวกเรากำลังทำบ้าอะไรกัน

    ดีมากดอง ทีนี้พวกเราก็จะได้เริ่มประชุม---

    "เข้าใจแล้วค่ะ! ตอนแรกก็งงอยู่ว่าเชิญมาเป็นประธานงานปาร์ตี้เสียอีก… ดีใจจัง ในที่สุดสงครามก็จบลงได้เสียทีค่ะ"

    พริบตานั้นเองที่ทุกคนต่างเผลอแสดงท่าทีผิดปกติออกมาให้เห็น

    ไม่แปลก ขนาดฉันเองยังรู้สึกผิดเลยดอง

    ทุกคนที่อยู่ตรงนี้คงคิดเหมือนกันนั่นละดอง

    ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ตอนนี้ฉันอยากใช้ชีวิตสงบสุขแล้วหาอ่านหนังสือสนุก ๆ น่าสนใจของต่างเผ่ามากกว่า

    แถมอาวุธกับทรัพยากรยังเริ่มขาดแคลน ดังนั้นทำสงครามต่อไม่ไหวหรอกนะดอง

    เผ่าอื่นเองก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน ไม่อย่างงั้นคงปฏิเสธเข้าร่วมร่างสนธิสัญญาตัวนี้ไปแล้วดอง

    แถมไม่แน่ว่าถ้าหากได้แลกเปลี่ยนความรู้กับอัจฉริยะของคนต่างเผ่า พวกเราก็อาจจะหยุดการสิ้นสุดของโลกได้ และคราวนี้สงครามก็จะจบลงอย่างแท้จริง

    แต่ถ้าหากว่าหยุดไม่ได้ละดอง?

    ถึงตอนนั้นทุกคนคงหน้ามืดก้มหัวก่อสงครามอีกรอบตามคำสั่งจากเทพบ้าบอที่ได้รับมาแน่นอนดอง

    ดังนั้นความศักดิ์สิทธิ์ของตัวสนธิสัญญานี้จึงเปราะบางมาก

    ฉันว่าหลังจากร่างสนธิสัญญาเสร็จ ทุกเผ่าคงเริ่มสะสมอาวุธกันเพื่อรอวันเปิดสงครามอีกรอบนะดอง

    ขนาดฉันเองยังวางแผนเสนอสภาภูติให้ทำแบบนั้นเลยดอง

    เพราะแบบนั้นเลยรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ

    "... แต่ว่าผู้นำกังของเผ่ามนุษย์ยังดูเก็บอาการได้ดีเลยนี่ดอง"

    ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

    มีเพียงแค่ผู้นำเผ่ามนุษย์ที่ไม่แสดงท่าทีผิดปกติอะไร ไม่เหมือนกับเลขาหน้าจิ้งจอกของเขาที่ก้มหน้าเพราะกำลังรู้สึกผิดอยู่

    "กรอดด… Zzz"

    ฉันได้ยินเสียงคนนอนกรนละดอง

    "..."

    เออ… ผู้นำเผ่ามนุษย์กำลังนอนอยู่หรือดอง?

    ไม่สิ คนระดับผู้นำคงไม่มานอนกลางประชุมที่สำคัญแบบนี้ได้หลอกดอง~ ฉันคงคิดมากไปเองมากกว่าดอง~

    "เอาละ งั้นมาเริ่มเปิดประชุมกันได้ค่ะ! มาเสนอแนวทางที่พวกเราจะสามารถยินดีใช้ชีวิตด้วยกันได้เถอะค่ะ! "

    ในที่สุดเปอร์ไซด์ก็เข้าใจคำว่าสนธิสัญญาและเริ่มดำเนินการประชุมต่อ

    งั้นได้เวลาเสนอแนวทางที่คิดเอาไว้---

    "ข้อแรกห้ามทุกคนทะเลาะกันค่ะ"

    ---มานำเสนอ…

    "ข้อสอง เพื่อเป็นการกระชับมิตร ห้ามทุกคนไปตั้งเมืองที่อื่น แต่ต้องมาอาศัยร่วมกันในเมืองเดียวกันค่ะ"

    ดอง?

    "ข้อที่สาม เพื่อไม่ให้ใครมาทรยศหรือเกิดเรื่องน่าเศร้าทีหลัง คริสตัลของทุกฝ่ายต้องมาตกอยู่ในการดูแลของหนูค่ะ"

    เออ… คุณเปอร์ไซด์?

    "ข้อที่สี่ ตั้งคณะกรรมการกลางกับกองทัพส่วนกลางเพื่อจับตาดูพฤติกรรมของทุกเผ่าไม่ให้แอบสร้างกองทัพอย่างเป็นธรรมค่ะ"

    ยัยเปอร์ไซด์ยังคงพล่ามไม่ยอมหยุดดอง

    "ข้อที่ห้า ทุกเผ่าจะต้องร่วมมือกันหาทางหยุดการล่มสลายของโลกค่ะ"

    ทุกคนที่มารวมตัวกันต่างกำลังจ้องไปที่ท่านประธานสมองกลวงด้วยสายตางุนงง

    "ข้อที่หก หากใครทำผิดข้อตกลง เผ่าปักษา หรือก็คือหนู เปอร์ไซด์ผู้นี้จะทำลายคริสตัลทิ้งค่ะ ข้อสัญญามีเท่านี้ ตกลงนะคะทุกคน ที่เหลือฝากจัดการเสนออุดรอยโหว่ให้ทีด้วยค่ะ~"

    "เดียวสิดอง! "

    อย่ามาพูดเองเออเองแบบนี้สิดอง!

    ฉันเหลือบไปมองตัวแทนเผ่าปักษาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

    พวกเขาทั้งสองคนต่างก้มหน้าหลบสายตาราวกับกำลังอายจนแทบอยากมุดดินหนี

    มีเพื่อนแบบนี้คงเหนื่อยหน่อยนะดอง

    แต่ก่อนอื่น…

    "เธอจะมาพูด… หายตัวไปแล้วหรือดอง! "

    แต่พอรู้ตัวอีกที ยัยเปอร์ไซด์ก็บินทะลุโดมออกไปแล้วดอง

    บินทะลุหลังคาโลหะออกไปตามตัวอักษรเลยดอง

    นี่ในหัวยัยนั่นคิดว่าจบการประชุมไปแล้วจริง ๆ เรอะดอง! แถมประตูนะรู้จักมั้ยดอง? นี่เล่นบินทะลุหลังคาเลยหรือดอง!?

    โอ้ย ตบมุขจนเหนื่อยแล้วดอง...

    "... มาเริ่มการประชุมจริง ๆ กันเสียทีมั้ยดอง? "

    ว่าแล้วฉันก็เริ่มเปิดการประชุมอีกครั้งพร้อมกับรับหน้าที่แทนยัยบ้องเป็นประธานการประชุมครั้งนี้แทนไปซะงั้น



    การประชุมนั้นพวกเราแลกเปลี่ยนข้อเสนอกันอย่างดุเดือดมาก

    หัวข้อหยุดยิงกับหัวข้อส่งคนมาทำวิจัยหยุดยั้งภัยที่กลืนกินโลกนั้น ผ่านไปได้ดีอย่างไร้ปัญหา

    แต่มาเป็นปัญหาที่การแบ่งเขตปกครองของแต่ละเผ่าแทนดอง

    ฝ่ายที่พูดน้อยแต่ต่อยหนักคือเผ่ามนุษย์

    ผู้นำของพวกเขาที่ชื่อกังนั้นจะนั่งนิ่งดุจขุนเขาไม่ปริปากอะไร แล้วพอถึงเวลาเขาก็จะให้เลขาหน้าจิ้งจอกที่ชื่อตั๋งพูดแทน

    ผู้นำมนุษย์จะส่งรหัสเสียงว่า [ครอก~ ฟี้~] ที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันแปลว่าอะไร ก่อนที่เลขาของเขาจะพยักหน้าทำความเข้าใจแล้วตีความเสนอออกมาเป็นภาษากลางของพวกเขา

    พวกเขาใช้วิธีขอพื้นที่ซึ่งดูไม่มีค่าอะไร แล้วยื่นเพิ่มทีละนิดจนพอรู้ตัวอีกที พวกเขาก็ได้พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปทางภาคตะวันตกไปเกือบทั้งหมด

    แต่เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่มันเป็นที่ดินดั้งเดิมของพวกเยาที่ยึดครองเอาไว้ก่อนสงครามจะเริ่ม พวกเราจึงไม่มีใครคิดที่จะคัดค้าน

    ส่วนฝ่ายปักษานั้น พวกเขาขอพื้นที่เล็ก ๆ บ้านเกิดใกล้ต้นไม้โลกอิกดราซิลบนยอดเขากลับมา พวกเขาก็พอใจแล้ว

    ส่วนเผ่ายักษา ข้อเสนอของพวกเขาคือสิทธิในการครอบครองดินแดนหุบเขาทางตอนเหนือทั้งหมด

    พื้นที่หุบเขาแถบนั้นมีสินแร่กับน้ำมันเยอะมาก ในขณะที่พื้นที่อื่นของทวีปถูกขุดจนแทบจะเหือดแห้งจนหมด

    ต้องบอกว่าตลกมากที่โลกใบนี้พึ่งจะเกิดมาได้ไม่ถึงปี แต่กลับถูกทุกเผ่าขุดมาทำสงครามจนแทบจะเหือดแห้งไปแล้ว

    ส่วนเผ่าอาร์โธร์โพดามาแปลกมาก

    พวกเขาขอแค่พื้นที่เล็ก ๆ ทางตอนใต้ แล้วก็หยุดไม่เข้าร่วมการคัดค้านแย่งชิงสิทธิที่ดินกับเผ่าอื่นต่ออีก

    คงไม่ใช่ว่ามาเล่นลิ้นแล้วยึดพื้นที่ใต้ดินทั้งทวีปไปครองแทนหรอกนะดอง?

    จากการสำรวจนั้น ฉันรู้ว่าสินแร่และทรัพยากรณ์ใต้ดินส่วนใหญ่จะเหลือแค่แถบเขาทางเหนือของทวีป ส่วนภูมิภาคอื่นกำลังเหือดแห้งไปอย่างที่บอกเอาไว้ข้างต้น

    แต่ใช่ว่าจะไม่เหลือเลย

    ถ้าหากพวกมันเล่นลิ้นแล้วลักลอบขุดผ่านเส้นทางใต้ดินโดยไม่ให้เผ่าอื่นรู้ มันก็จะเท่ากับว่าทุกเผ่าถูกขโมยทรัพยากรณ์ออกไปจากดินแดนแบบไม่ทันรู้ตัวได้ดอง

    หลังจากนี้คงต้องหาทางเตรียมรับมือเอาไว้แล้วสิดอง

    ฉันจับจ้องใบหน้าที่คล้ายแมลงของคนที่ชื่อว่าแฟตกับคอมพาเนี่ยน

    อืม… หน้านิ่งไม่มีสีหน้าจนไม่รู้เลยว่าพวกหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่ดอง…

    แบบนี้แย่แล้วดอง

    ถ้าไม่รีบหาเสียงสนับสนุน มีหวังเผ่าภูติของเราได้รับที่ดินซึ่งไม่มีอะไรสักอย่าง อย่างทุ่งหญ้าตอนกลางของทวีปแน่นอนดอง

    เพราะว่าพื้นที่ทะเลป่าภาคตะวันออกมันย่อยยับหมดแล้ว แถมเกินครึ่งของป่าก็ถูกเงามืดกลืนกินไปแล้วด้วยดอง

    พวกเราต้องการพื้นที่ทางตอนเหนือ หรือไม่ก็พื้นที่บางส่วนของภาคตะวันตกมา

    แต่ถ้าสถานการณ์ปัจจุบันคือทุกเผ่ากำลังพึงพอใจกับสภาพที่ดินที่เลือกไปแล้ว พวกเราคงไม่มีน้ำหนักเสียงมากพอไปโน้มน้าวคนอื่นได้แน่นอนดอง

    แต่ยังไม่ได้หมายความว่าสิ้นหวัง

    เดียวฉันจะลองพูดยุฝ่ายมนุษย์เรื่อง [แหล่งน้ำมัน] ในหุบเขาทางตอนเหนือ---

    "เผ่าภูติเองก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน ยัน~"

    อยู่ ๆ ประธานาธิบดีลิลลี่ก็ยอมรับเอาที่ดินห่วย ๆ หน้าตาเฉยเลยดอง

    ดวงตาของเธอที่ส่งมาให้ฉันกำลังบอกว่า [ไม่ต้องห่วง ฉันมีแผนแล้วยัน~]

    เชื่อใจได้แน่นะดอง?

    หลังจากแบ่งเขตประเทศเรียบร้อย พวกเราก็เริ่มพูดกันต่อเรื่องบทลงโทษหากผิดสัญญา

    ถึงจะพูดคุยกันเรื่องคว่ำบาตรกันอย่างจริงจัง แต่เอาเข้าจริงก็ร่างไปขำ ๆ เท่านั้น

    ฉันจะคอยดูว่าเผ่าไหนจะเป็นฝ่ายแรกที่ฉีกสัญญาทิ้งนะดอง

    พอคุยตกลงกันเสร็จ พวกเราก็ลงมือเขียนสลักสัญญาและลงนามด้วยตัวแทนทั้งสิบคนที่มารวมตัวกันลงบนแท่นหินแห่งคำสาบานที่วางอยู่นอกโดม

    [สัญญาคริสตัล] นั่นคือนามของมัน

    และนี่คือหัวข้อโดยสรุปที่พวกเราได้มากัน

    ห้ามล่วงล้ำเขตแดนที่ได้ตกลงกันเอาไว้นอกจากจะได้รับอนุญาต

    ห้ามซ่องสุมกองกำลังทางการทหารเกินกว่าควรจำเป็น

    ต้องร่วมมือวิจัยเพื่อหาทางหยุดการล่มสลายของโลก

    ห้ามโจมตี รุกรานหรือทำร้ายคนต่างเผ่า

    หากใครละเมิดข้อตกลงจะต้องถูกคว่ำบาตรจากทุกเผ่า

    ก็ตามนี้ละดอง

    พูดตามตรงว่าเป็นสนธิสัญญาที่เตรียมถูกฉีกทิ้งได้เลยดอง

    เอาแค่ข้อสองก็ทำตามไม่ได้แล้วดอง แถมไอที่ว่า [เกินกว่าควรจำเป็น] นี่ก็เขียนมาเพื่อให้เปิดช่องโกงกันหน้าด้าน ๆ ชัด ๆ เลยนะดอง

    แต่ด่าไปก็เท่านั้น เพราะฉันเองก็เห็นดีเห็นงามกับมันด้วยละนะดอง

    "จบเสียทีดอง"

    "ขอบคุณทุกคนมากยัน"

    พวกเราต่างแลกจับมือกันและกัน ก่อนจะออกมาจากห้องประชุม

    แสงสว่างเริ่มลับขอบฟ้าจนเป็นสีแดงฉาน

    ท้องฟ้าสีแดงตัดทุ่งหญ้าสีเขียวและมีแท่งคริสตัลโปรงแสงสูงสิบเมตรจำนวนสี่แท่งวางเรียงอยู่ตรงหน้า

    ฮืม เดียวนะ… คริสตัลหรือดอง!?

    "ประชุมเสร็จแล้วหรือค่ะทุกคน~"

    บนคริสตัลทั้งสี่แท่งนั้นมีเปอร์ไซด์ยืนเกาะอยู่

    "เปอร์ไซด์ นั่นมัน…"

    "คริสตัลของทุกเผ่าที่เหลือยังไงละคะ หนูอุตส่าห์ไปบินควานหาทั่วทวีปเพื่อแบกมันมารวมกันที่นี่เลยนะคะ"

    ฉันรู้แล้วว่าคือคริสตัลดอง

    ที่ฉันอยากรู้คือเธอจะขนมันมาทำบ้าอะไรที่นี่ต่างหากละดอง

    ว่าแต่เธอไปหาที่ซ่อนคริสตัลของพวกฉันเจอได้ยังไงเนี่ยดอง? แถมยังใช้เวลาแค่วันเดียวด้วย ต้องมีพลังเกินสามัญสำนึกขนาดไหนถึงทำเรื่องแบบนี้กันได้นะดอง?

    "ก็แบบว่าหลังจากนี้พวกเราจะทำข้อตกลงกัน… หนูเลยคิดว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ใครสักคนคิดทรยศอีก หนูเลยเอาคริสตัลมาเป็นตัวประกันนะคะ ยังไงเผ่าหนูก็แพ้ไปแล้ว งั้นให้เผ่าหนูที่ดูจะเป้นกลางสุดดูแลคริสตัลเถอะค่ะ นะ~”

    เปอร์ไซด์พูดเหมือนว่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา

    แต่มันไม่ใช่เลยนะดอง

    เธอไม่รู้ตัวเลยหรือว่าการทำแบบนี้ มันจะทำให้เผ่าของเธอมีอำนาจต่อรองมากแค่ไหนนะดอง

    ต่อให้แพ้สงครามไปแล้ว แต่สิ่งนี้มันจะทำให้เผ่าของเธอกุมชะตาชีวิตของทุกเผ่าเอาไว้อยู่ในกำมือได้เลยนะดอง

    แถมการที่เปอร์ไซด์เพียงคนเดียวสามารถฝ่าการป้องกันของทุกเผ่าแล้วบุกเข้าไปเอาคริสตัลออกมาได้ง่าย ๆ นั่นก็แปลได้ว่ายัยนี่มีพลังมากพอที่จะทำลายคริสตัลของทุกเผ่าลงได้อย่างง่าย ๆ เช่นกัน

    โชคดีที่เปอร์ไซด์เป็นพวกโลกสวย เธอเลยไม่บ้าทำลายคริสตัลของทุกเผ่าไปเสียก่อน

    และหากใครทำให้เปอร์ไซด์อารมณ์เสียหรือไปผิดใจกับเผ่าปักษาในหลังจากนี้ละก็…

    ฉันหันไปมองผู้นำเผ่ามนุษย์

    ชายที่ชื่อว่ากังยังคงยืนหน้าทองไม่รู้ร้อนได้อยู่ ส่วนเลขาตั๋งของเขานั้นหน้าซีดเซียวไปแล้ว

    ในทางกลับกัน ผู้นำเผ่าปักษาที่ชื่อว่าไฮเจนกลับยิ้มแก้มปริจนแทบจะประแตกออกมาแทน

    กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็รับไปกันเองนะดอง...