บทที่ 9 ขอซื้อยา
แพทย์เหล่านี้ที่ติดตามเขามาทั้งปีช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ ในเวลานี้สิ่งที่แพทย์เหล่านี้ทำได้มากที่สุดคือช่วยให้เขาลืมตาตื่นไปวัน ๆ และพูดได้ไม่กี่ประโยคเท่านั้น ลองเชื่อใจสาวน้อยประหลาดคนนี้ดูสักครั้งแล้วกัน
“เยี่ยเฟย” เฉียวเหอเรียกด้วยเสียงต่ำ เยี่ยเฟยรู้ว่านายน้อยหมายถึงอะไรและไม่กล้าพูดเื่ไร้สาระ เขาเดินไปหาโม่เชียนทันทีและปลดเชือกที่มัดเธอไว้
โม่เชียนยืนขึ้นโดยไม่เร่งรีบ ขยับแขนขาตัวเองโดยไม่สนใจชายที่กำลังจะตายบนเตียงโดยสิ้นเชิง ผู้คนในห้องหันหลังให้กันไม่อยากมองสาวน้อยคนนี้อีก ไม่มีนักต้มตุ๋นคนใดที่ไม่เป็มืออาชีพเท่ากับเธออีกแล้ว
เฉียวเหอไม่เร่งเธอและรออย่างอดทน หลังจากนั้นไม่นาน โม่เชียนก็ผ่อนคลายและเริ่มลงมือทำในที่สุด เธอเดินไปที่กระเป๋าแล้วหยิบเตาหลอมโอสถสีเทาออกมา เปิดฝาแล้วจากนั้นน้ำฝนที่เคยซึมลงไปในเตาหลอมก็ปะทุออกมาพรมลงเต็มพื้น
แต่โม่เชียนไม่สนใจ หญิงสาวเทน้ำฝนในเตาออกทั้งหมดแล้วหยิบเม็ดยาสีเหลืองออกมา มันดูไม่เป็ทรงและมีรูปร่างแปลกประหลาดจนไม่น่ากินได้เลยสักนิด
ใบหน้าของแพทย์หลายคนกลายเป็มืดหม่น ยาที่แช่น้ำฝนมานานแต่ยังไม่ละลายแบบนี้จะสามารถย่อยในกระเพาะอาหารได้หรือยังไง เกรงว่าสาวน้อยคนนี้จะไม่ใช่คนดีซะแล้วสิ
หมอผีที่เป็ชายชราในวัยเจ็ดสิบปี แม้ว่าเขาจะเคยเห็นแมลงมีพิษทุกชนิดในชีวิต แต่เขาไม่เคยเห็นยาแปลก ๆ เช่นนี้ ไม่ว่ายาที่ไหนก็ไม่เคยเห็นเหมือนของสาวน้อยคนนี้มาก่อนเลยจริง ๆ เขามองดูไอ้สิ่งที่เรียกว่ายาที่รูปร่างเหมือนขี้ลานั่น มือของเขาสั่นเทาแล้วชี้ไปที่โม่เชียน
“ยานั่นของเธอ ขนาดแช่ในน้ำตั้งนานยังไม่ละลาย แล้วเธอจะให้คนอื่นกินได้อย่างไร” โม่เชียนที่ถูกถามด้วยความกังขา เงยหน้าขึ้นเหลือบมองชายชราแล้วพูดว่า
“ถ้าเขาไม่กินมันตอนนี้ เขาจะกินได้แค่ขี้เถ้าที่คุณเผากระดาษไปให้ในอนาคตเท่านั้นแหละ”
“ธะ…เธอ เธอนี่มัน!” หมอผีเฒ่าโกรธมากจนเคราสบัด เขาถลึงตามองแต่พูดไม่ออก ทุกคนในห้องก็พูดไม่ออกเช่นกัน ไม่มีใครอยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน สาวน้อยคนนี้กำลังแช่งชักนายน้อยเฉียวหรือเปล่า? ทำไมทุกคำที่เธอพูดมามีแต่เื่ความตาย
โชคดีที่ตอนนี้มีเพียงนายน้อยเฉียวเท่านั้น หากมีสมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูลเฉียวอยู่ด้วย พวกเขาจะต้องทุบปากสาวน้อยคนนี้แน่นอน ถ้าเธอสามารถช่วยนายน้อยเฉียวได้ มันก็คงไม่เป็ไร
แต่ถ้าเธอไม่สามารถช่วยชีวิตนายน้อยเฉียวได้ แล้วคำเหล่านี้ดังไปถึงหูของตระกูลเฉียว เกรงว่าสาวน้อยคนนี้จะต้องกินขี้เถ้าของกระดาษที่ถูกเผาซะเองมากกว่า...
โม่เชียนไม่ได้สนใจความตื่นตระหนกของคนอื่น ๆ เลย ไม่มีร่องรอยความกังวลใจบนใบหน้าของเธอแม้แต่นิด ท่าทางเธอดูผ่อนคลายสุด ๆ หญิงสาวเดินไปหาเฉียวเหอและมองลงไปที่เขา
“ฉันต้องััร่างกายคุณ โปรดอย่าขยับตัว” เฉียวเหอนิ่ง
“...” ทำไมพูดคำจาของสาวน้อยคนนี้ฟังดูน่าอึดอัดแบบนี้กันนะ
โม่เชียนไม่ได้รอเขายินยอม เธอเอื้อมมือออกไปและััที่คอ หน้าอก เอว หน้าท้อง และขาของเขา มันดูเหมือนเธอััตำแหน่งฝังเข็ม แต่ทว่าแม้แต่แพทย์แผนจีนในห้องก็ไม่เข้าใจความหมายตำแหน่งที่เธอัั
หญิงสาวขยับมือขึ้นและลงตามร่างกายของเฉียวเหอ ไม่นานนักโม่เชียนก็หยุดการกระทำ แล้วเธอก็เดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบยาขึ้นมาแล้วเดินกลับมาหาเฉียวเหอ ในเวลาเดียวกันนี้เองก็มีเสียงดังมาจากประตู
“เดี๋ยวก่อน!” ทุกคนมองออกไปเห็นกู้ไป๋เหยี่ยปรากฏตัวที่ประตู ในตอนนั้นความสนใจของทุกคนอยู่ที่เฉียวเหอ และพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่ากู้ไป๋เหยี่ยกลับมาั้แ่เมื่อไหร่ เขาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับบุหรี่ที่อยู่ในปาก ทุกคนต่างหลีกทางให้เขา กู้ไป๋เหยี่ยไม่สนใจเฉียวเหอ แต่กลับเดินตรงไปหาโม่เชียน จากนั้นยื่นมือไปหาเธอ
“ขายยานั่นให้ฉัน” โม่เชียนกระพริบตาด้วยความสับสน
“ขายให้ไม่ได้ ฉันต้องช่วยเขา”
“ฉันก็จะช่วยเขาในภายหลังเหมือนกัน” แต่มันต้องเป็หลังจากที่เฉียวเหอเซ็นสัญญากับเขาก่อน แน่นอนว่ากู้ไป๋เหยี่ยมีความตั้งใจของเขาเอง เขาไม่้าให้เฉียวเหอตาย แค่อยากบังคับให้อีกฝ่ายเซ็นสัญญา ในแบบฟอร์มยินยอมให้ยกเลิกงานหมั้นนั่น
คุณปู่ของตระกูลกู้และคุณปู่ของตระกูลเฉียวมีมิตรภาพที่ยาวนานมาตลอดชีวิตของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงทำสัญญาการแต่งงานให้กับหลานสาวของตระกูลกู้และหลานชายของตระกูลเฉียวั้แ่เนิ่น ๆ
แต่เมื่อสามปีที่แล้วเฉียวเหอล้มป่วยกะทันหัน และอาการป่วยนี้ทำให้ชายหนุ่มอยู่ในสภาพไม่ต่างกับคนตาย แม้ว่าจะยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่อยากแต่งงานกับเฉียวเหอ แต่กู้เซียงเวยแตกต่างจากผู้หญิงเ่าั้
เธอไม่ได้ขาดเงินหรือชื่อเสียง อีกทั้งได้รับความโปรดปรานจากพ่อและพี่ชายทั้งหกคนั้แ่ยังเด็ก เธอจะเต็มใจแต่งงานกับคนป่วยใกล้ตายแล้วต้องกลายเป็ม่ายในอีกไม่นานได้อย่างไร
แต่ปู่ของตระกูลกู้ตั้งใจแน่วแน่และบังคับให้เธอแต่งงาน เว้นเสียแต่ว่าตระกูลเฉียวจะเป็คนบอกยกเลิกสัญญาการหมั้นซะเอง ไม่เช่นนั้นเธอจะต้องแต่งงานกับตระกูลเฉียว หากไม่ยอมแต่งงาน เธอต้องไปบวชเป็แม่ชีคงสมณะเพศไปตลอดชีวิตที่เหลืออยูของเธอ
พี่น้องของตระกูลกู้ไม่กล้าขัดแย้งกับชายชรา เมื่อเป็อย่างนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงผลัดกันเกลี้ยกล่อมเฉียวเหอเท่านั้น แต่นายน้อยเฉียวคนนี้กลับเป็คนดื้อด้านเช่นกัน แม้จะรู้ว่าชะตากรรมของตัวเองใกล้จะจบแล้วแต่ก็ไม่แยแส จนเื่ทั้งหมดเลยเถิดมาจนถึงตอนนี้
งานแต่งงานมีกำหนดในวันที่สิบของเดือนหน้า ซึ่งก็เหลืออีกไม่ถึง ยี่สิบวันแล้ว กู้เซียงเวยร้องไห้และสร้างปัญหาที่บ้านอยู่ทุกวัน ถึงขนาดขู่ว่าถ้าไม่ยกเลิกการแต่งงาน เธอจะยอมตาย
กู้ไป๋เหยี่ยไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อการจูงใจใช้ไม่ได้ผลเขาทำได้เพียงอาศัยการบังคับเท่านั้น เขายื่นมือไปทางโม่เชียน
“เธอ้าเท่าไหร่ บอกราคามาได้เลย” คำพูดของเขาทำให้เยี่ยเฟยโกรธทันที ชายร่างใหญ่วิ่งไปหยุดตรงหน้ากู้ไป๋เหยี่ยพร้อมกับง้างหมัดกลางอากาศ
“กู้ไป๋เหยี่ย! นี่มันจะเกินไปหน่อยแล้วนะ นายน้อยของฉันป่วยขนาดนี้ แต่คุณกลับ้าแย่งยาไปงั้นหรอ!” ทันทีที่เยี่ยเฟยเคลื่อนไหวอย่างคุกคาม บอดี้การ์ดของกู้ไป๋เหยี่ยก็รีบวิ่งมาขวางตรงหน้าเขาทันที
บอดี้การ์ดหนึ่งหรือสองคนอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยเฟย แต่ด้วยจำนวนถึงหกคนที่เป็บอดี้การ์ดมืออาชีพ เยี่ยเฟยอาจไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ในทางตัน กู้ไป๋เหยี่ยไม่สนใจเยี่ยเฟย เขาจ้องมองตรงไปที่โม่เชียนแล้วพูดว่า
“เอามาให้ฉัน แล้วฉันจะเขียนเช็คให้เธอเองสามล้านพอไหม” โม่เชียนไม่ตอบอะไร กู้ไป๋เหยี่ยพูดเสริม
“ห้าล้าน” โม่เชียนยังคงมองเขาอย่างเ็า คราวนี้กู้ไป๋เหยี่ยหยุดพูดไร้สาระ และคว้ายาจากมือของโม่เชียนอย่างไร้ยางอาย “สิบล้าน ยาเป็ของฉัน!”
หลังจากพูดเช่นนั้นกู้ไป๋เหยี่ยก็เดินไปหาเฉียวเหอพร้อมกับยาแล้วพูดว่า
“นายน้อยเฉียวเหอ ลงนามในข้อตกลงยุติการหมั้นซะ แล้วผมจะให้ยาคุณทันที” เฉียวเหอเงยหน้าขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาแสดงอาการเยาะเย้ยราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานในนรก แม้ปากจะยิ้มแต่ดวงตากลับเรียบเฉย
“กู้ไป๋เหยี่ย เห็นได้ชัดว่าตระกูลกู้ของคุณเป็คนอยากเลิกการหมั้นหมาย แต่คุณกลับบังคับให้ผมยกเลิกการหมั้น ทำตัวเป็คนเลวซะเอง คุณคิดว่าตระกูลเฉียวของผมสามารถรังแกได้ง่าย ๆ งั้นหรอ”
“ไม่แน่นอน” กู้ไป๋เหยี่ยเหยียดขาออกไปเกี่ยวเก้าอี้มานั่งลง
“เฉียวเหอ ผมไม่มีทางเลือกเช่นกัน นี่เป็อนาคตของน้องสาวคนเดียวในครอบครัวของผม” กู้ไป๋เหยี่ยพูดก่อนจะเว้น่แล้วพูดต่อ…