ยามค่ำคืน ภายในห้องส่วนตัวของหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจี
หลังจากที่หนานเหม่ยจีนอนหลับไปแล้ว หนานหมิงก็เรียกเซี่ยเล่ยจีมายังระเบียงเพื่อพูดคุยกันเล็กน้อย
“ ท่านพี่มีอะไรงั้นหรือ? ” เซี่ยเล่ยจีถามขึ้น
“ เล่ยจีเจ้าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกเจ้าตัวแสบล่ะ…ความจริงแล้วข้าได้เข้าร่วมงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ด้วยเช่นกัน ” หนานหมิงกล่าวขึ้นพร้อมกับยิ้มจางๆ
เมื่อเซี่ยเล่ยจีได้ยินก็ถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด นางนึกไม่ถึงเลยว่าหนานหมิงจะเข้าร่วมงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ด้วย
“ หรือว่าที่ท่านพี่หายไปช่วงบ่ายก็คือไปเข้าร่วมการทดสอบรอบที่สอง? ” เซี่ยเล่ยจีถามขึ้นด้วยความสงสัย
หนานหมิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ ใช่แล้วล่ะ ช่วงบ่ายข้าได้ไปเข้าร่วมการทดสอบรอบที่สองมาจริงๆ แถมเจ้าตัวแสบก็ดูเหมือนจะตั้งใจมากด้วย ”
เซี่ยเล่ยจีก็ยิ้มออกมาและกล่าวว่า “ แล้วแบบนี้อันดับหนึ่งที่อวิ๋นเอ๋อร์ต้องการจะหายไปไหมนะ ”
หนานหมิงหัวเราะร่าและกล่าวว่า “ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวแสบแสดงให้ข้าเห็นว่ามีการพัฒนาไปมากแค่ไหนในช่วงเวลาที่ผ่านมาและอีกอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการทำให้อวิ๋นเอ๋อร์ของเราฝึกฝนไปในตัวด้วย แล้วก็นะถ้าหากเจ้าตัวแสบอยากได้ที่หนึ่งก็ต้องผ่านคู่แข่งมาให้ได้ก่อนนะ ไม่ใช่ว่าจะชนะข้าแล้วจะได้อันดับหนึ่งสักหน่อย ”
เซี่ยเล่ยจีส่ายหน้าพร้อมกับหยิกแก้มของหนานหมิงทั้งสองข้างและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ท่านนี้น่ะรู้จักแต่การแกล้งอวิ๋นเอ๋อร์จริงๆเลยนะ ”
หนานหมิงหอมแก้มเซี่ยเล่ยจีก่อนที่จะกล่าวว่า “ เอาน่าอย่าไปคิดมากเลย ถือว่าเป็นการฝึกฝนเจ้าตัวแสบแล้วกัน ”
เซี่ยเล่ยจีพยักหน้าเล็กน้อยและยิ้มขึ้น นางรู้ดีว่าหนานหมิงไม่ได้กลั่นแกล้งหนานเทียนอวิ๋นหรอก ที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อฝึกฝนหนานเทียนอวิ๋นให้เติบโตขึ้นเท่านั้น
หลังจากนั้นกาลเวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน
ในช่วงเวลานี้ยอดฝีมือจำนวนมาก็ได้มายังเมืองหลวงต้าเฟิงกันเป็นจำนวนมาก แถมยังมีรายชื่อของปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว
ปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่ผ่านการคัดเลือกในรอบที่สองแล้วมีอยู่เก้าสิบสามคนเท่านั้น ซึ่งมีปรมาจารย์นักวางค่ายกลนับร้อยคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกรอบที่สอง ถือว่าเป็นตัวเลขที่หนานหมิงเองก็ประหลาดใจอยู่เหมือนกัน
ในขณะที่หนานหมิง เซี่ยเล่ยจีและหนานเหม่ยจีกำลังนั่งเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่น หนานเทียนอวิ๋นก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับตำราเล็กๆเล่มหนึ่ง
หนานหมิงมองไปยังหนานเทียนอวิ๋นด้วยความสงสัยพร้อมกับถามขึ้นว่า “ เจ้าตัวแสบตำราในมือของเจ้าคืออะไรงั้นหรอ? ”
“ ท่านพ่อนี้คือรายชื่อของปรมาจารย์นักวางค่ายกลทั้งหมดที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่งานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์…แถมในรายชื่อของปรมาจารย์นักวางค่ายกลยังมีการจัดอันดับเอาไว้ด้วย ชื่อของข้าอยู่อันดับกลางๆเลยทีเดียว ” หนานเทียนอวิ๋นตอบด้วยรอยยิ้ม
หนานหมิงรู้สึกสนใจขึ้นมาและถามขึ้นว่า “ แล้วรายชื่อนี้เชื่อถือได้หรือไม่แล้วพวกเขาเอาอะไรมาจัดอันดับงั้นหรือ? ”
“ ข้าได้ยินมาว่าคนที่จัดอันดับรายชื่อปรมาจารย์นักวางค่ายกลก็คือหอค่ายกลสวรรค์ ซึ่งพวกเขาจัดอันดับโดยการดูจากคะแนนอันดับของการทดสอบทั้งสองรอบ ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวขึ้น
“ เจ้าเอารายชื่อมาให้พ่อดูหน่อย ” หนานหมิงกล่าวยิ้มๆ
หนานเทียนอวิ๋นจึงยื่นตำราเล็กๆในมือให้กับหนาหมิง
ที่หน้าปกเขียนเอาไว้ว่า ‘ รายชื่อปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่เข้าร่วมงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์…จัดทำโดยหอค่ายกลสวรรค์ ’
หนานหมิงเปิดดูรายชื่อรวมไปถึงข้อมูลเล็กๆน้อยๆที่ถูกบันทึกเอาไว้
ตัวเต็งอันดับหนึ่งไม่ใช่ปรมาจารย์ค่ายกลรุ่นเยาว์แต่เป็นปรมาจารย์หยู่ไท่จี ซึ่งเป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ว่ากันว่าปัจจุบันปรมาจารย์หยู่ไท่จีเป็นถึงนักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นสูงและอีกเพียงนิดเดียวก็จะสามารถเข้าสู่ระดับลี้ลับได้แล้ว และถ้าหากปรมาจารย์หยู่ไท่จีสามารถเข้าสู่ระดับลี้ลับได้เขาจะกลายเป็นบุคคลที่สามที่เป็นถึงปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับลี้ลับ
ซึ่งปรมาจารย์หยู่ไท่จีไม่ได้เข้าร่วมกับกองกำลังไหน เขาอาศัยอยู่โดดเดี่ยวที่ภูเขาไท่จี ซึ่งเป็นภูเขาที่ปรมาจารย์หยู่ไท่จีปกครองอยู่
ส่วนอันดับที่สองถึงยี่สิบก็ยังไม่มีปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์จากกองกำลังไหนเลย เพราะส่วนมากคนที่ติดยี่สิบอันดับแรกก็มักจะเป็นปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นสูงทั้งสิ้น
ซึ่งกว่ายี่สิบอันดับแรกของรายชื่อปรมาจารย์นักวางค่ายกลนี้ไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบเพราะทุกๆคนรู้ดีว่าปรมาจาย์นักวางค่ายกลเหล่านี้มีความสามารถที่สูงมาก ซึ่งพวกเขาคือคนที่จะเป็นอันดับหนึ่งในงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์อยู่แล้ว
นอกจากนี้ภายในปรมาจารย์นักวางค่ายกลทั้งยี่สิบคนนี้มีปรมาจารย์นักวางค่ายกลจากหอค่ายกลสวรรค์และวิหารค่ายกลมายาเข้าร่วมด้วยเช่นกัน
ถึงอย่างไรนี้ก็คือการแข่งขันระหว่างปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับสวรรค์ซึ่งรวมสุดยอดปรมาจารย์นักวางค่ายกลทั่วทั้งอาณาจักรเอาไว้ด้วยกัน การที่จะมีปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมกันเป็นจำนวนมากก็ไม่ได้เกินความคาดหมายใดๆ
หนานหมิงอ่านรายชื่อไปเรื่อยๆจนกระทั้งเจอชื่อของลู่ซานอันดับที่สี่สิบเก้า ส่วนชื่อของหนานเทียนอวิ๋นถูกจัดเอาไว้ที่หกสิบสอง
ส่วนที่ว่าทำไมถึงจัดอันดับของหนานหมิงไว้ก่อนหนานเทียนอวิ๋นก็เพราะหนานหมิงสร้างค่ายกลป้องกันเสร็จก่อนหนานเทียนอวิ๋น ซึ่งนี้ทำให้ผู้อาวุโสของหอค่ายกลสวรรค์ยอมรับว่าหนานหมิงเหนือกว่าหนานเทียนอวิ๋นอยู่เล็กน้อย
สำหรับรายชื่อของปรมาจารย์นักวางค่ายกลคนอื่นๆหนานหมิงก็ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรเป้าหมายในการเข้าร่วมงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์นี้คือการฝึกฝนหนานเทียนอวิ๋นเท่านั้น
หลังจากที่ไล่ดูรายชื่อแล้วหนานหมิงก็ยื่นตำรารายชื่อให้กับหนานเทียนอวิ๋นพร้อมกับถามขึ้นว่า “ แล้วแบบนี้เจ้ายังมั่นใจหรือไม่ว่าจะได้อันดับหนึ่งมาครอบครอง? ”
หนานเทียนอวิ๋นยิ้มและพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ ท่านพ่อก็น่าจะรู้ว่าข้าเป็นถึงปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับลี้ลับขั้นกลาง สามารถเอาชนะปรมจารย์นักวางค่ายกลระดับเซียนได้อยู่แล้ว ”
หนานหมิงยิ้มและพยักหน้ารับก่อนที่จะกล่าวว่า “ อย่ามั่นใจเกินไปเพราะเราไม่รู้หรอกว่าคู่แข่งของพวกเรามีฝีมือมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากเจ้าประมาทเกินไปก็อาจจะทำให้พ่ายแพ้ได้นะ ”
“ เข้าใจแล้วท่านพ่อ ในตอนงานเทศกาลข้าจะตั้งใจทำอย่างเต็มที่และจะไม่ประมาทคู่แข่ง ” หนานเทียนอวิ๋นตอบรับด้วยท่าทีจริงจัง
“ เข้าใจแล้วก็ดี แล้วก็พรุ่งนี้พยายามให้เต็มที่ล่ะพ่อจะให้กำลังใจเจ้าอยู่ห่างๆ ” หนานหมิงพยักหน้ารับเบาๆ
“ ไม่มีปัญหาท่านพ่อ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวอย่างจริงจัง
หลังจากนั้นหนานหมิงก็พาทุกๆคนไปเที่ยวรอบเมืองอีกครั้งก่อนที่จะไปยังสถานที่จัดงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ที่ยอดเขาพิทักษ์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์โดยเฉพาะ
ช่วงเช้าของวันถัดมา
หนานหมิงเห็นว่าหนานเทียนอวิ๋นได้มุ่งหน้าไปยังยอดเขาพิทักษ์ก่อนแล้ว เพราะในฐานะผู้เข้าแข่งขันจะต้องไปเตรียมตัวที่ยอดเขาพิทักษ์ก่อน
หนานหมิงกล่าวกับเซี่ยเล่ยจีว่าเขาจะให้หลู่เซียงปลอมตัวเป็นตัวเขาเองเพื่อที่จะตบตาหนานเทียนอวิ๋นว่าเขายังอยู่กับเซี่ยเล่ยจี
เซี่ยเล่ยจีตอบรับและกล่าวให้กำลังหนานหมิงด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
ไม่นานนักหลู่เซียงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชุดและใบหน้าที่คล้ายกับหนานหมิงจนแทบจะแยกไม่ออก
ถ้าหากหนานหมิงและหลู่เซียงยืนอยู่ข้างกันทุกๆคนก็คงคิดว่าทั้งสองเป็นฝาแฝดกันอย่างแน่นอน
“ ข้าไปก่อนนะ ” หนานหมิงกล่าวจบเขาก็แปลงโฉมของตัวเองกลายเป็นลู่ซานพร้อมกับเปลื่ยนเสื้อผ้าของตัวเองเล็กน้อยและหายตัวไปทันที
เซี่ยเล่ยจีมองดูหนานหมิงที่หายไปนางก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ
ณ ยอดเขาพิทักษ์
เวลานี้ปรมาจารย์นักวางค่ายกลจำนวนมากได้มารวมตัวกันที่ห้องโถงหลักแล้ว
เนื่องจากก่อนการแข่งขันจะมีการพูดคุยกับปรมาจารย์นักวางค่ายกลสักเล็กน้อยก่อนที่ปรมาจารย์ทุกคนจะแยกย้ายกันไปอยู่ห้องพักส่วนตัวก่อนที่จะเริ่มต้นการแข่งขัน
หนานหมิงหรือลู่ซานก็ยืนอยู่ในมุมหนึ่งของห้องโถงหลัก
เขากวาดสายตามองดูปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่เคยเห็นในตอนคัดเลือกรอบที่สองอยู่ครู่หนึ่งและพบว่าที่แถวหน้าของห้องโถงปรากฏกลุ่มของปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่ดูมีอำนาจบารมียืนพูดคุยกันอยู่
จากนั้นหนานหมิงก็ได้ยินเสียงของปรมาจารย์รุ่นเยาว์พูดคุยกันว่าปรมาจารย์ที่ยืนอยู่แถวหน้าก็คือปรมาจารย์หยู่ไท่จีและปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในอาณาจักรต้าเฟิง
ปรมาจารย์หยู่ไท่จีเป็นชายชรารูปร่างผอมสูง หลังค่อมเล็กน้อย ใบหน้าดูเหมือนกับคุณปู่ที่ใจดีแถมยังมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาจากร่างกายอีกด้วย ซึ่งกลิ่นอายนี้ก็คือยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์
ส่วนปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียง พวกเขาก็จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสบายใจโดยที่พวกเขาไม่ได้สนใจปรมาจารย์นักวางค่ายกลคนอื่นๆแม้แต่น้อย ซึ่งนี้ถือว่าเป็นความหยิ่งผยองที่พวกเขามีอยู่
ทันใดนั้นสายตาของหนานหมิงก็สังเกตเห็นว่าตอนนี้หนานเทียนอวิ๋นกำลังพูดคุยอยู่กับสตรีที่ใบหน้างดงามอยู่
“ ถ้าหากจำไม่ผิดสตรีนางนั้นน่าจะเป็นชุนเย่ฮวาจากวิหารค่ายกลมายา ” หนานหมิงพึมพำพร้อมกับใช้มือกุมคางไปด้วย
“ อีกอย่างตอนนี้เจ้าตัวแสบก็ดูเหมือนจะเป็นวัยรุ่นแล้ว ถ้าหากเป็นในอดีตตอนนี้ก็น่าจะตบแต่งภรรยาได้แล้ว ” หนานหมิงยิ้มและมองดูชุนเย่ฮวาอย่างละเอียด
หนานหมิงพบว่าชุนเย่ฮวานับว่าเป็นสตรีที่งดงามและยังอายุยังน้อยแถมยังเป็นถึงปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นต้นแล้ว คาดว่าถ้าหากให้นางฝึกฝนฝีมือไปอีกสักหน่อยก็จะสามารถเป็นนักวางค่ายกลระดับเซียนขั้นกลางได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะความรู้ความเข้าใจของนางนั้นอยู่ในระดับกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ น่าสนใจถ้าหากให้นางมาเป็นลูกสะใภ้ก็ถือว่าดี ” หนานหมิงยิ้มก่อนที่จะหยิบเอานกกระดาษสีทองออกมาและติดต่อไปให้องครักษ์เงาของตระกูลหนานตรวจสอบข้อมูลของชุนเย่ฮวาให้ระเอียด
เพียงไม่นานก็มีรุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหาหนานเทียนอวิ๋นและชุนเย่ฮวาก่อนที่จะมีการพูดคุยกันอยู่
ซึ่งรุ่นเยาว์คนนั้นก็คือซูหลิน ปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์อัจฉริยะของหอค่ายกลสวรรค์
จากนั้นทุกๆคนก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างไม่พอใจของซูหลินดังขึ้นพร้อมกับชี้หน้าของหนานเทียนอวิ๋น
หนานหมิงมองดูก่อนที่จะส่ายหน้าเบาๆและคิดว่าพวกบุตรแห่งสวรรค์นี้ถ้าหากไม่ไปก่อปัญหา ปัญหาก็มักจะพุ่งเข้ามาหาเองเป็นเรื่องปกติ
ด้วยความสนใจหนานหมิงจึงเดินเข้าไปฟังใกล้ๆว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ไม่นานนักหนานหมิงก็พอที่จะรู้เรื่องแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
หนานเทียนอวิ๋นเผอิญรู้จักกับชุนเย่ฮวาในตอนที่ทดสอบรอบที่สอง แถมทั้งสองก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะเหมือนกันทำให้ทั้งสองพูดคุยกันถูกคอ
ส่วนทางด้านของซูหลินเขาเองก็ถือว่าตัวเองเป็นอัจฉริยในด้านของการวางค่ายกลเช่นกัน เขาจึงคิดว่าตัวเองนั้นเหมาะสมกับชุนเย่ฮวาเท่านั้นสำหรับคนอื่นๆไม่มีสิทธิ์ และเมื่อเขาเห็นว่าชุนเย่ฮวาพูดคุยกับหนานเทียนอวิ๋นอย่างถูกคอเขาก็เกิดอาการหึงหวงขึ้นมา
ทางฝั่งของซูหลินก็พยายามที่จะชี้หน้าด่าและกดดันให้หนานเทียนอวิ๋นถอยห่างจากชุนเย่ฮวา แต่ชุนเย่ฮวาก็จะปกป้องหนานเทียนอวิ๋นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ยิ่งพูดคุยก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งรุนแรงขึ้นมาก
เหล่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลคนอื่นๆก็พูดคุยกันและดูเหมือนว่าจะเข้าข้างซูหลินอยู่เล็กน้อย ถึงอย่างไรซูหลินก็นับว่าเป็นอัจฉริยะของหอค่ายกลสวรรค์และงานเทศกาลนี้ก็ถูกจัดขึ้นโดยหอค่ายกลสวรรค์เช่นกัน เพราะแบบนี้พวกเขาถึงได้เข้าข้างซูหลิน
แต่ก็มีปรมาจารย์นักวางค่ายกลบางคนที่่เข้าข้างชุนเย่ฮวา เพราะถึงอย่างไรชุนเย่ฮวาก็อัจฉริยะของวิหารค่ายกลมายา ซึ่งเป็นกองกำลังที่ใกล้เคียงกับหอค่ายกลสวรรค์
การทะเลาะกันของซูหลินและหนานเทียนอวิ๋นกลายเป็นจุดสนใจของทุกๆคนในห้องโถงหลัก แม้กระทั้งเหล่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงก็พากันมองไปยังทั้งสองด้วยแววตาที่ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ เพราะการทะเลาะกันของทั้งสองขัดการพูดคุยกันของพวกเขา
แต่เมื่อเห็นว่าเป็นซูหลินและชุนเย่ฮวา ปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงทั้งหลายก็พากันไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ทำได้เพียงแค่มองดูเท่านั้น
ไม่นานนักซูหลินก็ชี้หน้าของหนานเทียนอวิ๋นพร้อมกับตะโกนด่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะจากไปด้วยสีหน้าเย็นชา
สาเหตุที่ซูหลินจากไปก็เพราะตอนนี้ใกล้ที่จะถึงเวลาที่ท่านอาจารย์ของเขาจะมาถึงแล้ว ซึ่งอาจารย์ของซูหลินก็คือเฉาเหลียง ผู้นำหอค่ายกลสวรรค์นั่นเอง
ถ้าหากเขายังทะเลาะกับหนานเทียนอวิ๋นอยู่ก็คงจะทำให้ท่านอาจารย์เสียหน้า เพราะฉะนั้นแล้วเขาจึงได้แต่จากมาด้วยความไม่พอใจเท่านั้น