Tower Defense War Era

    ตอนที่ 7 Alien the movie

    ***เวลา 11:15 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    เอเลี่ยนที่จับมาได้จำนวน 5 ตัวหลุดออกจากที่คุมขัง



    “ประกาศรวมตัวฉุกเฉินถึงลูกเรือทุกคน! จงไปรวมตัวที่ห้องโถงหลักด่วน! ”

    เสียงย่ำเท้าดังกระทบไปทั่วยานลอยฟ้าสีทองคำ

    ยานทรงรีขนาดใหญ่ที่มีเส้นทางวงกตคดเคี้ยวแห่งนี้ คือศูนย์วิจัยสิ่งมีชีวิตต่างดาว (เอเลี่ยน) ของพวกลิชาร์ดแมน

    นักวิจัยจากเผ่าเกล็ดเทาสิบชีวิต

    ทหารยามติดอาวุธจากเผ่าเกล็ดเขียวยี่สิบชีวิต

    ลูกเรือทั่วไปจากเผ่าเกล็ดน้ำตาลอีกห้าสิบชีวิต

    พวกเขาต่างทำงานอย่างขมักเขม้นไม่เว้นวันหยุด ก็เพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ไม่รู้จัก หาจุดอ่อนของพวกมัน แล้วส่งไปให้แนวหน้าเพื่อทำสงครามยึดดวงดาว



    พวกลิชาร์ดแมนเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้รุกรานโดยกำเนิด

    ดาวของพวกเขานั้นแห้งแล้ง ถึงจะมีสินแร่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์มากพอหล่อเลี้ยงผู้คนบนดาวเคราะห์ได้

    แผ่นดินแห้งแล้ง พืชผลปลูกไม่ขึ้น อีกทั้งยังแทบไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตร่วมโลก



    พวกเขาต้องมุดลงไปอาศัยอยู่ใต้ดินมานานนับหลายพันปีหลังจากที่ดาวของพวกเขาถูกอุกกาบาตพุ่งชน จนแยกเป็นดาวสามดวง

    เพราะต้องใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น เลยเป็นการบีบคั้นให้พวกเขาต้องพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อเอาตัวรอด รวมไปถึงแนวคิดการบุกเบิกอวกาศเพื่อขยายดินแดน



    ดังนั้น สำหรับพวกเขา ปรากฏการธรรมชาติที่เกิด [รู] เชื่อมแต่ละดวงดาวขึ้นมานั้น จึงนับว่าเป็นโอกาสดียิ่งต่อการขยายดินแดน

    แต่ใช้ว่าความเสี่ยงจะกลายเป็นศูนย์



    “สถานการณ์ตอนนี้คือมีพวกเอเลี่ยนหลุดรอดจากเขตคุมขังทั้งหมดห้าตัว! ”

    พอได้ยินหัวหน้านักวิจัยว่าเช่นนั้น พวกเขาก็เริ่มตัวสั่นอย่างขลาดเขลา

    ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่พวกเขาไม่รู้จัก อีกทั้งอยู่เหนือการควบคุม ย่อมทำให้รู้สึกหวาดกลัวเป็นธรรมดา



    “พวกเรารู้เรื่องเกี่ยวกับพวกมันน้อยมาก พวกนี้มันผิดกับเอเลี่ยนเผ่าอื่นที่พวกเราเคยไปยึดครองมาก่อนอย่างลิบลับ”

    “ตัวหนึ่งมีขน เป็นไอพวกสัตว์นรกที่มีฟันแหลมคม ซึ่งสามารถฉีกเนื้อของพวกเราให้กลายเป็นเนื้อบดได้”

    “ตัวหนึ่งถึงจะยังเป็นลูกอ่อนของพวกหางดาบ แต่มันสามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็ว และใช้น้ำลายที่มีฤทธิ์เป็นกรด มาละลายพวกเราให้หายไปจากโลกนี้ได้”

    “อีกสองตัวมีความว่องไว ฉลาด ถ้าประมาท เจ้าอาจถูกพวกมันทะลวงทวารหนักจนสูญสิ้นชีพ มีพลังระดับที่สามารถฉีกทำลายยานด้วยมือเปล่าได้! ”

    “และตัวสุดท้ายคือตัวที่มีปีก เจ้านี่ยังไม่รู้ความสามารถ แต่คงเลวร้ายไม่แพ้กัน”

    “พวกมันจะออกล่า ตามหาพวกเรา เล่นสนุกกับชีวิตจนหมดแรง ก่อนจะเข้ามารุมทิ้งฉีกร่างกายพวกเจ้าเป็นชิ้น ๆ! "

    " อย่าให้รูปลักษณ์ของพวกมันมาหลอกตาพวกเจ้า! พวกมันคือปีศาจร้ายกระหายเลือดอย่างแท้จริง! ”

    ทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้ฟังหัวหน้าวิจัยบรรยายความน่ากลัวของเหล่าเอเลี่ยน



    “ดังนั้น ถ้าหากเจอตัว อนุญาตให้ยิงทิ้งได้ทันที! พวกเราจะปล่อยให้พวกมันลงไปเหยียบพื้นโลกของพวกเราไม่ได้เด็ดขาด! ถ้ากรณีเลวร้ายสุด ให้ระเบิดยานลำนี้ทิ้งไปซะ! ”

    การปล่อยเอเลี่ยนที่ไม่รู้ว่าพกเชื้อโรคอะไรติดมาด้วย ไปเดินเล่นบนโลก ก็ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากนำเชื้อร้ายมาแพร่สู่ดาวของพวกเขาเอง

    บางทีอาจนำเชื้อโรคชนิดใหม่เข้ามา

    หรืออาจไปขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนระบบนิเวศน์ที่เลวร้ายอยู่แล้ว ทำให้มันเลวร้ายลงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    พวกเขารู้ตัวดีว่ากำลังเล่นกับสิ่งใด

    พวกเขาพร้อมที่จะออกไล่ล่าเหล่า [เอเลี่ยน] ที่โหดร้ายกันแล้ว



    ***ย้อนกลับไปที่เวลา 11:10 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    ณ ที่คุมขังของเอเลี่ยน

    “จิ้ม ๆ … นอนนิ่งไปเลยอะพี่”

    “ใช่ ๆ นิ่งสนิท นิ่งสนิทไปเลย~”

    “... อย่าไปจิ้มเขาแบบนั้นสิ น่าสงสารออกดอง”

    เหล่าเอเลี่ยนทั้งห้าที่น่ากลัวราวปีศาจที่ว่า กำลังนั่งจิ้มเจ้าหนุ่มลิชาร์ดแมนตัวเขียวกันอยู่อย่างสบายอารมณ์

    แต่ในมุมมองของนักวิจัย มันดูราวกับฝูงหมาไฮยีน่าที่หิวโหย ซึ่งกำลังรุมทึ้งกินเนื้อสด ๆ ของเหยื่อกันอยู่



    “...งั้น มาหาทางออกกันต่อเถอะดอง”

    “อืม”

    พวกเด็กน้อยเห็นด้วยกับความคิดของคุณภูติ

    แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทันออกเดินตามหาทางออก---

    “พี่... ดูเหมือนว่ากำแพงทองคำพวกนี้ พวกเราจะหยิบติดมือกลับได้ด้วยละ”

    ---เทร่า เขากลับสังเกตุเห็น ว่ากำแพงทองคำพวกนี้ มันสามารถใช้มือเปล่าดึงออกมาได้



    เพราะถูกสร้างอย่างหยาบด้วยการกรุแผ่นทองคำเหมือนปูกระเบื้องด้วยปูนซาลาเปา เลยทำให้มันหลุดร่อนออกมาได้ง่ายกว่าที่เห็น

    เพียงแค่เอามือไปแงะ ก็สามารถลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ ได้แล้ว

    “สุดยอด! งั้นเก็บกลับไปเยอะ ๆ เอาไปเซอร์ไพรส์คุณพ่อกับคุณแม่เล่นดีกว่า! ”

    "อืม! "



    คนน้องลอกออกมา

    คนพี่นำมาเหวี่ยงทิ้งลงพื้นให้แตกกระจาย

    คนน้องเก็บเศษที่แตกเข้าไปในกระเป๋ากางเกง

    วนลูปเช่นนี้ซ้ำไปมา จนกระทั้งมีเศษทองคำเต็มกระเป๋าของเทร่า



    สองพี่น้องแกะ-ทุบ แกะ-ทุบ จนเผลอไปทำให้สายไฟฟ้าใต้พื้นฉีกขาดออกโดยไม่รู้ตัว

    ถ้าจะโทษ คงต้องโทษฝีมือการก่อสร้างแสนห่วยแตกที่รับทำยานลำนี้



    ไฟฟ้าข้างใต้พื้นของพวกเขาเริ่มลัดวงจร

    ความร้อนถูกสะสมเพิ่มขึ้นทวีคูณ

    ความร้อนแผ่ขยายไปถูกท่อส่งสารตัวนำพลังงานที่อยู่ติดกัน

    สารตัวนำถูกความร้อนจู่โจมจนขยายตัวอย่างรุนแรง

    ขายตัว จนกระทั้ง---



    * [บรึ๊มมมมมมมมมมมมมมมมมม!] *



    ***ตัดกลับมาปัจจุบัน เวลา 11:15 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    ภายในห้องโถงเริ่มถูกบรรยากาศที่ตึงเครียดเข้าปกคลุม



    หัวหน้านักวิจัยลิชาร์ดแมนได้นำภาพการทุบทำลายพื้นด้วยมือเปล่าของเวลคินกับเทร่าเปิดให้พวกเขาดู

    ภาพของเด็กน้อยสองคนที่ใช้มือเปล่าทุบพื้นจนปะทุกลายเป็นสะเก็ตไฟขนาดยักษ์ มันกำลังทำให้พวกเขาเห็นภาพของอสูรกายซ้อนทับลงไปบนร่างของเด็กน้อยสองคนนั้น



    “ไหนตอนแรกบอกว่าพวกนี้ไม่น่ากลัวไม่ใช่หรือ? ถามจริง นั่นยังใช่สิ่งมีชีวิตอีกหรือฟะ? ”

    “พะ--- พวกเราคงไม่ถูกพวกมันจับกินกันหมดใช่ไหม? ”

    “ตอนนี้ยังดีที่ตัวเต็มวัยของหางดาบอีกสองตัวยังถูกขังอยู่ ถ้าตัวเต็มวัยหลุดออกมา---”



    *พรึบ! *



    ในตอนนั้น โลกทุกอย่างที่พวกเขามองเห็น ได้ฉับพลันมืดบอดลงในทันใด



    ***เวลา 11:20 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    เวิ่นเฮอลืมตาตื่น



    “อืม…”

    ลิชาร์ดแมนเกล็ดเขียว หรือ [เวิ่นเฮอ] กำลังลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับไหล

    “เรา… ยังมีชีวิต? ”

    เขานึกว่าตัวเองจะต้องตายไปแล้ว

    แต่ทว่าเขากลับยังมีชีวิตอยู่



    “...เกิดบ้าอะไรขึ้นมากันเนี่ย? ”

    เขาค่อย ๆ ตั้งสติที่พร่ามัว แล้วมองไปรอบตัวเอง

    ผนังที่เคยงดงาม กลับบิดเบี้ยวไปด้วยรอยไหม้

    มันถูกแหวกออกเป็นรู้กว้าง ดั่งมีอสูรกายที่มากพละกำลังฉีกแหวกมันออกไป



    ทางเดินทองคำที่เป็นโซนคุมขัง เวลานี้ มันกำลังตกอยู่ในความมืด

    แสงเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เขาสามารถมองเห็น คือแสงฉุกเฉินสีเหลืองที่กระพริบเป็นช่วงจังหวะตามรายทาง

    ทั่วทั้งยานเต็มไปด้วยเสียงหวูดร้องเตือนภัย แต่กลับเงียบงันไร้เสียงของผู้คน



    เงียบสงัดราวกับเสียงไซเรนนี้เป็นเรื่องโกหกพกลม

    เงียบสงัดราวกับไม่เคยมีความโกลาหลเกิดขึ้นจริง

    เงียบสงัดราวกับ… ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนยานลำนี้



    “... ต้องรีบกลับไปรวมตัวกับทุกคนก่อน”

    เขาลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนล้า แล้วลากขาที่หนักอึ้งไปตามทางเดินซึ่งพังทลายลงอย่างระมัดระวัง

    และในไม่กี่นาทีต่อมา---

    “นี่มัน--- ทำไมประตูถึงถูกละลายทิ้งไปได้กันเนี่ย? ”

    ---เขาก็ยิ่งสับสนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น



    ประตูป้องกันหนาสามชั้นที่ควรปิดตายเพื่อแยกส่วนคุมขังเอเลี่ยน กลับถูกละลายหลอมเหลวดั่งเช่นเนยที่ถูกความร้อน

    กลิ่นเหม็นเปรี๊ยวรุนแรง ลอยมาแตะจมูกของเขาจนต้องย่นใบหน้า



    “แย่ละสิ หรือว่า… จะเป็นฝีมือของพวกเอเลี่ยนพวกนั้น? ”

    เป็นครั้งแรกที่ เวิ่นเฮอ ตัวสั่นขึ้นมาอย่างหวาดกลัว

    สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีอาวุธ แต่สามารถพังประตูบานใหญ่ที่ต้องใช้รถถังทำลาย ยังจะสามารถนับเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาได้อีกหรือ?

    แน่นอนว่าไม่ใช่



    “...ไม่เข้าใจ ถ้าพวกมันมีความสามารถระดับนี้ ทำไมถึงไม่แหกคุกออกมาตั้งแต่แรก? ”

    แต่นายเวิ่นเฮอพบความไม่สมเหตุสมผลของสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

    “เอาเถอะ… ไม่ใช่เวลามามัววิเคราะห์สักหน่อย รีบหนีออกไปดีกว่า สถานการณ์แบบนี้ เราคง… ข้ามไปอีกฝั่งได้ละมั้ง? ”



    เวิ่นเฮอไม่ได้ออกจากโซนคุมขังเอเลี่ยนมานานนับหนึ่งเดือนเต็มตั้งแต่ที่มารับทำงานที่นี่

    ดังนั้น สำหรับเขาแล้ว อีกฟากของรูกว้างบนบานประตู จึงเป็นโลกที่เขาโหยหาคิดถึงอยู่พอสมควร

    เขาค่อย ๆ เดิน โดยใช้หลังแนบผนังเนื่องจากความหวาดกลัว ลอดผ่านซุ้มประตูกว้างที่เต็มไปด้วยสารเหลวเหนียวน่าขยะแขยง

    และสิ่งที่รอเขาอยู่อีกฟากของบานประตูนั้น

    “เห้ย…!?! ”

    มันก็คือ [นรก]



    ***เวลา 11:25 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    ยานวิจัยเอเลี่ยนถูกโจมตี



    “นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมากันเนี่ย? ”

    ห้องโถงรวมสำหรับพักผ่อนและเชื่อมสู่โซนต่าง ๆ ของยาน กำลังเต็มไปด้วยซากศพของลิชาร์ดแมน

    ร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยบาดแผลลึก

    เลือดสีเขียวเข้มกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณ เป็นงานศิลปะที่ถูกเขียนขั้นโดยฝีมือของยมทูต ซึ่งพวกเขาไม่ได้พึงปราถนาร้องขอให้ทำขึ้นมา



    ฝ้าเพดานถูกฉีกขาดทะลุเป็นรูเป็นระยะ

    รอยไหม้กระจายไปทั่วทุกบริเวณ

    ทหารยามถูกบี้แบนติดผนังไปทั้งชุดเกราะ

    บางคนหัวขาดด้วยรอยแผลที่สมบูรณ์แบบ ราวกับถูกดาบที่คมกริบฟันขาดภายในดาบเดียว

    เวิ่นเฮอเริ่มหน้าซีดเผือกเป็นข้าวต้ม

    ถ้าหากว่านี่เป็นความฝัน ก็ขอให้รีบตื่นจากฝัน---



    “แก… ภารโรงงี่เง่า..ที่อยู่ในภาพ...วีดีโอ...”

    “เหวอ!? ”

    เขาตกใจกระโดดตัวลอย

    “จะตกใจ--- ทำไม…”

    “นั่นใคร? ”

    “...ข้า… ชื่อ… [เป่า] ...ดูเหมือน… แกจะ… โชคดี...”

    “หะ-- เห้ย! แกไหวไหมนั่น! เดียวข้าจะรีบไปตามหมอ---”

    “ไม่ต้อง! --- แค๊ก!? ”

    นายลิชาร์ดแมนที่สวมเกราะเหล็กเริ่มกระอักเลือดก้อนใหญ่ออกมาจากปาก



    “ข้า--- ไม่รอด…แล้ว… ตอนนี้…. พวกเอเลี่ยน… ตัวเต็มวัย… หางดาบ…. มันหนีออกมา… สองตัว… มันทำลาย… ประตู… บานหลัก… ไม่ได้กัน… กรด… บางที… ตอนเกิดแรงระเบิด… คงทำให้… ระบบไฟ… รวน… พวกมัน… เลยหนี… ออกมาได้…”

    “หยุดพูดก่อน! ตอนนี้รีบ---”

    “ทุกคน…. ตาย… กันหมด… บางที… อาจเหลือ… แค่แก… แก… ต้อง… ระเบิดยานลำนี้… ซะ…”

    “เดียวก่อน! แกอย่าพึ่ง--- ไม่ ไม่ ไม่! ตายไปแล้ว!?! ”



    เวิ่นเฮอร้องไห้ทั้งน้ำตา

    เขากำลังร้องไห้ให้กับคนที่พึ่งรู้จักกันเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น

    เขารีบใช้แขนปาดน้ำตาตัวเองออก



    “... ระเบิดยานลำนี้สินะ? ข้าเข้าใจแล้ว”

    สำหรับเวิ่นเฮอแล้ว การที่มีปีศาจซึ่งสามารถฆ่าคนทั้งยานได้ด้วยจำนวนที่น้อยกว่า ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาคนเดียวย่อมต่อกรไม่ได้

    เพื่อไม่ให้เอเลี่ยนลงไปบนพื้นโลกของดาวแม่พวกเขา จึงมีเพียงระเบิดยานลำนี้ทิ้งไปซะ



    เวิ่นเฮอลุกขึ้น แล้วถอดชุดเกราะกับปลดอาวุธของทหารยาม [เป่า] มาสวมใส่ใช้งานเป็นของตัวเอง

    “ให้ตายสิ ไม่คิดเลยว่าความฝันที่อยากจะเป็นทหาร กลับต้องมาเจอในรูปแบบนี้”

    เขาบ่นกับตัวเอง แล้วทดลองลั่นไกยิงไปที่โซฟาบุหนังสัตว์ตัวหนึ่ง



    ปืนที่เขาถืออยู่นั้น มีรูปร่างคล้ายกับปืนลูกโม่ของมนุษย์โลก แต่ต่างกันตรงที่ไม่มีรังเพลิง และมีไกที่ใช้สำหรับเหนี่ยวยิงอยู่สองอัน

    เกิดแสงสีเหลืองสว่างขึ้นจากตัวปืน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดังเสียดแก้วหู

    พริบตาต่อมา โซฟาตรงหน้าก็กระเด็นลอยขึ้นสูง ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็น จับมันให้ลอยขึ้นมาอยู่บนอากาศ



    เขาทดลองลั่นไกอีกครั้ง โดยคราวนี้กดลงไปไกปืนที่อยู่ฝั่งด้านล่าง

    คราวนี้โซฟาที่ลอยอยู่ ได้ตกลงมาอย่างรุนแรง ก่อนจะถูกแรงที่มองไม่เห็น บี้แบนจนกลายเป็นแผ่นกระดาษไป



    “ปืนพกควบคุมแรงโน้มถ่วงยังใช้งานได้ดีอยู่ เยี่ยม! ”

    เขาพูดให้กำลังใจตัวเอง

    อย่างน้อยก็มีอาวุธบ้างละวะ

    เขาคิดเช่นนั้น



    เวิ่นเฮอเดินต่อไปตามทางเดินที่มืดสลั่ว ตรงไปที่ห้องบังคับการของยาน

    ถ้าตามการคาดเดาของเขาถูกต้อง มันควรจะมีปุ่มระเบิดตัวเองอยู่ที่ห้องควบคุมนั้น

    “ว่าแต่… เมื่อกี้เห็นมันพูดว่าเป็นเพราะแรงระเบิด เลยทำให้ยานไฟดับทั้งลำสินะ? ยานคุมขังบ้าอะไร ทำไมห่วยแตกได้ขนาดนี้… หรือว่าจะถูกเผ่า [ลิงไร้ขนตัวเล็ก] วางยามาฟะ? ”



    [ลิงไร้ขนตัวเล็ก] ที่เขากำลังพูดถึง คือชาวต่างดาวที่เคยถูกเผ่าลิชาร์ดแมนรุกรานยึดครอง

    พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์โลก แต่ตัวเล็กกว่า อีกทั้งยังชอบอาศัยอยู่ใต้ดินมากกว่าบนดิน

    พวกลิชาร์ดถูกใจในฝีมือการช่างของชาวดาวนี้มาก เลยไว้ชีวิต แล้วทำให้เป็นดาวใต้อาณัติที่ต้องคอยสร้างอาวุธให้กับพวกเขาเสมอมา



    “ถึงจะบอกว่ายอมแพ้เป็นดาวใต้อาณัติไปแล้ว แต่กลับมาสร้างของห่วยแตกวางยาพวกเราเสียได้! ไอพวกเวรตะไลนั่น! ”

    เวิ่นเฮอสาปแช่งอย่างโกรธแค้น



    เขาเดินต่อไปบนเส้นทางที่เงียบสงัด

    เสียงลมแอร์ เครื่องยนต์ กับไซเรนยังคงดังกังวาลเสียดแก้วหู

    แต่สำหรับตัวเขานั้น มันกลับรู้สึกเงียบสงบจนน่ากลัว



    จะประมาทไม่ได้

    แม้แต่เสียงลมตีเพียงเล็กน้อยที่ดังจากท่ออากาศ ก็ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้

    จำเป็นจะต้องตื่นตัวตลอดเวลา มิเช่นนั้น ชีวิตของตนคงได้จบสิ้นไม่ต่างไปจากชีวิตที่อยู่ในห้องโถงกลาง



    "---&$&!! "

    มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากหัวมุมของเส้นทางเดิน

    "เสียง? มาจากข้างหน้า! ยังมีคนรอดชีวิต! "

    ที่ตรงหน้าของเขา มีเงาของลิชาร์ดแมนจำนวนห้าคน กำลังทอดยาวฉายขึ้นบนผนังสีทองคำ

    เวิ่นเฮอรู้สึกดีใจ

    แต่แล้วความดีใจนั้น กลับต้องมาพังทลายภายในนาทีต่อมา



    "!!! "

    เสียงหวีดพลังงานดังสะท้องแสบแก้วหู

    เสียงฉีกเนื้อที่ดังขึ้นรัวต่อเนื่องโกลาหล

    เสียงผนังที่ถูกทุบด้วยวัตถุบางอย่างที่หนักและรุนแรง

    และเสียงกรีดร้องไม่เป็นภาษาอย่างเจ็บปวดของผู้คน



    เงาที่ฉายลงบนผนังตรงหัวมุมทางเดิน กำลังบันทึกภาพฉากฆาตกรรมอันน่าสยดสยอง

    มีลิชาร์ดแมนคนหนึ่งที่อยู่หลังสุด กำลังชี้ขึ้นไปที่ฝ้าเพดาน

    เวลาต่อมา ชายคนที่ชี้นั้น ก็ถูกหางที่ยาวกว่าสองเมตร แทงทะลุจากด้านบน ทะลุใจกลางสมองจนเสียชีวิตคาที่



    ลิชาร์ดแมนที่อยู่ข้างหน้า ต่างกรีดเสียงร้องดัง

    ลิชาร์ดแมนที่ยืนหน้าสุดรีบเหนี่ยวไกปืนใส่

    เกิดเงาของฝ้าเพดานที่พังร่วงลงมาต่อเนื่อง จากจุดที่สัตว์ร้ายถูกโจมตี

    มันใช้ความเร็ว วิ่งไต่ฝ้าเพดานหลบออกมาอย่างรวดเร็ว

    ในเวลาเดียวกัน ก็มีร่างของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่ยาวกว่าสี่เมตรปรากฏขึ้นจากอีกฝั่ง



    ที่ด้านหลังของกลุ่มลิชาร์ดแมน กำลังมีเงาของพื้นถูกแหวกออกเป็นสองเสี่ยง

    พื้นที่ถูกแหวกออกนั้น มีเงาของสัตว์ร้ายขนาดสี่เมตรพุ่งตามขึ้นมา

    มันใช้ปากที่ยาวและกว้างใหญ่ของมัน กัดเข้าไปที่ใจกลางลำตัว ของคนที่กำลังไล่ยิงสัตว์ร้ายสีเงินตัวแรก จนร่างกายของเขาขาดครึ่ง



    ลิชาร์แมนอีกสามคนที่เหลือเริ่มกรีดร้อง พร้อมกับวิ่งหนีหายไปในอีกเส้นทาง

    เงาของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ทั้งสองตัวได้วิ่งไล่ตามมันไปตัวหนึ่ง ส่วนอีกตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่หน้าศพของลิชาร์ดแมน

    เงานั้น กำลังเดินเข้าไปขึ้นคร่อมร่างของศพ ก่อนจะใช้หางของมัน แทงลึกเข้าไปในร่างกาย

    เวิ่นเฮอได้ยินเสียงของเหลวบางอย่าง กำลังไหลเข้าไปในร่างกายของศพ ดังขึ้นมาจากเงาที่ฉายอยู่ตรงมุมทางเดินนั้น



    " (...!!) "

    เวิ่นเฮอหยุดนิ่งราวกับเป็นรูปปั้นหิน

    เขาไม่กล้าแม้แต่จะสูดลมหายใจเข้าไปในปอดเสียด้วยซ้ำ

    เขายืนมองดูพฤติกรรมของเอเลี่ยนหางดาบ ผ่านทางเงาที่ฉายบนผนัง จนกระทั้งเงานั้นเริ่มเคลื่อนไหว เลือนหายตามตัวแรกไป



    " (มะ-- มันไปแล้ว?) "

    เวิ่นเฮอยืนนิ่งจนกระทั้งมั่นใจว่าสัตว์ร้ายหายตัวไปแล้ว จึงเริ่มออกเคลื่อนไหวอีกครั้ง

    เขาเดินไปที่หัวมุมทางเดินอย่างกล้าหาญขลาดกลัว

    ถึงจะเป็นระยะทางที่สั้นเพียงยี่สิบก้าวเดิน แต่กลับรู้สึกห่างไกลราวกับเดินข้ามหุบเขาหนึ่งร้อยลี้



    ทางเดินตรงหัวมุม ไม่มีสิ่งใดนอกจากศพของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์

    "ถ้าหากว่าข้ากล้าหาญกว่านี้ บางที… "

    เวิ่นเฮอกำลังหลังน้ำตาออกมา

    เขากำลังหลั่งน้ำตาให้กับความขี้ขลาดของตัวเอง

    ถ้าหากเขาใจกล้าพอเข้าไปช่วย บางทีสถานการณ์มันอาจจะเปลี่ยนไป

    "ข้ามัน--- ขี้ขลาด… พอจะรู้แล้วว่าทำไมถึงสมัครเข้ากองทัพไม่ได้"

    เขากำลังโทษตัวเอง

    เขามัน---



    *ตุ๊บ*

    "… เสียง---? "

    *ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ! *

    "!?! "

    เวิ่นเฮะรีบชักปืนเล็งไปทางต้นเสียงนั้น

    บนซากศพของทหารยามที่มีอยู่สองคน กำลังขยับเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ

    คนหนึ่งกำลังมีหน้าท้องที่นูนสูงขึ้นมา ส่วนอีกคน กำลังเริ่มนูนสูงตรงส่วนหัวกะโหลก



    รอยนูนที่กำลังดันขึ้นสูงจากใต้ผิวหนัง เริ่มเติบโตใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

    มันไม่ได้ดันผิวหนังจนฉีกขาด แต่มันกลับดูดกลืนผิวหนังรอบ ๆ ให้เข้ามาหุ้มตรงรอยที่นูนสูงขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั้งหยุดนิ่งภายในหนึ่งนาที



    "ไข่? "

    สิ่งที่นูนขึ้นมาจากร่างกายของศพ มันมีลักษณะคล้ายกับไข่ของสัตว์มีปีก

    มันมีขนาดราวครึ่งเมตร ทรงรีกลม และมีผิวเปลือกที่ใช้หนังของร่างศพมาห่อหุ้มเอาไว้



    "... จะบอกว่านี่คือวิธีการสืบพันธุ์ของพวกมันอย่างงั้นหรือ? "

    สืบพันธุ์ด้วยการฝั่งตัวอ่อนลงไปในร่างกายของศพ?

    เพียงแค่คิดภาพตอนที่มีการฟักตัว แล้วออกมากัดกินร่างกายของศพ เวิ่นเฮอก็รู้สึกโกรธจนตัวสั่น



    "ไม่ยอมปล่อยให้เกิดขึ้นหรอก! "

    การย่ำยีศพนักรบ คือการหยามเกียรติที่เลวร้ายที่สุดอย่างหนึ่งของเผ่าลิชาร์ดแมน

    เวิ่นเฮอไม่รีรอ เหนี่ยวไกปืนในทันที

    พลังงานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า วิ่งตรงออกมาจากปลายปากกระบอกปืน

    พุ่งตัดอากาศ เข้าปะทะกับไข่เอเลี่ยนที่งอกขึ้นจากร่างกาย



    ฉับพลันนั้น มิติรอบตัวไข่ก็เริ่มบิดผันแปรปรวน

    มวลสารถูกเพิ่มน้ำหนักด้วยแรงเหวี่ยงผิดธรรมชาติ แรงดึงดูดที่กดทับลง ทำให้โครงสร้างถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเอง

    เพียงพริบตา ไข่เอเลี่ยนก็แตกกระจายบี้แบน พร้อมกับมีสารเหลวสีใสเหม็นคาวกระจายไปทั่ว



    "ขอโทษที่ทำพิธีศพให้ได้เพียงแค่นี้... เพราะข้าต้องรีบไปที่ห้องควบคุม"

    หลังจากทำลายไข่เอเลี่ยน เวิ่นเฮอก็จัดศพมาวางเรียงกันริมทางเดิน ปิดเปลือกตาให้ แล้วยืนให้ความเคารพครึ่งนาที ก่อนจะเริ่มออกเดินหน้าต่อไป



    ***เวลา 12:00 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    ณ ห้องควบคุม



    เวิ่นเฮอใช้เวลาร่วมมากกว่าครึ่งชั่วโมง กับการเดินมาถึงห้องควบคุม

    ไม่ใช่ว่าห้องควบคุมอยู่ไกล แต่เป็นเพราะเขาเดินมาด้วยความหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด



    "ประตูถูกปิด? "

    ที่หน้าประตูทองคำบานใหญ่ตรงสุดริมทางเดิน คือทางเชื่อมสู่ห้องควบคุมของยาน



    บนบานประตูนั้นเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บของสัตว์ร้าย อีกทั้งยังมีรอยเปื้อนสารเหลวที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวกระจายไปทั่ว



    ตรงฝ้าเพดานที่อยู่ใกล้บานประตู จุดที่เป็นตะแกรงระบายอากาศ มีร่องรอยของการงัดแงะเปิดออกจนเป็นรูกว้าง



    ที่ข้างใต้รูกว้างนั้น มีศพของลิชาร์ดแมนเกล็ดสีเขียวสวมชุดนักวิจัยนอนตายอยู่คนหนึ่ง

    เลือดสีเขียวเข้มจากร่างกายของเขา ไหลออกมาเป็นเส้นทางยาว ลากผ่านพื้น หายเข้าไปในช่องระบายอากาศ



    “หรือว่า… กลุ่มผู้รอดชีวิตสุดท้ายจะอยู่ข้างในนั้น? ”

    เวิ่นเฮอค่อย ๆ ขยับตัวไปยืนหน้าประตู

    แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันลงมือเปิดประตู



    *เปรี๊ยง! *



    บานประตูหนาทั้งใบก็ถูกระเบิดออกอย่างรุนแรงเสียก่อน



    “อั๊ก!? ”

    เวิ่นเฮอถูกแรงอัดปะทะเข้าร่างกาย

    เครื่องในถูกอัดกระแทกจนบอบช้ำ ขาขวาหักบิดเบี้ยวน่ากลัว

    ควันหนาแผ่กระจายปกคลุมลงต่ำ พร้อมกับเผยภาพของเพื่อนร่วมเผ่าพันธ์ุที่กำลังต่อสู้กับอสูรกายเอเลี่ยนขนาดใหญ่จำนวนสองตัว



    ผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายสาดกระสุนแรงโน้มถ่วง กดดันร่างกายของอสูรกายตัวขนาดสี่เมตรจนบี้แบนแนบพื้นตรงบานประตู

    เสียงกรีดร้องไม่เป็นภาษาของเจ้าตัวหางดาบ กำลังดังเสียดบาดแก้วหูของนายเวิ่นเฮอ



    ในขณะที่อีกตัวหนึ่ง ซึ่งมีหางยาวกว่าตัวแรก ใช้เพื่อนของมันเป็นโล่ อ้อมมาข้างหลัง แล้วใช้หางที่คมเหมือนดาบ ตวัดฟันหัวของผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่สองคน ขาดออกจากร่างกายพร้อมกันภายในพริบตา

    หลังจากสังหารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขาไปแล้ว มันก็เงยหน้าหันมามองทางเวิ่นเฮอทีหนึ่ง



    “ (กะ--- แกล้งตาย… ต้องแกล้งตายไปก่อน..) ”

    เขาพยายามกลั้นหายใจสุดชีวิต

    เจ้าสัตว์ร้ายสีเงินที่ท่วมไปด้วยเลือดสีเขียวของลิชาร์ดแมน เดินเข้ามาใกล้เพื่อดมกลิ่นและฟังเสียงหัวใจเต้น

    เจ้าสัตว์ร้ายทราบได้ทันทีว่าชายตรงหน้ายังไม่ตายจริง

    มันยกหางดาบขึ้นสูง และเตรียมพร้อมที่จะแทงเข้าไปในร่างของเขา

    แต่ทว่า--



    “ [ระบบระเบิดตัวเองทำงาน ยานจะถูกทำลายในอีก… 15 นาที] ”

    ---ราวกับชะตาฟ้าลิขิตให้เขารอดชีวิต

    ไกลออกไปที่หน้าจอควบคุมด้านหลัง กำลังขึ้นอักษรตัวแดงน่ากลัวสะท้อนอยู่ภายในดวงตาของเจ้าสัตว์ร้ายสีเงิน

    เสียงไซเรนดังลั่นที่ฟังดูน่ากลัวมากกว่าเดิม ทำให้มันหยุดลงมือสังหาร



    มันหันไปมองบนหน้าจอที่ห้องควบคุมอีกครั้ง

    บนนั้น นอกจากอักษรเตือนภัยแล้ว ยังมีภาพภายในยานฉายรวมอยู่ด้วย

    ท่ามกลางภาพฉายหลายสิบภาพ มีภาพของลูกอ๊อดสีเงินซึ่งกำลังถูกกลุ่มเด็กสี่คนอุ้มเอาไว้ ปรากฏรวมอยู่ด้วย



    เด็กกลุ่มนั้นกำลังวิ่งไปตามทางเดิน หลงทางอยู่ในเส้นทางอันคดเคี้ยวของพื้นที่เก็บของใต้ท้องยาน

    ทันทีที่เห็นภาพนั้น มันก็ผุดรอยยิ้มแห่งความหวัง ราวกับมารดาที่พบกับลูกน้อยของตัวเอง

    มันละทิ้งเวิ่นเฮอที่แกล้งตายเอาไว้ตรงนั้น แล้วปีนหายลับไปในช่องแอร์บนฝ้า



    “ข้ารอดมาได้! ไช---”

    เวิ่นเฮอกำลังทำท่าดีใจให้กับตัวเอง

    แต่แล้วเมื่อเขาเหลือบตาไปเห็นสภาพของศพเพื่อนร่วมเผ่า เขากลับรู้สึกเศร้าสลดใจขึ้นมาแทน



    “--- ทุกคนต่างตายกันหมด ทุกคนเขาเตรียมใจที่จะปราบเอเลี่ยนเพื่อโลกของเรา แต่ข้ากลับ---”

    เวิ่นเฮอพูดออกมาอย่างเศร้าโศกให้กับโชคชะตาอันน่าเวทนาของตัวเอง

    “สารเลว… ขี้ขลาด… ไอเจ้างี่เง่า… ไร้ค่า… ขยะของเผ่า… ขยะของวงตระกูล...”

    เขากำลังด่าทอตัวเอง



    “พวกเอเลี่ยนกำลังจะหนี...”

    เวิ่นเฮอมองไปที่ภาพบนหน้าจอ

    กลุ่มเอเลี่ยนวัยอ่อนที่เขาเคยเล่นไล่จับด้วยนั้น กำลังอยู่ตรงโซนห้องเก็บของ

    ซึ่งถ้าหากพวกเขาคลำทางไปถูก พวกเขาจะไปพบกับยานข่นส่งของยานได้

    ถึงจะไม่รู้ระดับสติปัญญาของพวกเอเลี่ยนดีเท่าไหรนัก แต่มันมีความเป็นไปได้สูง ที่เด็กเหล่านั้นจะสามารถขับยานเป็น

    แถมตอนนี้ยังมีเอเลี่ยนวัยโตเต็มที่กำลังไล่ตามไปอีก



    “ข้า… คือคนสุดท้าย ที่จะสามารถหยุดพวกมันได้”

    นี่อาจจะเป็นภารกิจสุดท้ายในชีวิตของเขา

    “ไม่ใช่ว่าอยากจะเป็นนายทหารผู้กล้า เหมือนอย่างบรรพบุรุษ [ต้า] หรอกหรือเจ้านะ? ”

    เวิ่นเฮอกลืนน้ำลายลงคอตัวเอง



    เขาเดินไปหยิบปืนมาจากมือของคนที่ดูเหมือนกับนักวิจัยตรงหน้า

    ปืนกระบอกนี้มีลักษณะยาวกว่าที่เขาถืออยู่ มันเป็นปืนแบบถือสองมือ ที่สามารถยิงแรงโน้มถ่วงแบบลูกระเบิดกินพื้นที่เป็นวงกว้างได้

    “ข้า… [เวิ่นเฮอ] จะไม่ยอมขี้ขลาดอีกต่อไป! เพื่อชีวิตของผู้ที่เสียสละไปทั้งหมด ข้าจะเป็นคนหยุดพวกเอเลี่ยนเหล่านั้นเอง! ”

    คล้ายกับเรื่องTower Defense War Era ที่คุณอ่าน