ตอนที่ 59 โซโล่เดี่ยว
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“ตรวจดูซิว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่” ผู้กองเฒ่าเอ่ยสั่งการ เขาไม่ได้สงสัยในฝีมือของเด็กหนุ่ม แต่เขากลัวว่าความบ้าบิ่นของเด็กหนุ่มจะทำให้เขา หมดแรงแล้วตายในสนามรบเสียก่อน
เจ้าหน้าที่ที่ตามมากดดูข้อมูลในกำไลอย่างรวดเร็ว
“พบสัญญาณของเขายังอยู่ แต่ไม่สามารถจับทิศทางได้เลย”
สายตาของผู้กองเฒ่ากวาดมองออกไปยังผืนป่าที่มีสภาพเละเป็นหน้ากลองแล้วเอ่ย “ส่งโดรนออกไป ตรวจหาที่อยู่ของเขา”
“ครับ!!!”
เจ้าหน้าที่ทั้งหมดปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แล้วโดรนจำนวนหลายลำก็ถูกส่งกระจายออกไปเป็นวงกว้าง
โดรนของนิวโฮปพัฒนามาจากแร่สปีริต ทำให้พวกมันแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากว่าวัสดุทั่วไป
แม้แต่ท่ามกลางสภาพอากาศของอบิส มันก็สามารถบินออกตรวจตราได้อย่างไม่มีปัญหา
ไม่นานเสียงของพนักงานคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“ผู้กองเราพบที่อยู่ของเขาแล้วครับ”
“ที่ไหน?”
“ห่างจากที่นี่ไกลออกไปหนึ่งร้อยหกสิบกิโลเมตรครับ”
“หืม ... ไกลขนาดนั้นเชียว?” ผู้กองเฒ่าแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เวลาเพียงแค่เจ็ดวัน เด็กหนุ่มสามารถกวาดผ่านมอนสเตอร์ไปได้ไกลขนาดนั้นเลยหรอ?
แต่สิ่งที่พนักงานคนนั้นตะโกนออกมากลับน่าสนใจยิ่งกว่า
“ผู้กองครับ คุณต้องมาดูนี่ ดูเหมือนว่าเขา ...”
ยังไม่ทันที่พนักงานคนนั้นจะเอ่ยจบผู้กองเฒ่าก็เอ่ยแทรกขึ้นพร้อมกับตรงมาหาเขาทันที
“นำภาพให้ฉันดู”
พนักงานคนนั้นไม่รอช้า เขาฉายภาพโฮโลแกรมผ่านกำไลข้อมือของเขาออกไป
ภาพที่ปรากฏออกมา มันทำให้ผู้คนที่มองดูต้องอ้าปากค้าง จนแทบจะไม่เชื่อในสายตาตัวเอง
โดรนสามารถถ่ายภาพของมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากกว่าห้าสิบเมตรกำลังต่อสู้กับเด็กหนุ่มที่ทั้งร่างอาบไปด้วยของเหลวสีม่วงคนหนึ่ง
“นั่นมันราชามอนสเตอร์!”
“เขากำลังต่อสู้กับราชามอนสเตอร์ด้วยตัวคนเดียวอย่างนั้นหรอ?”
“เขามาถึงที่นี่ตั้งเจ็ดวันแต่ยังมีแรงต่อสู้กับราชามอนสเตอร์เนี้ยนะ!”
เหล่าพนักงานที่ติดตามมาทั้งสี่คนแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
ด้วยร่างกายอันมหึมาของราชามอนสเตอร์ปีศาจต้นไม้ทำให้โดรนสามารถถ่ายทอดภาพออกมาได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาได้รับรู้ว่ากำลังมีคนต่อสู้อยู่ นั่นก็คือของเหลวสีม่วงที่สาดกระเซ็นออกมาราวกับน้ำพุ ในทุกที่ที่ร่างเล็กนั้นเคลื่อนผ่าน
“ให้โดรนทุกลำไปเก็บภาพที่นั่น” ผู้กองภาวินเอ่ย
“ครับ!!!”
เหล่าพนักงานรีบควบคุมโดรนตามคำสั่งทันที
ตอนนั้นเองพนักงานชายคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น “ผู้กองพวกเราไม่เข้าไปดูเขาอย่างนั้นหรอ?”
“ไม่จำเป็น ให้โดรนทุกลำจับทุกรายละเอียดของการต่อสู้นี้ก็พอ หรือพวกคุณไม่มั่นใจในฝีมือของคนที่สามารถรับการโจมตีของผมได้” ผู้กองเฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง นั่นจึงทำให้สีหน้าของเหล่าพนักงานสลด
ข่าวการปะทะกันของผู้กองภาวินและผู้หมวดร่างบางนั้นรู้กันไปทั่ว
ต่อให้พวกเขาไม่เชื่อก็มีภาพจากโดรนในการยืนยัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
“แต่ผู้กอง ผู้หมวดเฟิร์สวันคนนั้นเข้ามาที่นี่ตั้งเจ็ดวันแล้ว แถมเขายังกวาดล้างมอนสเตอร์เหล่านี้ไปตลอดทาง พวกเราไม่เข้าไปช่วยเขา มันจะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรอ?” หนึ่งในพนักงานกลุ่มนั้นเอ่ยขึ้น
ตอนนั้นเองผู้กองภาวินก็ได้กดกำไลของตัวเองแล้วฉายภาพที่ได้จากโดรนต่างๆ ที่ไปที่นั่นฉายขึ้นมา
เขาทำการซูมภาพไปที่ร่างของราชาปีศาจต้นไม้ยักษ์โดยเฉพาะ จึงได้เห็นการเคลื่อนไหวของร่างบางอย่างชัดเจน
ผู้กองเฒ่าทำการซูมภาพเข้าไปอีก จนได้เห็นสภาพของเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน
แม้ร่างของเด็กหนุ่มในตอนนี้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีม่วง แต่ทว่าใบหน้าของเขากลับยังคงนิ่งสงบและไม่มีท่าทางอ่อนเพลียให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ภาพนี้ราวกับว่าเด็กหนุ่มกำลังต่อสู้กับราชามอนสเตอร์อย่างสบายๆ
หลายจังหวะเด็กหนุ่มมีโอกาสที่จะจัดการราชามอนสเตอร์ตัวนี้ได้ แต่เขาก็ไม่ได้ทำ สิ่งนี้จึงสร้างความประหลาดใจให้กับผู้กองภาวินเป็นอย่างมาก
“พวกคุณเห็นชัดแล้วใช่ไหม เขาไม่มีความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย การที่พวกเราสอดมือเข้าไปยุ่งอาจจะเป็นการรบกวนเขาก็ได้” ผู้กองภาวินเอ่ย
สีหน้าของเหล่าพนักงานเมื่อได้เห็นภาพนี้ก็เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
มันเป็นอย่างที่ผู้กองเฒ่าพูด เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ตกอยู่ในสภาพที่น่าลำบาก แต่เขากำลังต่อสู้กับราชามอนสเมอร์ด้วยท่าทางที่เหมือนกับเดินอยู่ในสวนหลังบ้าน
แล้วในช่วงเวลานั้นเอง
มันคือช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มได้หันไปหากล้องราวกับกำลังจ้องมองมายังที่พวกของผู้กองภาวิน
โครม!
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจจัดการกับราชาปีศาจต้นไม้ยักษ์ เขาลงมือใช้กระบี่ทั้งเจ็ดกวาดผ่านออกไปเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น
วินาทีนั้นร่างอันมหึมาที่สูงมากกว่าห้าสิบเมตรก็ล้มตึง สร้างเป็นคลื่นกระแทกขนาดใหญ่จนฝุ่นหินพุ่งกระจายเต็มท้องฟ้า
จนทำให้โดรนของนิวโฮปไม่สามารถจับภาพการต่อสู้นี้ได้อีกต่อไป
“เขาพบพวกเราแล้ว เขามีสัมผัสที่ไวมาก” ผู้กองเฒ่าอดที่จะเอ่ยชมออกมาไม่ได้
เมื่อฝุ่นควันจางหายไป นอกจากร่างอันมหึมาของราชาปีศาจต้นไม้แล้ว เด็กหนุ่มที่ต่อสู้ก่อนหน้านี้ก็หายไป
โดรนที่จับภาพอยู่ที่นั่นไม่สามารถหาเด็กหนุ่มได้พบ
“เขาหายไปแล้ว!”
เหล่าพนักงานเอ่ยอย่างตกตะลึง พวกเขาไม่เข้าใจการกระทำของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
“ผู้กอง ผู้หมวดเฟิร์สวันเขากำลังทำอะไร?” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยถาม
ทว่าผู้กองเฒ่ากลับส่ายศีรษะไปมาและเอ่ย “ฉันเองก็ไม่รู้ ฉันไม่สามารถคาดเดาความคิดของเด็กคนนั้นได้ และไม่รู้เช่นกันว่าทำไมนิวโฮปถึงส่งเขามาเป็นพนักงาน แทนที่จะนำเขาไปเป็นตัวตนสำคัญในแคลน”
เหล่าพนักงานที่ได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจเป็นอย่างมาก ในตอนแรกพวกเขาแค่สงสัยในการกระทำของผู้หมวดเฟิร์สวัน แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มสนใจในตัวตนของผู้หมวดคนนี้แล้ว
“เป็นผู้หมวดอายุเพียงแค่นี้ มิหนำซ้ำยังเป็นผู้มีพลังรบที่ร้ายกาจ ไม่แปลกเลยที่นิวโฮปได้ให้สิทธิ์เขาขนาดนี้”
“แล้วตกลงเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่?”
“เรื่องบางเรื่องรู้น้อยๆ อาจจะดีกว่า”
พนักงานทั้งสี่คนเริ่มพูดคุยกันอย่างออกรส
แต่หลังจากที่พวกเขาเห็นว่าเฟิร์สหายไปแล้ว เขาจึงหันกลับไปถามผู้กองภาวินอีกครั้ง
“ผู้กองครับ เป้าหมายหายไปแล้ว ไม่ทราบว่าผู้กองต้องการให้พวกเราใช้โดรนตามเขาไปต่อหรือไม่?”
ผู้กองเฒ่าหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยแล้วกวาดสายตามองพวกเขา
“ก็อย่างที่พวกนายพูด เรื่องบางเรื่องไม่ต้องรู้ให้มากจะดีกว่า เมื่อนิวโฮปปล่อยให้เด็กคนนั้นเข้ามาที่นี่ พวกเราก็อย่าสงสัยในการกระทำของนิวโฮปเลย เรื่องที่ต้องสนใจในตอนนี้คือการจัดการกับกองกำลังที่จะมาถึงในอาทิตย์หน้ามากกว่า สถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเราจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพากองกำลังที่มากขนาดนั้นแล้ว” ผู้กองภาวินกล่าวพร้อมกับทอดสายตากลับไปมองภาพกองซากศพมอนสเตอร์ปีศาจต้นไม้ที่อยู่เบื้องหน้า
เหล่าพนักงานต่างพากันกลืนน้ำลายและกลับมาให้ความสนใจกับการกวาดล้างมอนสเตอร์ตรงหน้านี้อีกครั้ง
“พวกเราจะเก็บรวบรวมข้อมูล แล้ววิเคราะห์สัดส่วนมอนสเตอร์ที่เหลืออยู่”
“ดีแล้ว ตั้งใจทำงานของพวกนายไปเถอะ”
หลังจากเอ่ยจบผู้กองภาวินก็เดินจากไป หายเข้าไปในประตูอบิสแล้วไปโผล่ยังอีกฟากหนึ่ง
หลายครั้งพวกเขาไม่เข้าใจความคิดของพวกระดับสูง และครั้งนี้ก็เช่นกัน
เหล่าพนักงานนิวโฮปยังคงทำงานต่อไป แล้วพยายามละทิ้งความสงสัยที่เกี่ยวข้องกับผู้กองเฟิร์สวัน
เวลาล่วงเลยผ่านไป พริบตาเดียวเฟิร์สก็อยู่ข้างในอบิสมาถึงสิบกว่าวันแล้ว และพรุ่งนี้ก็ได้เวลาที่เขาจะต้องไปทำงานในอบิสแห่งใหม่
เด็กหนุ่มทำความสะอาดตัวเองแล้วทะยานหยุดยืนอยู่บนยอดเขาที่สูงตระหง่านแห่งหนึ่ง
สายตาของเขาร่อนลงไปที่เบื้องลึกของหุบเหว
“น่าเสียดายที่ฉันไม่สามารถเอาแร่พวกนี้กลับไปด้วยได้มากนัก เก็บเกี่ยวเพียงนิดๆ หน่อยๆ นิวโฮปคงจะไม่ว่าอะไรฉัน”
ใช่แล้ว ... ด้านล่างของหุบเขาคือเหมืองแร่สปีริตที่นิวโฮปต้องการ
ในครั้งก่อนเฟิร์สเคยเจอพวกมันที่ถ้ำ ซึ่งตอนนี้ก็พบมันที่หุบเหวแห่งนี้
ตามหลักแล้วเขาไม่สามารถนำแร่พวกนี้กลับไปได้ เพราะที่นี่ถือเป็นทรัพย์สินของนิวโฮป และการจะออกจากประตูอบิสไปก็ต้องเข้าเครื่องสแกนเพื่อไม่ให้ผู้คนลักลอบขโมยออกไปได้
มันยากมากที่จะหยิบฉวยเนื้อชิ้นนี้ออกมาจากปากของนิวโฮป
แต่น่าเสียดายที่เด็กหนุ่มร่างผอมบางผู้นี้คือผู้ใช้อักขระ เขาสามารถผลิตแหวนมิติเก็บของขึ้นมาได้ แร่ที่เขาเอาไว้จึงมีพื้นที่แค่แหวนวงหนึ่ง ซึ่งมีขนาดแค่ห้าตารางเมตรเท่านั้น มันพอๆ กับห้องนอนใหญ่ๆ ห้องหนึ่งได้
เฟิร์สลงมือหยิบฉวยอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงต่อให้นิวโฮปมาเจอภายหลัง พวกเขาก็ไม่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน
เด็กหนุ่มทำการตรวจสอบร่างกายของเขาอีกครั้งหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ฉันเข้ามาอบิสที่นี่ถึงสิบสามวัน แต่สามารถทะลวงจุดชีพจรยุทธ์ได้เพียงแค่แปดจุดเท่านั้น ยิ่งพยายามทะลวงจุดต่อไปความยากของมันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” เฟิร์สอดที่จะบ่นพึมพำออกมาไม่ได้
ตอนนี้เขามีจุดชีพจรยุทธ์อยู่สิบห้าจุดแล้ว การจะฝึกฝนกายากระบี่ขั้นสองได้เขาต้องทะลวงไปอีกสี่สิบเก้าจุดเลยทีเดียว
การบ่มเพาะนี้ไม่ง่ายเลย
อย่างไรก็ตามเฟิร์สนั้นรับรู้ดีอยู่แล้วว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้
“พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานอีกที่หนึ่ง ตอนนี้คงต้องกลับได้แล้ว”
ทันทีที่พูดจบร่างของเด็กหนุ่งก็ทะยานขึ้นไปบนอากาศ ปลายเท้าเหยียบกระบี่ทั้งเจ็ดเล่มไปเรื่อยๆ เหินล่องอยู่กลางท้องฟ้าดุจเทพเซียนก็มิปาน