[จบ] ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลกพร้อมมิติส่วนตัว

    ตอนที่ 30 อยากกินแอปเปิลของฉันอย่างนั้นเหรอ?

            ตอนที่ 30 อยากกินแอปเปิลของฉันอย่างนั้นเหรอ?

     

            ป้าสะใภ้ใหญ่มองหน้าตาของเซียวหมิงเยวี่ย พวกเขาดูสะอาดสะอ้านและเกลี้ยงเกลา ผมเผ้าดูสดชื่นสะอาดตา เหมือนกับได้อาบน้ำทุกวัน แม้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังมีกลิ่นน้ำยาซักผ้า

     

            ผู้อาวุโสทั้งสองอย่างยายกับตาก็อยู่ในสภาพเนี้ยบเป็นเรียบร้อยมาก

     

            ทว่าภรรยาของลุงใหญ่กลับเล็บสกปรกและสวมรองเท้าดำปี๋ เธอไม่ได้อาบน้ำมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไปหมด

     

            เธอผงะถอยแล้วหลบตาด้วยความอับอาย

     

            “น้องรอง ไม่ใช่ว่าพี่สะใภ้ขี้เหนียว เราซื้อเนื้อมาให้ทุกคนกินได้ แต่ว่าเราไม่มีไฟฟ้าใช้เลยใช้ตู้เย็นไม่ได้ อากาศร้อนแบบนี้ถ้าวางเนื้อไว้ตกบ่ายก็เสียแล้ว เราถึงไม่ได้เอามามาก เพียงพอให้กินมื้อเดียวเท่านั้น”

     

            ป้าสะใภ้ใหญ่หัวเราะและบอกเหตุผลของครอบครัว

     

            คุณยายเหลือบมองเธอแล้วเอ่ยกับลุงรองว่า

     

            “เจ้ารอง น้องสาวลูกเอาแผงโซลาร์เซลล์มาให้ด้วย ภรรยาของเจี่ยงย่วนจะได้อยู่ไฟได้สบายและมีแอร์ใช้!” 

     

            ลุงรองกับป้าสะใภ้รองดีใจมาก “จริงเหรอ? แผงโซลาร์เซลล์จริง ๆ เหรอ?”

     

            พวกเขานึกว่าตนเองหูฝาด

     

            ลุงใหญ่ขมวดคิ้ว “แม่ครับ พูดอะไรกัน รู้ไหมว่าแผลโซลาร์เซลล์มันแพงแค่ไหน ตอนนี้ราคาชุดละมากกว่า 200,000 หยวน ผมไม่มีเงินซื้อด้วยซ้ำ ครอบครัวน้องสี่จะซื้อได้สักกี่ชุด แล้วยังจะเอามาให้ครอบครัวเจ้ารองอีก ตลกแล้วหรือไงครับ” 

     

            “ใช่แล้วค่ะแม่ น้องสี่ เธอโกหกใช่รึเปล่า? ตอนนี้แค่แผงโซลาร์เซลล์ชุดเดียวยังแพงหูฉี่!” ป้าสะใภ้ใหญ่ร่วมผสมโรง

     

            ราคาบ้านทะยานสูงขึ้น บ้านสองชั้นยิ่งราคาแพงกว่าค่าแรงของมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ไม่ต้องพูดถึงราคา 200,000 หยวน แม้แต่ 100,000 หยวนยังขายแทบไม่ออก

     

            แต่คุณยายกลับมีท่าทีเย็นชาและไม่ได้พูดอะไร

     

            เซียวหมิงเยวี่ยเลิกผ้าขาวบนหลังคารถ ด้านบนมีแผงโซลาร์เซลล์อยู่หลายแผง เธอจงใจปิดเอาไว้เพราะกลัวว่าคนบนท้องถนนเห็นเข้าแล้วจะมีเจตนาร้าย


            ด้วยเหตุนี้จึงต้องป้องกันไม่ให้คนในรถบนถนนคันอื่นเห็น

     

            ลุงใหญ่ตกตะลึง “แผงโซลาร์เซลล์ของจริงอย่างนั้นเหรอ? น้องสี่ เธอจะยกให้คนอื่นจริงเหรอ?”

     

            “หมิงเยวี่ยซื้อมานานแล้ว ตอนนั้นราคาไม่แพงขนาดนี้หรอก เธอบอกว่าให้เป็นของรับขวัญหลานน่ะ” สายตาแม่เซียวฉายแววภาคภูมิใจ

     

            ลุงใหญ่หายใจถี่กระชั้น เขาอยากถามว่าแล้วของเขาล่ะ แต่ก็พูดไม่ออกเพราะกลัวขายหน้า

     

            หากจะบอกว่าไม่อิจฉาคงโกหก ที่บ้านของพวกเขาไม่มีแผงโซลาร์เซลล์เหมือนกัน แต่ทำไมน้องสี่ไม่คิดถึงพี่ชายคนโตอย่างเขา กลับยกให้น้องรองและไม่ยกให้เขา เพราะอะไรกัน?

     

            ลุงรองกับป้าสะใภ้รองตื่นเต้นดีใจจนพูดไม่ออก “น้องสี่ ฉันไม่รู้จะพูดยังไงเลย ของขวัญนี้ชิ้นใหญ่มาก! เจี่ยงย่วน ทำไมยังไม่ขอบคุณน้าสี่อีก”

     

            เจี่ยงย่วนยิ้มเอียงอาย “ขอบคุณครับ น้าสี่ ขอบคุณลูกพี่ลูกน้องหมิงเยวี่ยด้วย”

     

            ตาที่เงียบมาตลอดอยู่ ๆ ก็กระแทกไม้เท้า “ร้อนจัง!”

     

            “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำไมต้องเกรงใจกันด้วย เข้าไปในบ้านกันเถอะ ข้างนอกร้อนเกินไปสำหรับตาเฒ่าคนนี้” ยายหัวเราะ

     

            “ใช่แล้ว อยู่สบายในเมืองมาตลอด ไม่มีแอร์ใช้ครู่หนึ่งก็ทำเอาไม่สบายตัว” ลุงรองเห็นด้วย

     

            เมื่อทุกคนเข้าไปด้านในกันหมดแล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่ก็หยิกเอวลุงใหญ่แล้วขยิบตาให้เขา

     

            “ตอนนี้น้องสาวคุณรวยแล้ว เธอจะดูแลแค่ครอบครัวของเจ้ารองได้อย่างไร แล้วครอบครัวเราล่ะ!” ป้าสะใภ้ใหญ่กระซิบตัดพ้อ

     

            “แล้วทำไมเธอต้องหยิกฉันด้วยเนี่ย?” ลุงใหญ่ถาม

     

            ถึงกระนั้น ลุงใหญ่ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่ชอบใจ ใบหน้าของเขายิ่งบูดบึ้ง

     

            เซียวหมิงเยวี่ยตามลูกพี่ลูกน้องขึ้นไปดาดฟ้า ไม่นานแผงโซลาร์เซลล์ก็ถูกติดตั้ง ทำให้บ้านของลุงรองมีไฟฟ้าใช้ 

     

            ครอบครัวลุงรองเอ่ยชมเซียวหมิงเยวี่ยอีกครั้ง หญิงสาวถูกชมจนเกือบตัวลอย แม่เซียวหน้าชื่นตาบาน ภาคภูมิใจในตัวลูกสาวเป็นอย่างมาก

     

            เซียวหมิงเยวี่ยอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้ายินดีของแม่ คุ้มค่าแล้วที่ทำให้อีกฝ่ายมีความสุขได้ 

     

            “เย็นมากเลย! ไม่ได้ตากแอร์มานานแล้ว ตอนนี้ค่าไฟแพงขึ้นทุกที ฉันไม่อยากเปิดไฟด้วยซ้ำ นึกไม่ถึงว่าจะได้อยู่สุขสบายแบบนี้!” 

     

            ป้าสะใภ้รองมองแอร์ทำงานแล้วก็อดร้องไห้ออกมาไม่ได้

     

            เธอปาดน้ำตาจากมุมตา “เธอคงจะไม่รู้สินะว่าเกิดเรื่องกับครอบครัวของน้าหลิวในหมู่บ้านเรา หลานชายวัย 2 เดือนของเธอตาย หมอบอกว่าเพราะอากาศร้อนเกินไป ทารกร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะทนไหว เขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลและสิ้นลม ฉันกลัวมาตลอด แต่ตอนนี้ก็เบาใจลงได้แล้ว”

     

            ยายถอนหายใจ “ฉันเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน ก็เลยเป็นห่วง ผู้ใหญ่ยังพอทนได้บ้าง แต่เราจะปล่อยให้เด็กทนได้ยังไงกัน” 

     

            ป้าสะใภ้ใหญ่เหลือบมองลุงใหญ่ หลังขยิบตาบอกใบ้ไม่สำเร็จ เธอก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า

     

            “แหมน้องสี่ บ้านเราก็ไม่มีไฟฟ้าใช้เหมือนกันนะ”

     

            ลุงใหญ่ส่งเสียงเดาะลิ้นแต่กลับถูกภรรยาจ้องหน้า เขาไม่อยากห้ามปรามจึงแสร้งอยู่เฉย

     

            เขาเงี่ยหูฟังอย่างอยากรู้ว่าแม่เซียวจะตอบว่าอะไร

     

            “แม่! อยากกินแอปเปิลจังครับ ขอแอปเปิลจากเธอให้ผมหน่อยสิครับ!” เจี่ยงจ้วง ลูกชายของลุงใหญ่โพล่งตะโกนขึ้น

     

            เขาชี้แอปเปิลในมือเซียวหมิงเยวี่ยและจ้องตาเป็นมัน

     

            ลุงใหญ่มีลูกสองคน ลูกสาวคนโตชื่อเจี่ยงหลี่เจียว เรียนอยู่มัธยมปลายแล้ว ลูกชายคนเล็กชื่อเจี่ยงจ้วง เรียนอยู่ชั้นประถม ตัวจ้ำม่ำและดูเอาแต่ใจ

     

            เซียวหมิงเยวี่ยกัดแอปเปิลคำหนึ่ง “แอปเปิลนี้เอาไว้ให้ภรรยาของลูกพี่ลูกน้องบำรุงร่างกาย นายกินไม่ได้”

     

            “แล้วทำไมเธอถึงกินได้ล่ะ” เจี่ยงจ้วงถามหน้าตึง


            เธอตอบกลับเสียงเรียบ “เพราะฉันเป็นคนเอามาไง”

     

            เด็กชายโวยวายด้วยความโมโห “ฉันไม่สน ฉันอยากกิน! แม่งเอ๊ย! ถ้าไม่เอามาให้ ฉันจะอัดเธอให้เละเลย!” 

     

            ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา แม่เซียวกับพ่อเซียวก็สีหน้ากลับกลายเป็นเย็นชา ส่วนยายก็ปั้นหน้าเหยเก ท่าทีของแต่ละคนต่างกันออกไป 

     

            เซียวหมิงเยวี่ยทำเพียงเลิกคิ้ว ดูเหมือนลุงใหญ่จะตามใจลูกชายจนเสียคน ไม่เพียงแต่เขาจะนิสัยเอาแต่ใจ แต่ยังเรียนรู้การใช้คำพูดหยาบคายมาด้วย

     

            ป้าสะใภ้ใหญ่มีสีหน้าบูดบึ้ง เธอตบไปที่หัวของลูกชาย

     

            “พูดแบบนั้นกับพี่หมิงเยวี่ยได้ยังไง! กล้าใช้คำหยาบคายเหรอ! ไปจำมาจากไหน แกก็ด้วย! เอาแต่จะเล่นมือถือ หัดดูแลน้องชายบ้าง!” 

     

            เจี่ยงหลี่เจียวเม้มปาก ไม่กล้าเถียงผู้เป็นแม่ ทำเพียงพึมพำเสียงค่อย

     

            “ไม่ใช่เรื่องของหนูสักหน่อย...”

     

            เจี่ยงหลี่เจียวมองเซียวหมิงเยวี่ยมาตั้งแต่แรก เห็นอีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าและรองเท้าสะอาด ผิวพรรณมีเลือดฝาดและดูมีชีวิตชีวา ผมดูพลิ้วไหวเรียบลื่นเหมือนเพิ่งสระมาเมื่อวาน  


            ในใจเธอเต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างอธิบายไม่ถูก ทำไมเซียวหมิงเยวี่ยถึงได้ชีวิตดีนัก ดูไม่ขาดสารอาหาร กลับยังดูอุดมสมบูรณ์มากอีกต่างหาก

     

            ส่วนตัวเธอนั้นไม่ได้อาบน้ำมา 10 วันแล้ว น้ำที่ได้รับในแต่ละวันเพียงพอในการดื่มเท่านั้น อีกทั้งเจี่ยงจ้วงยังมาแย่งใช้หมด

     

            ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งเห็นเซียวหมิงเยวี่ยก็ยิ่งไม่ชอบใจ

     

            ยายมีท่าทีไม่สบอารมณ์ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าใหญ่ สอนลูกยังไงถึงได้พูดจาหยาบคายกันทั้งคู่แบบนี้! พวกเขาพูดคุยกับชาวเมืองกันทุกวัน ชาวเมืองเขาสั่งสอนลูกกันแบบนี้เหรอ!” 

     

            ลุงใหญ่ไม่อาจปิดบังสีหน้าไว้ได้ เขาต่อว่าลูกชายยกใหญ่ เจี่ยงจ้วงโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ ปกติก็ทำที่บ้านแบบนี้ แล้วทำไมจะทำที่นี่ไม่ได้ล่ะ?

     

            ทั้งหมดเป็นความผิดของหล่อน!

     

            เจี่ยงจ้วงจ้องเซียวหมิงเยวี่ยอย่างจงเกลียดจงชัง ราวกับเขาอยากจะเจาะทะลุร่างเธอ ด้านหญิงสาวแสร้งไม่รู้ไม่เห็นและกัดกินแอปเปิลต่อ 

     

            หากเด็กคนนี้พูดจาสุภาพ เธอก็คงไม่หวงของ ก็แค่แอปเปิลลูกเดียว แต่ว่าเขาทำตัวหยาบคาย เธอจึงไม่อยากยกให้

     

            เจี่ยงจ้วงทั้งโกรธและอยากกินจนเสียใจมาก พลันร้องไห้โฮออกมาในทันที

     

            “ร้องไห้ทำไม รู้ไหมว่าแกดูน่าสมเพชมากขนาดไหน!” ลุงใหญ่ดุเขาอีกครั้ง


    นิยายแนะนำ