ตอนที่ 64 กลับ?
นิทานขมวดคิ้ว ใบหน้าขององค์หญิงไพลินในเวลานี้เต็มไปด้วยกังวล ราวกับเธอกำลังกลัวอะไรบางอย่าง
“เธอหมายความว่ายังไง?” นิทานเนื้อตัวสั่นเล็กน้อย ไพลินกำลังกังวลสิ่งเดียวกับที่เขารู้สึก ตอนแรกเขาไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ตอนนี้เขามั่นใจแล้ว
มีบางอย่างแปลก ๆ ที่นี่ และเขาไม่ได้รู้สึกไปเอง
องค์หญิงไพลินสูดลมหายใจลึก เธอตั้งสติเล็กน้อย เธอรู้ตัวว่าอาการของเธอเวลานี้ค่อนข้างไม่น่าดูเสียเท่าไหร่
“เรารู้สึกว่ามันแปลก ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างตำใจอยู่ คล้าย ๆ สังหรณ์…ละมั้ง” องค์หญิงไพลินตอบเสียงเบา
“สัตว์อสูรตัวนั้นก็ตายแล้ว เรื่องทั้งหมดก็กระจ่างแล้ว ภารกิจก็จบแล้ว” เธอพูดต่อ
“แต่เรารู้สึก…เหมือนมันยังไม่จบ เหมือนว่ามันมีเบื้องหลังอยู่อีก”
นิทานนิ่งเงียบไม่ตอบคำ ถูกอย่างที่องค์หญิงไพลินพูด สัตว์อสูรตายแล้วแน่นอน และสัตว์อสูรมีตัวเดียว พลังหลอนประสาทก็ถูกยืนยันแล้ว รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปมาเกิดจากพลังของมันและการที่มันต้องการปลอมแปลงตัว สติปัญญาของมันเป็นเครื่องยืนยันได้ ไม่มีอะไรที่หลงเหลืออยู่อีก
“เพราะงั้นเธอเลยบอกว่าจะอยู่ดูอีกสองถึงสามวันสินะ” นิทานพูดขึ้น
“ใช่” องค์หญิงไพลินตอบ เธอจ้องมองมาในนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของนิทาน เธอไม่ได้ห่วงความปลอดภัยของตนเอง ที่เธอห่วงคือชาวบ้านเหล่านี้ต่างหาก หากเธอแค่คิดไปเองก็ถือว่าดี แต่หากเธอคิดถูก เมื่อพวกเธอจากไปแล้ว เรื่องเลวร้ายอาจจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านเหล่านี้ที่ขาดคนคุ้มกัน
นิทานนิ่งเงียบ ผ่านไปชั่วครู่ เขาจึงเอ่ยออกมาเบา ๆ
“เหมือนกัน”
“ห้ะ?” องค์หญิงไพลินเอียงคอมอง เธอรู้สึกตกใจเล็กน้อยที่มีคนรู้สึกเหมือนกันกับความกังวลอันไร้ที่มาของเธอ
“ฉันบอกว่าฉันก็รู้สึกเหมือนกัน” นิทานตอบ
สีหน้าขององค์หญิงพลันกระจ่างใส เธอรีบลุกขึ้นเดินมาเขย่าตัวของนิทานอย่างแรง
“ใช่มั้ย! เราไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ย มันมีอะไรแปลก ๆ อยู่จริง ๆ!” เธอพูดด้วยความตื่นเต้น
นิทานเอี้ยวตัวหลบมือขององค์หญิงไพลินอย่างว่องไว เขาพูดเบา ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันก็รู้สึกแบบนั้น แต่ว่าปัญหาก็คือมันบอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร สำหรับฉัน สิ่งเดียวที่น่าสงสัยและยังไม่ได้คำตอบมีแค่อย่างเดียว มันทำไปทำไม?” นิทานพูดขึ้น
องค์หญิงไพลินที่สงบสติอารมณ์นั่งลงเช่นเดิม เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วจึงก้มหน้าครุ่นคิด
“จริงด้วย… มันจะทำไปทำไม มันไม่ได้ตั้งครรภ์ ไม่มีฝูงให้ดูแล ไม่ได้กินตามปกติ ไม่มีเหตุผลเลย” องค์หญิงไพลินพึมพำ
องค์หญิงไพลินดีดนิ้วเป๊าะ เธอรีบหันมาพูดต่อ
“เรื่องร่องรอยก็น่าสงสัย ถึงจะพออธิบายเรื่องที่มันพลางร่องรอยได้บ้างแต่ไม่สมบูรณ์แบบเพราะมันเป็นสัตว์อสูร แต่มันก็ทิ้งร่องรอยมากพอจะบอกได้ว่ามันเป็นคนทำเอง มันไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย”
“พอเธอพูดฉันก็นึกได้ ตอนที่เราไปสำรวจรอยเท้ากัน ตอนนั้นคีตาบอกฉันว่า รอยเท้าพวกนี้เหมือนมันจงใจทิ้งไว้ น้ำหนักรอยเท้ามากเกินไป เหมือนมันกระทืบเท้าซ้ำ ๆ ให้มีรอย ทั้ง ๆ ที่มันพลางรอยตัวเองได้ การที่รอยหายไปในป่าคือเรื่องยืนยัน” นิทานพูดขึ้น
“เหมือนมันต้องการทำให้คนรับรู้ว่าตัวการคือมัน ไม่ใช่สัตว์อสูรตัวอื่น…” องค์หญิงไพลินพึมพำ
พวกเขายิ่งคุยกัน จุดที่แปลกก็ยิ่งปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ จุดเหล่านี้เป็นอะไรที่ง่ายมากหากจะมองข้ามไป แต่เมื่อเขาสัมผัสถึงอะไรแปลก ๆ จุดที่มีรอยเว้าโหว่ก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ
“ยังมีอีกนะ ในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายน่ะ มันโจมตีคีตาทำไม?” องค์หญิงไพลินเบิกตากว้าง เธอพลันเข้าใจอะไรบางอย่าง
“เพราะคีตาสามารถตามรอยมันได้ไม่ใช่เหรอ” นิทานเอียงคออย่างสงสัย
“ถูก แต่ว่าการโจมตีคีตาทั้ง ๆ ที่พวกเราก็อยู่กันครบมันอันตรายมาก ถูกมั้ยล่ะ ถ้ามันฉลาดขนาดนั้น มันสมควรปล่อยพวกเราไปแล้วรีบหนีไปหาที่อื่นอยู่แทน ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงแบบนี้เลย” เธอพูดรัวเร็ว สมุดบันทึกเล่มเล็กของเธอถูกกางออกพร้อมกับพลิกหน้าไปมา
“ฉลาดขนาดนั้นมันคงไม่โจมตีบ้าบอแค่เพราะอารมณ์โกรธแน่ แต่การที่มันโจมตีคีตาเลยหมายความว่ามันต้องการให้พวกเราตามรอยมันไม่ได้อีก แล้วถ้าเราตามรอยมันไม่ได้..”
“มันก็สามารถโจมตีหมู่บ้านต่อได้!” นิทานพูดเติมประโยคให้สมบูรณ์ เขาพลันรู้สึกเหมือนหลาย ๆ อย่างเริ่มมีเหตุผลขึ้นมาแล้ว
นิทานอดทึ่งกับความฉลาดของสตรีตรงหน้าไม่ได้ ในตอนแรกเขาสงสัยหลาย ๆ อย่าง แต่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ หากพอมีเธอร่วมพูดคุย เพียงครู่เดียวหลาย ๆ อย่างก็ถูกตีแผ่ออกมาอย่างรวดเร็ว
ในฐานะของคนที่หวังพึ่งสัญชาตญาณเป็นหลักเช่นเขา มุมมองหลาย ๆ อย่างขององค์หญิงไพลินช่วยเขาได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ
“หมู่บ้านนี้มีอะไรกันแน่ มันจะเน้นที่หมู่บ้านนี้ทำไมขนาดนั้น รอบ ๆ นี้ก็มีหมู่บ้านอีกตั้งมากมาย แค่ในระยะสิบกิโลเมตรก็มีมากกว่าสามหมู่บ้านแล้ว” เธอพึมพำ
“หมู่บ้านนี้แอบวางแผนอะไรไว้รึเปล่า” นิทานพูดขึ้น เขาขมวดคิ้วพลางหันไปมองที่งานเลี้ยงและกองไฟขนาดใหญ่ คนมากมายต่างยังร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน
“เด็กคนนั้นกับคุณยายไม่ใช่แน่ ๆ เราคิดว่าไม่น่าใช่ บางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้จริง ๆ ก็ได้” องค์หญิงไพลินส่ายหน้า
พวกเขาทั้งคู่ตกลงสู่ความเงียบอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา เมื่อนิทานที่คิดไม่ตกจึงถอนหายใจ บ่นอุบอิบ หากคีตากลับเรียกความสนใจขึ้นมาก่อน
“โฮ่ง!”
กลิ่นแปลก ๆ! กลิ่นแปลก ๆ!
นิทานเลิกคิ้วเล็กน้อย
“คีตาบอกว่าอะไรเหรอ” องค์หญิงถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของนิทานยามที่คีตาเห่า
“คีตาบอกว่า กลิ่นที่รอยเท้าของสัตว์อสูรนั้นมีติดจาง ๆ อยู่ที่ชาวบ้านทุกคน” นิทานขมวดคิ้ว เขาพลันนึกไปถึงตอนที่พวกเขาค้นพบรอยเท้าครั้งแรก ตอนนั้นคีตาก็บอกเขาเช่นนี้ หากเขาคิดเพียงแค่ว่าเพราะมันลอบเข้าหมู่บ้านบ่อย จึงไม่ได้เก็บไปคิดมากนัก
องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว
“ติดอยู่ที่ตัวชาวบ้านหลาย ๆ คน… หมายความว่ามันลอบเข้าหมู่บ้านบ่อย ๆ” องค์หญิงไพลินพึมพำ
“ไม่งั้นก็..” นิทานพึมพำต่อ
“มันมักแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน!” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว
“สัตว์อสูรปกติทำแบบนี้ไม่ได้แน่ แถมจะทำไปทำไมอีก” เธอพึมพำ
“สุดท้ายพวกเราก็วนกลับมาที่เดิมสินะ” นิทานถอนหายใจ
“ลำบากจริง ๆ เลยน้า แค่ภารกิจราช..” พูดเพียงแค่นั้น นิทานก็เบิกตากว้าง ในหัวพลันหมุนเร็วรี่ องค์หญิงไพลินที่เห็นนิทานอยู่ ๆ ก็หยุดพูดไปจึงเงยหน้าขึ้นมามอง
“ไพลิน เป็นไปได้มั้ยว่า..” นิทานพูดร่ายยาว ในตอนแรกองค์หญิงไพลินก็ทำสีหน้าฉงน แต่ยิ่งนิทานพูดนานไป เธอก็ยิ่งขมวดคิ้ว สีหน้าจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
ผ่านไปยาวนาน องค์หญิงไพลินจึงตอบเบา ๆ
“เป็นไปได้ ไม่สิ มีโอกาสสูงมากเลยล่ะ แถมถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลาย ๆ อย่างก็ลงตัวพอดีเลย” เธอตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ถ้าแบบนั้น เราก็ต้องเตรียมรับมือแล้วล่ะ” นิทานขมวดคิ้วแน่น
“ก็ได้แต่หวังว่านายจะคิดผิดและเราแค่คิดมากไปเองล่ะนะ ถ้าเป็นตามที่คิดไว้จริง ชาวบ้านทั้งหมดก็อยู่ในอันตรายแล้ว” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ
———————————————————————————————————————————————————
ยามเช้ามาถึงอีกครั้ง ร่องรอยจากการเฉลิมฉลองเมื่อคืนยังคงอยู่ครบถ้วน ชาวบ้านหลายคนที่เมามายไม่ได้สติต่างนอนราบลงกับพื้นหรือไม่ก็จมอยู่ในกองฟาง
แม้แต่สมาชิกหน่วยสามอย่างนภาและกีออนก็ไม่ได้มีสภาพที่ดีกว่ากันนัก สำหรับคนรักสนุกเช่นพวกเขาแล้ว การสติหลุดไปกับสุราเป็นเรื่องที่ธรรมดานัก ยิ่งหลังจากการสำเร็จภารกิจใหญ่ครั้งนี้พวกเขายิ่งต้องฉลองให้หนัก
พวกเขาต่างช่วยกันเก็บกวาดอย่างขยันขันแข็ง หลังจากคืนนี้นิทานและองค์หญิงไพลินก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก เพียงต่างแยกย้ายทำหน้าที่ของใครของมัน
องค์หญิงไพลินต่างเดินสายไล่คุยกับชาวบ้านเรื่องความเป็นอยู่ ช่วยเหลืองานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้าน นิทานและสมาชิกหน่วยสามต่างเข้าร่วมการลาดตระเวนเฉพาะกิจ ช่วยกวาดล้างสัตว์อสูรในเขตนี้ไปพลาง
สัตว์อสูรในป่าเขตนี้ส่วนมากเป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดา แม้จะมีมากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้มีความอันตรายมากถึงเพียงนั้น นาน ๆ ทีเท่านั้นที่พวกเขาจะพบสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้บ้าง สำหรับสมาชิกหน่วยสามแล้ว สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ย่อมไม่ใช่ปัญหา
พวกเขาล้วนทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง หากพวกเขาก็ไม่มีใครย่อหย่อนต่อหน้าที่ของตนเอง เตรียมพร้อมรับมือหากสัตว์อสูรตัวนั้นจะมีสหายและเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
สามวันผ่านไปทั้งอย่างนั้น หากก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเห็นดังนั้นชาวบ้านทุกคนใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความโล่งอก พวกเขาหลายคนเริ่มกลับเข้าป่าเพื่อประกอบอาชีพอีกครั้งแล้ว หมู่บ้านเริ่มกลับสู่ความคึกคักดังเดิม
“องค์หญิงไพลินคะ คิดว่าทุกอย่างคงเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ ภารกิจครั้งนี้สำเร็จอย่างงดงาม” หัวหน้าเมย์พูดกับองค์หญิงในตอนที่พวกเขาต่างรับประทานอาหารร่วมกัน
“เราเตรียมตัวกลับกันเถอะครับองค์หญิง พวกข้าได้ตระเตรียมเสบียงเดินทางไว้พร้อมแล้ว สามารถออกเดินทางได้ทันที พวกข้าขอแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จในครั้งนี้” ชายชราหัวหน้าทหารยามกล่าวยิ้มแย้ม หลังจากรู้จักกับองค์หญิงไพลินมาหลายวัน พวกเขาก็เริ่มเปิดใจและเคารพเธอมากกว่าที่เคย
“งั้นผมจะรีบไปตามชาวบ้านมานำส่งองค์หญิงโดยไวที่สุดครับ” ศิลาพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตลอดหลายวันมานี้พวกข้าต้องขอขอบคุณองค์หญิงและทุกท่านมากจริง ๆ พระคุณครั้งนี้หมู่บ้านเปลวเหมันต์เราย่อมไม่มีวันลืมเลือน” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“ฉันคิดถึงสลัดรวมดอกไม้ของร้านภารตาจะแย่แล้ว” นภาหัวเราะอย่างครื้นเครง
“ฉันอยากกลับไปอาบน้ำแล้วล่ะ จะไปโรงอาบน้ำแช่น้ำอุ่น ๆ เหยียดขาสบาย ๆ เลย” คาซาพูดขึ้นบ้าง พวกเขาต่างหัวเราะกันอย่างมีความสุข มีเพียงนิทานที่ยิ้มน้อย ๆ
“เราคิดว่าสามวันอาจเป็นเวลาที่ไม่มากพอค่ะ เรายังกังวลเรื่องสัตว์อสูรอยู่ เลยคิดว่าจะอยู่ช่วยจัดการงานอีกสองถึงสามวัน” องค์หญิงไพลินยิ้มบางตอบ
ทุกคนชะงักไป ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมา หลายคนลอบมองที่องค์หญิงไพลินอย่างสงสัย หากเธอเพียงอมยิ้มบาง ไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม ย่อมไม่มีใครขัดคำสั่งของเธอ พวกเขาเพียงพยักหน้ารับอย่างมึนงง
“รับคำสั่งครับ/ค่ะ” หน่วยสามตอบอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่ทหารรักษาการณ์ที่มาด้วยก็คำนับ พวกเขาลอบถอนหายใจ หากนับจากนิสัยขององค์หญิงไพลินแล้วก็เป็นอะไรที่พอจะเข้าใจได้
ตลอดสามวันนี้ก็เป็นเช่นเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน พวกเขายังคงทำหน้าที่เช่นเดิม บรรยากาศเดิม ๆ งานเดิม ๆ และแน่นอนว่าไม่มีการโจมตีใด ๆ เกิดขึ้น
ในคืนวันสุดท้าย ศิลาและผู้ใหญ่บ้านได้มาพบองค์หญิงไพลินยามที่พวกเขารับประทานอาหารร่วมกันอีกครั้ง
“พวกข้ารู้สึกซาบซึ้งยิ่งนักจึงได้ร่วมกันทำสร้อยข้อมือชิ้นเล็กนี้ขึ้น เด็ก ๆ ในหมู่บ้านต่างช่วยกันเลือกหินหลากสีและดอกไม้แห้ง หวังว่าจะมอบโชคและเป็นเครื่องรางอันสื่อถึงความขอบคุณให้แก่ท่าน ข้าขออวยพรให้การเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นของท่านมีแต่ความสงบสุข” ผู้ใหญ่บ้านและศิลาน้อมตัวมอบสร้อยข้อมือที่ประดับประดาด้วยสีสันและดอกไม้มากมายให้
องค์หญิงรับมาด้วยรอยยิ้มพร้อมนำมาสวมใส่ที่มือ เธอจ้องมองสร้อยข้อมือนี้ด้วยความรัก เมื่อเห็นว่าองค์หญิงไพลินชอบสร้อยเส้นนี้ ผู้ใหญ่บ้านและศิลาต่างยิ้มแย้มมีความสุข
“พวกท่านดูแลเราดีเกินไปแล้ว ในเมื่อเราได้รับของขวัญเช่นนี้ เราย่อมไม่อาจปล่อยพวกท่านเผชิญกับสัตว์อสูรเพียงลำพังได้ เราจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกสามวันเพื่อช่วยท่านปกป้องชาวบ้านจากภัยที่อาจเกิดขึ้นได้” องค์หญิงไพลินพูดด้วยรอยยิ้ม
สมาชิกหน่วยสามและทุกคนที่รายล้อมต่างมีสีหน้าแข็งค้างงงงวย
เธอต้องการจะอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้อีกนานแค่ไหนกัน?
ในขณะที่ทุกคนเกิดคำถามในหัว มีเพียงนิทานที่นั่งอย่างสงบนิ่ง ยิ้มมุมปากเบาบาง สองมือหวีขนให้คีตาอย่างนุ่มนวล