ตอนที่ 7 ประลองฝีมือ
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งสาดส่องผ่านร่องหน้าต่างไม้เข้ามาภายในเรือน
อาซานลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานที่อันแปลกตา ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น พลันแอบคิดในใจว่าเรื่องราวตื่นเต้นทั้งหมดเมื่อวานนี้อาจเป็นเพียงแค่ความฝัน และเมื่อตื่นขึ้นมา เขาคงจะกลับไปนอนอยู่บนเตียงในโลกใบเดิม
ทว่าความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น…ภาพเบื้องหน้ายังคงเป็นเพดานเรือนไม้ของสองพี่น้องหลานฉิงและหลานซี อาซานถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างผ่อนคลาย
“แต่ก็เอาเหอะ…แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ได้มาอยู่ในโลกแปลกใหม่ แถมยังได้อยู่ร่วมเรือนเดียวกับสาวงามระดับนางเอกตั้งสองคน”
ชายหนุ่มค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง พลันก้มลงสำรวจบาดแผลบนไหล่ซ้ายของตนเอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ บาดแผลที่เคยฉีกขาดและระบมเมื่อคืน บัดนี้กลับสมานตัวแห้งสนิท ความเจ็บปวดลดน้อยลงไปมาก ราวกับมีกระแสพลังงานอบอุ่นบางอย่างค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกายของเขาจากภายใน
เสียงฝีเท้าดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของหลานฉิง นางอยู่ในชุดผ้าบางตัวใหม่ที่สะอาดตา ในมือถือถาดใส่ซุปร้อน ๆ และอาหารเช้า มันส่งกลิ่นหอมฉุยเข้ามาหาเขา
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านอาซาน…ข้านำอาหารเช้ามาให้”
นางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะเล็ก ก่อนจะขยับเข้ามาประชิดเพื่อก้มลงตรวจเช็กบาดแผลบนไหล่เขา ทันทีที่เห็นสภาพบาดแผล นัยน์ตานวลผ่องของหญิงสาวก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน…เป็นไปได้อย่างไรกัน”
หลานฉิงเอื้อมมือเรียวนุ่มไปสัมผัสรอบแผลเบา ๆ พลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“บาดแผลของท่านสมานตัวเร็วมาก เกือบจะหายเป็นปกติแล้วเจ้าค่ะ! สมกับเป็นท่านจอมยุทธ์จริง ๆ ร่างกายแข็งแกร่งยิ่งนัก!”
อาซานเองก็มองบาดแผลตัวเองด้วยความแปลกใจไม่แพ้กัน แต่เขาก็เก็บอาการแล้วส่งยิ้มรับคำชมนาง
“อาจจะเพราะยาดีของเจ้าด้วยล่ะมั้ง…ขอบใจสำหรับอาหารเช้านะหลานฉิง”
หลานฉิงยิ้มหวานตอบรับ
“ท่านอาซานทานให้อร่อยนะเจ้าคะ…ประเดี๋ยวข้าต้องออกไปดูอาการชาวบ้านในหมู่บ้านที่ป่วยไข้เสียหน่อย ท่านพักผ่อนอยู่ในเรือนได้ตามสบายเลยนะเจ้าคะ”
หลานฉิงส่งสายตาอบอุ่นให้เขาอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากเรือนไป
หลังจากรับประทานอาหารเช้าจนอิ่มท้องและรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อาซานก็ลุกขึ้นเดินสูดอากาศออกไปทางลานกว้างหลังบ้าน สายตาของเขาพลันไปสะดุดเข้ากับ ‘ดาบไม้’ สำหรับฝึกซ้อมเล่มหนึ่งที่วางพิงอยู่ข้างกองไม้ท่อน
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหยิบดาบไม้เล่มนั้นขึ้นมาถือ น้ำหนักของไม้เนื้อดีส่งผ่านฝ่ามือเข้ามา อาซานลองตั้งท่า แล้วออกแรงตวัดควงดาบไม้ไปมากลางอากาศด้วยท่วงท่าสลับซับซ้อนตามสัญชาตญาณการแสดงที่ซ้อมมาจากกองถ่ายนับร้อยรอบ
“ฟุ่บ! ฟุ่บ!”
ดาบไม้ตัดผ่านสายลมยามเช้าเกิดเป็นเสียงก้องกังวาน อาซานยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมกริบฉายแวววาววับ ยามเมื่อเขาสวมบทบาทเป็นจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจอย่างเต็มตัวเบื้องใต้แสงแดดอ่อนยามเช้า…
เสียงดาบไม้ตัดผ่านสายลมยามเช้าดัง *ฟุ่บ! ฟุ่บ!* อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อาซานกำลังเพลิดเพลินกับการควงดาบไม้ซ้อมท่าทาง ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำรัดกุมของหลานซีก็เดินถือดาบไม้เล่มยาวอีกเล่มเข้ายังลานหลังบ้าน นัยน์ตาคู่คมสีน้ำตาลอ่อนมองตรงมาที่เขา ก่อนจะเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“บาดแผลที่ไหล่ของท่าน…ดีขึ้นแล้วหรือ?”
อาซานชะงักมือ พลันหันไปยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ เลือดหยุดไหล แผลก็สมานตัวจนแทบไม่รู้สึกเจ็บแล้ว”
หลานซีเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ นัยน์ตาคมกริบมองประเมินแผลบนไหล่ซ้ายของชายหนุ่ม พลันคิดในใจว่าที่ร่างกายของเขาสมานแผลได้รวดเร็วปานปาฏิหาริย์คงเป็นเพราะพลังลมปราณอันแข็งแกร่งภายในกายที่คอยฟื้นฟูบาดแผล ยิ่งแผลหายเร็วขนาดนี้ แสดงว่าชายหนุ่มตรงหน้าต้องเป็นยอดฝีมือที่ซุกซ่อนพลังไว้ไม่ผิดแน่
รอยยิ้มท้าทายผุดขึ้นบนใบหน้าคมของจอมยุทธ์สาวชุดดำ นางกระชับดาบไม้ในมือแน่น
“หายเร็วถึงเพียงนี้…แสดงว่าท่านต้องเป็นยอดฝีมือผู้มีพลังลมปราณสูงส่งแน่แท้ เช่นนั้น มาลองประลองฝีมือกันสักรอบเถิด!”
“เอาสิ! ข้าก็อยากลองดูเหมือนกัน”
อาซานพยักหน้ารับคำท้าอย่างไม่ลังเล
ทั้งคู่เข้าประจำตำแหน่ง กระชับดาบไม้ในมือแน่น ก่อนจะพุ่งเข้าหากันปะทะดาบตอบโต้กันไปมาอย่างสูสี! เสียงไม้กระทบไม้ดัง *ก๊ก! ก๊ก!* สะท้อนก้องทั่วลานหลังบ้าน หลานซีออกร่ายรำกระบี่รับรุกอย่างมีเชิงชั้น พลันแอบชมในใจว่าท่วงท่าการตั้งรับและหลบหลีกของอาซานคล่องแคล่วช่ำชองไม่เบา ทางด้านอาซานเองก็คิดในใจเช่นกันว่าการออกดาบของนักสู้สาวชุดดำดุดันและแม่นยำยิ่งนัก
ครั้นเห็นว่าการลองเชิงทั่วไปทำอะไรเขาไม่ได้ หลานซีจึงตัดสินใจใช้วิชาประจำตัว!
อาซานเห็นช่องโหว่ จึงง้างดาบไม้ฟันสับลงมาตรง ๆ ด้วยกำลังแขนอันแน่นหนั่นเต็มแรง หวังจะสยบดาบของนาง ทว่าในวินาทีที่ดาบไม้กระทบกัน หลานซีกลับไม่ได้ใช้กำลังเข้าปะทะต้านรับตรง ๆ แต่นางกลับถ่ายเทน้ำหนักตัว ผ่อนคลายแรงแขน แล้วตวัดเบี่ยงทิศทางดาบของอาซานให้สไลด์ไถลผ่านไปอย่างนุ่มนวล!
มันคือการรับดาบด้วยความอ่อนสยบความแข็ง ดึงเอาแรงหมัดแรงดาบอันมหาศาลของอาซานที่ฟันลงมา ให้กลายเป็นแรงส่งจนเขาเสียหลัก จากนั้นหลานซีก็โถมกายเข้าชิดประชิด ใช้ฝ่ามือเรียวดันเข้าที่แผ่นอกของเขา
อาซานที่เสียหลักจากแรงฟันของตัวเอง ถูแรงส่งดันจนล้มก้นกระแทกพื้นดิน เขานั่งมึนอยู่บนพื้น พลันเอ่ยชมจากใจจริง
“โห…เก่งชะมัด! เมื่อกี้มันคือวิชาอะไรกันน่ะแม่นางหลานซี?”
หลานซียืดตัวตรง ยกรอยยิ้มภูมิใจ พลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวาน
“มันคือ ‘เพลงดาบวารี’ วิชาประจําตระกูลที่ข้าร่ำเรียนมา เป็นวิชาที่เน้นความนุ่มนวลผันแปรดั่งสายน้ำ ยืมแรงคู่ต่อสู้มาโต้ตอบกลับไป”
จอมยุทธ์สาวชุดดำมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้น ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“แต่ท่านอาซาน…ให้มันจริงจังกว่านี้หน่อยเถิด! อย่ามัวแต่ออมมือเลย ตอนที่พวกเราพบกันครั้งแรกในป่า ข้าสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณอันมหาศาลจากกายท่านมากกว่านี้นัก!”
ความจริงคืออาซานไม่ได้ออมมือเลยสักนิด! เขาใส่แรงและทักษะการซ้อมฟันดาบจากกองถ่ายไปเต็มร้อยแล้ว ชายหนุ่มลุกขึ้นยันกายยืน พลันเกาหูตอบตามตรง
“ข้าไม่ได้ออมมือเลยนะแม่นาง…เมื่อกี้ข้าใส่เต็มแรงแล้วจริง ๆ”
ทว่าหลานซีกลับไม่เชื่อคำพูดของเขา นัยน์ตาคมกริบฉายแววขุ่นเคือง คิดไปเองว่าชายหนุ่มกำลังดูถูกฝีมือนาง นางกระชับดาบไม้สืบเท้าพุ่งจู่โจมเข้ามาใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว พร้อมตะโกนเสียงเข้ม
“ข้าไม่เชื่อ! หรือเป็นเพราะท่านเห็นข้าเป็นเพียงสตรี จึงคิดจะออมมือให้ข้า?!”