บทที่ 53
แสงแดดยามเย็นนวลตา ไม่ได้ร้อนแรงเท่าแสงแดดยามบ่าย ส่งผลให้อากาศรอบตัวเย็นสบายขึ้นไปด้วย เสียงนกร้อง เสียงมอนสเตอร์ป่าที่แว่วมาเป็นพักๆ ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่มาอาศัยอยู่กลางหุบเขานี้ได้อีกต่อไป ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง กับเด็กชายหญิงอย่างละหนึ่ง ทั้งสี่คนกำลังถือจอบ ถือเสียม ขุดพลิกหน้าดินของแปลงผัก ตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านายอย่างขยันขันแข็ง “เหลืออีกแปลงเดียวก็เสร็จแล้ว เจ้าเข้าไปเตรียมอาหารก่อน” อลันเอ่ยบอกภรรยา“พวกเราช่วยกันก็ได้นี่เจ้าคะ จะได้เสร็จเร็วขึ้น” เมมี่แย้ง โดยมีเด็กๆ อีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วย“ถ้าข้าคาดการณ์ไม่ผิด เวลานี้ท่านภามน่าจะใกล้กลับมาถึงแล้ว เจ้ารีบไปเตรียมซะตอนนี้ ท่านกลับมาจะได้ทานอาหารเลย” อลันอธิบายเพิ่ม“อ้อ!! จริงด้วย ท่านช่างรอบคอบจริงๆ เช่นนั้น ข้าจะรีบไปเตรียมอาหารก่อน” เมมี่ร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ โดยมีเด็กๆ อีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วย“เอาล่ะ พวกเจ้าจะไปพักก็ได้นะ ที่เหลือพ่อจัดการเอง” อลันหันไปบอกกับเด็กๆ เมื่อเห็นเมมี่เดินเข้าบ้านไปแล้ว“ข้าจะอยู่ช่วยท่านพ่อขอรับ” อามินกล่าวอย่างมุ่งมั่น“ข้าจะอยู่ช่วย” แอนเน่พูดบ้าง ไม่นานทั้งสามช่วยกันขุดพลิกหน้าดินอีกหนึ่งแปลงที่เหลือจนเสร็จ อลันจับเด็กๆ ล้างมือล้างเท้าที่ก๊อกน้ำหน้าบ้าน และพากันเข้าไปนั่งรอในห้องอาหาร นั่งรอจนดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า อาหารก็เตรียมเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เห็นวี่แววของเจ้านายจะกลับมาถึงสักที ทำให้อลันกับเมมี่เริ่มจะร้อนใจ “ท่านภามบอกว่าจะกลับมา ไม่ได้บอกว่าจะค้างคืนในเมือง แต่นี่เย็นมากแล้วเหตุใดท่านยังกลับมาไม่ถึงบ้านเล่า” เมมี่กล่าวขึ้นมาก่อนอย่างกระวนกระวาย“นั่นสิ ครั้งที่เรามาที่นี่ จากตัวเมืองมา ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ตอนนี้ท่านภามน่าจะกลับมาถึงได้แล้วนี่นา” อลันกล่าวอย่างเห็นด้วย“จะเกิดอุบัติเหตุอันใดหรือไม่ ในป่านั้นมอนสเตอร์ดุร้ายมากมาย” ยิ่งคิด เมมี่ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนขึ้นเรื่อยๆ“เจ้าใจเย็นๆ ก่อน อย่าพูดจาเป็นลางร้าย อีกอย่างเจ้าก็เคยเห็นท่านภามสู้กับมอนสเตอร์นี่ ท่านเก่งออกขนาดนั้นคงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก” อลันเอ่ยปรามภรรยา“เช่นนั้นเราออกไปรอท่านภามแถวๆ หน้าบ้านดีหรือไม่ขอรับ” อามินเอ่ยขึ้น หลังจากที่นั่งฟังท่านพ่อ ท่านแม่คุยกันอยู่นาน“ก็ดีนะ ไปกันเถอะ” สุดท้ายทั้งสี่คนจึงออกมานั่งรอที่ด้านล่างเนินขึ้นบ้าน แสงอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า ย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงเข้ม มองดูแล้วพาให้จิตใจยิ่งร้อนรน กระวนกระวายเป็นที่สุด อลันกับเมมี่เริ่มจะนั่งไม่ติดที่ ลุกขึ้นเดินไปแล้วก็เดินมาซ้ำๆ อยู่หลายรอบ โดยมีอามิน และแอนเน่นั่งมองตามจนเริ่มจะรู้สึกเวียนหัวตาลาย เด็กทั้งสองความคิดไม่ซับซ้อนเท่าผู้ใหญ่นัก ในสายตาพวกเขา ภามนั้นเก่งกาจ เป็นเหมือนอัศวินผู้กล้า ไม่มีทางที่จะมีใครหรือตัวอะไรมาทำร้ายได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าท่านพ่อกับท่านแม่กังวลใจเรื่องอะไรกัน อามินที่นั่งมองท่านพ่อกับท่านแม่เดินไปเดินมาจนตาลาย ตั้งใจว่าจะหันไปมองทางอื่นบ้าง แต่เมื่อหันไปแล้วกลับเห็นเงาลางๆ ที่ขอบป่า “อ๊ะ! นั่น ท่านภามกลับมาแล้วขอรับ” อามินเอ่ยขึ้น พร้อมกับชี้ไปยังทิศทางที่เห็นเกวียนรถม้าเคลื่อนเข้ามา ทุกคนจึงหันไปมอง และถอนหายใจโล่งอก เมื่อภามบังคับเกวียนเข้ามาใกล้คอกม้า ทั้งสี่ก็รีบกรูกันเข้าไปหาทันที ภามที่บังคับเกวียนเข้ามาจอดในรั้วคอกม้าเรียบร้อยแล้วก็กระโดดลงจากเกวียนอย่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่า “พวกเจ้าพร้อมใจมาทำอะไรกันตรงนี้ กินข้าวกันแล้วหรือ” ภามถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ“ข้าเห็นว่าเย็นมากแล้ว แต่ท่านยังไม่กลับ จึงเป็นห่วง” อลันตอบ พร้อมกับก้มหน้าทักทายเล็กน้อย“อ้อ โทษที ทำให้พวกเจ้าต้องเป็นห่วงแล้ว” ภามกล่าว พร้อมกับยกมือขึ้นเกาหัว นานแล้วที่ไม่มีคนคอยมาเป็นห่วงเขาแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก“เอ๊ะ!! ท่านบาดเจ็บนี่เจ้าคะ เป็นอะไรมากหรือไม่” เมมี่อุทานอย่างตกใน เมื่อสังเกตเห็นเลือกที่ข้อศอก มือข้างทีภามยกขึ้นเกาหัว“เจ้ารีบไปเตรียมผ้าสะอาดกับยาเร็วเข้า” อลันที่สังเกตเห็นแล้วเช่นกัน รีบสั่งเมมี่ ก่อนจะหันมาพูดกับภามต่อ “ท่านยังบาดเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่ ข้าจับตัวท่านได้หรือเปล่า” อลันยื่นมือไปหมายจะสำรวจบาดแผลบนร่าง แต่ไม่กล้าแตะมั่วซั่ว เนื่องจากกลัวจะมีบาดแผลอื่น แล้วแตะโดนเข้า“ไม่เป็นไร พวกเจ้าอย่าตกใจเกินเหตุ ข้าเพียงลื่นล้มที่ริมลำธารตอนแวะพักม้าเท่านั้น” ภามรีบอธิบายก่อนทุกคนจะตื่นตูมกันไปมากกว่านี้ เมื่อทุกคนดูสงบสติอารมณ์ได้ดีขึ้นแล้ว จึงมาช่วยกันถอดเกวียน ปล่อยเจ้าดำ และเจ้าขาวไปพัก ภามหันไปหยิบเนื้อสดที่ซื้อมาและถุงผ้าเปื้อนๆ มาจากบนเกวียน จากนั้นเดินนำทุกคนเข้าบ้าน “ถุงผ้านี่ไปเปื้อนอะไรมาหรือเจ้าคะ” เมมี่ที่รับเนื้อสดและถุงผ้ามาถือไว้ ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ เนื่องจากรอยเปื้อนนี้มันเปียกๆ แถมสียังเหมือนเลือดไม่มีผิด“อ้อ น่าจะคราบน้ำคราบเลือดจากเนื้อสดน่ะ ข้าซื้อมาสองถุง อีกถุงนึงแวะเอาให้มอนสเตอร์ในป่าไปแล้ว” ภามอธิบายด้วยน้ำเสียงสบายๆ ดังเช่นปกติ พร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะอาหารในตำแหน่งประจำ“ตัวที่พวกเราเคยพบตอนที่มาที่นี่วันแรกหรือขอรับ” อลันถามขึ้น น้ำเสียงสั่นน้อยๆ เมื่อนึกถึงมอนสเตอร์ตัวใหญ่หน้าตาดุร้ายนั้น“ใช่แล้ว ที่กลับมาช้าก็เพราะแวะออกกำลังกายกับมันมานี่แหละ” ภามพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้นมา พร้อมกับขยับแขนขาเหมือนเป็นการยืดเส้นหลังออกกำลังกาย“...!!” อลันกับเมมี่มองภามด้วยสีหน้ายากจะอธิบายได้“พวกเจ้าไม่ต้องกลัวไป เจ้าตัวนั้น แม้จะดุร้าย แรงเยอะไปบ้าง แต่มันฟังภาษาคนรู้เรื่องด้วยนะ” ภามพยายามอธิบาย แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้อลันกับเมมี่หายหวาดกลัวได้ จึงเปลี่ยนเรื่องมาชวนทุกคนกินข้าว โดยมีอามินแอบมากระซิบกระซาบ ขอให้ภามเล่าเรื่องการต่อสู้ในป่าให้ฟัง เขาจึงแอบกระซิบกระซาบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง โดยมีอามินส่งสายตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นกลับมาเป็นระยะๆ หลังมื้ออาหาร ภามก็ไปอาบน้ำตามปกติ แต่เมื่อแต่งตัวออกมาจากห้องน้ำก็พบว่าเมมี่เตรียมของไว้ทำแผลให้แล้ว เขาจึงนั่งลงให้เธอทำแผลให้อย่างว่าง่าย เมื่อทำแผลเสร็จ ภามก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนเขาเองก็แยกตัวเข้าห้องนอนเช่นกัน