ตอนที่ 8 สถานีตำรวจ
“อย่าเพิ่งหุนหันไปเลยครับ! ผมเป็แค่พนักงานชั่วคราว…” นายหน้าอสังหาริมทรัพย์มีสีหน้าหมองหม่น งานนี้แย่มากจริง ๆ
โชคดีตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว นายหน้าอสังหาริมทรัพย์อธิบายเื่ราวทั้งหมดให้เ้าหน้าที่ตำรวจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายใช้มีดขู่ทำร้ายและขู่ฆ่า
ตำรวจ้าพาครอบครัวลุงไปยังสถานีตำรวจ เดิมทีเพียงเพื่อซักถามตามปกติ แต่ลุงจ้องมองเ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความขุ่นเคือง และด่าทอว่าพวกเขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบธรรม
ระหว่างการฉุดรั้ง มีดในมือลุงบาดแขนของตำรวจนายหนึ่ง ทำให้ตำรวจอีกนายรีบกดเขาลงพื้นและพาตัวออกไป
ตอนที่พวกเขาถูกพาออกไป ป้าสะใภ้หวาดกลัวเกินกว่าจะพูดสิ่งใด ส่วนลูกพี่ลูกน้องชายก็หดคอเหมือนนกกระทาและไม่กล้าลุกขึ้นยืน
การทำร้ายตำรวจถือเป็อาชญากรรมร้ายแรง ลุงของเธอจบสิ้นแล้ว
เซียวิเยวี่ยเก็บโทรศัพท์มือถือลง จากนั้นเธอขับรถตรงไปยังสถานีตำรวจตามปากคำของตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ ขณะฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีตลอดทาง
คาดไม่ถึงเลยว่าก่อนที่เธอจะลงมือแก้แค้นด้วยตนเอง คนกลุ่มนี้ก็แกว่งเท้าหาเสี้ยนพาตัวเองไปสถานีตำรวจโดยไม่คาดคิด คนที่ชอบทำตัวก้าวร้าวมักคิดว่าตนเองจะทำตัวกร่างที่ไหนก็ได้ แต่การเผชิญหน้ากับตำรวจอาจทำให้พวกเขาต้องยอมถอย
สมน้ำหน้า
เมื่อเซียวิเยวี่ยไปถึงสถานีตำรวจ เธอเห็นป้าสะใภ้และลูกพี่ลูกน้องชายกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีเงียบสงบเหมือนไก่หลับ
พอเห็นเธอเดินเข้ามา ป้าสะใภ้จ้องมองเธอตาเขม็งด้วยความขุ่นเคือง ราวกับอยากสับเธอเป็ชิ้น ๆ ขณะที่ลูกพี่ลูกน้องชายขบฟันกรามแน่น ทว่าสุดท้ายก็ไม่กล้าก่อเื่ในสถานีตำรวจ
“คุณลุงตำรวจคะ นี่คือภาพวงจรปิดจากบ้านที่เป็ทรัพย์สินของฉัน ตอนแรกพวกเขาบอกว่าจะพักอาศัยชั่วคราว แต่ต่อมากลับเข้ายึดครองโดยไม่ได้รับการยินยอม กระทั่งเกิดเหตุการณ์วันนี้ขึ้นค่ะ”
มุมปากของเ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งกระตุก คุณลุงงั้นเหรอ? นี่ฉันเพิ่งจะเรียนจบจากโรงเรียนตำรวจเองนะ
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งเคาะโต๊ะ “ในเมื่อมันเป็บ้านของคนอื่น แล้วพวกคุณกล้าก่อความวุ่นวายได้ยังไง?”
ป้าสะใภ้ลุกขึ้นยืนและพูดไปตามความจริง
“ก็พวกเขาไม่มีลูกชายในครอบครัว ในอนาคตลูกชายของฉันจะได้รับมรดกของตระกูล ไม่ช้าก็เร็วบ้านหลังนั้นจะต้องเป็ของลูกชาย ไม่เช่นนั้นลูกชายฉันจะไม่แบกรับภาระเลี้ยงดูพวกเขาในวัยชรา!”
จากนั้นเธอหันไปชี้หน้าเซียวิเยวี่ย “นางสารเลว แกยังจะกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีก คุณตำรวจจับมันไปเลยค่ะ มันเป็คนฆ่าหลานชายของฉัน! นางคนจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงหมาป่า…”
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งขัดจังหวะการสบถด่าของเธอ “ส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่เกรงใจใคร ที่นี่คือสถานีตำรวจนะครับ ไม่ใช่ตลาดผัก ควรให้เกียรติสถานที่ด้วย!”
ป้าสะใภ้ปิดปากเงียบแทบจะทันที ทำได้เพียงจ้องเขม็งไปทางเซียวิเยวี่ย ทว่าเธอแสร้งทำเป็ไม่เห็นมัน
ที่นี่คือสถานีตำรวจ หล่อนกล้าลงมือทุบตีคนอื่นไหมล่ะ?
“เื่ฆ่าหลานชายนั่นคืออะไร บอกผมหน่อย” เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งถาม
เซียวิเยวี่ย
เซียวิเยวี่ยนั่งลงอย่างเชื่อฟังและอธิบายเื่ราวทั้งหมดอย่างชัดเจน หลังจากรับฟังแล้ว เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งยกมือกุมขมับแล้วพูดว่า
“การบริจาคเืเป็สิทธิของบุคคล อีกอย่างนะครับคุณป้า นี่มันศตวรรษไหนแล้ว ยังคิดว่าลูกชายเท่านั้นที่จะสืบทอดทรัพย์สินของตระกูลได้อยู่อีกงั้นเหรอ?”
ป้าสะใภ้เปิดปาก แต่ไม่สามารถคิดหาคำใด ๆ มาเพื่อแก้ตัวได้
หลังจากที่เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งให้ความรู้แก่ป้าสะใภ้เสร็จ เขาก็เลื่อนสายตาไปทางลูกพี่ลูกน้องชาย
“คุณเองก็เหมือนกัน โตแต่ตัว สมองยังเป็เด็กหรือไง ทำไมถึงได้หน้าไม่อายแบบนั้น? นั่นเป็บ้านของคนอื่น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ?”
ลูกพี่ลูกน้องชายบ่นพึมพำ “แต่นั่นคือเรือนหอของผม และภรรยาของผมกำลังจะขอหย่าเพราะเื่นี้”
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งทุบโต๊ะ “นั่นมันเรือนหอที่คุณยืมมา! ตอนนี้เ้าของบ้าน้าขาย คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาขวางทาง!”
เซียวิเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะปรบมือ คำพูดเ่าั้ถูกต้องทั้งหมด
ลูกพี่ลูกน้องชายเผยท่าทีลังเล “แล้วเมื่อไหร่พ่อจะได้รับการปล่อยตัวครับ? เรายังต้องไปที่บ้านภรรยาของผมต่อ”
ลี่ลี่โกรธมากจนหนีไปบ้านพ่อแม่ เขา้าเกลี้ยกล่อมให้เธอกลับมา
“ปล่อยตัวเหรอ? รู้ไหมว่าความผิดฐานทำร้ายร่างกายตำรวจคืออะไร การทำร้ายเ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายถือเป็ความผิดร้ายแรง โดยทั่วไปโทษจำคุกจะอยู่ที่ 8 ถึง 10 เดือน หากเป็การก่อให้เกิดการาเ็เล็กน้อย มีโทษจำคุกประมาณ 1 ปี หากมีการใช้อาวุธปืนหรือของมีคมในระหว่างการโจมตี ซึ่งเป็ภัยคุกคามร้ายแรงต่อความปลอดภัยส่วนบุคคลของเ้าหน้าที่ตำรวจ โทษจำคุกจะอยู่ที่ 3 ถึง 7 ปี”
ทันทีที่เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งพูดจบ ป้าสะใภ้พลันหน้าซีดเผือด เข่าทรุดตัวลงพื้น ขณะที่ลูกพี่ลูกน้องชายใมากจนแทบไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง
“ติดคุกด้วยเหรอ? พระเ้า ตาแก่ไม่ได้ตั้งใจทำแบบนั้น เขาแค่ประมาทเอง ทำไมต้องถึงกับเข้าคุกเข้าตาราง…”
ป้าสะใภ้ร้องไห้ฟูมฟายพร้อมน้ำมูกไหลย้อย
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งพูดด้วยสีหน้าเ็า “ไม่มีประโยชน์ที่จะมาร้องไห้คร่ำครวญที่นี่ ตอนนี้เราทำได้แค่รอผลการรายงานอาการาเ็ของเ้าหน้าที่ตำรวจโอวหยางเท่านั้น”
เซียวิเยวี่ยยกยิ้มมุมปาก เธอแทบไม่สามารถปิดบังความยินดีบนใบหน้าเมื่อได้เห็นความโชคร้ายของคนพวกนี้
“อะแฮ่ม!”
เมื่อเห็นว่าเ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งกำลังมองเธอ หญิงสาวก็รีบปั้นสีหน้าเป็ปกติ
“คุณลุงตำรวจคะ ฉันขอกลับเลยได้ไหม?”
“กรอกแบบฟอร์มนี้เสร็จ คุณก็กลับได้เลยครับ”
“แกห้ามไปไหนทั้งนั้น! เื่ทั้งหมดนี้เป็เพราะแกคนเดียว!” ลูกพี่ลูกน้องชายรีบวิ่งเข้ามาประชิดตัวเซียวิเยวี่ยด้วยดวงตาแดงก่ำ
หญิงสาวรีบซ่อนตัวด้านหลังเ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งอย่างรวดเร็ว
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งใช้มือปัดป้องพร้อมกดตัวชายหนุ่มให้นอนลงบนโต๊ะ
“จะทำอะไร! คุณคิดจะโจมตีตำรวจอีกคนหรือไง!”
ลูกพี่ลูกน้องชายอ้าปากค้าง ก่อนจะคำรามด้วยความโกรธ “แกขายบ้านหลังนั้นไม่ได้! ถ้าภรรยาฉันขอหย่า เซียวิเยวี่ย ฉันจะลากแกไปตายด้วยกัน!”
เซียวิเยวี่ยยกมือขึ้นกอดอก “คุณลุงกำลังจะติดคุก นายกลับคิดถึงแต่ภรรยาของตัวเอง ใจร้ายใจดำจริง ๆ ตระกูลเซียวมีหมาป่าตาขาวแบบนายได้ยังไง”
ลูกพี่ลูกน้องชายแทบสำลักคำพูดตัวเอง เวลานี้ป้าสะใภ้ยังคงร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้นปานจะขาดใจตาย
เซียวิเยวี่ยลดเสียงลง “ดูสิว่าใครกันแน่ที่จะตายก่อน”
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งส่งสายตาเป็การเตือน เธอจึงเม้มริมฝีปาก และแสร้งทำเป็ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งใส่กุญแจมือลูกพี่ลูกน้องชายไว้กับม้านั่ง ทำให้ชายหนุ่มสงบเสงี่ยมมากขึ้นกว่าเดิม
“ช่างหลบได้รวดเร็วจริง ๆ” ตำรวจหนุ่มพูดขึ้นอย่างมีความนัย
เซียวิเยวี่ยพูดด้วยรอยยิ้มเขินอาย “คุณลุงตำรวจแข็งแรงมากเลยค่ะ”
เ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งพูดไม่ออกอีกครั้ง
เซียวิเยวี่ยหันมองลูกพี่ลูกน้องชาย “ฉันมีความจำเป็ที่ต้องใช้เงินแบบเร่งด่วน ก็เลยอยากขายบ้านหลังนี้ ถ้าป้าสะใภ้และนายไม่อยากย้ายออกไปจริง ๆ ทำไมไม่ซื้อมันซะล่ะ?”
“บ้านหลังนี้อยู่ใจกลางเมืองและทำเลดี ราคาตลาดอยู่ที่ 3.5 ล้านหยวน แต่เห็นว่าเราเป็ญาติกัน ฉันจะขายให้ในราคา 3.2 ล้านหยวน แต่ฉันรับเฉพาะการชำระเงินเต็มจำนวนเท่านั้น”
เดิมทีเธอ้าขายให้กับพวกเศรษฐี เพราะคนพวกนั้นไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ด้วยความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดจากครอบครัวลุง คนที่สนใจบ้านหลังนี้ต่างหวาดกลัวจนเธอไม่สามารถขายมันได้
แทนที่จะเอาเปรียบคนแปลกหน้า การเอาเปรียบคนพวกนี้ย่อมเป็ทางเลือกที่ดีกว่า ท้ายที่สุดแล้วเธอไม่จำเป็ต้องรู้สึกผิด!
ป้าสะใภ้โต้กลับด้วยความเหลืออด “3.2 ล้านหยวน? แกจะเห็นแก่ได้เกินไปหน่อยไหม ครอบครัวเราจะมี 3.2 ล้านหยวนได้ยังไง?”
“คุณก็รู้ว่ามันมีมูลค่ามากกว่า 3.2 ล้านหยวน ไม่อย่างนั้นทำไมเซียวอวี่ถึงยืนกรานจะอยู่บ้านหลังนี้? การมีบ้านใจกลางเมืองเป็ที่น่านับหน้าถือตาสำหรับเพื่อนฝูง คุณรีบตัดสินใจหน่อยนะ เพราะหากมีคนเสนอราคาที่สูงกว่า เกรงว่าฉันคงไม่รอขายให้พวกคุณ”
พูดจบ เซียวิเยวี่ยคว้ากระเป๋าและทำท่าจะจากไป
ลูกพี่ลูกน้องชายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงคำพูดของลี่ลี่ เขากัดฟันพูดขึ้นว่า
“ฉันจะซื้อมันก็ได้!”
ราคาตลาด 3.5 ล้านคงหาซื้อจากที่ไหนไม่ได้แล้ว ถ้าสามารถซื้อในราคา 3.2 ล้านก็ถือว่าเป็ข้อได้เปรียบ
“ลูกแม่ มันตั้ง 3.2 ล้านหยวน จะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นจากที่ไหน?” ป้าสะใภ้พูดด้วยความกังวล
เซียวอวี่พูดอย่างเหลืออด “แม่! ลี่ลี่เพิ่งรู้ว่าตัวเองท้อง แม่อยากเห็นเราหย่ากันตอนนี้เหรอ? ก็แค่เอาเงินเก็บของพ่อกับแม่มาใช้ก่อน แล้วค่อยขายบ้านเก่าชดเชยทีหลัง”
“ลี่ลี่ท้องแล้วเหรอ? นี่แม่กำลังจะมีหลานเร็ว ๆ นี้เหรอ?”
ป้าสะใภ้ดีใจมากจนลืมไปเลยว่าสามีของตัวเองกำลังจะเข้าคุก ตอนนี้หลานชายกลายเป็เื่สำคัญอันดับหนึ่งของเธอ
ส่วนลูกพี่ลูกน้องชายกลับโกรธเคืองเื่ที่ภรรยาหนีกลับไปบ้านพ่อแม่ โดยไม่สนเลยว่าพ่อของเขากำลังจะเข้าคุก
ทั้งครอบครัวล้วนเห็นแก่ตัวและเืเย็นเป็อย่างมาก
อยากจะรู้นักว่าลุงจะคิดยังไงหากรู้เื่นี้?
“3.2 ล้านหยวนแพงเกินไป อย่างน้อยเราก็เป็ญาติกัน แค่ล้านเดียวแล้วกัน ฉันจะซื้อมันในราคาล้านเดียว แกเป็แค่ผู้หญิงตัวคนเดียว จะ้าเงินมากมายไปทำไม?”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ไร้ยางอายเช่นนี้ เซียวิเยวี่ยกลอกตาและหยิบกระเป๋าเดินออกไป
“3.2 ล้านหยวนขาดตัว ฉันจะให้เวลาคิดเื่นี้แค่วันเดียว อย่ามัวชักช้าล่ะ!”
สีหน้าของป้าสะใภ้เปลี่ยนไปทันใดพร้อมพ่นคำสาปแช่ง “นางเด็กสารเลวเห็นแก่เงิน!”