รุ่งสางวันที่สามหลังาใหญ่
ท้องฟ้าเหนือเอ็นโดโปลิสกลับมาสว่างอีกครั้ง
เศษซากจากการต่อสู้ถูกเก็บกวาดออกจากถนน
ผู้คนที่เคยหลบในหลุมใต้ดินเริ่มโผล่ขึ้นมาท่ามกลางแสงเช้า
เด็กเล็ก ๆวิ่งเล่นกับฝุ่นควัน โดยมีพ่อแม่คอยมองอยู่ห่าง ๆ
เมืองที่เคยตายสนิทกำลังหายใจอีกครั้ง
ภายในอาคารรัฐเก่า— ที่เคยเป็กระทรวงกลาโหมของรัฐบาลเรนาตา
เรมิโอและโดมินิโกกำลังประชุมกับตัวแทนของสหภาพแรงงานและแอนโดรเมดา
โต๊ะเหล็กยาวกลางห้องเต็มไปด้วยแผนที่กู้คืนระบบพลังงาน
“เราจะเริ่มฟื้นฟูเมืองจากเขตชั้นในก่อน”โดมินิโกพูดพลางเคาะนิ้วบนโต๊ะ
“เขตตะวันออกมีคลังเชื้อเพลิงและโรงไฟฟ้าอยู่ครบถ้าเราควบคุมตรงนั้นได้ พวกเราก็มีไฟฟ้าใช้ทั้งเมือง”
“ฝ่ายแอนโดรเมดาจะจัดหาชุดพลังงานเสริมให้”
นายทหารต่างดาวร่างสูงตอบด้วยเสียงทุ้ม
“รวมถึงระบบสื่อสารระหว่างดาวเพื่อป้องกันการแทรกสัญญาณจากแมกเจลแลน”
เรมิโอพยักหน้าเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ท่านลูมีเอล...พวกเราคงไม่เหลือทางรอดถ้าไม่มีท่านกับกองกำลังจากแอนโดรเมดามาช่วย”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจจนทั้งห้องเงียบกริบ
ทุกสายตาหันไปยังร่างสูงสง่าของเ้าชายจากต่างดาว
ผู้ซึ่งยืนอยู่กลางแสงสีขาวนวลจากหน้าจอฮอโลแกรม
ลูมีเอลยิ้มอบอุ่น“โลกของพวกเ้าคือมารดาแห่งชีวิตในจักรวาล เราเพียงทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณเท่านั้น”
เสียงของเขาไพเราะราวดนตรีจากดวงดาวห่างไกล
วิเวียน่าที่อยู่ใกล้ๆ พูดแทรกขึ้นเบา ๆ “ขอบคุณ...สำหรับยารักษาและเทคโนโลยีสนามพลังด้วยค่ะหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ทหารของเราคงล้มตายหมด”
ลูมีเอลก้มศีรษะเล็กน้อยสีหน้าสงบนิ่ง “ความสูญเสียของมนุษย์คือความเ็ปของเราเช่นกันจงเชื่อมั่นเถิดว่า แสงแห่งอีเทอร์จะโอบอุ้มโลกนี้ไว้ในอ้อมแขนของมัน”
เรมิโอมองเขาอย่างศรัทธาดวงตาเปล่งประกายแห่งความหวัง
เขาไม่เข้าใจคำว่า“อีเทอร์” อย่างแท้จริง แต่ในหัวใจกลับรู้สึกว่า —
มันคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่มอบความหมายใหม่ให้คำว่า “มนุษย์”
เขากล่าวอย่างหนักแน่น
“ตราบใดที่เรายังยืนอยู่บนแผ่นดินนี้พวกเราจะสู้เคียงข้างพวกท่าน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร”
เ้าชายแอนโดรเมดายกมือขึ้นแตะอกขวาเป็ท่าทางแสดงความเคารพตามธรรมเนียมของดาวตน
“และเราจะไม่ทอดทิ้งโลกนี้เช่นกันเรมิโอ เบอร์นาโด”
คำพูดนั้นทำให้วิเวียน่าถึงกับยิ้มจางๆ เป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน
บรรยากาศในห้องบัญชาการอบอวลด้วยความหวัง
เสียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโบราณครางเบาๆ ราวกับสวดมนต์สรรเสริญชีวิต
ในขณะนั้นเอง —ไม่มีใครในห้องสังเกตเลยว่า แสงสีขาวจากร่างลูมีเอลนั้น สั่นระริกเล็กน้อย...
เหมือนกับ“บางสิ่ง” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้น กำลังเริ่มขยับตัว
ค่ำคืนนั้นเมฆสีเงินบาง ๆ ลอยเหนือซากเมืองเอ็นโดโปลิส
แสงสะท้อนจากซากยานแอนโดรเมดาทำให้ผืนฟ้าดูราวกับเต็มไปด้วยดวงดาว
จูเลียน่ายืนอยู่บนระเบียงของตึกเก่าเงียบงัน
เธอสวมชุดนักบินที่เปิดเผยแขนกลไกข้างขวาไว้ครึ่งหนึ่ง
ปลายนิ้วแตะที่อุปกรณ์สื่อสารส่วนบุคคล— พยายามติดต่อกับพ่อแม่ที่อยู่บนดาวลี้ภัย
“นี่จูเลียน่า...ได้ยินไหมคะ? แม่? พ่อ?...สัญญาณยังขาด ๆ หาย ๆ เหมือนเดิม...”
ไม่มีเสียงตอบกลับมีเพียงเสียงคลื่นรบกวนที่ดังเบา ๆ สะท้อนอยู่ในหูฟัง
เธอถอนหายใจมองไปยังขอบฟ้าที่ถูกแสงอาทิตย์สะท้อนกับชั้นบรรยากาศยามค่ำ
พลันรู้สึกถึงแรงสั่นไหวบางอย่างในอก— ความร้อนอุ่นแล่นผ่านเส้นเืเหมือนมีใครมากระซิบใกล้หู
“เ้า…ยังคงอยู่ในเส้นทางของแสง”
เสียงนั้นนุ่มนวลจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็เสียงจริงหรือเพียงในจิต
ดวงตาของจูเลียน่าค่อยๆ สว่างขึ้น เธอกระพริบถี่ ๆ แล้วมองรอบตัว — ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
แต่ในอากาศกลับมีละอองแสงสีฟ้าลอยวนอยู่รอบแขนขวาของเธอ
มันเปล่งประกายเหมือนฝุ่นดาวฤกษ์ละเอียดจนแทบมองไม่เห็น
เธอพูดพึมพำ“นี่มัน…อะไรกันแน่”
ทันใดนั้นภาพในหัวเธอแล่นแวบ — ภาพเมืองแปลกตา ที่มีเสาแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
กองยานลอยเหนือมหาสมุทรแห่งพลังงานสีฟ้าและเสียงของใครบางคน
เสียงนั้นชัดเจนขึ้นทุกวินาที
“เ้าได้ยินข้าไหม…จูเลียน่าเดลฟิโน”
เธอสะดุ้งสุดตัวหัวใจเต้นแรง
“ลูมีเอล?...ท่านอยู่ที่ไหน”
เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ เหมือนสายลมพัดผ่านจักรวาล
“ข้าอยู่ในทุกที่ที่แสงเดินทางถึง— รวมทั้งในตัวเ้า”
“ในตัวฉัน?” เธอหันมองมือของตัวเอง
ละอองแสงสีน้ำเงินสว่างขึ้นรอบนิ้วก่อนจะหายวับไปในอากาศ
ความรู้สึกเย็นเฉียบแผ่กระจายทั่วร่างเธอทรุดลงคุกเข่า กุมขมับแน่น
เสียงของลูมีเอลดังชัดในใจอีกครั้ง
“อย่ากลัวเลยจิตของเ้ากำลังเชื่อมกับอีเทอร์— พลังที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นจะรับได้
เ้าคือกุญแจแห่งการคืนสมดุลของจักรวาลนี้...”
“ไม่…ฉันไม่เข้าใจ”เธอส่ายหน้า
“เ้าไม่ต้องเข้าใจในตอนนี้”เสียงนั้นตอบ
“เมื่อเวลามาถึงเ้าจะรู้ว่าทำไมข้าถึงเลือกเ้า”
เสียงเงียบลงเหลือเพียงลมหายใจถี่ ๆ ของจูเลียน่า
เธอค่อย ๆพยุงตัวลุกขึ้น แสงในตาเริ่มกลับมาเป็ปกติ
แต่วิเวียน่าที่เพิ่งเดินเข้ามาพอดีมองเห็นบางสิ่งวูบผ่านรอบตัวเธอ
“เธอโอเคไหม?” แพทย์สาวถามด้วยสีหน้าเป็ห่วง
“เมื่อกี้...เหมือนฉันเห็นแสงอะไรบางอย่างจากตัวเธอ”
จูเลียน่าสะดุ้ง“แสง?...อาจเป็สะท้อนจากขอบฟ้ามั้ง”
วิเวียน่ามองนิ่ง“หรืออาจเป็บางอย่างที่เราควรตรวจสอบอีกที”
เสียงลมพัดผ่านเศษกระจกที่ระเบียง
จูเลียน่าก้มหน้ามองมือข้างนั้น— ที่ยังคงมีรอยเรืองแสงจาง ๆ เหมือนฝุ่นจักรวาลติดอยู่
เสียงไซเรนจากแนวรบทางตะวันออกดังขึ้นอีกครั้ง
เรมิโอเงยหน้าจากแผงควบคุมเก่าที่มีรอยไหม้ทั่วแสงไฟกระพริบอย่างอ่อนแรงในบังเกอร์ใต้เมือง
เขามองจอเรดาร์ที่วิเวียน่ากำลังตรวจสอบอยู่— จุดสีแดงกระพริบถี่ขึ้นทุกที
“แมกเจลแลนยังไม่ยอมถอย...”วิเวียน่าพึมพำ
เสียงเธอสั่นเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้า
เรมิโอขมวดคิ้วเขาไม่เข้าใจเื่แผนการรบอะไรทั้งนั้น
แต่พอเห็นเพื่อนร่วมทีมาเ็นอนเรียงรายเขาก็รู้ดีว่า
“มันถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นช่วยแล้ว”
“ผมออกไปลากพวกาเ็กลับมาเอง”เขาพูดตรง ๆ
วิเวียน่าหันขวับ“เฮ้ เรมิโอ! ข้างนอกมันเป็เขตยิงสกัด ถ้านายขึ้นไปตอนนี้—”
“ผมไม่รู้อะไรหรอกหมอแต่ถ้าผมไม่ไป พวกเขาจะไม่รอด”
เขาคว้าเสื้อเกราะที่มีรอยะุเก่าๆ สวมทับเสื้อยืดเปื้อนน้ำมัน ก่อนวิ่งหายขึ้นบันได
เมื่อประตูบังเกอร์เปิดเสียงลมร้อนจากแรงะเิกระแทกเข้าหน้าเต็มแรง
เขาเห็นควันสีดำลอยปกคลุมเส้นขอบฟ้า้าเป็ภาพเรือรบของแมกเจลแลน
กำลังยิงแสงพลาสมาลงมาราวฝนดาวตก
เรมิโอพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คิดชีวิต
กลางเสียงะเินั้นเขาเห็นบางสิ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า —
แสงสีน้ำเงินนวลคล้ายปีกโปร่งแสงของนางฟ้า
แต่ไม่ใช่...นั่นคือยานลาดตระเวนของแอนโดรเมดา
ภายในไม่กี่นาทียานลำนั้นลงแตะพื้นใกล้แนวรบ
จูเลียน่าะโลงจากช่องเปิดดวงตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนแสงไฟ เธอร้องเรียก
“เรมิโอ!ทางนี้!”
เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะเมื่อเห็นเธออีกครั้งในหมอกควัน
เหมือนเวลาหยุดเดินโลกทั้งใบเหลือเพียงเสียงหัวใจของเขาเอง
“เธอมาที่นี่ทำไมเสี่ยงจะตายรู้ไหม!”
“เพราะถ้าฉันไม่มานายจะตายแน่!” เธอเถียงกลับ น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากเมื่อก่อน
ยานลำเล็กของเธอค่อยๆ เปิดประตูหลังออก เผยให้เห็นแพทย์สนามจากแอนโดรเมดาหลายคน
ที่ลงมาช่วยพยุงทหาราเ็ขึ้นยาน
เรมิโอมองภาพนั้นนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ดูเหมือนคราวนี้พวกเราจะได้สู้เคียงข้างกันจริง ๆ ซะทีนะ”
จูเลียน่ามองเขาอย่างอบอุ่นดวงตาเธอฉายแววบางอย่าง —
ไม่ใช่ความรักแบบหญิงชายเท่านั้นแต่เป็ศรัทธาในสิ่งที่เรียกว่า “มนุษยธรรม”
เหนือฟากฟ้าเสียงประกาศของ ลูมีเอล ดังผ่านคลื่นสื่อสารข้ามทวีป
“สหายทั้งหลาย...อย่าหวั่นไหวต่อเงาแห่งาแสงแห่งอีเทอร์จะนำพาเราไปสู่รุ่งอรุณใหม่”
เสียงนั้นนุ่มนวลแต่เย็นลึกในบางชั่วขณะ
เรมิโอไม่เข้าใจความหมายของคำว่า“อีเทอร์”
แต่เขาเชื่ออย่างหนึ่ง— ถ้าพวกเขายังช่วยกัน โลกนี้อาจไม่ดับสูญ
เขาก้มลงมองมือของตนเองที่เต็มไปด้วยคราบเื
“ผมไม่รู้ว่าใครพูดจริงหรือโกหก...แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครต้องตายต่อหน้าผมอีก”
ลมแรงจากยานแอนโดรเมดาโบกเสื้อเขาอย่างแรง
ขณะที่ฟากฟ้าด้านตะวันตกเริ่มมีแสงสีทองเรืองขึ้น...
แสงของวันใหม่หรือแสงของบางสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น — ไม่มีใครรู้
“เสียงจากแดนไกล”
เสียงสัญญาณเตือนเบาๆ ดังขึ้นในห้องควบคุมยานลาดตระเวน
จูเลียน่าหันมองหน้าจอที่สั่นคลอนท่ามกลางเสียงคลื่นพลังจากสนามรบที่ยังคงสั่นะเือยู่เบื้องนอก
[สัญญาณเข้ารหัสจากฐานอาณานิคมแอนโดรเมดา– สายตรงจากมาริน่า เดลฟิโน]
หัวใจเธอกระตุกวูบ“แม่…?”
ภาพโฮโลกราฟีสามมิติปรากฏขึ้นกลางห้องเป็ใบหน้าของหญิงสูงวัยในชุดสีขาวเงิน ดวงตาคล้ายเธอราวกับถอดแบบ
“จูลลูกจ๋า…พ่อไม่ค่อยดีเลย ่นี้เขาเพ้อเรียกชื่อเ้าแทบทุกคืนแม่ไม่อยากให้เขาจากไปโดยไม่ได้เจอหน้าเ้าอีกครั้ง...”
เสียงนั้นสั่นเครือปนสะอื้น
จูเลียน่านิ่งไปนานก่อนเอ่ยเสียงเบา “แต่แม่…ตอนนี้ลูกอยู่ในแนวรบ ถ้าลูกกลับไป—”
“เื่นั้นแม่รู้จ้ะแต่เ้าชายลูมิเอลยืนยันเองว่า จะส่งยานรับเ้ากลับในคืนนี้เขาจะจัดการทุกอย่างให้ปลอดภัย”
ชื่อของเ้าชายทำให้จูเลียน่าชะงักดวงตาเธอวาวขึ้นน้อย ๆ ก่อนเม้มริมฝีปากแน่น
“ถ้าเป็คำสั่งจากเบื้องบน...งั้นลูกคงต้องไปจริง ๆ”
คืนนั้นก่อนออกเดินทาง
เธอเข้าไปหาวิเวียน่ากับเรมิโอที่ลานจอดยาน
“วิเวียน่า…เรมิโอ…”เธอพูดเบา ๆ “ฉันคงต้องกลับไปเยี่ยมพ่อสักพัก เขาอาการไม่ดีนัก”
เรมิโอหันมาดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “ให้ฉันไปส่งไหม?”
เธอส่ายหน้า“ไม่เป็ไร…เ้าชายลูมิเอลจะส่งยานมารับเอง ฉันจะรีบกลับมา”
เธอยิ้มบาง ๆก่อนหันหลัง เดินหายไปในเงาควันของสนามรบ
และนั่นคือภาพสุดท้ายที่เรมิโอเห็นเธอในคืนานั้น—
ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
เสียงไซเรนของฐานชั้นใต้ดินดังระงม
เรมิโอและวิเวียน่าวิ่งผ่านโถงทางเดินที่สว่างด้วยแสงไฟสีน้ำเงินจากแบตเตอรี่ฉุกเฉิน
ผนังคอนกรีตสั่นะเืทุกครั้งที่คลื่นเสียงะเิดังขึ้นเหนือศีรษะ
“พวกมันเริ่มโจมตีแล้ว!”เสียงทหารหญิงะโขณะส่งข้อมูลจากเรดาร์ขึ้นจอภาพ
ลูมีเอลปรากฏขึ้นในร่างโฮโลแกรมตรงกลางห้องบัญชาการ
แสงจากตัวเขาส่องกระทบใบหน้าของผู้คนจนทุกสายตาเงยขึ้นมอง
“กองกำลังของรัฐบาลเก่าพร้อมสนับสนุนจากยานรบแมกเจลแลนจำนวน ห้าลำ กำลังรุกคืบเข้ามาจากทิศเหนือ”
เสียงทุ้มนุ่มนั้นฟังดูสงบอย่างน่าประหลาด
โดมินิโกที่ยืนพิงผนังกำหมัดแน่น
“ไอ้พวกนั้นไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้สินะ”
เขากระแทกหมัดเข้ากับโต๊ะโลหะจนเกิดเสียงก้อง
วิเวียน่าหันมาทางเรมิโอ
“นายพร้อมไหม?”
ชายหนุ่มพยักหน้าแม้แววตาจะยังแฝงความกังวล
“พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ฉันจะไม่ยอมให้พวกนั้นทำลายเมืองอีก”
ข้างนอกเสียงปืนพลังงานเริ่มแผดร้อง
แสงไฟสีแดงพาดผ่านท้องฟ้ากรีดเป็เส้นยาวราวกับอัสนีบาต
กองกำลังของสหภาพที่ได้รับเทคโนโลยีอาวุธจากแอนโดรเมดาเคลื่อนขบวนขึ้นไปบนพื้นดิน นำโดยเรมิโอเอง
เหนือชั้นบรรยากาศยานรูปทรงวงแหวนของแมกเจลแลนแล่นทะยานเข้ามา
แผ่นเกราะของมันสะท้อนแสงอาทิตย์จนดูเหมือนโล่ั์แห่งเทพเ้า
พวกมันปล่อยฝูงโดรนติดอาวุธลงมานับพันถาโถมใส่ฐานของสหภาพอย่างไม่หยุดยั้ง
เรมิโอกดปุ่มสื่อสาร“ทุกหน่วยเตรียมพร้อม! ยิงสวนเมื่อฉันให้สัญญาณ!”
เสียงปืนพลาสม่ารัวสนั่นแสงสีฟ้าพุ่งตัดอากาศสู่ยานศัตรู
พื้นดินสั่นะเืจากแรงะเิเศษซากคอนกรีตปลิวว่อนทั่วเมืองที่เคยรุ่งเรือง
วิเวียน่าอยู่ในรถพยาบาลสนามมือเธอสั่นเล็กน้อยขณะฉีดนาโนรีเจนให้ทหาราเ็
เหงื่อไหลตามขมับแต่แววตาแน่วแน่ไม่ต่างจากเมื่อครั้งในห้องผ่าตัด
ท่ามกลางเสียงปืนและควันไฟลูมีเอลยังคงปรากฏอยู่ในจอฮอโลแกรมกลางสนามรบ
ร่างของเขาเปล่งแสงขาวนวลคำพูดของเขาดังก้องผ่านลำโพงทุกหน่วยรบ
“จงอย่าหวั่นไหวพลังแห่งอีเทอร์จะคุ้มครองพวกเ้า จงต่อสู้เพื่อโลกใบนี้”
และในวินาทีนั้นเองแสงสว่างจ้าพุ่งลงมาจากฟ้า คล้ายม่านแสงจาก์
พลังงานจากยานแอนโดรเมดาโอบล้อมเมืองเอ็นโดโปลิสไว้สร้างโดมพลังั์ต้านการโจมตีของแมกเจลแลน
เสียงโห่ร้องของเหล่าทหารสหภาพดังขึ้นพร้อมกัน
“พวกเรามีหวังแล้ว!”
เรมิโอยิ้มออกมาเป็ครั้งแรกในสนามรบ
“ถ้าปาฏิหาริย์มีอยู่จริงก็คงเป็ตอนนี้เอง…”
เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เรียกว่า “แสงอีเทอร์” นั้น อาจเป็มากกว่าพลังแห่งปาฏิหาริย์
และอาจเป็“โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น” ซึ่งกำลังเริ่มพันธนาการโลกทั้งใบไว้โดยไม่รู้ตัว
กลางค่ำคืนนั้นท้องฟ้าเหนือเอ็นโดโปลิสยังคงเป็สีแดงจากเพลิงไหม้
เศษเถ้าถ่านปลิวลอยไปตามแรงลมเหมือนหิมะของาที่ไม่มีวันหลอมละลาย
ภายในบังเกอร์ใต้ดินเสียงเครื่องช่วยหายใจของผู้าเ็ดังแ่เบา
เรมิโอนั่งเงียบอยู่ข้างเตียงทหารหนุ่มที่ถูกไฟลวกครึ่งตัวเขายกมือกำแน่น
วิเวียน่าเดินเข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลเธอพูดเสียงแ่ “นายต้องพักบ้างนะ เรมิโอ… นายไม่ได้เป็เครื่องจักรนะ”
“ฉันรู้…”เขาตอบพลางก้มหน้า “แต่ถ้าฉันหลับตอนนี้ ฉันคงฝันถึงคนที่เราเสียไป”
เธอยื่นน้ำให้เขารับไว้เงียบ ๆ แต่แววตาเธอฉายแววเป็ห่วง
ภาพชายหนุ่มผมดำที่เต็มไปด้วยฝุ่นเขม่ากับหญิงแพทย์ผมบลอนด์ในห้องที่สว่างด้วยไฟฉุกเฉิน— เป็ภาพเล็ก ๆ ของความเป็มนุษย์ในโลกที่กำลังกลืนกินกันเอง
ไม่นานโดมินิโกเดินเข้ามาในห้องประชุมข้างเคียง
บนโต๊ะมีแผนที่เมืองหลวงเส้นสีแดงสีน้ำเงินขีดไขว้เต็มไปหมด
“เราเสียแนวตะวันตกไปบางส่วนพวกแมกเจลแลนส่งโดรนรุ่นใหม่ลงมาเป็ฝูง…แต่โชคยังดีที่โดมพลังของพวกแอนโดรเมดาช่วยไว้” ชายวัยห้าสิบกล่าวด้วยเสียงแหบต่ำ
“แล้วพวกเขาเสนออะไรตอบแทนไหม”วิเวียน่าถาม
“ตอนนี้ยังไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ” โดมินิโกถอนหายใจ “แต่โลกนี้ไม่มีของฟรีหรอก ด็อกเตอร์”
เรมิโอเงยหน้าขึ้น“บางทีพวกเขาอาจแค่้ายุติา… ไม่อยากให้มนุษย์ฆ่ากันเองก็ได้”
โดมินิโกหัวเราะในลำคอ“หวังว่านายจะพูดถูก”
เขาหันไปมองจอรายงานการสอดแนมที่สั่นไหว
ภาพจากโดรนของสหภาพเผยให้เห็นเงาของยานแมกเจลแลนที่ลอยลำเหนือเมฆพร้อมอาวุธขนาดั์กำลังชาร์จพลัง
“ดูเหมือนพวกมันจะเตรียมยิงอาวุธ‘ดาวล้างเงา’ ลงมา ถ้ามันถึงพื้น เมืองทั้งเมืองจะหายไปในพริบตา”
วิเวียน่าขมวดคิ้ว“เราต้องขอให้ลูมีเอลช่วยอีกครั้ง”
“ฉันจะติดต่อเขาเอง”เรมิโอว่า ก่อนก้าวออกไปยังโถงสื่อสาร
บนจอโฮโลแกรมแสงสีเงินส่องประกาย ร่างของลูมีเอลปรากฏขึ้น
ใบหน้าเขาสงบนิ่งราวกับไม่มีความเหน็ดเหนื่อยจากการบัญชาการรบ
“เรมิโอ…พวกเราตรวจจับพลังงานของอาวุธนั้นแล้ว เราจะจัดการให้”
“ฉันไม่รู้จะขอบคุณยังไง”เรมิโอพูดด้วยเสียงจริงใจ
ลูมีเอลยิ้มอ่อน“แค่เชื่อใจฉันก็พอ นายคือสัญลักษณ์ของความหวังบนโลกใบนี้”
แสงโฮโลแกรมดับวูบลงเหลือเพียงเรมิโอที่ยืนอยู่กลางความมืด
เขาไม่รู้เลยว่าเื้ัคำว่า “ความหวัง” นั้น กำลังสั่นคลอนขอบเขตของเสรีภาพอย่างเงียบงัน
ขณะเดียวกันบนฟากฟ้าไกลออกไป ยานแมกเจลแลนเปล่งแสงสีส้มเข้มออกจากแกนกลาง
ก่อนจะมีลำแสงสีน้ำเงินขนาดมหึมาพุ่งสวนขึ้นจากพื้นโลก—ยิงสวนโดยตรงจากฐานของลูมีเอล
ท้องฟ้าแตกกระจายเสียงะเิก้องไปทั่ว
ยานแม่ของแมกเจลแลนแตกเป็เศษเสี้ยวโลหะเปลวไฟสีเงินตกลงมาราวห่าดาวตก
เรมิโอมองภาพนั้นบนจอก่อนพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ลูมีเอล…นายช่างมีพลังอย่างแท้จริง”
รุ่งสางของวันใหม่
แสงแดดสีทองเรื่อๆ ส่องผ่านม่านควันหนาเหนือเมืองเอ็นโดโปลิส
าเมื่อคืนเงียบลงเหลือเพียงเสียงซ่อมแซม เครื่องจักรที่ครางเบา ๆ ราวกับเสียงถอนหายใจของโลก
เรมิโอยืนอยู่บนหอคอยชั่วคราวมองเห็นเมืองทั้งเมืองแหลกสลาย
เขาถอดหมวกนิรภัยวางมือลงบนเหล็กเย็นเฉียบ
ใบหน้าที่เปรอะคราบควันยังคงมีแววเหนื่อยล้าแต่ในแววตานั้นกลับมีประกายเล็ก ๆ ของความหวัง
เื้ัมีเสียงฝีเท้าแ่เบา
“นายไม่ได้นอนทั้งคืนเลยใช่ไหม?”
เสียงวิเวียน่าดังขึ้นจากด้านหลังเธอสวมเสื้อกาวน์ขาวทับชุดแพทย์สนาม ผมบลอนด์ถูกรวบหลวม ๆ ด้านหลัง
เรมิโอหัวเราะในลำคอเบาๆ
“หลับไม่ลงหรอก...ฉันไม่อยากตื่นมาแล้วพบว่ามีใครหายไปอีก”
เธอยืนข้างเขาสายตาทอดมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีฟ้า
“คืนนี้นายช่วยชีวิตคนไว้เยอะมากนะ”เธอพูดช้า ๆ “แต่บางที... มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่เราจะช่วยได้”
น้ำเสียงของเธอแ่ลงในตอนท้ายเรมิโอเหลือบมอง เห็นมือของเธอกำแน่น
เขารู้ดีว่าเธอไม่ได้พูดถึงใครอื่น— แต่หมายถึง อะมาเดโอ ชายผู้เสียสละชีวิตในยานแม่เมื่อครั้งนั้น
เรมิโอล้วงกระเป๋าหยิบชิ้นส่วนโลหะเล็ก ๆ ขึ้นมา มันคือเศษเซนเซอร์ที่เคยขัดข้องเมื่อคืน
“ชิ้นนี้...มันสั่นผิดปกติอีกแล้ว บางทีระบบข้างในฉันอาจเริ่มรวน”
วิเวียน่าหันมาทันที“อย่าขยับ เดี๋ยวฉันจะตรวจให้”
เธอวางมือบนหน้าอกเขาปลายนิ้วแตะผิวโลหะเย็น ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อหนัง
ความร้อนจากมือเธอส่งผ่านเข้าสู่ร่างเขาเธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แล้วพูดเบา ๆ
“เซนเซอร์ตัวนี้...ฉันจำได้ดี มันเป็ชิ้นเดียวกับที่ฉันใช้กับร่างของอะมาเดโอ”
เรมิโอชะงักไป“หมายความว่า—”
“บางส่วนในตัวนายมาจากเขา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
“ฉันไม่อยากพูดแบบนี้...แต่บางที เพราะแบบนั้น ฉันถึงรู้สึกเหมือนนาย... มีบางอย่างคล้ายเขา”
ทั้งคู่ยืนนิ่ง
ลมยามเช้าพัดผ่านเส้นผมสีบลอนด์ปลิวไหวแตะข้างแก้มชายหนุ่ม
เขายิ้มเศร้า“บางทีชิ้นส่วนพวกนั้นอาจแค่้ากลับบ้าน”
วิเวียน่ามองเขาแล้วหลุบตาลง “บ้าน... หรือหัวใจของคนที่เหลืออยู่กันแน่”
เธอพูดก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าเต็นท์
ปล่อยให้เรมิโอยืนมองท้องฟ้าที่ตอนนี้เริ่มสว่างขึ้นเต็มที
เขายกมือแตะหน้าอกตรงที่โลหะสั่นเบาๆ พลางพึมพำ
“อะมาเดโอ...ถ้านายยังอยู่ นายคงบอกให้ฉันปกป้องเธอใช่ไหม”
เสียงคลื่นวิทยุขัดจังหวะความเงียบ
“หน่วยบัญชาการแจ้งมา—ลูมีเอลขอพบตัวนายด่วน”
เรมิโอมองขึ้นไปยังฟ้าสีส้มอมทอง
สายตาเขาฉายแววสงสัยวูบหนึ่งก่อนที่ริมฝีปากจะขยับยิ้มบาง ๆ
“ดูเหมือนวันใหม่จะเริ่มเร็วกว่าที่คิด…”
จบตอนที่ 4
( 25 ต.ค. 68 )