“เฮ้ย!ไอ้มินสก์มันจะกลับมาพรุ่งนี้แล้วกูว่าหาวันนัดกินข้าวกันหน่อยดีกว่าว่ะ พวกมึงว่างกันวันไหนเนี่ย ระบุหน่อยซิ”
ปั้นจั่นวีดิโอคอลหาเพื่อนๆ หนุ่มแก๊งกาแฟ เปิดประเด็นนัดเจอหลังจากที่เรียนจบและแยกย้ายกันไปเรียนต่อบ้างทำงานบ้าง จึงไม่ค่อยได้เจอกันพร้อมหน้าเหมือนเมื่อสามปีก่อนที่ยังเรียนอยู่ด้วยกัน
(กูได้ข่าวว่ามันจะกลับมาเปิดบริษัทของมันด้วยไม่ใช่เหรอวะ)ครูสบอกถึงข่าวที่เพิ่งรู้มา
(เอออันนี้กูก็ได้ข่าวมาเหมือนกันเห็นว่าพ่อมันให้คนเตรียมบริษัททางนี้ไว้ให้หมดแล้วนี่ จะทำบุญเปิดบริษัทกันวันศุกร์ที่จะถึงนี่แล้วมั้งถ้าข่าวกูไม่ผิดนะ)เป็อีกหนึ่งคำยืนยันจากตรีวิทย์หรือต่อ
“โอ้โห! นี่ไอ้มินสก์แม่งกลับมาก็จะตั้งหลักปักฐานขนาดนี้เลยเหรอวะอย่างนี้จะมีเวลาไปตีหม้อกันไหมวะเนี่ย” เป็เสียงจากกังหัน ที่ยื่นหน้าแทรกหน้าพี่ชายเข้ามาส่งเสียงด้วยอีกคน
(ตีหม้อบ้านมึงสิไอ้กังคนเขาตั้งใจกลับมาทำงานทำการ ใจคอมึงจะชวนตีให้หม้อแตกกันเลยหรือไงวะ)สิบรถอดไม่ไหว ต้องส่งเสียงเตือนสติกังหันด้วยคำพูดสไตล์ของตัวเอง
(แหม..ถ้าเอาแต่ทำงานอย่างเดียวมันก็เครียดนะโว้ยมันต้องมีปลดปล่อยและผ่อนคลายกันบ้างสิวะ) กังหันแก้ตัว
(มึงสองคนเลิกกัดกันเสียทีสิตกลงจะนัดวันไหนก็ว่ามา กูจะไม่มีเวลาคุยแล้ว ได้เวลาทำงานของกูแล้วเนี่ย)ตรีวิทย์ทำหน้าที่กรรมการแยกศึกพร้อมทั้งเร่งเอาคำตอบ
“กูว่าน่าจะเป็สักวันจันทร์วันอังคารไหมให้ไอ้มินสก์มันได้พักอยู่กับย่าของมันให้หายคิดถึงก่อนสักคืนสองคืนค่อยไปจิกมันออกมา” ปั้นจั่นเสนอความคิด
(แต่จันทร์อังคารกูไม่ว่างน่ะสินี่กูจะบินไปอเมริกาอยู่แล้วเนี่ย กลับมาอีกทีวันพฤหัสโน่น) ครูสบอกคิวของตัวเอง
(ถ้าอย่างนั้นกูว่าไปเจอกันวันเลี้ยงเปิดบริษัทของไอ้มินสก์มันเลยแล้วกันกูจะได้ไม่ต้องไปหลายรอบด้วย งานราษฎร์งานหลวงเยอะชิบหายจัดคิวไม่ค่อยจะถูกแล้วเนี่ย) สิบรถเสนอความคิด
“เออเอาอย่างนั้นก็ได้วะ เอาเป็ว่าเราไปเจอกันวันศุกร์นี้ที่บริษัทใหม่ของไอ้มินสก์มันเลย ไปเซอร์ไพร์สมันกัน” ปั้นจั่นเห็นด้วย ก่อนที่กังหันจะเบียดหน้าพี่ชายฝาแฝดเข้ามาพูดด้วยอีกคน
“ก็ดีเหมือนกันแล้วค่อยไหลไปต่อตอนเย็น ไหน ๆ ก็เย็นวันศุกร์ทั้งที ต้องจัดหน่อยโว้ย”
(เออค่อยไปว่ากันวันศุกร์แล้วกัน จะไหลต่อหรือจะยังไง ตอนนี้กูต้องไปทำงานก่อนละแล้วเจอกันโว้ย)
ตรีวิทย์หรือต่อตัดบทแล้วหายจากหน้าจอไปก่อนเป็คนแรกก่อนที่คนอื่น ๆ จะทยอยออกจากสายไปจนหมดรอวันที่จะได้เจอกันอีกครั้งอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากที่ไม่ได้เจอตัวเป็ ๆกันครบทีมมาแล้วสามปี ั้แ่ที่คีรีหรือมินสก์ ไปเรียนต่อที่อเมริกา
คีรีหรือมินสก์นั้นไปเรียนต่อปริญญาโท ทางด้านการพัฒนาโปรแกรมและซอฟแวร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะซึ่งเป็ทางที่ชายหนุ่มชื่นชอบ อันที่จริงระยะเวลาที่ชายหนุ่มต้องใช้นั้นคือสองปีแต่เขาเสียเวลาไปกับการรักษาตัว เนื่องจากปีแรกที่ไปที่นั่นก็เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งใหญ่จนทำให้ชายหนุ่มต้องนอนรักษาตัวและเสียเวลาไปเกือบปีกว่าจะกลับมาเรียนและทำทุกอย่างได้ตามปกติ
ที่สนามบินสุวรรณภูมิที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนครอบครัวพิทักษ์คุณธรรมได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกครั้งหลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศมานาน คุณคีรินทร์นั้นเป็ผู้บริหารของบริษัทข้ามชาติ บ่อยครั้งที่เขาต้องไปประจำอยู่ที่อเมริกาดูแลงานอยู่ที่สาขาใหญ่ของบริษัท โดยมีคุณนิลาวัลย์ ผู้เป็ภรรยาตามไปดูแลส่วนคีรีที่เป็ลูกชายนั้น เพิ่งจะบินตามไปเมื่อสามปีก่อนหลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีที่ประเทศไทยแล้ว
วันนี้ทั้งสามคนกลับมาถึงเมืองไทยประเทศบ้านเกิดของพวกเขาอีกครั้งคีรีติดต่อรถจากสนามบินเอาไว้ให้พาไปส่งที่บ้านสวนรื่นรมย์ซึ่งมีคุณย่ารื่นเป็เ้าของ คุณย่าผู้เป็ที่เคารพรักของคีรี เพราะเอาจริง ๆชีวิตนี้ของเขา อยู่กับคุณย่ารื่นมากกว่าพ่อแม่ของตนเองเสียอีกเพราะท่านทั้งสองต้องเดินทางต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งนั่นเอง
หนึ่งชั่วโมงกว่าจากสนามบินสู่บ้านสวนรื่นรมย์ ที่จังหวัดนครปฐมรถยนต์ป้ายทะเบียนสีเขียววิ่งเข้ามาในสวนตามทางเล็ก ๆ ราวกับกำลังขับแหวกม่านต้นไม้เข้ามาสู่ตัวบ้านหลังใหญ่ทรงไทยประยุกต์ที่ด้านล่างสร้างด้วยปูน ้าเป็ไม้ เสียงสุนัขเห่าดังไปทั่วบ้านทักทายรถหน้าตาแปลก ๆ ที่มันไม่คุ้นเคย
“ปูนเอ๊ยปูนไปดูหน่อยสิลูกว่าใครมา หมาเห่ากันใหญ่เลย” เสียงจากคุณย่ารื่นบอกให้ปูนเด็กหนุ่มลูกชาวสวนที่ท่านรับอุปการะไว้ั้แ่เด็ก ๆ ไปดูว่าใครมาที่หน้าบ้าน
“ครับคุณย่า”เสียงตอบกลับจากเด็กหนุ่มก่อนที่เขาจะวิ่งออกไปดูที่หน้าบ้าน
เสียงเห่าของสุนัขหายไปพร้อมกับความเงียบของทุกคน คุณย่ารื่นที่นั่งแพ็คมะม่วงกวนใส่ถุงอยู่บนบ้านชะเง้อคอมองไปที่บันไดหน้าบ้านด้วยความสงสัย
ฟอดดดด!!!
“สวัสดีครับคุณย่าคิดถึงคุณย่าที่สุดในโลกเลยครับ” หลานชายสุดที่รักเข้ามาโขมยหอมและกอดจากทางด้านหลังเล่นเอาผู้
ชราถึงกับสะดุ้งใ
“ตาเถรหก ตกหมดแล้ว”มะม่วงกวนที่ถืออยู่ในมือที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์ร่วงกลับลงไปอยู่ในกะลามังเช่นเดิม
“ฮ่าฮ่า ยังไม่หมดครับยังเหลือถุงอยู่” คีรีหัวเราะชอบใจ ไม่ได้ฟังคำอุทานเหล่านี้มานานแล้ว
“ตามินสก์!!” คุณย่ารื่นหันมามองหลานชายเต็ม ๆ ตาพร้อมกับร้องเรียกเสียงสูงด้วยความดีใจ รอยยิ้มจากใจแสดงออกทางใบหน้า
“ครับผมเองมินสก์ตัวจริงเสียงจริงครับผม” ย่าหลานสวมกอดกันด้วยความรักความคิดถึงสุดหัวใจ
“สวัสดีครับคุณแม่” /“สวัสดีค่ะคุณแม่”เสียงที่ดังขึ้นเกือบพร้อมกันของคีรินทร์และนิลาวัลย์ที่เดินเข้ามาหาจากทางหน้าบ้าน
“สวัสดีลูกรอบนี้มากันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะ” คุณย่ารื่นทักทายทั้งลูกชายและลูกสะใภ้
“ครับคุณแม่ลูกชายจะเปิดบริษัททั้งทีนี่ครับ ก็ต้องมาร่วมงานของเขาหน่อย” คีรินทร์ที่เข้ามานั่งข้างๆ แม่ของตนเองตอบพร้อมรอยยิ้ม
“วันศุกร์นี้แล้วใช่ไหม”คุณย่ารื่นหันกลับมาถามหลานชายที่ยังคงกอดเอวของท่าน ซบหน้าคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
“ครับ คุณย่าวันศุกร์นี้คุณย่าต้องแต่งตัวสวย ๆ ให้ผมควงด้วยนะครับ”
“ฮ่าฮ่า จะไหวเหรอลูก”คุณย่ารื่นได้ยินที่หลานชายบอกแล้วถึงกับ หัวเราะชอบใจ ก่อนที่มือที่เหี่ยวย่นของท่านจะยกขึ้นลูบไปที่ศีรษะของหลานรัก“ไวจังเลยนะ แป๊บเดียวหลานย่าก็เรียนจบเปิดบริษัทเป็ของตัวเองแล้ว”
“เพราะมีคุณพ่อน่ะครับผมถึงได้มีบริษัทของตัวเองเร็วอย่างนี้”
“นั่นก็เป็เพราะพ่อเห็นว่าแกมีความตั้งใจถึงกับลงทุนไปฝึกงานจริงจังมาเป็ปี เลยทำให้พ่อเชื่อมั่นว่าแกต้องพาบริษัทนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งยังไงล่ะ”
“ขอบคุณครับพ่อ” คีรีหันมายิ้มขอบคุณพ่อของตน
“แล้วนอกจากจะมีข่าวดีเื่บริษัทแล้วยังมีข่าวดีเื่หมั้นอีกนะคะคุณแม่”นิลาวัลย์พูดถึงอีกเื่ที่น่ายินดีไม่แพ้กัน
“ฮ้า!!” เสียงที่แสดงความประหลาดใจ ที่ดังออกมาจากทั้งสาม
คนที่เหลือ จนทำให้คนพูดถึงกับทำหน้าเหรอหรา