่เวลาแห่งความเคลื่อนไหวดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เหล่านักศึกษาต่างกระจายกันออกไปพูดคุยกับชาวบ้านตามบ้านเรือน เสียงหัวเราะและบทสนทนาเบิกบานกังวานั้แ่ยามเช้าจรดแสงสุดท้ายของวัน ราวกับความเรียบง่ายของวิถีชีวิตชนบทได้หวนกลับมาอีกครั้ง
ชาวบ้านหุงหาอาหารไว้ต้อนรับเด็ก ๆ ที่ครัวกลางเช่นเคย บ้างนั่งล้อมวงบนพื้นดิน บ้างขึ้นนั่งบนแคร่ไม้ เสียงพูดคุยยังคงแว่วมาเป็ระยะ ภาพเหล่านี้ช่างชวนให้อรรู้สึกอบอุ่น ราวกับวันวานในวัยเยาว์หวนคืน ทว่าครั้งนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อย เพราะมีเพื่อนพ้องรายล้อมอยู่เคียงข้าง
เว้นเสียแต่พ่อท่านที่มิได้ร่วมวงอาหารตามปกติ เนื่องด้วยยามเย็นท่านเคร่งครัดในศีล จึงมิได้กินอาหารเย็นเช่นผู้อื่น คงหลีกเร้นอยู่ในห้องพระกับเหล่าบริวารเช่นเคย
“มึงไม่กินข้าวหรอ?”
เสียงใสแหลมของก้านพลูดังขึ้นจากข้างกาย เมื่อเห็นอรเอาแต่นั่งนิ่ง ราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
“กูยังไม่หิว มึงกินก่อนเลย”
“แล้วมึงมองหาอะไร?”
“ก็มองหายาน่ะสิ ไปไหนของเขาอีกแล้ว ไม่มานั่งกินข้าวเลย”
มือที่กำลังจกข้าวเหนียวชะงักกะทันหัน เมื่อชื่อของเพื่อนที่ผิดแปลกถูกเอ่ยขึ้น
อรลุกขึ้นจากแคร่ เดินทอดน่องไปยังป่าด้านข้างหมู่บ้าน สถานที่เดียวกับที่เธอพบยาตอนเช้า หวังว่าอีกฝ่ายอาจกลับไปปลีกวิเวกเช่นเดิม
ทว่ากลับว่างเปล่า
“จะมืดค่ำอยู่แล้ว หายไปไหนอีก…”
เสียงพึมพำของอรแ่เบา แต่แฝงความเป็ห่วงแผ่ซ่านทั่วหัวใจ ดวงตามองไปรอบผืนป่า สายหมอกเริ่มคลี่คลุมอย่างแ่เบา ต่างจากยามเช้าที่แสงแดดยังพอให้มองเห็นทางเดิน แต่บัดนี้ผืนป่ากลับดูไร้ขอบเขต มืดมัวและน่าสะพรึง
เธอกวาดสายตาไปรอบบริเวณ หวังจะเห็นเงาของเพื่อนสาว จนกระทั่งดวงตาสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งในม่านหมอกจาง ร่างนั้นยืนห่างออกไป ใส่เสื้อผ้าสีดำทะมึน อาจเป็ยา… หรือเปล่า?
อรไม่เอ่ยเรียก เพียงแต่ค่อย ๆ ก้าวตามร่างนั้นไปอย่างเงียบงัน หากยิ่งเดินตาม ร่างนั้นกลับยิ่งถอยห่างราวกับลวงหลอก แม้เธอจะไม่ละสายตาเลยแม้แต่น้อย
อรระงับคำเรียกไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าร่างนั้นใช่ยาจริงหรือไม่ แสงสุดท้ายของวันเลือนหายไปแล้ว ป่าในยามค่ำคืนไม่ใช่ที่ที่ควรเดินเล่น และสิ่งที่อรกังวลที่สุด มิใช่เพียงสัตว์ร้ายหรือภัยจากมนุษย์
หากแต่เป็ 'สิ่งที่ไม่ใช่คน'
ั้แ่เธอผ่าน ดงผีป่ำ อรยิ่งแน่ใจว่าผีห่า สัมภเวสีทั้งหลายต่างจับจ้องเธออยู่ แม้จะทำอันใดเธอไม่ได้ตรง ๆ แต่คนรอบข้างเธอกลับมิได้มีเกราะป้องกันเช่นเดียวกัน และหากเกิดเหตุใดกับยาที่เธอคอยเป็ห่วง แล้วช่วยไม่ทัน อรคงโทษตัวเองไปตลอดชีวิต
บริเวณโดยรอบอบอวลด้วยความชื้นของป่าลึก ต้นไม้ใหญ่ชูยอดสูงเสียดฟ้า แตกกิ่งก้านสลับซับซ้อน ใบไม้แห้งกรอบโรยตัวลงบนผืนดินเหนียวที่ชุ่มด้วยหยาดน้ำค้างเก่า เสียงจิ้งหรีดเรไรเร่งรัวเป็จังหวะของค่ำคืน แทรกผ่านความเงียบสงัดในอากาศ
ร่างลึกลับนั้นยังคงเดินนำหน้าอย่างมั่นคง แม้ไม่มีคำพูดใดหลุดจากริมฝีปาก แต่มันกลับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้อรต้องก้าวตามไป
ทุกย่างเท้าของเธอเหยียบลงบนใบไม้ที่ทับถม ส่งเสียงแหบกรอบสะท้อนในความเงียบ เธอราวกับจมอยู่ในภวังค์ ลืมสิ้นแม้แต่การหันกลับมามองทางที่ผ่าน
ูเาซึ่งเคยมองเห็นจากหมู่บ้านเป็เพียงเงาเล็กไกลตา บัดนี้กลับดูใหญ่โตขึ้นทุกครั้งที่ก้าวเข้าใกล้ ราวกับมันกำลังขยายตัวรองรับผู้มาเยือนอย่างเงียบงัน
เบื้องหน้าไม่ไกลนัก หน้าผาโล่งกว้างทอดตัวอยู่ตรงเชิงเขา ม่านหมอกขาวลอยกรุ่นบดบังทัศนวิสัย แสงจันทร์ที่เคยถูกเรือนยอดไม้บดบัง ค่อย ๆ สาดส่องผ่านช่องว่างขึ้นมาอย่างช้า ๆ ทอประกายลงบนหมอกจางนั้นเปรียบเสมือนเส้นแพรเงินลอยระยิบระยับในอากาศ ลมหายใจแ่เบา ความรู้สึกหนึ่งไหลย้อนขึ้นมาในใจ
“เอื้อยอร สิไปไสจ๊ะ”
ราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ อรชะงักเท้า เมื่อร่างเล็กของเด็กน้อยผู้หนึ่งปรากฏตรงหน้า
เขาผอมบาง พุงกลมตึงตัดกับแขนขาเรียวเล็ก ดวงตากลมใสแจ๋วดั่งลูกแก้วสะท้อนแสงจันทร์ เป็ดวงตาที่ทั้งใสซื่อและลึกลับในเวลาเดียวกัน ผิวเนื้อคล้ำแทนตัดกับรอยยิ้มไร้เดียงสาที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า
เด็กน้อยสวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าที่ซีดจางจากการใช้งาน แต่กลับสะอาดเรียบร้อย ผ้าซิ่นเก่าถูกพับคลุมรอบเอวเหมือนผ้ากันเปื้อน ทับด้วยกางเกงขาสั้นผ้าฝ้ายที่ดูเก่าแต่ยังคงถูกรักษาไว้อย่างดี ผมสั้นหัวโป่งรุงรังเหมือนไม่เคยผ่านหวี ด้านข้างลำคอมีเชือกเส้นเล็กคล้องพวงมาลัยดอกไม้แห้งที่เริ่มกรอบและกรุ่นกลิ่นจาง ๆ ของดอกไม้โบราณ
“คำปุ่น!”
“พ่อให้มาตามเอื้อยกลับเฮือนจ้า”
อรเงยหน้าขึ้น มองไปร่างที่เธอเดินตามเมื่อครู่ ร่างนั้นหายไปแล้ว ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
“หมู่เอื้อยอยู่เฮือนแล้วเด้อ เพิ่นกินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว พ่อบอกบ่ต้องห่วง ข่อยมาตามเอื้อย ให้ฟ้าวกลับจ้า”
จบประโยค อรจึงเริ่มหันมองไปรอบบริเวณอีกครั้ง และนั่นเองที่ทำให้เธอรู้ตัวว่า ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องรีบกลับบ้าน
ท่ามกลางม่านหมอกที่ยังลอยคลุ้งอยู่เหนือผืนดิน แสงไฟพรายสีอ่อนนวลค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ลอยนิ่งกลางอากาศดุจแสงแห่งความหวัง มันไม่เจิดจ้า ทว่าพอจะคลี่คลายความมืด ณ ที่แห่งนี้ได้ เธอก้าวตามแสงที่ผีพรายนำทางไปช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบของป่าที่เริ่มสงบลง
ข้างกาย มีเสียงของคำปุ่นคอยพูดคุยด้วยเบา ๆ เป็เพื่อนระหว่างทาง คำพูดที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย สองมือกุมกันด้วยความสนิทสนม
คำปุ่นกุมารทองที่ติดตามอรมาั้แ่เด็ก เป็ทั้งน้องชาย เป็ทั้งเพื่อนเล่น และเป็ดั่งผู้เตือนใจเมื่อใดที่เธอกลับมาบ้านพ่อ
ทางที่อรใช้เดินออกจากป่า พาเธอวกกลับมาสู่ลานหน้าเรือนพักของเพื่อนพ้องอย่างพอดิบพอดี แสงตะวันท้ายยามลาลับ เหล่ามิตรสหายล้วนขึ้นเรือนกันหมดแล้ว บ้างนั่งสนทนาหัวเราะอยู่ใต้ชายคา บ้างเอนกายนั่งทอดอารมณ์ตรงบันไดเรือน เมื่อเหลือบเห็นอร ต่างก็ทักถามด้วยความสงสัยว่าเธอหายไปไหนมา อรเพียงยิ้มบาง ตอบตัดบทว่าออกไปเดินเล่น แล้วหันสายตามองไปยังเรือนอีกหลัง ก็แลเห็นยานั้นอยู่บนเรือนแล้ว สีหน้าของอรจึงอ่อนลง โล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตั้งใจจะเดินต่อเพื่อไปหาพ่อท่านที่อยู่เรือนไม่ไกลมากนัก
เ้ากรรม
บนแคร่ไม้ริมชายเรือน ปรากฏร่างของก้านพลู นั่งขัดสมาธิจกข้าวเหนียวคำโต ปลาร้าบองในถ้วยเล็กวางอยู่ข้างตัวอย่างเป็ระเบียบ เ้าตัวดูสบายอกสบายใจ ราวกับไม่คิดจะกลับไปนั่งรวมกลุ่มกับใครแล้ว
อรกลั้นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยถามอย่างเอ็นดูปนเหนื่อยใจ
“มึงไม่อิ่มหรอ?” อรถามขณะเดินขึ้นมา
“กูไม่อิ่มง่ายๆ ข้าวบ้านมึงอร่อยอ่ะ!”
“แล้วมานั่งตรงนี้ไม่กลัวหรือไง?”
“ไม่กลัว เพราะมีคำปุ่นอยู่เป็เพื่อน”
พลันนั้น เด็กพุงเต่งก็ปรากฏร่างขึ้นข้างก้านพลูพร้อมหัวเราะคิกคัก
“เป็หยังคือบ่หลอกเอื้อยเขาให้หัวโกร๋นแหน่?” อรแซว
“มาหลอกก็ไม่กลัวหรอก น่ารักขนาดนี้ จะกลัวได้ไงล่ะ เนอะ?”
“แม่นจ้า!”
อรถอนหายใจเบา ๆ อย่างเอ็นดูในความสนิทสนมของเพื่อนกับเ้าหนูคำปุ่น ก่อนจะลุกขึ้น เดินตรงไปยังเรือนหลังในที่เธอรู้ดีว่าพ่อท่านของเธอคงนั่งสมาธิอยู่เงียบ ๆ ตามวิสัย
ย่างเท้าอย่างแ่เบา อรเดินเข้ามานั่งข้างกายบิดาในห้องพระที่อบอวลด้วยกลิ่นธูปจาง ๆ และแสงเทียนริบหรี่ที่ทอดเงาบนพระพุทธรูปทองเหลืองตรงหน้า เธอประนมมือขึ้นอย่างสงบ แล้วเริ่มสวดบทมนต์ในใจ เสียงบทสวดของเธอหลอมรวมไปกับความเงียบสงัดในยามค่ำคืนอย่างกลมกลืน
เมื่อบทสวดจบลง ก็เป็จังหวะเดียวกับที่พ่อท่านคลายสมาธิ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ อรเหลือบมองท่านอย่างเกรง ๆ ดวงตาเว้าวอนราวกับจะขออภัยล่วงหน้า หากท่านจะตำหนิเื่ที่เธอออกไปเพ่นพ่านในป่ายามวิกาลโดยไม่บอกกล่าว
แต่กลับผิดคาด...
“ไปนอนไป พ่อสินอนแล้ว”
คำพูดของบิดาเรียบง่าย ราบเรียบ ไม่มีแม้แต่แววตำหนิในน้ำเสียง มือชราเอื้อมไปจับไม้เท้าอย่างคุ้นชิน แล้วค่อย ๆ พยุงร่างลุกขึ้น ทิ้งให้บุตรสาวได้แต่นั่งมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกผิดเงียบ ๆ
อรนั่งอยู่อย่างนั้นอีกครู่ ราวกับใช้เวลาไตร่ตรองในความเงียบ ก่อนจะโน้มกายลงกราบพระ แล้วลุกขึ้นเดินออกไป หัวใจยังอวลด้วยความละอายและคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบจากสายตานิ่งขรึมของพ่อท่าน
ยามวิกาลคลี่คลุมบ้านเรือนไม้กลางป่า ทุกสรรพเสียงเข้าสู่ห้วงแห่งความสงัด รัตติกาลแผ่ปีกคลุมท้องฟ้าไว้จนมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ซีดเผือดลอดผ่านร่องไม้ และแสงไฟจากกองไฟเล็ก ๆ ที่ก่อไว้หน้าบ้าน ซึ่งยังคงสว่างริบหรี่เพื่อไล่ยุงและให้ไออุ่นในความหนาวเหน็บ
บนเรือน อรกับก้านพลูนอนขดกายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา เสียงลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าทั้งคู่ยังหลับสนิท แม้อากาศจะไม่มีเครื่องปรับใด ๆ ช่วยให้เย็น แต่กลับเยือกเย็นเสียจนไอหนาวแทรกซึมถึงกระดูก
เสียงลมหวิวเบา ๆ พัดผ่านยอดไม้ เสียดสีใบไผ่ให้ไหวอย่างแ่เบา เสียงนกฮูกโต้ตอบกับจิ้งหรีดที่ซ่อนตัวในพุ่มหญ้าไกล ๆ เป็บทเพลงยามค่ำคืนที่ฟังดูชวนให้อุ่นใจ
จนกระทั่งเสียงหนึ่ง ค่อย ๆ แทรกเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
เสียงแ่เบาราวกระซิบ... เสียงที่คุ้นเคย
“กะตะมาเร โชวะบันตา…”
เสียงพึมพำแ่เบาดุจสายลมกระซิบดังขึ้นในความเงียบงัน หูของก้านพลูกระตุกเล็กน้อย ก่อนเปลือกตาจะกระพริบเบา ๆ
“อัตตา มานา สัมภะวะ โน มะตา พา…”
เสียงท่องมนต์แปลกประหลาดยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องซ้อนทับกันอยู่ในความมืด ทว่าใจของก้านพลูจำมันได้แม่นยำจำได้ดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ บทสวดนั้น เสียงนั้น… กลับมาอีกแล้ว
ดวงตาเบิกโพลง ความหวาดกลัวผุดขึ้นพร้อมเสียงกรีดร้องอันแหลมสูงที่ฉีกความเงียบเป็เสี่ยง ๆ
“กรี๊ดดดดดดดด!”
แขนทั้งสองข้างรีบยันตัวขึ้นอย่างแรง ดวงตากวาดมองไปรอบห้องอย่างตื่นตระหนก แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลยนอกจากอรที่ยังหลับสนิทนอนแน่นิ่งอย่างไม่ไหวติงอยู่ข้างกาย
เสียงสวดยังคงดำเนินต่อไป ทว่าในความมืดนั้น คล้ายมีเสียงอื่นแทรกขึ้น เสียงกรีดร้องยืดยาว สะท้อนก้องไปทั่วผืนดิน เยียบเย็นและวังเวง สองมือของก้านพลูยกขึ้นปิดหู น้ำตาเอ่อคลอ ความกลัวทะลักท่วมใจจนหายใจแทบไม่ออก
มันมาอีกแล้ว...
“อร! อร!” เธอสะกิดเพื่อนด้วยแรงสั่นระรัว หวังเพียงว่าอีกคนจะตื่นขึ้นมาเป็หลักให้ยึดเหนี่ยว แต่ร่างของอรยังคงแน่นิ่ง ดั่งจมอยู่ในฝันลึก
“จงหลุดจากเนื้อ
จงละจากกาย
จงมอบให้ข้า
ผู้หิวกระหาย…”
“กรี๊ดดดดดดดดด!”
เสียงสวดมนต์เปลี่ยนเป็เสียงข่มขวัญ ย้ำคำชัดเจนราวกับกระแทกใส่ิญญา เสียงอันทรงพลังกระแทกผนังเรือนจนเหมือนสั่นะเื
“ชีวา วิญญา สังเวย
นามสิ้น ซากสูญ โอม!”
เสียงกรีดร้องยืดยาวจนแสบแก้วหู ดังกระหึ่มราวมีผู้คนนับร้อยกู่ร้องจากใต้ดิน หมอกดำคืบคลานอยู่รอบเรือนอย่างเชื่องช้า
“กรี๊ดดดด!”
เสียงกรีดร้องของก้านพลูเป็ชนวนที่ดึงสติอรกลับมา เธอลืมตาโพลงก่อนจะกระโจนเข้าหาร่างเพื่อนที่นั่งสะอื้นอยู่ไม่ห่าง
“มึงเป็อะไร!”
“มัน...ฮือ...มันมาอีกแล้ว”
“อะไร?!”
ปึ้งงงงง!!
เสียงประตูไม้ไผ่กระแทกเข้ากับผนังบ้านดังลั่น แสงไฟทุกดวงพลันสว่างวาบ เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของอาจารย์สุเทพที่ยืนขวางกรอบประตูอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาท่านกวาดไปทั่วทั้งห้องอย่างระแวดระวัง
ด้านหลังของท่านคือคำปุ่นที่ยืนเกาะแขนเสื้อพ่อแน่น ตัวสั่นเทา น้ำตาคลอเบ้า สีหน้าอกสั่นขวัญแขวนไม่ต่างจากก้านพลูแม้แต่น้อย
“บ่มีอิหยังแล้ว กะพวกเสียงผีห่าซ่ำนั่นล่ะ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างเคร่งขรึม ไม่ได้ปลอบโยน แต่กลับชัดเจน หนักแน่น
“แต่ว่า…”
ประโยคขาดห้วง เหมือนจะพูดต่อ แต่กลับหยุดเพียงเท่านั้น ก่อนจะกลืนคำลงไปแล้วเปลี่ยนน้ำเสียงอย่างเฉียบขาด
“อีหล่า ฟ้าวพาเพิ่นไปนอน แลงหลายพอแล้ว”
สิ้นเสียงคำสั่ง พ่อท่านก็หมุนตัวกลับ เดินจากไปอย่างไม่ใยดีต่อเสียงท้วงติง อรยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเมื่อเห็นคิ้วที่ขมวดแน่นของพ่อ และแววตาหนักแน่นดุจเหล็กกล้าของท่าน
เธอไม่กล้าเอ่ยคำใดต่อ
เงียบงัน
เมื่อเสียงฝีเท้าของพ่อท่านหายไป อรจึงค่อย ๆ หันกลับมาหาเพื่อนผู้ยังนั่งตัวสั่นอยู่ สองมือประคองไหล่บอบบางของก้านพลู แล้วเอ่ยเสียงแ่
“สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ… ออกช้า ๆ... ไม่มีอะไรแล้ว...”
คำพูดซ้ำวน ราวกับจะกล่อมทั้งเพื่อนและตัวเธอเองให้เชื่อมั่นว่า ‘ไม่มีอะไร’ จริง ๆ
เมื่อก้านพลูเริ่มหลับตาลงและหายใจราบเรียบขึ้น อรจึงค่อย ๆ เอนกายลงนอนข้าง ๆ สายตายังคงเปิดอยู่ จ้องมองเพดานไม้เหนือหัว ความคิดวนเวียนไม่รู้จบ
เสียงนั้น... บทสวดนั้น...
น้ำเสียงของพ่อที่เคร่งครึมผิดปกติ คำพูดที่ขาดห้วง... และคำปุ่น สีหน้าเหมือนคนที่เพิ่งวิ่งหนีจากอะไรบางอย่างมา
ทุกสิ่งเหมือนเงื่อนไขที่หลุดร่วงจากความจริง
มันไม่ใช่เื่ปกติ…เกิดอะไรขึ้น
